ตอน 1

รถยนต์หรูแล่นอย่างเรียบเรื่อย บนถนนสายหลักใจกลางกรุงปารีส กระทั่งมาจอดหน้าเพ้นต์เฮ้าส์แห่งหนึ่งอันเป็นจุดหมายปลายทาง จากนั้นไม่นานเสียงกริ่งประตูดังขึ้น ส่งผลให้รวิสราที่กำลังง่วนกับการเลี้ยงเด็กอ่อนเงยหน้าขึ้นมองจอภาพจากกล้องวงจรปิด แต่มองไม่เห็นใครสักคนเดียว ขณะที่เสียงกริ่งยังคงดังซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น

“กล้องเสียสินะ” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองอย่างหงุดหงิดน้อยๆ บ่นกล้องวงจรปิดที่มาเสียเอาก็ตอนนี้ มันน่าหงุดหงิดน่ะ เจ้าหล่อนคิดอย่างหัวเสีย ก่อนวางร่างจ้ำม่ำอวบอั๋นของทิกเกอร์ ทารกน้อยวัยขวบเศษบนเบาะนอนอันนุ่มนิ่ม ก่อนวิ่งไปเปิดประตูอย่างกระวีกระวาด

“บ้าจริง!” หญิงสาวสบถเมื่อพบว่า ไม่เพียงกล้องที่เสีย แต่ตาแมวยังใช้ไม่ได้อีกด้วย คราวนี้ความหงุดหงิดที่มีอยู่เป็นทุนเพิ่มดีกรีขึ้นมาอีกระดับ มือเพรียวพลางเปิดประตูขึ้นพรวด ทันใดนั้นเอง ดวงตากลมโตที่ประดับไปด้วยแพขนตายาวงอนถึงกับเบิกกว้างขึ้นอย่างตะลึงพรึงเพริดกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า

ชายหนุ่มเจ้าของดวงหน้าหล่อเฉลา ดวงตาสีเทอร์ควอยซ์ จมูกโด่งเป็นสันโง้งตรงกลางอย่างคนดื้อรั้น ริมฝีปากสีชมพูอ่อนจาง พร้อมรูปร่างสูงสมาร์ท มองก็รู้เลยว่ารูปร่างที่อยู่ใต้สูทสามชิ้นสีเทาควันบุหรี่เข้มนั้น ต้องเป็นเรือนร่างของผู้ชายสมบูรณ์แบบคนหนึ่ง รวิสรามองจ้องดวงหน้าหล่อสะอาดดูสูงศักดิ์ ยืนตระหง่านปรากฏตัวต่อหน้าเธอนิ่งแน่วราวต้องมนต์สะกด ปากอ้าค้างน้ำลายแทบสอเพราะไม่เคยเห็นผู้ชายเจ้าของความหล่ออย่างดึงดูดใจเท่านี้มาก่อน สมองเธอหยุดทำงานชั่วขณะ ราวกับว่าจักรวาลกำลังหยุดหมุนเพราะถูกบางสิ่งที่มีพลังดึงดูดรุนแรงยิ่งกว่า

รวิสรานิ่งงันเหตุเพราะไม่รู้จะพูดอะไรในเวลาต้องมนตร์เช่นนี้ นี่เจ้าหล่อนลืมเสียสนิทหรือว่า ในค่ำนี้จะมีใครบางคนต้องการมาพบเธอเพื่อเจรจาเรื่องทิกเกอร์!

‘ทวงทายาท! จริงด้วย... หรือเขาคือคนที่ต้องการมาพบฉัน’

หญิงสาวนิ่งงัน เพียงเพราะตลึงตลานในรูปโฉมอันงดงามของชายหนุ่มผู้มาเยือนอยู่ชั่วขณะ ก่อนเรียกสติคืนมา จึงได้เอ่ยถามคนแปลกหน้าที่สุดแสนจะดูดีตรงหน้าว่า เขามีธุระอะไร... จะใช่คนเดียวกันหรือไม่ที่เธอรับนัดเขาผ่านเลขานุการเสียงเข้มเมื่อก่อนหน้านี้

“คุณมาหาใครคะ มีธุระอะไรที่นี่?” รวิสราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาพอกันกับอีกฝ่าย ด้านหลังเขามีชายสองคนสูงใหญ่ เจ้าของหุ่นมาดแมนดูแข็งแรง แต่หน้าตาดี สะอาดสะอ้าน หากก็หล่อน้อยกว่าชายหนุ่มตรงหน้าที่กำลังยืนจ้องเธอเขม็ง

พูดถึงความหล่อมันก็อีกเรื่อง... แต่เดี๋ยวนะ! พวกเขามายืนเรียงหน้ากระดานกันทำไมที่หน้าเพ้นท์เฮ้าต์ของหล่อนกันล่ะ

ผู้ชายพวกนี้เป็นคนดีหรือคนเลว รวิสราอยากรู้เพียงเท่านี้

ถ้าเลว... จะได้ไล่พวกเขากลับ ชนิดที่มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเลย เสียเวลาเลี้ยงทิกเกอร์เปล่าๆ นี่เธออยู่ในสภาพหัวฟู เสื้อผ้ารุงรังรุ่ยร่าย ตื่นนอนขึ้นมา ยังไม่ทันได้อาบน้ำอาบท่า ผัดแป้งแต่งหน้า หรือแม้แต่หวีผมเลยด้วยซ้ำ ก็เพราะอะไรจะสำคัญเท่ากับการพุ่งตัวไปดูแลเลี้ยงดูทิกเกอร์ พ่อเสือน้อยของหล่อนกันเล่า ที่ยิ่งนับวันทิกเกอร์ก็โตวันโตคืน ยิ่งโตก็ยิ่งแสบแบบไร้ขีดจำกัด

“เธอคงเป็น... มิสกอบกรกุล?” เสียงคำถามสั้นๆ ฟังดูเรียบนิ่งน่ากริ่งเกรง ความเคร่งขรึมช่างเข้ากันดีเสียเหลือเกินกับท่วงท่าเย็นชาเชือดเฉือนอันดูไม่เป็นมิตรของเขา

“...” รวิสรากำลังงงว่าเขาหมายถึงใคร เธอหรือชนิสราผู้เป็นแม่ ‘กอบกรกุล’ คือนามสกุลของเธอ

หญิงสาวใช้นามสกุลตามผู้เป็นมารดามาตั้งแต่วัยเยาว์

“เธอเป็นแม่แบบไหนกัน?” ผู้มาเยือนเอ่ยเยาะหยันเมื่อสายตาคมปราบมองเห็นสารรูปที่ดูไม่ได้ของผู้หญิงที่กำลังยืนต้อนรับเขาด้วยท่าทีที่ไม่เป็นมิตรพอๆ กัน

