++นิยายชุดเดียวกัน++
1. ขายหัวใจให้ท่านประธาน
2. มลทินรัก CEO
3. คืนเผลอรัก
4. อุ้มรักเมียแสนชัง
+++++++++++++++++++++++
“มานี่เลย ตาอัษ ย่ามีเรื่องจะคุยด้วย”
คนที่เพิ่งเดินเข้ามาภายในบ้านถึงกับต้องชะงักเท้ากึก ใบหน้าที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึกอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งเย็นชาจนหาสิ่งใดเทียบไม่ได้
เขาเดินเข้าไปหาคุณย่าของตัวเอง ก่อนจะหย่อนกายลงสั่งบนโซฟาตัวตรงกันข้ามกับท่าน ดวงตาคมกริบยังนิ่งเฉย
“นี่จะไม่ถามย่าหน่อยเหรอว่าย่ามีเรื่องอะไรจะคุยด้วย”
“ผมรู้อยู่แล้วครับ”
ฐิติพัฒน์ตอบออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ต่างจากใบหน้า
คนเป็นย่าถอนใจออกมาอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เลิกทำตัวเป็นก้อนน้ำแข็งแบบนี้สักทีเถอะตาอัษ หัดทำตัวมีชีวิตชีวาบ้าง”
“ผมก็เป็นปกติของผมแบบนี้มาตั้งนานแล้วนี่ครับคุณย่า”
คนเป็นย่าถอนใจแล้วถอนใจอีก ก่อนจะส่ายหน้าไปมา
“ย่าทนไม่ไหวแล้ว ยังไงครั้งนี้ย่าก็จะไม่ยอมให้หลานปฏิเสธการแต่งงานอีกแล้ว”
“ผมเพิ่งอายุ 28 ยังมีเวลาแต่งงานอีกเยอะครับ”
“แต่ย่าอายุ 73 แล้ว ย่าจะมีเวลาอยู่กับหลานได้อีกกี่ปี แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาเสียเถอะ พ่อแม่ของหลานที่อยู่บนสวรรค์จะได้สบายใจ”
“ผมว่าคุณพ่อคุณแม่คงไม่ได้สนใจนี้หรอกมั้งครับ”
“เออ! ก็มีแต่ย่านี่แหละที่สนใจ นี่หลานจะพูดแบบนี้ใช่ไหมล่ะ”
คนแก่ทำหน้าแง่งอน จนฐิติพัฒน์จำต้องยอมอ่อนลง
“ผมขอเวลาอีกสักปีครับ”
“ย่าไม่รอแล้ว ย่ารอไม่ไหว”
“ผมว่าอีกแค่ปีเดียว ไม่เหนือบ่ากว่าแรงของคุณย่าหรอกครับ”
“แต่พักหลังๆ มานี่ย่ารู้สึกไม่ค่อยดีนัก ร่างกายแก่ลงเยอะ ไม่ค่อยแข็งแรง ถ้าหลานไม่เชื่อก็ไปถามหมอโจดูสิ” หญิงชราอ้างไปถึงแพทย์ประจำตัวของตนเอง
เมื่อถูกหยิบเรื่องสุขภาพมาข่มขู่อ้อมๆ ทำให้ฐิติพัฒน์ไม่อาจจะใจแข็งกับคุณย่าของตัวเองได้
“งั้นผมจะลองเอาไปคิดดูอีกครั้งนะครับ”
“ตาอัษ... ถือว่าย่าขอร้องล่ะ แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝานะ...”
ดวงตาของคุณย่าที่ทอดมองมานั้นช่างเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ จนทำให้เขาอดรู้สึกละสายใจไม่ได้ นี่เขาทำให้ผู้มีพระคุณที่อุ้มชูเลี้ยงดูมาทุกข์ร้อนใจได้มากมายถึงขนาดนี้เชียวหรือ
“ตกลงครับ”
“จริงเหรอตาอัษ”
หญิงชราแทบจะลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
“จริงครับ ผมจะแต่งงานตามที่คุณย่าต้องการ”
“ห้ามหลอกให้คนแก่ดีใจเก้อนะ”
คุณย่าดีใจขนาดนี้เลยเหรอ แค่เขายอมตกลงแต่งงานเท่านั้น
ฐิติพัฒน์ลอบถอนใจออกมา แม้การแต่งงานจะเป็นเรื่องที่เขาหลีกหนีมาตลอด แต่ตอนนี้คงหนีไม่ได้อีกแล้ว
“ถ้าผมตอบว่าตกลง ก็คือตกลงครับคุณย่า”
“งั้นย่าจะไปแม่สื่อ...”