“ฉันต้องการเข้าไปพบทิกเกอร์และเจรจาเรื่องเด็กคนนี้” ชายหนุ่มจอมหยิ่งเอ่ยเจตนาต่อ หลังจากมองสำรวจเรือนร่างที่จัดว่าดูอวบอิ่มในเสื้อผ้าที่แทบจะเรียกว่าผ้าขี้ริ้วนั่น ด้วยมาดนิ่งขรึม ดวงตาคมกล้าเจือแววเย็นชาช่างดูเชือดเฉือน รวิสรามองเขาอย่างงงงวย ผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ แม้เป็นเจ้าของดวงหน้าหล่อเหลา รูปร่างสูงสง่า ดวงตาเย็นชาทว่าน่าค้นหาและดูเดียวดายอย่างประหลาด

เธอไม่เคยพบเห็นชายหนุ่มยุโรปที่หน้าตาหล่อเหลาอย่างนี้มาก่อนเลย ยอมรับว่าแรกพบในชั่ววินาทีนั้น สายตาคมปราบของเขาสร้างพลังบางอย่างกระตุ้นเร้าเลือดในกายสาวสะพรั่งอย่างเธอให้ปั่นป่วนวุ่นวาย หัวใจเต้นแรงอย่างที่ไม่มีผู้ชายคนไหนเคยทำได้มาก่อน เขาไม่เพียงดูดี หากดูสูงส่งมีสกุลอย่างที่เธอเองก็อธิบายไม่ถูก

แต่น่าเสียดายที่เขาช่างเย็นชาและดูไม่เป็นมิตรจนเกินไป การมาของเขาต้องไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน

“คุณรู้จักฉันได้ยังไง?” รวิสรานิ่งอย่างงงงัน เมื่อชายแปลกหน้ารู้จักชื่อเธอ สมองหญิงสาวเริ่มทำงาน กลไกการป้องกันตนเองก็เริ่มขึ้น ร่างกายสับสนปั่นป่วน ทำให้หล่อนนึกถึงป้าบุศยาที่เคยพูดอยู่เสมอว่าหล่อนและทิกเกอร์ เด็กชายวัยขวบเศษๆ อาจจะตกอยู่ในอันตรายไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราะสิ่งที่ชนิสราผู้เป็นแม่ทำเอาไว้นั่นเอง

ชายหนุ่มตรงหน้า มองสำรวจหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างเย็นชาเชือดเฉือน ก่อนเดินเลยเธอเข้าไปภายในที่พักอาศัยโดยไม่สนใจว่า เจ้าของสถานที่จะอนุญาตหรือไม่ ในเวลาเดียวกันนั้นกลุ่มชายร่างสูงโปร่งแลดูสมาร์ทในชุดสูทสามชิ้นสีดำก็เดินตามเข้าไปอย่างเย็นชาพอกันกับผู้เป็นนาย

“มิสครับ เราเข้าไปคุยข้างในดีกว่า ผมรับประกันว่าคุณจะไม่ได้รับอันตราย พวกเรามาเจรจาไม่ได้คุกคาม” เลขานุการหนุ่มของคนเย็นชาหันมาพูดกับเจ้าหล่อนท่าทางสุภาพกว่าใครเพื่อน คงเป็นคนเดียวที่มีความเป็นมิตรกระมัง

“แต่นี่... พวกคุณกำลังบุกรุก” รวิสราเริ่มส่งเสียงโวยลั่น สีหน้าไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด เขากำลังเสียมารยาทและคุกคามเธอ ที่นี่มันที่พักอาศัยของเธอนะ เขาไม่มีสิทธิ์ทำอะไรแบบนี้!

‘มันชักจะเกินไปแล้ว’ รวิสราคิดอย่างฉุนๆ

“เราเข้าไปคุยกันข้างในเถอะครับ” ผู้ติดตามคนหนึ่งของเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังทว่าอ่อนน้อมและให้เกียรติจนรวิสรามองจ้องมาด้วยสายตาที่เป็นมิตรขึ้น เพราะเหตุว่าเธอไม่อยากสร้างศัตรู หากไม่จำเป็น ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของเธอและทิกเกอร์

หญิงสาวฉุกนึกขึ้นมาได้ว่าปล่อยเด็กเล็กนอนทิ้งไว้เพียงลำพัง เธอจึงรีบรุดเข้าในบ้านในสภาพกึ่งเดินกึ่งวิ่ง ตรงปรี่ไปที่ร่างเด็กน้อยที่หลับปุ๋ยไปแล้วเรียบร้อย เธออุ้มร่างเล็กขึ้นมาแล้ววางลงบนเปล เด็กน้อยสะดุ้งผวาตัวเล็กน้อยเพราะถูกขัดจังหวะการหลับที่อยู่ในช่วงเคลิบเคลิ้ม จากนั้นไม่นานเด็กน้อยก็หลับลงไปอย่างง่ายดาย ‘เด็ก’ เลี้ยงง่าย ถือเป็นความโชคดีของเธอ

หลังจากกล่อมเด็กน้อยจนนอนหลับปุ๋ย หายห่วงแล้วเรียบร้อย รวิสราก็มานั่งบนโซฟาตรงข้ามกับชายหนุ่มเจ้าของแววตาเย็นชา ดูเขาช่างเคร่งขรึม และไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย เขาเป็นใครมาจากไหนกันนะ ท่าทางแต่งตัวดูดีโก้หรู แต่ที่เมืองไทย โจรก็คือพวกใส่สูทดีๆ นี่เอง ดังนั้นเธอจึงเตรียมพร้อมรับสถานการณ์เสมอ ถ้าพวกเขาคิดจะทำอะไรมิดีมิร้ายกับเธอ

ว่าแต่... ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะพอประมืออะไรพวกเขาได้?

“คราวนี้พวกคุณจะบอกฉันได้หรือยังว่ามีธุระอะไรที่นี่ และคุณคงไม่รู้สินะคะว่ากำลังบุกรุกคุกคามฉันอย่างน่ารังเกียจที่สุด” รวิสราเอ่ยขึ้นน้ำเสียงไม่เป็นมิตร ท่าทางขึงขังเอาเรื่อง จงใจขู่ เธอไม่แสดงออกสักนิดเดียวว่ากลัวคนที่ดูท่าจะมีอิทธิพลอย่างพวกเขา

“เอาล่ะ ให้ทนายของฉันเจรจาแทนก็แล้วกัน” ชายหนุ่มเจ้าของแววตาเย็นชาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ซึ่งก็เหมาะกันดีกับแววตาคมปราบคู่นั้นของเขา

“ทนาย? นี่ฉันไปทำเรื่องผิดกฎหมายอะไรต่อคุณไม่ทราบ?” รวิสราเอ่ยขึ้นถามด้วยน้ำเสียงเข้มขึง ดวงตาเจือแววสงสัยหากพยายามเก็บความรู้สึก เธอไม่ต้องการให้คนพวกนี้เห็นว่าเธอกำลังอ่อนแอ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบทันที

“ผมชื่อเยล ยูราย เป็นทนายประจำตระกูลเอล เชสตัค” ทนายหนุ่มหยุดพูด เมื่อเขาละเอาไว้ซึ่งฐานะที่แท้จริงของเอล เชสตัค ตามความประสงค์ของพริบีนา เขายังไม่ต้องการเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของตน

“ฉันทราบแล้วค่ะ” หญิงสาวตอบหน้าเรียบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ หากจดจ้องผู้มาเยือนอย่างไม่วางตา พวกเขาไม่น่าไว้วางใจเลยสักคนเดียว

“พวกเรามาเพื่อเจรจากับมิสกอบกรกุล” ทนายบอกเจตนาของการมาครั้งนี้ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เข้าเรื่องเลยยูราย” คนเย็นชาเอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างนึกรำคาญ น้ำเสียงมั่นคงราบเรียบ หากจุดประสงค์กลับเร่งเร้า ให้การเจรจาครั้งนี้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เขาต้องการความรวบรัดและถูกต้องที่สุด

“ครับ” ทนายหนุ่มพยักหน้ารับอย่างนอบน้อม ท่าทีที่เห็นทำให้รวิสราเดาว่า ชายหนุ่มที่นั่งหน้าเย็นชาตรงหน้าเธอต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ “เราต้องการรับเด็กคนนั้นกลับไปดูแลในฐานะผู้ปกครอง” ทนายหนุ่มสรุป

“ผู้ปกครอง?” รวิสราครางเสียงแผ่ว

“ครับ เพราะท่านผู้นี้... คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก” ยูรายบอกความจริงอย่างกระจ่างชัด หลังจากที่รวิสราสงสัยมานาน เธอเดาตั้งแต่เมื่อคืนตอนเขาโทรมาแล้วว่าเขาต้องเป็นอะไรกับทิกเกอร์แน่ๆ แต่จากที่ดูๆ รูปลักษณ์ภายนอกแล้วก็น่าเชื่ออยู่ไม่น้อย ด้วยดวงตาสีเทอร์ควอยซ์เอย ผมสีน้ำตาลและผิวสีขาวแบบชาวยุโรป มันอาจจะเป็นยีนที่ถูกถ่ายทอดจากเขาไปสู่ทิกเกอร์ก็ได้ แต่ถึงจะเป็นพ่อ แล้วไงล่ะ เพราะตอนนี้ทิกเกอร์อยู่ในฐานะลูกของเธอต่างหาก เจ้าหล่อนเลี้ยงดูทิกเกอร์มาตั้งแต่แบเบาะ เพราะฉะนั้นเธอคือคนสำคัญอันดับหนึ่งสำหรับทิกเกอร์แบบที่ไมมีใครเทียบได้

‘ถ้าจะเอาตัวทิกเกอร์ไป ข้ามศพหล่อนไปก่อนเถอะย่ะ’

“พวกคุณกำลังพูดอะไรกัน เหลวไหลใหญ่แล้ว” หญิงสาวตวาดลั่น เธอยอมเป็นนางมารร้ายและจะไม่สนใจด้วยว่าทำตัวงี่เง่าแค่ไหนที่กีดขวางคนเป็นพ่อลูกกัน แต่เธอรักทิกเกอร์ คนพวกนี้คิดจะมาพรากทิกเกอร์ไปจากเธอ

อ๋อ... อ้างว่าเป็นพ่องั้นเหรอ แค่เหมือนกันจากรูปลักษณ์ภายนอกมันไม่พอหรอก เอาเอกสารหรืออะไรก็ได้มายืนยันสิ ต่อให้มีอะไรมายืนยัน ฉันก็ไม่ให้ทิกเกอร์ไปหรอก หญิงสาวคิดอย่างแข็งกระด้างขณะปรายตาไปมองเด็กชายตัวน้อยที่กำลังหลับปุ๋ยอย่างน่ารักน่าเอ็นดูบนโซฟานุ่ม ที่ประจำของลูกเสือตัวน้อย

‘ฉันไม่มีวันยอมให้พวกเขาเอาทิกเกอร์ไปเด็ดขาด!’ เธอครางในใจ

“ไม่เหลวไหลหรอกครับคุณผู้หญิง เรารู้ความจริงแล้ว” ยูรายพูดเสริม น้ำเสียงมั่นคงฟังดูน่าเชื่อถือสมกับเป็นทนาย

“เรามีหลักฐานยืนยันครับ ดังนั้นเราจึงต้องการทวงทายาท”

“ไม่ค่ะ ฉันคือผู้ปกครองของแก และฉันไม่มีวันยอมให้ใครพรากแกไปจากฉันค่ะ” รวิสรายืนกรานหนักแน่น ดวงตาคู่โตจ้องคนใจร้ายที่อ้างสิทธิ์ความเป็นพ่ออย่างวาวโรจน์พอกัน

ในเมื่อเขาร้ายมา ก็ไม่มีเหตุผลที่เจ้าหล่อนจะดีตอบ

“เธอคิดว่าตัวเองเป็นแม่ที่ดีนักงั้นเรอะ? ฉันไม่ยอมให้เลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลต้องตกต่ำแบบนั้นได้หรอก และเธอเองไม่ควรเห็นแก่ตัวอย่างที่กำลังทำอยู่” เขาคำรามเสียงดุดัน แววตาที่มองมานั้นเข้มขึงวาวโรจน์เหมือนมีพลังบางอย่างที่เข้มแข็งเหนือใคร รวิสรามองแล้วเกิดความรู้สึกสะท้าน หากก็อธิบายไม่ได้ว่าความรู้สึกเย็นวาบไปทั่วสรรพางค์นั้นคืออะไร

“เห็นแก่ตัวงั้นหรือคะ” หญิงสาวทวนอย่างนึกฉุน มือกำแน่นด้วยความกรุ่นโกรธ

“เธอคิดสิ เด็กจะมีชีวิตสดใสและอนาคตที่ดีแค่ไหนถ้าอยู่ในฐานะหลานชายคนเดียวของตระกูลเอล เชสตัค ถ้าเธอ...” สิ่งที่พูดนั้น เนื้อความมันช่างดูถูกเย้ยหยันอีกฝ่ายเสียเหลือเกิน

รวิสรากำมือแน่น เม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงอย่างชั่งใจคิด เธออยากตอบโต้เขา ตอนนี้โกรธเลือดขึ้นหน้าได้ที่แล้วเสียด้วย ด้วยท่าทีของเขาก็ไร้ความเป็นมิตรอยู่แล้ว ประโยชน์อะไรจะรักษาน้ำใจกันอีกต่อไป ในเมื่อเขาเองยังไม่ให้เกียรติเธอเลยแม้จนนิดเดียว

“ไม่เคยมีใครพูดจาดูถูกฉันแบบคุณเลย” หญิงสาวพูดแทรกขึ้น น้ำเสียงเจือแววกรุ่นโกรธอย่างถึงขีดสุด

“ใช่ฉันอาจไม่ร่ำรวย แต่ฉันก็รักและให้ความอบอุ่นกับแกได้แบบที่คนเป็นแม่พึงจะทำ แต่คุณสิดูท่าทางแล้ว คงไม่ทำได้ดีไปกว่าใช้เงินเลี้ยงลูกหรอกค่ะ แล้วแกจะโตมาแบบไหนกัน ถ้าให้ฉันเดา ก็คงไม่พ้นนิสัยแย่ๆ แบบคุณแน่นอน” รวิสราทิ้งท้ายก่อนลุกขึ้นยืน

“ฉันหมดธุระแล้ว เชิญพวกคุณกลับไปได้... มาทางไหน กลับไปทางนั้นเลยค่ะ” หญิงสาวหยุดพักครู่หนึ่งเพื่อสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นความโกรธที่กำลังพวยพุ่งอยู่ภายในก่อนจะทิ้งท้ายเป็นการตัดบทที่เย็นชาอย่างไม่ต้องมีใครสอน

“ประตูอยู่ทางนั้นค่ะ” เธอไล่ตะเพิดพวกเขาอย่างไม่หวาดเกรงเลยจนนิดเดียว

รวิสราตวัดสายตามองเขา พร้อมฟันธงในทันทีว่า ผู้ชายคนนี้มิได้ควรค่าแก่การเสวนาด้วยเลยสักนิด ท่าทีที่ดูเย็นชา เย่อหยิ่งจองหองอย่างร้ายกาจไม่มีความเป็นมิตร ต่อให้รูปลักษณ์ภายนอกเขาจะดูดีเพียงใดก็ตาม ผู้ชายแบบนี้น่ะเหรอ จะมาขอสิทธิ์เพื่อดูแลทิกเกอร์

‘ไม่มีทาง’ เธอไม่มีวันยอมส่งตัวทิกเกอร์ให้เขาแน่ๆ ต่อให้เป็นพ่อบังเกิดเกล้าก็เถอะ

ลองจินตนาการดูสิว่าทิกเกอร์จะโตมาแบบไหนถ้ามีพ่อที่เย็นชาเหมือนหุ่นยนต์แบบนี้เลี้ยงดูใกล้ชิดน่ะ

แม้ไม่มีตำราใดๆ ระบุว่า ‘ความเย็นชา’ เป็นโรคติดต่อหรือถ่ายทอดกันได้ทางพันธุกรรมก็เถอะ แต่อย่างน้อยการเลี้ยงดูใกล้ชิดมันก็มีผลต่อเด็กนะ เธอไม่อยากเห็นทิกเกอร์โตขึ้นมาเป็นหุ่นยนต์จอมเย็นชาเสียนิสัยอย่างเขา

‘ฉันไม่ชอบเขา... เกลียดเขา ผู้ชายไม่น่าคบ’ รวิสราคิด

ไม่นานนัก กลุ่มผู้มาเยือนก็เดินจากมาโดยไม่ทิ้งคำบอกกล่าวสักคำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าของดวงตาเย็นชาแสนคมกริบคู่นั้น ท่าทางเขาจะไม่พอใจอย่างยิ่ง

“คุณไม่น่าพูดจาแข็งกร้าวกับนายท่านแบบนั้น พวกเรามาเจรจาด้วยดีๆ แต่ท่าทีของคุณที่แสดงออกไปแบบนั้น ผมเกรงเหลือเกินว่า เรื่องราวมันจะยากมากขึ้นนะครับ” คนเป็นทนายโน้มลงมากระซิบกระซาบอย่างหวาดๆ เขารู้นิสัยนายท่านของเขาเป็นอย่างดี ผู้หญิงเอเชียคนนี้ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเจ้าหล่อนกำลังจะโดนอะไร และท้าทายอยู่กับใคร

“ฉันไม่สนใจค่ะ พวกคุณคุกคามฉันก่อน และขอบอกตรงนี้เลย ใครหน้าไหนก็พรากตาหนูไปจากฉันไม่ได้เด็ดขาด ทางที่ดีพวกคุณไม่ควรมาที่นี่อีก ต้องให้พูดซ้ำไหมคะ?” รวิสราเสียงแข็งกร้าว

“แต่คุณต้องไม่ลืมความจริงข้อหนึ่งนะครับ ว่านายท่านเป็นพ่อเด็ก เลือดให้ตัวเขามีอยู่ครึ่งหนึ่งในร่างกายของเด็กตัวเล็กๆ นั่น เขาย่อมมีสิทธิ์โดยชอบธรรม”

ทนายหนุ่มย้ำอย่างหนักแน่น คนได้ฟังเม้มริมฝีปากแน่นแทบเป็นเส้นตรง เธอจะต่อสู้กับพวกเขาให้ถึงที่สุด ต่อให้เอาเรื่องกฎหมายมาอ้างก็ตาม เพราะเธอจะไม่มีวันยอม

“ฉันไม่สนใจค่ะ และเชิญคุณกลับไปได้แล้วนะคะ” เธอไล่ทนายที่เอาแต่ถอนใจยาว สีหน้าเขาดูวิตกกังวลอย่างยิ่ง ดูเหมือนจะรู้ว่าเรื่องราวจากนี้ไปคงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไปแล้ว

ท่าทางการเจรจาอย่างสันติจะไม่สำเร็จ เขาไม่อยากคิดเลยว่า ต่อไปสาวน้อยเอเชียคนนี้จะเจออะไรอีกบ้าง