“ผมจะหาเจ้าสาวเองครับ”
เขาแทรกขึ้นก่อนที่คุณย่าจะพูดจบประโยคเสียอีก
และเมื่อคุณย่าทำเหมือนจะไม่ยอม เขาจึงต้องย้ำความต้องการของตัวเองออกมาให้ชัดเจน
“ผมตกลงจะแต่งงานตามที่คุณย่าต้องการ แต่ผมจะต้องหาเจ้าสาวของผมเองครับ”
“รอให้หลานหาเอง เมื่อไหร่จะได้แต่งกันล่ะ” คุณย่าทำเสียงท้อแท้
“ผมขอเวลาสามวันครับ”
“ห๊า... สามวัน... หลานจะไปหาเจ้าสาวที่ไหน คงไม่ได้ไปชี้เลือกตามตู้กระจกมาหรอกนะ” คนเป็นย่าพูดติดตลกไม่ได้จริงจัง
“ผมไม่ทำอย่างนั้นหรอกครับ”
“หรือว่าพ่ออัษมีแฟนอยู่แล้ว”
ชายหนุ่มส่ายหน้าปฏิเสธ
“ผมไม่มีแฟน ไม่ได้คบหากับผู้หญิงคนไหน แต่ผมสามารถหาผู้หญิงดีๆ มาแต่งงานได้ภายในสามวันอย่างแน่นอนครับ”
แม้จะเป็นกังวลอยู่ แต่หญิงชราก็จำต้องยอมเชื่อในสิ่งที่หลานชายพูดออกมา
“ก็ได้ ย่าจะรอเจอหลานสะใภ้ก็แล้วกันนะ”
“ผมขึ้นห้องได้หรือยังครับคุณย่า”
“จ้ะ ไปเถอะ”
เมื่อคุณย่าอนุญาตแล้ว ฐิติพัฒน์ก็ลุกขึ้นและเดินออกไปเงียบๆ
“ค่ะ... ได้ค่ะท่านประธาน ดิฉันจะรีบจัดการให้อย่างเร่งด่วนเลยค่ะ ค่ะ... สวัสดีค่ะ”
รินรดาวางสายจากเจ้านายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“แล้วนี่จะไปหาผู้หญิงคุณสมบัติแบบนั้นได้จากที่ไหนกันนะ”
หญิงสาวถอนใจออกมาแรงๆ ในหัวมืดมนไร้แสงสว่าง
‘ผมต้องการผู้หญิงเรียบร้อย การศึกษาดี ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย และต้องเป็นคนหัวอ่อนว่านอนสอนง่าย ทำทุกอย่างตามที่ผมสั่ง แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือต้องไม่พูดมาก’
“คุณสมบัติแบบนี้ มีแต่แม่ชีในโบสถ์ล่ะมั้งท่านประธาน”
รินรดาเดินไปทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ในมือยังคงกุมโทรศัพท์มือถือเอาไว้เหมือนเดิม สมองกำลังไหลเตลิด
“ใครดีนะ... ใครดี... โอ๊ยยย คิดไม่ออก!”
ขณะที่เลขาสาวผู้ภักดีกับเจ้านายกำลังเครียดจนหัวแทบระเบิดอยู่นั้น เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นพอดี
“ใครโทรมาตอนนี้เนี้ย”
หล่อนบ่น แต่ก็หยิบขึ้นมากดรับสาย เพราะเห็นชื่อหน้าจอว่าเป็นเพื่อนสนิท
“แกโทรมาพอดีเลย ไหม ฉันกำลังกลุ้มมากเนี้ย”
คนที่โทรมาคือไหมแก้ว เพื่อนซี้ปึกตั้งแต่อนุบาลของหล่อนเลยล่ะ
“นี่ยังมีใครกลุ้มมากกว่าฉันอีกเหรอเนี้ย”
เสียงของไหมแก้วฟังดูไม่ดีเลย ทำให้รินรดาถึงกับต้องรีบสนใจเพื่อนทันที
“แกเป็นอะไรไปไหม ทำไมเสียงเหมือนคนร้องไห้เลยล่ะ เป็นอะไรบอกฉันมาไหม...” หล่อนถามเพื่อนอย่างเป็นห่วง
“ฉัน... ก่อเรื่องอีกแล้วริน...”