ตอน 2

พริบีนาหันหลังกลับออกมาอย่างเสื่อมเกียรติเมื่อถูกหญิงสาวสามัญชนปากร้ายไล่ตะเพิดออกมา เขาไม่เคยเสียศักดิ์ศรีอย่างนี้มาก่อนเลยให้ตาย แต่เขาต้องยอมปกปิดฐานะที่แท้จริงของเขาเอาไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียแผนในอนาคต

”แม่นั่นถือดียังไง ทำกับเราแบบนี้?” พริบีนาพูดอย่างหงุดหงิด

“ใจเย็นพะ...” ราชเลขาหนุ่มคนสนิทพยายามปรามให้เจ้านายใจเย็นลง หากไร้ประโยชน์ เพราะพริบีนาพระพักตร์บึ้งตึงบ่งบอกความไม่พอใจอย่างมากก่อนตวัดสายตามาที่ราชเลขานุการจนตัวหงอ

“ระวังคำพูดด้วย เราเคยบอกแล้วใช่ไหม เลิกพูดศัพท์แสงพวกนั้นกับเราเสียที ตอนนี้เราคือพริบีนา สุภาพบุรุษธรรมดาๆ เท่านั้น” ผู้เป็นเจ้านายเอ่ยแทรกขึ้นมาตัดบทก่อน

“ครับนายท่าน... ใจเย็นก่อนครับนายท่าน“ เลขานุการคนสนิทเอ่ยราวต้องการปลอบใจ เขาเป็นทั้งเพื่อนและเลขานุการส่วนพระองค์คนสนิทที่รู้ใจกันมาตั้งแต่พริบีนายังเยาว์ เขาเป็นคนเงียบขรึม ติดจะเย็นชา แต่เมื่อเจอสาวแสบแก่นเซี้ยวแบบรวิสราเข้า ก็มีอารมณ์แค้นส่วนตัวจนอยากเอาคืนเป็นธรรมดา

“นายก็รู้ ไม่เคยมีใครกล้าดีกับเราแบบนี้” สีหน้าคนพูดเต็มไปด้วยความหงุดหงิด คิ้วเข้าขมวดมุ่นเข้าหากัน แววตาเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจ

“ครับนายท่าน...” สเตฟานก้มศีรษะรับคำอย่างสุดนอบน้อม

“เราแค้นใจแม่นั่นจริง ผู้หญิงชั้นต่ำ สำส่อน ใจร้ายใจดำ ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง จำไว้นะสเตฟาน ไม่ว่ายังไงก็ตาม ฉันจะเอาตัวทิกเกอร์มาให้ได้ ไม่มีวันให้แม่นั่นเลี้ยงดูเลือดเนื้อเชื้อไขของเอลเชคตัคเป็นอันขาด!” วาจาสิทธิ์ลั่นออกจากคนเสียหน้าหลังจากบ่นอุบไม่มีชิ้นดี ภาพแม่สาวจอมจองหองปรากฏขึ้นในมโนภาพ สลัดอย่างไรภาพเจ้าหล่อนก็ไม่จางหาย

“เธอไม่รู้ว่าคุณท่านเป็นใคร มาจากไหนนี่ครับ” ทนายหนุ่มพึมพำอย่างหวาดๆ ต่อให้เป็นความจริงก็ตาม หากไม่เข้าหูนายท่านของเขาขึ้นมาละก็... เงาหัวไม่มีนาทีนี้เลยทีเดียว

“เราจะชิงตัวทิกเกอร์มาให้ได้” พริบีนาตั้งปณิธานอย่างมุ่งมั่น

”คุณท่านมีแผนหรือครับ?” สเตฟานตั้งคำถามแบบนี้บ่อยๆ เสมอ เขาจำเป็นต้องรู้ว่าเจ้านายคิดจะทำอะไร เพราะมันเท่ากับว่า เขาต้องทำหน้าที่ดูแลซัพพอร์ต เพื่อให้แผนการของปริ้นซ์หนุ่มราบรื่นไปได้ด้วยดียังไงล่ะ

“ฉันเคยบอกแล้วว่าให้เลิกพูดราชาศัพท์กับเรา ต่อแต่นี้จะไม่พูดอีกแล้วนะ แต่จะลงโทษเจ้าเลย” พริบีนาส่งเสียงหงุดหงิด จะเรียกว่าพาลเลยก็คงได้ เมื่ออารมณ์เสียมาจากแม่สาวตัวแสบนั่นโดยที่เขาไม่อาจตอบโต้อะไรหล่อนได้ มันก็เหมือนจะเป็นอารมณ์คั่งค้างที่รอการระบาย จังหวะพอดีที่เลขาหนุ่มคนสนิทเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอที่เขาสามารถเล่นหัว หรือแม้แค่ระบายอารมณ์ด้วยอยู่บ่ายๆ ก็ถือว่ารับแจ็คพ็อตไปอย่างเต็มๆ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ

“ครับผม บอสจะให้ผมทำอะไร... ก็สั่งมาเลยครับ” เลขานุการหนุ่มออกตัว

“เรามีเรื่องให้ทำแน่” พริบีนาหรี่ตาแคบอย่างมีแผนการ

“เรามีแผนการในใจแล้ว... พรุ่งนี้พวกนายเตรียมตัวให้พร้อม ขนข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว แล้วพรุ่งนี้ไปกับฉัน” พริบีนาออกคำสั่งด้วยเสียงเรียบขรึม ดวงตากร้าวหรี่แคบลงอย่างมีแผนการ

“ไปไหนกันครับ?” ราชเลขานุการหนุ่มถามเสียงสูง ท่าทางเลิ่กลั่กที่จู่ๆ ก็มีเรื่องให้ต้องเหนื่อย ติดสอยห้อยตามเจ้าชายเย็นชาอีก

“เดี๋ยวพรุ่งนี้นายก็รู้เอง”

เจ้าชายพริบีนาทิ้งท้าย ราชเลขานุการหนุ่มและสองบอดีการ์ดมองหน้ากับอย่างอยากรู้ แต่ถึงยังไงพระองค์คงไม่บอกแพร่งพรายแผนการให้ล่วงรู้ จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้

ตอน 3

วันต่อมา อากาศสดชื่นยามเช้า... ท้องฟ้าสดใสปรอดโปร่ง ให้ความรู้สึกสบายอกสบายใจ รวิสราตื่นนอนในตอนเช้าตรู่ แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันหยุดงานก็ตามที หน้าที่ภาระในแต่ละวันที่แทบจะเดิมๆ เช้านี้เธอมีความกระปรี้กระเปร่าก่อนพาเด็กชายตัวน้อยลงมาชั้นล่างของเพ้นต์เฮ้าส์