แล้วไหมแก้วก็ร้องไห้โฮมาตามสาย ก่อนจะสาธยายเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังเป็นฉากๆ อย่างชัดเจนเหมือนดูหนังสามดีไม่มีผิด
รินรดาถอนใจออกมายาวเหยียด สงสารเพื่อนก็สงสารแหละที่ก็อดที่จะตำหนิไม่ได้
“ฉันบอกแกไปกี่ครั้งแล้วไหม ว่าให้ใจเย็นๆ อย่าใจร้อน จะพูดอะไรต้องคิดให้ดีๆ ก่อน”
“ฮือออ ฉันรู้... ฉันพยายามท่องจำที่แกสั่งสอนฉันมาตลอดนะริน แต่เวลามันโมโห ฉันก็ลืมที่ท่องมาหมดทุกอย่างเลย... ฮือออ ฉันจะทำยังไงดี ทั้งรถ ทั้งคอนโดก็ยังผ่อนไม่หมดเลย ไหนจะต้องส่งเงินไปให้แม่ที่ต่างจังหวัดอีก แงงงง ฉันจะทำยังไงดี หรือว่าฉันควรจะตายไปดี ทุกอย่างจะได้จบ”
“อย่านะแก ห้ามคิดแบบนี้เด็ดขาดนะไหม!”
“แต่ฉันไม่มีทางออกแล้วนี่ริน ชีวิตฉันพังหมดแล้ว ฮืออออ...”
“ไม่เอา... อย่าคิดแบบนี้ แกยังมีฉันอยู่นะ ฉันจะอยู่ข้างๆ แกเสมอ”
“แต่ฉัน... ตกงานแล้วนะริน... ไม่สามารถหางานในวงการได้อีกแล้ว”
“คนมีความสามารถ แถมหน้าตาสวยๆ อย่างแก หางานใหม่ได้ง่ายๆ เดี๋ยวฉันจะช่วยแกเองนะไหม ไว้ใจฉันนะ”
“แกก็รู้ว่าฉันรักงานในวงการ แม้ฉันจะเป็นแค่นางร้าย เป็นแค่ตัวประกอบ แต่มันก็คืองานที่ฉันรัก ฉันอยากทำงานที่ฉันรักนี่... ฮือออ”
“ไหม... ฉันรู้ว่าแกชอบงานแสดงมาก แต่แกก็มีความสามารถอื่นอีก ดังนั้นแกทำงานอื่นอีกได้ และเมื่อมีโอกาส แกค่อยกลับไปแสดงละครอีก เชื่อฉันนะ อย่าคิดมาก ฉันอยู่ตรงนี้เสมอ อยู่ข้างๆ แกเสมอนะไหม...”
“ริน... แต่ฉันมองไม่เห็นทางออกเลย... ฉันไม่น่าไปทะเลาะกับนางเอกเลย ไม่อย่างนั้นฉันก็คงไม่ต้องตกอับแบบนี้”
แม้จะพยายามปลอบใจเพื่อนรักแค่ไหน แต่ดูเหมือนว่าไหมแก้วจะยังอาการไม่สู้ดี รินรดาจึงไม่วางใจให้เพื่อนอยู่ตามลำพัง
“แกอยู่ที่คอนโดใช่ไหม ฉันจะไปหา ไหม... ตอบสิ ตอบฉันหน่อย แกอยู่ที่คอนโดหรือเปล่า... ไหมแก้ว...”