หญิงสาวมองออกไปด้านนอก สนามหญ้าสีเขียวขจีสลับกับดอกไม้เมืองหนาวนานาพันธุ์ ใจหนึ่งก็อยากพาทิกเกอร์ออกไปนั่งเล่นที่สนามหญ้า ทันใดนั้นขณะคิดอะไรเพลินๆ เสียงกริ่งหน้าประตูก็ส่งเสียงดังขึ้น เจ้าหล่อนลุกไปเปิดประตู

“คุณอีกแล้วเหรอ?” เธอครางอย่างหงุดหงิดทันทีที่รู้ว่าผู้มาเยือนคือใคร ปกติจะมีป้าบุศยาอยู่ด้วย แต่สองสามวันมานี้ป้าบุศยามีธุระต้องกลับเมืองไทย เธอจึงอยู่คนเดียว

“ให้ผมเข้าไปข้างใน” เขาเอ่ยน้ำเสียงเข้มขึงเจือแววบงการ จนหญิงสาวมิวายตวัดสายตาตำหนิ เขามีสิทธิ์อะไร ยิ่งใหญ่มาจากไหนถึงได้กล้าออกคำสั่งกับเธอแบบนี้ ทั้งที่เพิ่งเจอกันเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

“เสียใจค่ะ ที่นี่ไม่ต้อนรับคุณ” เธอบอกปัดด้วยสีหน้าหงุดหงิด น้ำเสียงห้วนสั้นกระชับ

“...” ไม่ทันที่จะมีคำตอบอะไรออกมาเลยสักนิดเดียว ร่างสูงโปร่งก็เดินผ่านร่างบางเข้ามาข้างในอย่างหน้าตาเฉย รวิสราถอนหายใจ กลอกตาขึ้นฟ้าแบบเอือมสุดฤทธิ์ กี่ครั้งแล้วที่ผู้ชายคนนี้คุกคามเธอแบบบ้าๆ เธอเบื่อจนไม่รู้จะจัดการกับเขาอย่างไรดี

“นี่คุณ! ฉันยังไม่อนุญาตให้คุณเข้ามาเลยนะ คุณนี่ดื้อที่สุดเลย เลิกยุ่งกับฉันได้แล้วนะ” เจ้าบ้านตวาดเสียงไล่หลังเขา

‘คนหน้าด้าน เจ้าของบ้านไม่ต้อนรับยังจะบุกรุกเข้ามาอีก จะแจ้งตำรวจมาลากตัวไปเลยดีไหม’ หากชายหนุ่มกลับไม่ได้ใส่ใจมากไปกว่าเดินหน้าก่อกวนและเข้าคุกคามอ้างสิทธิ์ในสิ่งที่เขาต้องการ

“ฉันจะเลิกยุ่ง... ถ้าเธอยอมส่งเด็กมาให้ฉันแต่โดยดี ฉันมีสิทธิ์ปกครองแกโดยชอบธรรม” คนมาดนิ่งเอ่ยเรียบ ดวงตาเขามั่นคงแน่วนิ่งจนอีกฝ่ายรู้สึกเกรงในพลังอำนาจในแววตาที่เธอก็ไม่รู้ว่ามันมีพลังอะไรกันแน่

“ไม่ค่ะ ไม่มีทาง ฉันเลี้ยงแกและรักแก ฉะนั้นฉันเท่านั้นที่เป็นผู้ปกครองโดยชอบธรรมของทิกเกอร์เท่านั้นค่ะ” เธอเชิดหน้าเถียงท่าทีจริงจังและไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เสียอีกด้วย

“ผู้หญิงอย่างเธอ เป็นแม่ที่ดีได้เรอะ?” คนเป็นเจ้าชายว่าอย่างนึกหยัน ประวัติแม่นี่เขารู้ดีตลอด แม้ในคราวแรกเขาจะไม่เชื่อนักว่าเธอจะเป็นคนเดียวกันตามประวัติส่วนตัวที่ได้รับแฟ้มขนาดใหญ่ แต่หลังจากไม่นานที่ได้ใกล้ชิด สัมผัสตัวตนของเธอจึงได้รู้ว่าไม่ธรรมดาเลย แต่มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นบางอย่างที่ทำให้เธอยอมตกเป็นเครื่องมือของพวกขบวนการล้มล้างราชบัลลังก์ มีผู้หญิงดีๆ ที่ไหนจะยอมอุ้มท้องลูกที่ไม่ได้เกิดจากความรัก และคนที่ตัวเองรักเพื่อผลประโยชน์ น้ำหน้าอย่างหล่อน ก็คงเห็นอะไรไม่ดีไปกว่าเงินแน่แท้ที่เดียว

“นี่คุณ หยุดพูดจาสบประมาทฉันสักที คุณไม่มีสิทธิ์นะแล้วก็ไสหัวออกไปจากเพ้นท์เฮ้าส์ของฉันเดี๋ยวนี้!” หญิงสาวตวาดลั่น และมันก็ดังพอที่จะกระชากความคิดในภวังค์ของอีกฝ่ายให้หลุดออกมาสู่โลกความเป็นจริงสักที

ชายหนุ่มจ้องเธอเขม็ง ในใจคิดว่าเธอช่างกล้าทำกับเขา ในแบบที่ไม่มีผู้หญิงคนไหนกล้าขนาดนี้ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะถือสาเจ้าหล่อนหรอกนะ เพราะที่เธอทำลงไปแบบนั้นน่ะ เพราะเจ้าหล่อนไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วเขาเป็นใคร มาจากไหน และมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อแผ่นดินเอล มอร์เรเวียมากเพียงใด สักวัน... เขาจะประกาศให้เจ้าหล่อนรู้ เพราะเขาอยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะทำหน้าอย่างไรเมื่อรู้ความจริง จะดีใจ ตกใจหรือช็อคเป็นลมในอ้อมกอดเขากันแน่