“ฉัน... ออกมานั่งดื่มน่ะ ไม่ได้อยู่คอนโดหรอก”
“ไหม... แกกลับคอนโดนะ ฉันกำลังจะไปหาแกเดี๋ยวนี้แหละ”
“แกอย่ามาเลยริน... ลำบากเปล่าๆ พรุ่งนี้แกก็ต้องทำงาน”
“ฉันเป็นห่วงแก ไหม กลับคอนโดนะ หรือไม่ก็ส่งโลเคชั่นมาว่าอยู่ที่ร้านไหน ฉันจะไปรับ”
“ไม่เป็นไรหรอกแก เดี๋ยวฉันกลับไปรอแกที่คอนโดเอง”
“โอเค ฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ” รินรดากระโดดลงจากเตียง เปลี่ยนเสื้อผ้า และออกไปจากบ้านพักด้วยความรีบร้อน
กว่าจะกล่อมจนไหมแก้วยอมนอนหลับได้ ก็ปาเข้าไปเกือบตีหนึ่ง
“คืนนี้คงต้องนอนที่นี่แล้วล่ะเรา”
รินรดาพึมพำมองเพื่อนรักด้วยความสงสาร ก่อนจะก้าวขึ้นไปบนเตียงอย่างระมัดระวัง เพื่อนอนข้างๆ ไหมแก้ว
หล่อนจะช่วยไหมแก้วยังไงดีนะ
รินรดาพยายามคิดจนหัวแทบระเบิด แต่ก็ยังหางานที่เหมาะกับเพื่อนให้ไม่ได้
ไหมแก้วเป็นผู้หญิงที่มั่นใจในตัวเอง ปากตรงกับใจ และเก็บความรู้สึกไม่ได้เลย คิดยังไงพูดยังไงไม่ซับซ้อน แถมยังหัวแข็ง ไม่ชอบถูกบังคับ และเพราะแบบนี้ไง ไหมแก้วถึงได้มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานเสมอ
“หรือฉันควรจะส่งแกไปถือศีลสักเดือนหนึ่งก่อนดีนะ แกจะได้ใจเย็นๆ ลงบ้าง”
รินรดาเอียงหน้ามองไหมแก้ว เพื่อนของหล่อนคนนี้ถึงแม้จะดื้อรั้น หัวแข็ง แต่เนื้อแท้แล้วเป็นคนจิตใจดีมากๆ
ตั้งแต่สมัยเรียนด้วยกัน ไหมแก้วจะจอดรถให้เงินกับลุงๆ ป้าๆ ที่เก็บขยะตามข้างถนนเสมอ จนบางครั้งแทบไม่เหลือเงินกินข้าวเลย
‘อย่าให้หมดจนเดือดร้อนสิไหม’
‘ฉันสงสารน่ะริน อยากให้พวกเขาได้มีข้าวกินอิ่มท้องบ้าง’
นี่คือคำพูดของไหมแก้วที่แย้งออกมายามที่ถูกหล่อนตำหนิ
“แล้วฉันจะหางานอะไรให้แกทำดีนะ”
รินรดาคิดวนไปวนมานอนไม่หลับ ในขณะที่เพื่อนนอนกรนเบาๆ แล้ว
‘ผมต้องการผู้หญิงเรียบร้อย การศึกษาดี ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อย และต้องเป็นคนหัวอ่อนว่านอนสอนง่าย ทำทุกอย่างตามที่ผมสั่ง แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือต้องไม่พูดมาก’
คำสั่งของฐิติพัฒน์ผู้เป็นเจ้านายผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้ง
“แต่แกไม่มีคุณสมบัติใดๆ ตรงกับที่ท่านประธานต้องการเลยอะไหม”
รินรดาพึมพำอย่างผิดหวัง เพราะอยากให้เพื่อนรักได้งานจริงๆ จะได้มีเงินผ่อนรถ ผ่อนคอนโดและส่งให้แม่ที่ต่างจังหวัด
“ฉันจะช่วยแกยังไงดีเนี้ย คิดจนปวดหัวไม่หมดแล้วไหม”
หญิงสาวก้าวลงจากเตียง เพราะไม่สามารถข่มตาหลับลงได้ ในหัวยังวนเวียนคิดแต่จะหางานให้กับไหมแก้วตลอดเวลา
ในที่สุดก็ตัดสินใจต่อสายไปหาฐิติพัฒน์อย่างไม่มีทางเลือก
“ขอประทานโทษนะคะท่านประธาน พอดีรินอยากจะถามว่า... ท่านประธานจะหาผู้หญิงแบบที่ท่านประธานบอกรินไปทำอะไรเหรอคะ คือริน... หาคนได้แล้วน่ะค่ะ”
หล่อนโกหกออกไปว่าหาคนได้แล้ว เพราะเกรงว่าฐิติพัฒน์จะไม่ยอมบอกเหตุผล
“ท่านประธานจะ... จ้างไปแต่งงานเหรอคะ”
“ใช่ครับ แต่งงาน สัญญา 1ปี ค่าจ้างหนึ่งล้านบาท จ่ายล่วงหน้าห้าแสน จบสัญญาจ่ายเพิ่มอีกห้าแสนครับ”
“...”