“คงไม่ได้หรอกครับมิส นายท่านซื้อเพ้นต์เฮ้าส์แห่งนี้เอาไว้แล้วเป็นที่เรียบร้อย... คุณคือผู้เช่าของเราโดยอัติโนมัติแล้วครับ” เยล ยูราย ทนายความหนุ่มคนสนิทและได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและสิทธิพึงกระทำได้ของพริบีนารายงานอย่างหน้าตาเฉย รวิสรามองจ้องนิ่งแน่ว พร้อมกวาดสายตาไปมองอาคันตุกะไม่รับเชิญทุกคน ต่างตีสีหน้าเรียบนิ่งมีความสะใจในแววตาอย่างไรชอบกล หญิงสาวกำมือแน่น ริมฝีปากสีชมพูชุ่มฉ่ำเม้มแน่นแทบเป็นเส้นตรง สมองคิดสารพัดวิธีการตอบโต้

‘เป็นไปไม่ได้ ที่นี่เป็นของแม่ จู่ๆ คนพวกนี้จะมากว้านซื้อได้ยังไง พวกเขามีอิทธิพลหรือ... พวกเขาเป็นใครมาจากไหนกันแน่?’ รวิสราสูดหายใจลึกๆ เพื่อตั้งสติอีกครั้ง

“ได้ยินใช่ไหม... เพ้นท์เฮ้าส์นี้ เป็นของฉันแล้ว” คนเย็นชาหน้านิ่งทวนซ้ำ ย้ำความเป็นเจ้าของอย่างน่ารังเกียจ

“อะไรนะ?” คนอารมณ์ร้อนหูอื้อตาลาย สมองมึนกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกับเธอกันแน่ ผู้ชายคนนี้เนี่ยนะจะซื้อเพ้นท์เฮ้าส์หลังนี้ จะเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อที่นี่เป็นของมารดาเธอ

“เธอได้ยินชัดแล้ว... มิสกอบกรกุล” เขาหันมายิ้มเยาะ

“ไม่จริง ที่นี่มันเป็นของฉันนะ” เธอเริ่มโวย ‘ของแม่ฉัน’

“คุณมีหลักฐานไหมละครับ สัญญาหรืออะไรก็ได้ที่แสดงว่าคุณเป็นเจ้าของ” คนเป็นทนายเรียกหาเอกสารสำคัญ เจ้าหล่อนก็ทำหน้าไม่ใคร่พอใจนัก

“พวกคุณใช้อิทธิพลงั้นหรือคะ?” รวิสราตัดพ้อออกไปอย่างไม่หวั่นเกรง

“อา... เอาะ ๆ “ เสียงเด็กชายทิกเกอร์หัวเราะคิก ดึงดูดความสนใจทำให้เจ้าชายเดินเข้าไปหาแล้วอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมา และดูเหมือนว่าเด็กชายตัวน้อยจะชอบอกชอบใจเสียด้วย เสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊ากดังลั่นขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

รวิสราเห็นดังนั้น ปรี่เข้ามาหมายจะคว้าตัวเด็กกลับไปหาอ้อมอกเธอ แต่เจ้าชายเจ้าเล่ห์ก็เบี่ยงตัวหลบทันควัน เกิดศึกชิงตัวเด็กตัวน้อยเริ่มเกิดขึ้นเบาๆ จนรวิสราเริ่มหัวเสียและหงุดหงิด

‘ส่งทิกเกอร์มาเดี๋ยวนี้นะ!’ เธอคิดอย่างหงุดหงิด ก่อนที่เธอจะต่อว่าเขามากมาย ชนิดที่เจ้าชายไม่เคยถูกกระทำแบบนี้ พอเจอของแปลกแบบนี้ พริบีนาก็ยิ่งนึกสนุกอยากกลั่นแกล้งจนเลือดในกายชายสูบฉีดพลุ่งพล่านอย่างประหลาด

“ส่งแกมาให้ฉันนะ” เธอขู่อย่างหวงๆ เพราะจู่ๆ ก็หงุดหงิดอย่างมากเมื่อยิ่งเห็นว่าเด็กชายตัวเล็กนั่นให้ความสนิทสนมกับผู้ชายที่เธอไม่ถูกชะตาด้วย มันน่าแค้นนัก ไม่น่าให้ผู้ชายคนนี้เข้าถึงตัวเจ้าตัวเล็กเลย

“ขอฉันอุ้มลูกชายสักนาทีสองนาทีจะเป็นไรไป ดูแกก็ชอบฉันไม่เบาเลยนะ” เขาพูดจงใจแกล้งยั่ว อีกใจก็ชักชอบใจไม่เบาที่เด็กน้อยดูท่าทางจะชอบเขาเสียด้วย

“อยากอยู่กับแด็ดใช่ไหมทิกเกอร์?” คนเย็นชาเอ่ยถาม รอยยิ้มอ่อนจางประดับบนใบหน้าเขา ดวงตามากเสน่ห์คู่นั้นช่างอันตรายอย่างร้ายกาจ รวิสราหัวใจเต้นแรง เลือดในกายสาวสูบฉีดอยู่ท่วมท้นเพียงเพราะความงมงามเลิศล้ำของเขา...

‘เขาดูดีเกินไป... หล่อเกินมนุษย์คนไหนที่เคยพบเจอ แต่เสียอย่าง... นิสัย!’ หญิงสาวคิด

“แต่แกไม่ชินกับคุณเท่าไรหรอกนะคะ” เธออ้างอย่างนึกหวงทันทีที่ได้สติ ความที่เธอไม่ไว้ใจเขาแม้แต่น้อย ด้วยจุดประสงค์ที่เขามาที่นี่ ก็เพื่อแย่งชิงทิกเกอร์ไปจากเธอ แต่นั่นมันขัดสายตามากเลย ก็เห็นอยู่ว่าเด็กน้อยชอบเวลาอยู่กับเขา ดูอารมณ์ดีเชียวล่ะ

“ก็ยิ่งต้องอุ้มนานๆ สร้างความคุ้นเคยกับแก ว่าไหม...?” คนเป็นเจ้าชายจงใจแกล้งยั่วเธอให้หงุดหงิด ศึกชิงตัวเด็กได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วสินะ พริบีนายิ้มอ่อน แต่ทำไมในสายตาของหญิงสาว กลับเกลียดรอยยิ้มเป็นเชิงเยาะเย้ยนั้นของเขานักนะ!