รินรดาอึ้งไปอย่างเหลือเชื่อ
“คุณได้ผู้หญิงในแบบที่ผมต้องการแล้วแน่ใช่ไหมครับ”
“อ๋อ ดะ... ได้แล้วค่ะ เธอตรงตามความต้องการของท่านประธานทุกอย่างเลยค่ะ แหะๆ” หล่อนฝืนหัวเราะแห้งๆ ออกไป ขณะปรายตามองไปยังเพื่อนที่นอนกรนอยู่บนเตียงด้วยสายตาอ่อนอกอ่อนใจ
ไหมแก้วอยู่ห่างจากคุณสมบัติผู้หญิงที่ฐิติพัฒร์ต้องการมากมายเหลือเกิน
“แล้วเธอทำงานอะไรหรือครับ”
“ทำงาน... ทำงานเหรอคะ?” แล้วจะให้ไหมแก้วมันทำงานอะไรดีนะ
“อ๋อ... เป็นบรรณารักษ์ค่ะที่ห้องสมุด”
“พรุ่งนี้พาเธอมาเจอผมที่บริษัท อ้อ... ขอบคุณมากครับ คุณทำงานได้รวดเร็วสมกับเป็นเลขามือหนึ่งของผมจริงๆ”
“เอ่อ... ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะท่านประธาน”
หล่อนจะกลายเป็นเลขาฯ ตกงานก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละ
รินรดาคิดอย่างหวาดหวั่น ก่อนจะวางสายสนทนากับฐิติพัฒน์ และเดินกลับมาที่เตียงนอนอีกครั้ง
“แกจะสวมบทเป็นบรรณารักษ์สาวผู้เรียบร้อยได้ไหมนะ ไหมแก้ว เฮ้อออ”
“อื้อ... คนจะนอน...”
ไหมแก้วบิดตัวไปมาหนีอุ้งมือของปีศาจในฝันที่กำลงพยายามลากหล่อนลงหลุมดำ
“ไหม... ไหมแก้วนี่ฉันเอง ตื่นได้แล้ว ตื่นสิยะ!”
เสียงนี้คุ้นหูจัง...
ไหมแก้วหยุดดิ้นรน ก่อนจะลืมตาโพลงขึ้นมา และก็พบว่ารินรดายืนเท้าสะเอวอยู่ข้างเตียง
“ริน...”
“ก็ฉันน่ะสิ ตื่นได้แล้ว ฉันมีเรื่องต้องคุยกับแกก่อนไปทำงาน”
ไหมแก้วค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหมือนถูกทึ้งมาไม่มีผิด ตรงมุมปากก็มีคราบน้ำลายแห้งๆ ติดอยู่
รินรดามองเพื่อนแล้วก็ส่ายหน้าไปมา
“แกนี่เมื่อไหร่จะโตสักทีนะไหมแก้ว”
“บ่นฉันแต่เช้าเลยริน มีอะไรก็พูดมาเถอะ ฉันยังง่วงอยู่เลย” ไหมแก้วยกมือขึ้นปิดปากหาวหวอด และทำท่าจะล้มตัวลงนอน
“อย่าเชียวนะ ห้ามนอนแล้ว ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยกับแก”
“เรื่องอะไรเหรอ... ตอนนี้ฉันไม่มีกระจิตกระใจจะคุยอะไรทั้งนั้นแหละ แกก็รู้นี่ว่าฉันเพิ่งหมดอนาคตในงานที่ฉันรักมากน่ะ”
รินรดาถอนใจเฮือกใหญ่
“ฉันมีงานให้แกทำ”
“งานอะไรเหรอ ทำบัญชี หรือว่าคีย์ข้อมูลล่ะ งานน่าเบื่อแบบนี้ ฉันไม่รู้ว่าจะทนทำได้นานสักแค่ไหนนะริน”
แล้วไหมแก้วก็ล้มตัวลงนอนกับหมอน ใบหน้าเศร้าหมอง น้ำตาซึม
รินรดาทรุดกายนั่งลงบนเตียง และเอามือจับแขนของเพื่อนรักเอาไว้
“งานนี้ไม่น่าเบื่อหรอก แถมแกยังได้ใช้ความสามารถในการแสดงของแกด้วยนะ ไหม”
“ห๊า... จริงเหรอ”
คนที่นอนอยู่ลุกพรวดพราดขึ้นนั่ง หน้าตาตื่นเต้นดีใจ
“จริงสิ แกจะต้องแสดงตลอดเวลาเลยล่ะ รับรองว่าแกไม่เบื่อแน่นอน”
“งาน... อะไรเหรอ ทำไมต้องแสดงตลอดเวลาล่ะ” ไหมแก้วถามกลับมาอย่างสงสัย
“คืองี้นะ ฟังให้ดีนะ”
ไหมแก้วผงกศีรษะขึ้นลงรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ
“ท่านประธานของฉันน่ะ กำลังหาผู้หญิงมาแต่งงานด้วย”
“แล้ว... มันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ” ไหมแก้วถามออกไป
“คือฉันกำลังจะส่งแกไปทำหน้าที่นี้ไงล่ะ”
“ว่าไงนะริน?!”