‘ยิ้มอยู่ได้... จงใจเย้ยกันชัดๆ เลย’ รวิสราขอดเขาในใจอย่างนึกหมั่นไส้

“นี่คุณ! หยุดกวนประสาทฉันได้แล้ว ส่งมาให้ฉันค่ะ” หญิงสาวตวาดกลับน้ำเสียงเข้มขึง ดวงตากลมตวัดใส่เขาอย่างไม่พอใจ พริบีนาได้แต่ยิ้มอย่างสะใจ เพราะดูเหมือนทิกเกอร์จะชอบเขาไม่น้อย แล้วแม่ผู้หญิงแพศยานั่นก็ท่าทางจะหวงน่าดู สงสัยกลัวจะถูกแย่งความรักน่ะสิ ดีล่ะ... เขาจะพิสูจน์ให้เจ้าหล่อนประจักษ์ว่า ยังไงคนเป็นพ่ออย่างเขาก็มีภาษีกว่าอย่างแน่นอน

‘เราจะได้เห็นดีกัน... คนสวย’ พริบีนานึกสนุกในใจ เกมกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

“ไหนๆ ผมมาวันนี้ ก็ตั้งใจมาช่วยคุณเลี้ยงแกอยู่แล้ว ผมจะอุ้มแกทั้งวันเลย” เขาพูดอวดตัวอย่างไม่เกรงใจใครเลย หญิงสาวทำคิ้วย่น ถลึงตาใส่เขาอย่างไม่พอใจ ก็เด็กที่เขาว่าจะเลี้ยงน่ะ คือน้องชายของเธอนะ แม้ว่าใครต่อใครจะเข้าใจว่าทิกเกอร์เป็นลูกเธอก็เถอะ

“ว่าไงนะคะ?”

“เธอได้ยิน...”

“คุณจะมาช่วยเลี้ยง?” หญิงสาวทวนถามอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน

“เธอเข้าใจถูกแล้ว...” ชายหนุ่มยืนยันน้ำเสียงเขาฟังดูมั่นคง ทรงเสน่ห์อย่างประหลาด

“ไปกันใหญ่แล้ว”

“ไม่ไปไหนทั้งนั้น” เขาโต้

“เมื่อไหร่คุณจะเลิกยุ่งกับพวกเราสักที?” เธอแหวใส่คนเป็นเจ้าชายอย่างหงุดหงิดหัวเสีย

“คุณมีวิธีดีๆ ทำให้ผมอยากล้มเลิกได้ไหมล่ะ?” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นถามอย่างท้าทาย หากเธอมีสมองคิดวิธีการมากกว่านี้ เขาก็ยินดีอย่างยิ่งเลย ว่าแต่... เธอมีวิธีไหมล่ะ คนเป็นเจ้าชายคิดในใจ

“โอเคค่ะ ถ้าภายในหนึ่งสัปดาห์ คุณทำให้แกชินและชอบคุณละก็ ฉันอนุญาตให้คุณช่วยเลี้ยง แต่ถ้าทำไม่ได้ คุณต้องไปจากชีวิตเราทันที”

“แล้วถ้าผมทำได้มากกว่าล่ะ” เขากำลังมีแผน และการต่อรองอย่างเปี่ยมเล่ห์กลกำลังเริ่มขึ้น

“ยังไงกันคะ?” หญิงสาวถามดวงตาใสซื่อจนอีกฝ่ายมองว่า ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีที่เขาจะได้ใช้ความเจ้าเล่ห์เจ้ากล ล่อลวงให้เธอตกหลุมพรางน่ะสิ

“อ้าว! ก็ถ้าต่อไปแกติดผมมากกว่าคุณ” คนเป็นเจ้าชายเริ่มอธิบาย สีหน้าเรียบขรึม จริงจังน่าเชื่อถือ หญิงสาวตั้งใจฟังเขาด้วยใจจดจ่อ

“ก็เอาไปสิคะ” รวิสราเองก็ปากไว ตอบออกไปแบบนั้นโดยไม่ทันยั้งคิด มารู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองน่าจะทบทวนเสียก่อน เพราะลืมนึกไปว่า เลือดในตัวทิกเกอร์ตั้งครึ่ง เป็นเลือดของเขา คนเป็นพ่อลูกกัน อย่างน้อยสายสัมพันธ์ทางสายเลือดมันย่อมเข้มข้นสิน่ะ

‘เธอพลาดแล้ว ยัยสาเอ๊ย!’ รวิสราตำหนิตัวเองทันควัน นึกอยากจะเขกหัวตัวเองนัก

“คุณพูดเองนะ” พริบีนาย้ำอีกครั้ง ดวงตาเขาดูหนักแน่นมั่งคง เป้าหมายต้องการเอาชนะหญิงสาวผู้ถือดี

“ไม่นะ! ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น” สายไปแล้วที่จะเถียง รวิสราจอมโง่เขลา...

“คุณพูดออกไปแล้ว เกิดเป็นคนต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองพูดออกมาสิครับคุณ”

“นี่คุณ!” หญิงสาวตวาดลั่น หน้านิ่วคิ้วขมวดอย่างเอาเรื่องทีเดียวเชียวล่ะ

“ผมชักสนุกแล้วสิ ดูแกสิครับ ท่าจะชอบผมมากๆ แบบนี้ผมใช้เวลาไม่นานหรอก เดี๋ยวแกก็ติดผม ถึงวันนั้นคุณอย่ากลืนน้ำลายตัวเองก็แล้วกัน” เขาพูดอย่างขบขัน แววตาประกาศชัดเจนว่ากำลังอยู่เหนือกว่าด้วยประการทั้งปวง

“พูดอะไรเอาไว้ ทำตามสัญญาด้วยล่ะ” เขาท้าทายพลางก็โยกตัวไปมาเป็นเชิงสัพหยอกเด็กชายตัวน้อยในอ้อมกอดที่กำลังโล้ไปมาเหมือนชิงช้าเล็กๆ จนเด็กชายส่งเสียงหัวเราะเอิ้กอ้ากมาเป็นระยะๆ

หากสิ่งนั้นกลับยิ่งทำให้รวิสราไม่พอใจจนทำหน้างอที่กำลังถูกคนเป็นเจ้าชายแย่งเด็กชายตัวน้อยสุดรักสุดหวงสุดดวงใจไปอุ้มเอาไว้ และพาเล่นโดยไม่มีทีท่าว่าจะคืนทิกเกอร์ให้เจ้าหล่อนเลยน่ะสิ

‘มันน่าแค้นนักเชียว!’ เธอว่าเขาแต่ก็ทำได้แค่เพียงในใจ

“ดูสิ แกท่าจะชอบเล่นกับผมนะ” เขาพูดน้ำเสียงสนุกสนาน

คนเป็นเจ้าชายสรุปอย่างอารมณ์ดี แต่คนที่แค้นใจกลับเป็นรวิสราที่ไม่รู้จะจัดการกับผู้ชายหน้ามึนตรงหน้ายังไงดี

‘ให้ตายสิ ไม่น่าพูดแบบนั้นออกไปเลย’

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED