ตอน 1

บทนำ

บรรยากาศในบ้านเงียบจนน่าอึดอัด วรวิทย์ นราวดี วัยหกสิบปีเจ้าของโรงเรียนเอกชนชื่อดังผู้เป็นประมุขของบ้านนั่งหน้าเครียดเมื่อได้เห็นภาพถ่ายที่วางอยู่ตรงหน้า ซึ่งเป็นใครไปไม่ได้นอกจากบุตรสาวคนโตของบ้านนราวดี ‘เฟื่องฟ้า’

สาวน้อยแสนสวยมีเสน่ห์งามสง่าราวกับนางหงส์ ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้รู้จักเฟื่องฟ้าจะต้องชื่นชอบกับความงามที่ติดตัวมาแต่กำเนิด แต่ตอนนี้ความงามเหล่านั้นกลับทำให้เขาต้องปวดหัว เมื่อเห็นภาพลูกสาวในชุดเปรี้ยวเข็ดฟันที่แสนจะเน้นทรวดทรงองค์เอว แต่นั่นไม่เท่ากับการที่เห็นผู้ชายมากหน้าหลายตากำลังล้อมรอบแม่สาวน้อยของคุณวรวิทย์

รอยยิ้มที่ปรากฏในรูปภาพบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเฟื่องฟ้าไม่ได้ถูกบังคับ ซ้ำยังเต็มใจที่จะเต้นรำโดยมีชายหนุ่มเหล่านั้นล้อมรอบอย่างถึงเนื้อถึงตัว วรวิทย์ถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้มครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะไม่รู้ว่าจะแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังนี้ได้อย่างไร

นับจากวันที่มารดาของบุตรสาวจากโลกนี้ไป และเขาก็พยายามสร้างครอบครัวให้สมบูรณ์ด้วยการหาแม่ใหม่ให้กับเฟื่องฟ้า แต่นั่นคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับบุตรสาว เพราะปัญหาแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงที่ไม่ลงรอยกัน และเขาต้องทำหน้าที่หย่าศึกยามที่ทั้งคู่มีปากเสียงกัน เวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานปัญหาที่คาราคาซังมาจนทุกวันนี้ คือความทุกข์ในหัวอกคนเป็นพ่อที่ไม่สามารถบอกใครได้ว่าเจ็บปวดแค่ไหน

“ธุรกิจจัดเลี้ยงที่ทำอยู่ก็แย่จนไม่รู้จะแย่อย่างไรแล้ว นี่ยังจะเที่ยวกลางคืนทุกคืนอีก ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาก็เปลี่ยนคู่ควงไม่ซ้ำหน้า ถ้าขืนปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ สักวันยายเฟื่องก็ต้องทำเรื่องอื้อฉาวให้พวกเราปวดหัวอีกแน่” หญิงวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามคุณวรวิทย์เอ่ยเสียงเข้ม

นางคือมารดาเลี้ยงของเฟื่องฟ้า น้ำเสียงและท่าทางบ่งบอกให้รู้ว่าไม่พึงพอใจในสิ่งที่ลูกเลี้ยงกระทำแม้แต่น้อย ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือนางไม่ชอบเฟื่องฟ้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะเฟื่องฟ้าไม่เคยเคารพตน ซ้ำยังหวงสมบัติทุกชิ้นที่เป็นของมารดาผู้ล่วงลับไปแล้วอีกด้วย

“ผมจะคุยกับลูกเอง” คุณวรวิทย์เอ่ยเสียงเครียดไม่แพ้กัน

“คุณพี่ต้องรีบคุยนะคะอย่าปล่อยไว้นาน ช่วงนี้ยายเฟื่องยิ่งมีท่าทางแปลกๆ อยู่ด้วย หลายวันก่อนก็อาเจียนต่อหน้าคนอื่น เนื้อตัวก็ดูมีน้ำมีนวลขึ้นเหมือนคนท้องอย่างไรไม่รู้ คนอื่นเริ่มซุบซิบกันแล้วนะคะ บางคนถึงกับมาถามว่ายายเฟื่องจะมีข่าวดีหรือเปล่า” ระรินจีบปากจีบคอพูดพลางสังเกตท่าทีของสามีไปด้วย

“ผมจะคุยกับยายเฟื่องให้รู้เรื่อง” ยิ่งได้ยินเช่นนี้คุณวรวิทย์ก็ยิ่งร้อนใจมากขึ้น เห็นทีว่าต้องจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด ก่อนที่เฟื่องฟ้าจะทำให้ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเสียหายไปมากกว่านี้

“คุณพี่อย่าลืมนะคะว่าเรายังมีลูกสาวอีกคน ยายเฟื่องเป็นพี่คนโตทำตัวอย่างไม่ดีให้น้องเห็นแบบนี้ ขืนเอาเป็นเยี่ยงอย่างเราสองคนจะไม่ยิ่งปวดหัวมากกว่านี้เหรอคะ อีกอย่างคนอื่นจะมองลูกเราว่าเป็นตามยายเฟื่องหรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วถ้าคนอื่นคิดว่าพี่กับน้องเหมือนกัน เหลวแหลกมั่วไปทั่วไม่แคร์โลกอย่างที่ยายเฟื่องทำอยู่ทุกวันละก็ คุณพี่ลองคิดดูสิคะว่าอะไรจะเกิดขึ้น” ระรินเน้นทุกคำอย่างตั้งใจ และยิ่งพอใจเมื่อเห็นสีหน้าสามีเครียดมากขึ้น รับรองได้ว่างานนี้เฟื่องฟ้าเสร็จแน่!

แววตาคู่นั้นของหญิงวัยกลางคนเหนื่อยล้าเต็มที ใบหน้าที่คงเค้าความงามในอดีตซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด มือของนางกุมมือบุตรชายไว้แน่นราวกับว่าจะไม่ยอมปล่อยหากว่าถ้อยคำที่ขอไม่สมความปรารถนา

“ตรัย เรื่องที่แม่ขอ ลูกจะทำให้แม่ได้ไหม” เสียงแหบแห้งเอ่ยถามอย่างอ้อนวอนขอ ในขณะที่คนฟังกลับไม่คิดจะสนองความต้องการนั้นแม้แต่นิดเดียว

คำขอที่เขาไม่อาจทำให้ได้ คือการแต่งงานกับลูกสาวอดีตคนรักเก่า เด็กหญิงหน้าตาน่าเกลียดผมเผ้ารุงรัง เนื้อตัวมอมแมมราวกับหนูสกปรกคนนั้น คือคนที่มารดาหมายจะให้แต่งงานด้วย

“ผมไม่คิดจะแต่งงาน” ตรัยเอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ ตอนนี้เรื่องที่กังวลมากที่สุดคืออาการเจ็บป่วยของมารดาที่ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น นอกจากจะทรุดลงเรื่อยๆ มากกว่า

“ตรัย ถือว่านี่เป็นการขอครั้งแรกและครั้งเดียวของแม่ได้ไหม แต่งงานกับหนูเฟื่องซะ”

“ผมเคยพบหน้าผู้หญิงคนนั้นแค่ครั้งเดียว และตอนนั้นเราก็ยังเด็กกันมาก ผมอายุแค่สิบสองผู้หญิงคนนั้นเพิ่งจะสองขวบเองนะครับแม่” ตรัยบ่ายเบี่ยง

“แม่ขอร้อง ก่อนตายอยากให้คำสัญญานี้เป็นจริง เพื่อแม่จะได้นอนตายตาหลับเสียที เมื่อก่อนแม่กับพ่อหนูเฟื่องต้องพลัดพรากกันเพราะผู้ใหญ่ เราสัญญากันว่าจะทำให้ลูกของเราได้แต่งงานกันให้ได้ ตอนนี้แม่มีเวลาไม่มากและแม่อยากจะขอตรัยแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น ช่วยทำให้ความฝันที่แสนสุขของแม่เป็นจริงได้ไหมลูก” หญิงวัยกลางคนเอ่ยเสียงสั่น

“แม่ครับ” ชายหนุ่มกุมมือมารดาไว้มั่น

“แม่ขอนะ เห็นแก่คนที่ใกล้จะตายอย่างแม่เถอะ”

“แม่ยังไม่ตายง่ายๆ หรอกครับ” ตรัยปลอบใจมารดาพร้อมกับปลอบใจตนเองด้วย

“แม่รู้ตัวแม่ดี โรคร้ายมันกัดกินร่างกายของแม่ไปทั่วแล้ว แม่รู้ว่าลูกพยายามทุกวิถีทางที่จะหยุดมัน พอเถอะปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของธรรมชาติดีกว่า”

“ผมจะทำทุกทางเพื่อรักษาชีวิตของแม่ให้อยู่ได้นานที่สุด” ตรัยเอ่ยเสียงเครือกลั้นความรู้สึกในหัวใจไว้ไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอในเวลานี้

“แม่ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว นอกจากเห็นลูกของแม่เป็นฝั่งเป็นฝากับหนูเฟื่องเท่านั้น ทำให้แม่ได้ไหมตรัย”

“ผม” ตรัยอึ้งพูดไม่ออก

“แม่รู้ว่าลูกรู้สึกไม่ดีกับความรักที่ผ่านมา ลูกกับหนูวิโนน่าอาจไม่ใช่เนื้อคู่กัน ดังนั้นก็ต้องทำใจและเปิดโอกาสให้ความรักครั้งใหม่เข้ามาในชีวิตลูกนะ”

ธัญญาเตือนสติลูกชาย เพราะรู้ว่าตรัยเคยมีใจผูกพันกับสาวน้อยนามว่าวิโนน่า แต่เธอผู้นั้นไม่รับรักโดยใช้ข้ออ้างว่าไม่อยากเป็นนกน้อยในกรงทอง วิโนน่าปฏิเสธและไปแต่งงานกับผู้ชายธรรมดาฐานะปานกลางซึ่งมีเวลาให้ ไม่เหมือนกับตรัยที่ทุ่มเทเวลาให้กับงานเสียจนหมด

“ผมไม่ได้คิดเรื่องนั้นแล้วครับแม่ วิโนน่าไม่เลือกผมแต่แรกแล้ว”

“เชื่อแม่เถอะ แต่งงานกับหนูเฟื่องซะ เริ่มต้นใหม่กับผู้หญิงที่เป็นเนื้อคู่ของลูก แล้วลูกจะมีความสุข เชื่อแม่”

ธัญญาได้แต่หวังว่าคำขอครั้งสุดท้ายนี้จะเป็นจริงในไม่ช้า และเชื่อมั่นว่าก่อนตายได้ทิ้งสิ่งสุดท้ายที่มีค่าและมีความหมาย ซึ่งสิ่งนั้นจะทำให้ตรัยมีความสุขไปชั่วชีวิต

“แม่พักผ่อนนะครับ เรื่องนี้ไว้เราค่อยคุยกัน ผมขอคิดดูก่อน” แม้จะอึดอัดแต่ตรัยก็จำต้องยอมเอ่ยคำนี้เพื่อให้มารดาสบายใจ

“อย่าให้แม่รอนานนักนะตรัย เวลาของแม่เหลือไม่มากแล้ว” ธัญญาเอ่ยด้วยท่าทีที่อ่อนแรงลงอีก สายตาที่นางมองบุตรชายคล้ายกับจะรอคอยข่าวดีที่สมหวังนี้

เสียงโอ้กอ้ากดังมาจากห้องน้ำ สองสามีภรรยาที่กำลังจะลงมือรับประทานอาหารเช้ามองหน้ากัน สีหน้าคุณวรวิทย์ในเวลานี้เครียดอย่างเห็นได้ชัด

“คุณพี่คะ เราจะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แล้วนะคะ ท่าทางยายเฟื่องเหมือนกับคนท้องจริงๆ” ระรินกระซิบกระซาบกับสามี

“เมื่อคืนก็กลับกี่ทุ่มกี่ยามไม่รู้ เห็นเด็กบอกว่ามีรถเก๋งมาส่งหน้าบ้าน ควงผู้ชายไม่ซ้ำหน้าเลย ถ้าเกิดว่ามีปัญหาจริงๆ เราจะทำอย่างไรดีคะคุณพี่”

ยิ่งฟังระรินพูดประมุขของบ้านก็ยิ่งมีสีหน้าเครียดมากขึ้นไปอีก คุณวรวิทย์ปรายตามองไปทางห้องน้ำเล็กน้อย ในหัวสมองก็ขบคิดว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรดี

เฟื่องฟ้ามองซองสีน้ำตาลที่ผู้เป็นบิดาโยนมาตรงหน้า แล้วหยิบขึ้นมาดูด้วยสีหน้าเรียบเฉย ยิ่งเห็นสิ่งที่อยู่ในซองด้วยแล้วเธอก็วางลงอย่างไม่รู้สึกรู้สาใดๆ ทั้งสิ้น ผิดกับคุณวรวิทย์ที่หน้าดำคร่ำเครียดจนแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ

“แกทำตัวเหลวไหลมากขึ้นทุกวันแล้วนะยายเฟื่อง งานเสร็จก็ควรรีบกลับบ้านไม่ใช่ออกเที่ยวตะลอนทุกคืนแบบนี้” บิดาเอ่ยเสียงเข้ม

“ก็บ้านมันน่าเบื่อนี่คะ มีแต่คนทำตัวน่าเบื่อทั้งนั้น” เฟื่องฟ้าตอบเสียงหวานและชำเลืองมองไปที่ระรินซึ่งนั่งอยู่ไม่ห่าง

“ไม่ใช่ข้ออ้าง บ้านนี้มีใครไปทำอะไรให้แกอย่างนั้นเหรอ แกควรคิดได้แล้วว่าต้องทำอย่างไรกับชีวิตให้มันเจริญ ไม่ใช่ทำตัวมั่วไม่เลิกแบบนี้”

“คุณพี่พูดถูกค่ะ” ระรินกล่าวย้ำคำของสามี

“ฉันจะทำอะไร หรือจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับคุณ” เฟื่องฟ้าหันมาจ้องหน้าแม่เลี้ยงด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“คุณพี่คะ ดูสิคะ เถียงคำไม่ตกฟากเลย” ระรินได้ทีรีบฟ้อง

“แกอย่าพาลคนอื่น แล้วก็พูดดีๆ กับคุณรินด้วย” คุณวรวิทย์ตำหนิเล็กน้อย

“พ่อจะพูดอะไรว่ามาเลยค่ะ หนูว่าพ่อคงไม่ได้แค่อยากให้หนูเห็นรูปพวกนี้หรอกใช่ไหมคะ” เฟื่องฟ้าวกกลับมาเข้าเรื่องของตนกับบิดาทันที

“แกกำลังทำตัวให้ครอบครัวเสียชื่อ” ชายวัยกลางคนเกริ่นนำพร้อมจ้องตาบุตรสาวราวกับจะสำรวจความรู้สึกของอีกฝ่ายให้แน่ชัดว่าเป็นเช่นไร

“หนูทำอะไรคะ แค่เที่ยวกลางคืนมีเพื่อนผู้ชายไปเรื่อยๆ เบื่อคนนี้ก็ไปกับคนโน้น นี่พ่อยังไม่ชินอีกเหรอคะ” สาวน้อยย้อนถามด้วยท่าทียียวนกวนประสาทเล็กน้อย

“ฉันพอทำใจได้ไอ้เรื่องที่แกจะเที่ยวกลางคืน เพราะฉันรู้ว่าห้ามแกไม่ได้แล้ว แต่ไอ้สิ่งที่แกกำลังจะทำให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย ฉันยอมอีกไม่ได้”

“หนูทำอะไรให้วงศ์ตระกูลพ่อเสื่อมเสียเหรอคะ” เฟื่องฟ้าไม่เข้าใจที่บิดาพูด

“ฉันจะให้แกแต่งงาน”

“อะไรนะคะพ่อ” เฟื่องฟ้าตกใจเมื่อได้ยินคำประกาศิตนี้ ระรินเองก็นึกไม่ถึงว่าเรื่องราวจะออกมาเป็นแบบนี้เหมือนกัน

“ฉันเคยให้สัญญากับเพื่อนเก่าคนหนึ่งว่า ถ้ามีลูกจะให้สองครอบครัวดองกัน และฉันคิดว่าตอนนี้มันถึงเวลาแล้ว เพื่อที่แกจะไม่มีโอกาสทำเรื่องน่าอับอายอีก แกต้องแต่งงานกับเขา” คุณวรวิทย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“หนูไม่แต่ง พ่อไม่มีสิทธิ์บังคับหนู” เฟื่องฟ้าโวยวายกลับ

“แกต้องแต่งและห้ามปฏิเสธใดๆ ทั้งนั้น สำหรับไอ้ธุรกิจจัดเลี้ยงของแกที่จะล่มแหล่มิล่มแหล่ในอีกไม่ช้านี้ ฉันได้ระงับเงินช่วยเหลือตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แกมีหน้าที่เดียวคือเตรียมตัวแต่งงาน”

“พ่อจะให้หนูแต่งกับใคร” เฟื่องฟ้าถามพลางกลั้นความน้อยใจที่เกิดจากการเผด็จการของบิดาไว้ “

“ลูกของเพื่อนเก่าฉัน อยู่ที่สกอตแลนด์”

“สิ่งที่พ่อกำลังทำไม่ใช่แค่ให้หนูแต่งงาน แต่พ่อต้องการไล่หนูไปจากที่นี่ใช่ไหมคะ” เฟื่องฟ้าลุกขึ้นยืนสบตาบิดา ความน้อยใจที่ถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการก็มากพอแล้ว เมื่อรู้ว่าคนที่คุณวรวิทย์หมายตาจะให้มาเป็นสามีอยู่ไกลคนละซีกโลกแล้วนั้น จะไม่ให้เธอคิดว่าพ่อไล่ได้อย่างไรกัน

“ฉันไม่ได้ไล่ แต่ต้องการให้แกไปจากเมืองไทยสักพัก” ชายวัยกลางคนแอบถอนหายใจเบาๆ

“เพราะอะไรคะพ่อ ปกติพ่อไม่เคยยุ่งเรื่องส่วนตัวของหนู แล้วทำไมจู่ๆ มันถึงเกิดเรื่องนี้ได้” หญิงสาวไม่เข้าใจเหมือนกันว่าสาเหตุมาจากอะไรกันแน่

“ฉันขี้เกียจตอบคำถามสังคมเรื่องแก ตอนนี้คนข้างนอกจับตาดูแกเป็นพิเศษ เพราะไอ้พฤติกรรมมั่วไม่เลือกของแกนี่แหละ แกรู้ไหมว่ามีคนกล้าที่จะถามว่าแกท้องหรือเปล่า”

“พ่อเชื่อคนพวกนั้นเหรอคะ ใจคอพ่อจะไม่ถามลูกตัวเองก่อนสักคำหรือคะ” ยิ่งฟังเช่นนี้แล้ว เฟื่องฟ้าก็อดที่จะน้อยใจขึ้นมาอีกไม่ได้ บิดาไม่เคยไว้ใจเชื่อใจหรือถามไถ่เธอสักครั้งว่าอะไรเป็นอะไร คนนอกพูดเชื่อสนิทใจแต่คนในบ้านกลับไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะอธิบายสักคำ

“พฤติกรรมของเธอทำให้สังคมตัดสินแบบนั้น สิ่งที่เธอทำมันทำให้พวกเราเครียดจนไม่รู้จะจัดการกับเธออย่างไรแล้ว” ระรินเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าวรวิทย์นั่งเงียบ

“ฉันไม่ได้ขอความคิดเห็นคุณ กรุณาอย่าสอด” เฟื่องฟ้าตาวาวใส่มารดาเลี้ยง

“นี่ฉันหวังดีนะถึงได้พูด คุณพี่ดูลูกสาวคุณพี่สิคะ” หญิงวัยกลางคนหันมาหาประมุขของบ้าน

“ระรินหวังดีกับแก และระรินก็เป็นเมียฉัน มีสิทธิ์เท่ากับเป็นแม่เลี้ยงแก ดังนั้นสิ่งที่ระรินพูดแกควรฟังบ้างไม่ใช่เอาแต่ยอกย้อนแบบนี้”

“เขาไม่ใช่แม่หนู ไม่มีสิทธิ์มายุ่งวุ่นวายกับชีวิตหนู และถ้าไอ้ข่าวลือบ้าๆ นั่นมาจากปากเมียพ่อละก็”

“อย่าลามปามนะ เฟื่องฟ้า” บิดาตอบโต้กลับแล้วเอ่ยต่อว่า

“ฉันผิดเองที่ไม่ตักเตือนตั้งแต่แรก ปล่อยให้แกทำอะไรตามใจจนมาถึงตอนนี้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ทุกอย่างเลวร้ายแย่ลงกว่านี้อีก แกแต่งงานไปอยู่ที่อื่นซะ เพื่อชื่อเสียงของครอบครัวจะได้ไม่ป่นปี้มากกว่านี้”

“หนูไม่ไปไหนทั้งนั้น และพ่อก็ไม่มีสิทธิ์มาบังคับหนูให้ทำอะไรตามที่พ่อต้องการด้วย ชีวิตหนู หนูจะจัดการเอง ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาช่วยจัดการสั่งโน่นสั่งนี่ ที่สำคัญหนูจะไม่เอาชีวิตไปผูกกับใครที่ไม่เคยแม้แต่เห็นหน้าด้วยซ้ำ” เฟื่องฟ้าพูดด้วยความโกรธ

“ถ้าแกไม่ทำตามที่ฉันบอก ชาตินี้ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพ่อ” คุณวรวิทย์ยื่นคำขาดเสียงดังลั่น

“พ่อ” เฟื่องฟ้าตกใจและเสียใจที่ได้ยินคำขาดจากบิดา ถึงกับต้องตัดพ่อตัดลูกเพียงเพื่อรักษาชื่อเสียงเอาไว้งั้นหรือ เธอกลั้นน้ำตาและเสียงสะอื้นไว้ในอก ไม่แสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย

“ถ้าแกไม่เชื่อก็ลองดูสิ แล้วแกจะรู้ว่าฉันเอาจริงแค่ไหน”

“นี่เป็นทางออกที่ดีที่จะกลบเรื่องฉาวๆ ทั้งหมด น้องเห็นด้วยค่ะคุณพี่” ระรินเชียร์สามีเต็มที่

“บอกแล้วไงว่าอย่ามายุ่ง” เฟื่องฟ้าหันมาตวาดแม่เลี้ยงจอมจุ้นจ้านและผลักด้วยความโกรธ

ผลที่ได้รับคือฝ่ามือของบิดาตวัดลงมาบนแก้มนวล ทุกอย่างในห้องเงียบลงชั่วขณะ คุณวรวิทย์มองลูกสาวด้วยความรู้สึกผิด ส่วนเฟื่องฟ้ามองบิดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและน้อยใจ ส่วนระรินแอบยิ้มกับสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับแสดงละครฉากเล็กๆ ต่อไป

“คุณคะ” ระรินทำทีว่าเข้ามาห้ามด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

สำหรับเฟื่องฟ้าแล้วถ้อยคำที่ถูกตำหนิอาจจะทำให้รู้สึกเสียใจบ้าง แต่ไม่เท่ากับฝ่ามือที่ฟาดลงบนใบหน้าเมื่อครู่นี้ มือที่เคยอุ้มชูประดุจแก้วตาดวงใจในอดีต กลับมาทำร้ายหัวใจเธอให้แหลกละเอียดด้วยน้ำมือของบิดาที่ปกป้องผู้หญิงอีกคน เฟื่องฟ้าไม่ใช่ลูกพ่ออีกแล้วใช่ไหม

“เพื่อเมียน้อยของพ่อ พ่อถึงกับทำร้ายหนูขนาดนี้ พ่อเชื่อเขาแต่ไม่เคยถามลูกคนนี้สักคำว่าความจริงคืออะไร พ่อกลัวหนูจะทำให้วงศ์ตระกูลพ่อเสื่อมเสียนักใช่ไหมคะ พ่อไม่ได้ห่วงหนูเลยสักนิดว่าคนที่พ่อยัดเยียดให้หนูไปแต่งงานด้วยจะเป็นอย่างไร พ่อแค่ต้องการให้หนูไปจากที่นี่เท่านั้น ถึงหนูจะไปตกนรกที่ไหนพ่อก็ไม่สนใจใช่ไหมคะ” เฟื่องฟ้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงแห่งความเจ็บช้ำต่อไปว่า

“ได้ค่ะ หนูจะไปตามที่พ่อบอก และหนูจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่ตามที่พ่อต้องการ และพ่อรู้ไว้ด้วยนะคะ ตราบใดที่เมียน้อยของพ่อยังไม่ตาย หนูจะไม่มีวันมาให้พ่อเห็นหน้าอีก”

เฟื่องฟ้ากลั้นน้ำตาแล้วเดินจากไปทันที สายตาที่มองบิดาเต็มไปด้วยความผิดหวังและเสียใจ ระรินแอบยิ้มเล็กน้อยเมื่อสิ่งที่ต้องการสำเร็จไปแล้วขั้นแรก ในขณะที่คุณวรวิทย์รู้สึกผิดที่ทำรุนแรงกับบุตรสาว แต่ก็โล่งใจว่าเฟื่องฟ้ายอมรับปากเรื่องแต่งงานแล้ว

ต่อหน้าคนอื่นเฟื่องฟ้าคือคนเข้มแข็ง แต่เมื่ออยู่เพียงลำพังกำแพงแห่งความเข้มแข็งนั้นก็หมดไป พอเข้าห้องได้สาวน้อยก็ซบหน้าลงบนหมอนแล้วร่ำไห้สะอึกสะอื้นระบายความเจ็บปวดที่อยู่ในหัวใจออกมาจนหมดสิ้น เจ็บปวดเหลือเกิน

ผู้หญิงที่อยู่ในรูปถือว่าเป็นคนสวยเลยทีเดียว แต่ประวัติของเจ้าหล่อนนี่สิ ไม่น่ารักเอาเสียเลย สาวนักเที่ยวเปลี่ยนผู้ชายไม่ซ้ำหน้า ธุรกิจที่ทำก็กำลังจะไปไม่รอด นี่เขาจะได้ผู้หญิงที่สวยแต่ไร้สมองมาเป็นเมียอย่างนั้นหรือ

ตรัยโยนประวัติและภาพถ่ายทิ้งลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี ถ้าต้องแต่งงานเพื่อคำขอของมารดา เขาเองไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่การจะใช้ชีวิตคู่กับผู้หญิงประเภทนี้คงต้องสร้างเงื่อนไขที่จะทำให้เจ้าหล่อนไม่มาวุ่นวายสร้างปัญหาทีหลัง

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนมองไปนอกหน้าต่างเพื่อพักผ่อนสายตาสักพัก ในสมองก็ใช้ความคิดว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรดี ตรัยไม่ใช่คนขาดผู้หญิงและสามารถเลือกได้ด้วยซ้ำว่าต้องการแบบไหนที่เรียกว่าถูกใจ แต่กับผู้หญิงคนนี้มี การันตีของมารดามาค้ำคอไว้ ถ้าไม่รับก็จะได้ชื่อว่าเป็นลูกอกตัญญู

“ท่านครับ ได้เวลาประชุมแล้วครับ” เลขาคนสนิทของเขาเข้ามาแจ้งกำหนดเวลานัดหมายสำคัญ

“เอกสารพร้อม ทุกคนพร้อมนะ”

“ครับ”

“ดี เริ่มประชุมได้” พูดจบเขาก็เดินออกไปจากห้องทำงานทันที โดยทิ้งเรื่องไม่สบายใจไว้เบื้องหลัง

ตอน 2

ตอนที่ 1

ข้อตกลงก่อนแต่งงาน

เฟื่องฟ้าวางกระดาษที่อยู่ในมือลงด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนไม่รู้สึกรู้สาใดๆ กับข้อความที่อยู่ในนั้น ซ้ำยังทำท่ายิ้มเยาะใส่ผู้เป็นพ่อเสียด้วย ตรงข้ามกับคุณวรวิทย์ที่ตอนนี้ดูจะเคร่งเครียดขึ้นอีก เมื่อได้อ่านเอกสารที่ส่งมาไกลจากอีกซีกโลกหนึ่ง

ข้อความในเอกสารดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ในฐานะคนเป็นพ่อที่ได้อ่านข้อตกลงการแต่งงานแสนพิสดารนี้แล้ว ทำให้รู้สึกเหมือนถูกดูถูกจากผู้ที่ส่งเอกสารมาอย่างไรอย่างนั้น และแน่นอนว่าเฟื่องฟ้าคือต้นเหตุที่ทำให้คนแก่อย่างคุณวรวิทย์ถูกว่าที่ลูกเขยอย่างตรัยถอนหงอกกลายๆ กับข้อตกลงบ้าๆ นั่น

“งามหน้าไหมล่ะ ข้อเรียกร้องที่แต่ละข้อบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขามองแกเป็นผู้หญิงแบบไหน” วรวิทย์พูดด้วยความโมโหเมื่อเห็นลูกสาวตัวดีไม่มีท่าทีทุกข์ร้อนใดๆ

“ก็แค่ตรวจเลือดตรวจร่างกายก่อนแต่งงานก็เท่านั้น มันก็เป็นเรื่องปกติของคนที่จะแต่งงานไม่ใช่เหรอคะ อ้อ คิดอีกทีก็คือคนไม่เคยเห็นหน้ากันก็ต้องอยากจะตรวจว่า ผู้หญิงที่จะต้องแต่งงานด้วยไม่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้เดือดร้อนก็เท่านั้น” เฟื่องฟ้าพูดตามความจริง

“แล้วไอ้ข้อต่อรองบ้าๆ ที่ส่งมาล่ะ หมายความว่าไง หรือทางโน้นรู้ว่าแกทำตัวอย่างไรถึงต้องมีเงื่อนไขแบบนี้”

“ก็ไม่แปลก ชื่อเสียงของหนูโด่งดังจะตาย ยิ่งมีโฆษกประจำบ้านคอยประกาศแถลงข่าวให้ตลอดเวลาด้วยแล้ว คงไม่มีใครไม่รู้จักหนูหรอกค่ะ” ว่าแล้วเฟื่องฟ้าก็ปรายตาไปทางแม่เลี้ยงที่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก

“อย่ามาหาเรื่องกันนะ” ระรินรีบแก้ตัวทันที

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรเสียหน่อย ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่ต้องร้อนตัวสิ” เฟื่องฟ้ายิ้มเยาะอย่างไม่ใส่ใจ

“พอได้แล้ว แกอย่าหาเรื่องคุณริน ฉันไม่อยากโมโห” บิดาตัดบทด้วยความรำคาญ

“โมโห พ่อก็ตบหนูไงคะ” เฟื่องฟ้าประชด แต่คำพูดนั่นตกอยู่ในหัวใจของคนเป็นพ่อ

“เลิกนอกเรื่องได้แล้ว ฉันไม่อยากทะเลาะกับแก” วรวิทย์ตัดบทพยายามระงับอารมณ์ที่อยู่ในใจ

“ถ้าผลตรวจมีปัญหาเราจะทำอย่างไรต่อคะ” ระรินหันมาถามสามี

“ไม่เห็นต้องทำไง บางทีเขาอาจจะดีใจที่แต่งเมียแถมลูกไปให้อีกหนึ่ง ไม่ต้องเสียเวลาทำ” เฟื่องฟ้าแกล้งหัวเราะดังๆ ราวกับว่าเป็นเรื่องน่าขันเสียเต็มประดา

“หยุดได้แล้วยายเฟื่อง แกจะพูดให้ตัวเองดูแย่ทำไม” วรวิทย์ตวาดเมื่อเห็นว่าลูกสาวตัวแสบยังคงปากดี

“หนูทำตัวเองให้ดูแย่ มันไม่เท่ากับที่พ่อคิดว่าหนูเป็นอย่างที่คนอื่นวิจารณ์หรอกค่ะ พ่อไม่ต้องห่วงหนูยินดีที่จะตรวจ” หญิงสาวเอ่ยอย่างชัดเจน

“แล้วถ้าเกิดว่าแก เอ่อ” ชายวัยกลางคนอ้ำอึ้งเล็กน้อย

“ท้องก็ท้องค่ะ ไม่เห็นจะเป็นไรเลย คนอย่างหนูไม่ท้องสิคะ แปลก” เฟื่องฟ้ายักไหล่เบาๆ ท่าทางไม่สนใจอะไรในโลกใบนี้ทั้งสิ้น

“ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ ถ้าเป็นจริงขึ้นมาคุณพี่ต้องขายหน้าแค่ไหน แล้วมันจะพานมาถึงฉันด้วย” ระรินเอ่ยเสียงดัง

“แล้วไง ทำไมต้องแคร์” เจ้าของเรื่องยักไหล่ซ้ำ ตั้งใจจะยั่วให้แม่เลี้ยงอกแตกตายไปตรงหน้า

“ใจคอไม่คิดว่าจะเดือดร้อนกับเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไง”

“ทำไมต้องเดือดร้อนด้วย ก็แค่ท้อง” เฟื่องฟ้าเน้นคำหลังอีก ตั้งใจจะยั่วให้คนตรงหน้าสติแตก

“คุณคะ ดูสิคะ” ระรินหันไปหาตัวช่วย

“ฉันจะบอกเขาไปว่าไม่จำเป็นต้องตรวจอะไรบ้าๆพวกนี้” วรวิทย์เอ่ยเสียงเข้ม

“หนูจะตรวจค่ะพ่อ แต่ทางโน้นก็ต้องตรวจเหมือนกัน เพราะหนูก็ไม่ไว้ใจเขา ที่ยอมตกลงแต่งงานง่ายๆ เขาอาจจะมีอะไรผิดปกติสักอย่าง อาจจะเป็นโรคร้ายหรือมีปัญหาทางเพศ พ่อบอกเขาไปเลยค่ะว่าเราจะต้องตรวจกันทั้งคู่” พูดจบเฟื่องฟ้าก็ลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกไปจากห้องจนคุณวรวิทย์เรียกไว้

“จะไปไหน”

“ไปข้างนอกค่ะ”

“นี่แกยังจะคิดออกไปข้างนอกอีกหรือ สิ่งที่แกควรทำคือเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่บ้าน ฝึกหัดการเป็นภรรยาที่ดีกับคุณ ระรินซะ

“หนูว่ามันไม่จำเป็นหรอกค่ะ อีกอย่างคนที่พ่อจะให้สอนหนูก็ไม่มีคุณสมบัติที่พ่อพูดเลย แล้วจะเอาอะไรมาสอนหนูคะ” เฟื่องฟ้าจ้องตาแม่เลี้ยงอย่างไม่ลดราวาศอก ระรินได้แต่โมโหพูดอะไรไม่ออก แม้แต่คุณวรวิทย์เองก็อึ้งกับคำพูดแสบสันของบุตรสาว

“ไปนะคะ” หญิงสาวส่งยิ้มหวานให้อย่างยียวนกวนประสาทแล้วเดินออกไปอย่างสบายอารมณ์ ทิ้งให้บิดามองตามหลังด้วยความกลัดกลุ้ม อยากจะบ้าตายกับเฟื่องฟ้าเหลือเกิน

“แล้วแกจะทำอย่างไรต่อไป เฟื่อง นี่มันเรื่องสำคัญมากของชีวิตเลยนะ” คุณหมอรินรณีหนึ่งในเพื่อนสนิทของเฟื่องฟ้าถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หลังจากที่ฟังเรื่องราวของเพื่อนสาวจบลง

“ก็คงต้องทำตามที่พูด ทำไงได้ล่ะ” เฟื่องฟ้าถอนหายใจดังๆ เพื่อผ่อนคลายความเครียดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

“แกตอบตกลงเพราะประชดที่ถูกพ่อตบเนี่ยนะ ฉันจะบ้าตาย ทำไมไม่ปรึกษาพวกฉันก่อน” พันภพ สจ๊วตหนุ่มเพื่อนรักอีกคนเอ่ย

“ก็ตอนนั้นฉันโมโห และในเมื่อพ่ออยากให้ฉันไปให้พ้นหูพ้นตานัก ฉันก็ทำอย่างที่พ่อต้องการไง”

พูดถึงตรงนี้แล้วเฟื่องฟ้าก็อดน้ำตาคลอไม่ได้ เหตุผลที่บังคับให้แต่งงานเพราะรักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด พ่อไม่ถามสักคำว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร ข่าวลือบ้าๆ พวกนั้นจะมาจากไหนได้ถ้าไม่ใช่คุณแม่เลี้ยงที่ทำตัวดีต่อหน้า แต่ลับหลังเกลียดเธออย่างกับอะไรดี

“แต่การแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล็กนะแล้วคนที่จะแต่งด้วยคือคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน นี่มันชีวิตจริงนะไม่ใช่นิทานกาลครั้งหนึ่งที่เจ้าหญิงเจ้าชายพบหน้ากัน รักกันแล้วจะมีความสุขไปชั่วนิรันดร์” ปริญเพื่อนอีกคนเสริม

“ฉันตัดสินใจแล้วยังไงก็จะแต่ง พ่อกลัวว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ฉันจะท้องไม่มีพ่อเพราะมั่วไม่เลิก แล้วชื่อเสียงของตระกูลก็จะเสียหาย คนอื่นจะหัวเราะเยาะเอาได้” หญิงสาวสะอื้นเบาๆ

“ทำไมแกไม่บอกพ่อว่าไปบาร์เกย์” พันภพเอ่ย

“ใช่ แกไม่ได้มั่วอย่างที่ใครเข้าใจ แค่เที่ยวกลางคืนกับพวกฉันแล้วที่แกไปมันก็คือบาร์เกย์ของฉัน ไอ้คนพูดนี่มันรู้จริงหรือว่าหลับตาพูดกันแน่” ปริญพูดด้วยความโมโห

“บอกไปก็คงจะเชื่อหรอก แกก็รู้พ่อเชื่อที่แม่เลี้ยงฉันพูดทุกคำ”

“ฉันอยากจะบ้าตายจริงๆ ว่าแต่จะให้ตรวจอะไร” คุณหมอรินรณีถอนหายใจดังๆ อีกคน

“ตรวจทุกอย่าง อ้อ ตรวจด้วยนะว่าฉันท้องหรือเปล่า” เฟื่องฟ้าประชดในที

“แกนี่มันบ้าจริงๆ ไอ้เฟื่อง รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ว่าแต่แกไปทำอีท่าไหนทำไมคนอื่นถึงสงสัยว่าแกท้อง” พันภพอยากรู้สาเหตุ

“พักนี้ฉันก็เจริญอาหารกินเก่งน้ำหนักก็ต้องขึ้นเป็นธรรมดา แล้วช่วงนี้ฉันออกไปกับพวกแกบ่อยก็เลยนอนดึกตื่นสาย บางวันก็ปวดหัวเวียนหัวเพราะแฮงค์ แต่วันที่พ่อเห็นและตัดสินว่าฉันท้อง ก็คือวันที่ฉันดื่มแก้วที่นังปริญสั่งมาให้ พอตื่นขึ้นมาก็วิ่งไปอาเจียนในห้องน้ำก็เท่านั้น”

“ไอ้เรื่องนี้ฉันเข้าใจ แล้วทำไมแกไม่บอกพ่อล่ะว่าไม่ได้ท้องแค่แฮงค์ เพราะดื่มสูตรพิเศษเท่านั้น”

“บอกไปก็เท่านั้น พ่อจะเชื่อไหมล่ะ เอาน่า ฉันตัดสินใจไปแล้วต้องเดินหน้าต่อ”

“แล้วธุรกิจจัดเลี้ยงของแกล่ะ” ปริญเอ่ย

“ฉันตั้งใจจะปิดบริษัทอยู่แล้ว ขี้เกียจแข่งขัน คู่แข่งที่มันมีปัญหากับฉันมันก็ตามจองล้างจองผลาญไม่เลิก เรื่องนี้ฉันบอกพนักงานในบริษัทไว้แล้ว คงไม่มีอะไรต้องห่วงอีก”

“ตกลงเอาจริงใช่ไหม” ปริญถามย้ำอีกครา

“จริง” เจ้าของเรื่องยืนยันหนักแน่นว่าไม่เปลี่ยนใจ

“แกจะไม่ลองคิดดูใหม่ก่อนหรือ ถ้าเกิดว่าที่สามีของแกเป็นพวกนิยมความรุนแรงล่ะ” พันภพเป็นห่วงเพื่อน

“บางทีเขาอาจจะเป็นหมัน ให้ความสุขแกได้ไม่เต็มที่”

“หรือบางทีอาจจะเป็นคนเสเพล เจ้าชู้ไปเรื่อย แกจะรับไหวเหรอ” บรรดาเพื่อนๆ ทั้งสามพยายามโน้มน้าวอีกครั้ง

“แกประชดพ่อวิธีอื่นดีไหม จะเที่ยวหัวราน้ำทุกคืนพวกฉันก็จะไปเป็นเพื่อนแกเอง แต่อยากให้แกคิดเรื่องแต่งงานใหม่ เรื่องนี้มันสำคัญสำหรับชีวิตแกมากนะ ถ้าเข้ากันไม่ได้อยู่ไม่ไหวแล้วต้องเลิกรากัน แกจะทำอย่างไร” ปริญเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ฉันไม่เปลี่ยนใจแล้ว ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไรฉันก็พร้อมรับมือ หรือถ้าไม่ไหวเกินจะทนก็แค่เลิก ในเมื่อพ่อยังไม่สนเลยว่าฉันจะเป็นอย่างไรหลังแต่งงาน” ใบหน้าหวานเชิดขึ้นเล็กน้อย ความน้อยใจเสียใจที่อยู่ในอารมณ์ของเฟื่องฟ้าเป็นแรงผลักดันให้เธอไม่ยอมถอย แม้ว่าใครจะเตือนใดๆ ก็ตาม

“เฟื่อง แกอย่ามาทำตัวเป็นพวกกร้านโลกหน่อยเลย คนอื่นอาจจะดูว่าแกแรงแกแรด แต่พวกเรารู้ว่าแกไม่ใช่” พันภพพูดเพราะรู้จักเพื่อนดี เฟื่องฟ้าในสายตาคนอื่นอาจจะแรงและร้าย ทว่าในความจริงแล้วเฟื่องฟ้าก็เป็นแค่ผู้หญิงขี้ประชดประชันคนหนึ่งเท่านั้น

“ใช่ แกน่าจะคิดทบทวนอีกที” หมอรินรณีพูดบ้าง เฟื่องฟ้ามองหน้าเพื่อนทั้งสามด้วยความตื้นตันเมื่อเห็นว่าทุกคนเป็นห่วง

“ฉันตัดสินใจแล้ว เอาเถอะไม่เป็นไรหรอก ฉันดูแลตัวเองได้” เฟื่องฟ้าฝืนยิ้มเล็กน้อยให้เพื่อนสบายใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ คนอย่างเฟื่องฟ้าจะเดินหน้าไม่มีวันถอยเด็ดขาด

“โอเค ถ้างั้นฉันจะตรวจร่างกายแก” หมอรินรณีเอ่ย

“ตามนั้น ช่วยตรวจอย่างที่ตรวจนังภพและนังปริญนะ ตรวจหาโรคเผื่อจะมี” เฟื่องฟ้าหัวเราะเบาๆ อย่างสบายใจ ในขณะที่ปริญและพันภพค้อนขวับด้วยความหมั่นไส้

“ฉันสองคนอาจจะเสน่ห์แรงไปนิดแต่ไม่ได้มั่วย่ะ แกอย่ามาหาเรื่องหลอกด่าเลยนังเฟื่อง” พันภพพูดสวนออกมาทันที สร้างเสียงหัวเราะให้กับทุกคนได้เป็นอย่างดี

“จะเอาเครื่องเพชรไปหมดไม่ได้นะ” ระรินโวยวายเสียงดั่งลั่น เมื่อรู้ว่าลูกเลี้ยงเอ่ยปากบอกสามีว่าต้องการเครื่องเพชรทั้งหมดของมารดาติดตัวไปด้วย ซึ่งระรินต้องการเป็นผู้ครอบครองเครื่องเพชรเหล่านั้นเสียเอง

“ทำไมจะไม่ได้ ในเมื่อมันเป็นของแม่ฉัน คนอื่นไม่มีสิทธิ์” เฟื่องฟ้าย้อนเสียงแข็ง

“รับรองเลยว่าถ้าเธอเอาไป คงได้ขายกินหมดแน่” ระรินเอ่ยด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“ของแม่ก็คือของฉัน ถ้าฉันจะขายกินมันก็ไม่ผิด แต่ฉันไม่ยอมให้ของแม่ตกไปอยู่ในมือคนที่คิดจะชุบมือเปิบแน่” เฟื่องฟ้าตาวาวแล้วหันมาพูดกับบิดาว่า

“หนูต้องการเอาเครื่องเพชรของแม่ไปด้วยทุกชุด หนูไม่ยอมให้คนอื่นโมเมเป็นเจ้าของเด็ดขาด ถ้าพ่อตกลงหนูจะเอาบางชิ้นไปฝากธนาคารในชื่อหนู และจะเอาบางชิ้นติดตัวไปแค่นั้น”

“ไม่ได้นะคะ ฉันเป็นภรรยาของคุณ ฉันมีสิทธิ์ที่ควรจะได้” ระรินหันมาหาสามี งานนี้คุณวรวิทย์เครียดเพิ่มขึ้น เพราะรู้ว่าเฟื่องฟ้าเอาจริงและสิ่งที่ลูกสาวพูดก็ถูกต้อง

“ในเมื่อหนูยอมทำตามที่พ่อต้องการแล้ว พ่อก็ควรจะทำในสิ่งที่หนูต้องการบ้าง ไม่ใช่หรือคะพ่อ” เฟื่องฟ้าสบตาผู้เป็นพ่อ

“แกจะได้ตามที่ขอ เครื่องเพชรทั้งหมดแปดชุดเป็นของแก” ในที่สุดคุณวรวิทย์ก็ตัดสินใจยกเครื่องเพชรทั้งหมดให้เฟื่องฟ้า เพื่อเป็นการตัดสินปัญหาทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น เขารู้ดีว่าบุตรสาวหวงแหนข้าวของมารดาที่จากไปทุกชิ้น และแน่นอนว่าระรินไม่มีสิทธิ์แตะต้องหากว่าเฟื่องฟ้ายังอยู่

“ส่วนของคุณ ผมจะซื้อมาให้ใหม่ เครื่องเพชรที่เป็นของแม่ยายเฟื่อง ก็ให้ยายเฟื่องไปซะ ตกลงตามนี้นะ” ชายวัยกลางคนหันมาบอกภรรยา

ระรินทำได้แค่เงียบพูดอะไรไม่ออก แม้จะเจ็บใจจนอยากจะเล่นงานลูกเลี้ยง อีกทั้งเสียดายเครื่องเพชรเหล่านั้นซึ่งน้ำงามและมีราคา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากทำตามที่สามีบอก

เฟื่องฟ้านั่งอ่านหนังสือที่สวนหลังบ้านอย่างสบายใจ ผลร่างกายทุกอย่างออกมาปกติ ก็แน่ล่ะในเมื่อเธอไม่ได้เป็นอย่างที่ใครกล่าวหา ตอนนี้มีเวลาอีกหลายเดือนก่อนที่จะต้องเดินทางไปพบเจ้าบ่าว เพราะทางโน้นแจ้งว่าจะทยอยส่งเอกสารสำคัญต่างๆ ตามมา

“ได้ข่าวว่าตัวจะไปอยู่สกอตแลนด์หรือ”

“ใช่” เฟื่องฟ้าเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ มองหาคนที่เอ่ยถามเมื่อครู่ ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นน้องสาวต่างมารดาที่อายุห่างกันหนึ่งรอบนั่นเอง

“ทำตัวเหลวแหลกจนพ่อต้องหาเรื่องส่งไปที่อื่นเลยหรือ” ฟาริดาถามด้วยน้ำเสียงที่ดูแคลน เพราะรู้เรื่องทุกอย่างจากคำบอกเล่าของมารดา

เฟื่องฟ้าถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อได้ยินคำถามที่แสนจะไร้สาระนั้น เธอกับน้องสาวไม่ค่อยได้คุยกันมากนัก เพราะพูดกันทีไรก็ทะเลาะกันทุกที หลายครั้งที่ต้องถูกทำโทษ เพราะถูกแม่เลี้ยงกล่าวหาว่าแกล้งน้อง

“ถ้าหาคำถามที่สร้างสรรค์กว่านี้ไม่ได้ ก็กลับไปตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือเถอะ ได้ข่าวว่าใกล้จะสอบปลายภาคแล้วใช่ไหม”

“ไม่ต้องมาสอนเราหรอก เราไม่เชื่อตัว” ฟาริดาย้อนพร้อมทั้งมองพี่สาวต่างมารดาด้วยสายตาที่ไม่พอใจนัก

เธออิจฉาที่เฟื่องฟ้ามีทุกอย่างที่ตนไม่มี ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาที่งดงามราวนางฟ้า ความเก่งและความฉลาด โดยเฉพาะยามที่ถูกมารดา เปรียบเทียบด้วยแล้ว ยิ่งทวีความริษยาในใจให้เพิ่มมากขึ้น

“นี่จะมาหาเรื่องใช่ไหม” เฟื่องฟ้าถามตรงๆ

“เปล่า แค่จะมาแสดงความยินดี” ฟาริดายักไหล่เบาๆ

“ยินดี” เฟื่องฟ้าทวนคำอย่างประหลาดใจ

“ใช่ ยินดีที่ตัวจะออกไปจากบ้านเสียที เราจะได้ไม่ต้องมานั่ง รำคาญเวลาที่แม่เปรียบเทียบเรากับตัว” เด็กสาวพูดตามที่ใจคิด

“ถูกเปรียบเทียบก็ทำให้เห็นสิว่าตัวดีกว่าเรา ไม่ใช่มานั่งหาเรื่อง” เฟื่องฟ้าเตือน

“เราไม่อยากเป็นแบบตัว ตัวแรด”

“พูดจาให้มันดีๆ หน่อย ฉันเป็นพี่ ตัวเป็นน้อง ถึงจะไม่เคารพกันก็หัดให้เกียรติคนอื่นบ้าง มารยาทรู้จักไหม หรือแม่ไม่ได้สอน” เฟื่องฟ้าย้อนถาม สายตาที่มองเอาเรื่องอย่างไม่กลัวเกรง หลายครั้งที่คิดจะรักเด็กสาวตรงหน้า แต่จนแล้วจนรอดก็รักไม่ลง

“สอน แต่เราว่าไม่จำเป็นต้องมีมารยาทหรอก ตัวไปเสียได้ก็ดีคุณพ่อจะได้ไม่ต้องมาเครียดเรื่องที่ตัวชอบทำตัวเหลวแหลก”

“ว่าฉันไว้มากระวังจะเข้าตัวนะ ถ้าทำตัวดีตั้งแต่ต้นจนจบก็ดีไป แต่ถ้าใจแตกเมื่อไหร่ มันคงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก และขอเตือนนะถ้าพูดไม่เข้าหูอีกครั้งเดียว ฉันจะผลักให้ล้มลงไปกองที่พื้นและตบสักฉาดสองฉาด และไม่สนด้วยว่าจะถูกด่าหรือไม่” เฟื่องฟ้าขู่เสียงเรียบ

“นังแม่มด” เด็กสาวเค้นเสียงด้วยความโกรธ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไป

ตอน 3

ตอนที่ 2

แต่งงาน

เทรย์เวอร์จรดปากกาลงบนเอกสารที่เป็นเสมือนบ่วงผูกคอด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ต่างจากมารดาที่ยิ้มด้วยความพอใจ แม้ว่าสภาพร่างกายจะอ่อนแรงลงทุกทีก็ตาม

“ขอบใจมากนะตรัย ขอบใจที่ทำเพื่อแม่ แค่นี้แม่ก็สบายใจนอนตายตาหลับแล้ว แม่อยากให้มีคนมาดูแลลูก และแม่เชื่อว่าแม่หนูเฟื่องฟ้าจะทำหน้าที่นั้นได้ดี”

“แม่ครับ”

“แม่รู้ตัวดีว่าเวลาของแม่ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ตอนนี้แม่หมดห่วง แม่จะได้ไปเจอพ่อของลูกเสียที เขารอแม่นานมากแล้ว”

“แม่อย่าพูดอย่างนี้สิครับ” บุตรชายสวมกอดมารดาไว้แน่น

เขาทำทุกอย่างก็เพื่อให้คนที่รักที่สุดในชีวิตมีความสุข แม้ว่าตนเองจะไม่เห็นด้วยหรือรู้สึกอึดอัดมากแค่ไหน ขอเพียงแค่ให้แม่มีความสุขเท่านั้นก็พอ

วรวิทย์น้ำตาคลอเมื่อทราบข่าวที่ส่งมาจากสกอตแลนด์ พลางนึกย้อนเรื่องเมื่อวันวานที่ไม่เคยลืมเลือนเลยแม้แต่น้อย เขาและธัญญารักกันมาตั้งแต่เรียนมัธยม แต่ก็ต้องมีเหตุให้พลัดพรากจากกันเพราะผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย เธอถูกผู้ใหญ่จัดการให้แต่งงานกับมหาเศรษฐีชาวสกอตแลนด์

ส่วนเขาแต่งงานกับเฟื่องฝนมารดาของเฟื่องฟ้า และทำธุรกิจโรงเรียนเอกชนประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียง ถึงแม้ว่าจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์พร้อม แต่ก็ไม่เคยลืมรักแรกซึ่งเป็นความทรงจำที่มีค่า ทั้งคู่เคยให้สัญญากันว่าหากมีลูก อยากจะให้ทั้งสองครอบครัวได้เกี่ยวดองกัน และมันก็เป็นเช่นนั้นในที่สุด

“พ่อเป็นอะไรไปคะ” เฟื่องฟ้าเดินผ่านมาเห็นสีหน้าบิดาไม่สู้ดีนักจึงเอ่ยถาม

“ธัญญาเสียแล้ว” คุณวรวิทย์ตอบเสียงแผ่ว

“ธัญญาไหนคะ” หญิงสาวย้อนถามด้วยความแปลกใจ ชื่อนี้ไม่คุ้นหูเสียเลย

“แม่สามีของแก เพื่อนที่แสนดีของฉัน” น้ำเสียงชายวัยกลางคนเครือเล็กน้อย เฟื่องฟ้ารู้ว่าบิดากำลังเสียใจจึงสงบปากสงบคำชั่วขณะ

“หนูรอเรื่องวีซ่าให้เรียบร้อยก่อน ถึงจะออกเดินทางค่ะ” เฟื่องฟ้าเอ่ยหลังจากที่เงียบไปสักพัก

“ฉันรู้แล้ว เทรย์เวอร์ส่งเอกสารเรื่องการแต่งงานผ่านตัวแทนมาให้แกด้วย เพราะเขาไม่ว่างมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ทีมทนายที่เขาส่งมาจะเป็นผู้จัดการ”

“อะไรนะคะ หนูจะไม่ได้เจอเขาจนกว่าจะเดินทางไปที่นั่น นี่มันอะไรกัน น่าเกลียดที่สุด” เฟื่องฟ้าพูดด้วยความโมโห อยากรู้นักเชียวว่าจะยุ่งอะไรนักหนา ถึงขนาดไม่มีเวลาจะมาจัดการเรื่องสำคัญด้วยตัวเอง

“ก็คนมันไม่ว่างนี่” คุณวรวิทย์แก้ตัวแทน

“ดูพ่อจะเข้าใจเขาทุกอย่างเลยนะคะ แต่ไม่เห็นจะเข้าใจหนูแบบนี้บ้าง เอาเถอะค่ะจะว่างหรือไม่ว่างก็ช่างเถอะ จัดการให้เรียบร้อยหนูจะได้ไปให้พ้นหูพ้นตาเสียที พ่อจะได้สบายใจดีไหมคะ”

“อย่ามาประชด ถ้าแกไม่ทำเรื่องงามหน้าไว้ ฉันก็ไม่ต้องทำแบบนี้”

“ถ้าพ่อเชื่อหนูสักนิด ไม่หูเบาฟังแต่เมียพ่อมากเกินไป พ่อจะไม่ทำกับหนูแบบนี้แน่” เฟื่องฟ้าย้อน

“นี่ใจคอแกกับฉันจะพูดกันดีๆ ไม่เกินสองประโยคใช่ไหม แกรู้ไว้นะ เรื่องแต่งงานฉันคิดวางแผนตั้งแต่แกเกิดมาเป็นลูกฉันแล้ว และฉันก็ไม่อยากเห็นแกควงคนโน้นทีคนนี้ทีให้เป็นขี้ปากชาวบ้าน บังเอิญว่ามันได้จังหวะลงตัวพอดี ฉันก็เลยจัดการให้แกได้ลงเอยกับคนดีๆ ซะ” ชายวัยกลางคนอธิบายอย่างใจเย็น

“เอาเถอ พ่อก็มีเหตุผลของพ่อ หนูมีเหตุผลของหนู พอหนูแต่งงานออกไปจากบ้านนี้แล้ว พ่อจะได้ไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องหนูอีก ดีไหมคะ”

“แกคิดว่าแค่นี้เหรอ สิ่งที่ฉันจะห่วงต่อไปก็คือแกจะอยู่กับเขาได้นานแค่ไหน จะถูกเขี่ยทิ้งหรือเปล่าต่างหาก ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะว่าแต่งงานแล้วแกต้องทำตัวดีๆ เป็นแม่บ้านแม่เรือนบ้าง ไอ้เรื่องเที่ยวก็ให้มันน้อยๆ ลงหน่อย” ว่าไปคุณวรวิทย์ก็ยังเป็นห่วงชีวิตบุตรสาวอยู่ดี

“แหม พ่อคะ คนเราถ้ามันอยากจะเที่ยว ที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้อยู่แล้ว พ่อคิดว่าส่งหนูไปไกลถึงสกอตแลนด์แล้ว หนูจะเลิกทำตัวแบบนี้เหรอคะ” เฟื่องฟ้าเริ่มยั่วโมโหอีกแล้ว

“อ่านเอกสารแล้วเซ็นชื่อซะ ระหว่างรอเดินทางก็ทำตัวดีๆ หัดเรียนรู้มารยาทการใช้ชีวิตของคนที่นั่นด้วย” คุณวรวิทย์ถอนหายใจเบาๆ คร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับลูกสาวช่างยั่วจึงลุกขึ้นเดินหนีออกไป ทิ้งให้เฟื่องฟ้านั่งมองกองเอกสารเหล่านั้นเพียงลำพังต่อไป

การแต่งงานผ่านตัวแทนเรียบร้อยดี ใช้เวลาเพียงไม่นานเฟื่องฟ้าก็กลายเป็นนางเฟื่องฟ้า แฮมมิลตัน ซึ่งอีกไม่นานคุณนายแฮมมิลตันก็จะเดินทางไปพบหน้าสามีเป็นครั้งแรก ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่รู้สึกรู้สาใดๆ กับสถานะใหม่นี้เลย

“ทุกอย่างราบรื่นจบลงด้วยดีแล้ว” คุณหมอรินรณีเอ่ยอย่างโล่งอก

“หรือว่าฟ้าจะเปิดทางให้แก เฟื่อง” พันภพออกความเห็นอีกคน

“นั่นสิ หรือว่าคนนี้คือคู่แท้ของแก” ปริญพูดต่อ

“ที่มันผ่านไปด้วยดีก็เพราะเอกสารต่างๆ ที่ทางโน้นเป็นคนจัดการต่างหาก พวกแกคิดไกลไปไหม” เฟื่องฟ้าเบรก

“แล้วแกจะเดินทางเมื่อไหร่” พันภพเอ่ยถาม

“เดือนหน้า”

“งั้นก็เหลือเวลาอีกแค่สองอาทิตย์สิ”

“ใช่”

“ตื่นเต้นแทนสามีของแกจัง” ปริญทำหน้าพาฟัน

“ตื่นเต้นแทนสามีไอ้เฟื่องเนี่ยนะ ฉันว่าพวกแกน่าจะตื่นเต้นแทนเพื่อนของเราจะดีกว่า” คุณหมอสาวพูดบ้าง

“จะไปตื่นเต้นแทนมันทำไม ดูท่ามันสิ ทำเหมือนไม่มีอะไรต้องคิดเลย” พันภพแสนจะหมั่นไส้เพื่อนรักที่ดูไม่ออกว่าคิดอะไรกับงานแต่งงานครั้งนี้บ้างหรือไม่ ใจคอไอ้เฟื่องไม่คิดจะกลัวอะไรเลยหรือไง

ไวน์สีกุหลาบลาเกรนโรซาโตชื่อดังของอิตาลีอยู่ในแก้วสุดหรูนั้นถูกกลืนลงคอรวดเดียวจนหมด โดยไม่มีการดมและค่อยๆ ลิ้มรสมันเหมือนกับทุกครั้ง สีหน้าเขาดูเรียบเฉยมีเพียงแววตาเท่านั้นที่เผยความกังวลออกมาให้เห็น

“ส่งค่าเดินทางไปให้แล้วใช่ไหม” เสียงห้าวถามออกมาเมื่อเห็นเลขาคนสนิทเดินเข้ามาในห้อง

“ครับท่าน แต่ทางนั้นแจ้งว่าไม่ต้องการและส่งกลับมาครับ” ฌอน เลขาคนสนิทรูปร่างผอมสูงรายงาน

“หยิ่งเสียด้วย” เทรย์เวอร์ยิ้มเยาะที่มุมปากเล็กน้อย

“คุณผู้หญิงแจ้งว่า เธอจะเดินทางมาที่นี่ในอีกสองอาทิตย์ครับ”

“ก็ดี” น้ำเสียงเทรย์เวอร์เหมือนไม่ใส่ใจคนที่ถูกพูดถึงเลยสักนิด

ทำให้ฌอนรู้สึกประหลาดใจกับท่าทีแปลกไปของเจ้านาย เขามีเรื่องมากมายที่สงสัยและอยากถาม โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงานแสนแปลกที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ก็ไม่กล้าถามเพราะถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของนาย

“นายมีอะไรสงสัยหรืออยากจะพูดกับฉันหรือเปล่า” เทรย์เวอร์สบตาลูกน้องคนสนิท เขาเดาใจฌอนได้ว่าต้องมีคำถามที่สงสัยมากมายแน่

“เรื่องส่วนตัวของท่าน ผมเกรงว่าจะไม่เหมาะครับ” ฌอนเอ่ยอย่างนอบน้อม

“นายคงสงสัยใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงยอมแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ ทั้งๆ ที่ฉันควรจะมองใครที่เพียบพร้อมกว่านี้” เทรย์เวอร์พูดอย่างตรงไปตรงมา ยิ่งเห็นเลขาคนสนิทก้มหน้าก็รู้แล้วว่าสิ่งที่สงสัยคือเรื่องนี้แน่

“มันเป็นคำขอครั้งสุดท้ายของแม่” ชายหนุ่มเฉลย

“ผมคิดว่าถ้าท่านไม่เต็มใจหรือไม่มีความสุข ก็ไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งของนายหญิงก็ได้ เพราะเวลานี้ท่านได้จากไปแล้ว” ฌอนเอ่ยตรงไปตรงมา

“นายจะให้ฉันไม่รักษาสัญญากับแม่งั้นหรือ” เทรย์เวอร์ย้อนถาม ไม่ได้นึกโกรธแต่เข้าใจความคิดของลูกน้องดี ฌอนมักถือเขาเป็นที่ตั้งมากกว่าอื่นใดในโลก

“ผมรู้ว่าท่านเป็นคนรักษาคำพูดมากแค่ไหน แต่เรื่องการแต่งงานมันเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิต ท่านน่าจะมีโอกาสได้เลือกหรือพิจารณาคนที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตด้วยตนเอง กว่าที่ผมจะแต่งงานกับภรรยานั้น เราใช้เวลาดูใจกันนานเกือบสิบปีเลยนะครับ”

“ฉันตัดสินใจทำเพื่อแม่เป็นครั้งสุดท้าย อีกอย่างก็ลองดูสักตั้งถ้าไปด้วยกันไม่ได้ก็แค่ส่งเธอกลับไป ต่างคนต่างจบฉันไม่มีอะไรต้องเสียอยู่แล้ว” เทรย์เวอร์คิดเช่นนี้จริงๆ เขาทำเพื่อให้แม่สบายใจ ส่วนผู้หญิงคนนั้นถ้าดีก็รับไว้ แต่ถ้าไม่ก็แค่หาทางจบโดยเร็วเท่านั้นเอง

“เอ่อ ท่านครับ ช่วงที่คุณผู้หญิงเดินทางมา ท่านต้องไปประชุมที่แคนาดานะครับ ไม่ทราบว่าท่านจะ...” เลขาหนุ่มนึกได้ว่ามีประชุมสำคัญในช่วงเวลานั้นพอดี

“ก็หาใครไปดูแลแล้วกัน สตีเฟ่นเป็นไง ให้เขาไปรับเธอที่สนามบินและพาไปส่งที่บ้าน จากนั้นสตีเฟ่นค่อยตามไปแคนาดา”

“แล้วมันจะดีหรือครับ ที่ให้เธออยู่ที่นี่คนเดียว” ฌอนเริ่มกังวล

“ไม่หรอก เธอไม่ได้อยู่คนเดียว คนที่บ้านมีตั้งหลายคน” เทรย์เวอร์ยักไหล่เบาๆ

“แต่”

“ถือว่าเป็นการรับน้องไง ในเมื่อเป็นภรรยาฉันก็ต้องรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าทนกับเรื่องแค่นี้ไม่ได้ก็ส่งกลับไปเท่านั้นเอง”

“ครับ”

ฌอนรับคำสั้นๆ แล้วไม่พูดอะไรต่อ เพราะเจ้านายสุดหล่อของตนดูจะไม่สนใจว่าที่ภรรยาเลยว่าจะรู้สึกเช่นไร เมื่อมาถึงบ้านที่ไม่มีสามีอยู่ต้อนรับ

วรวิทย์รู้สึกใจหายเมื่อเห็นบุตรสาวเก็บของลงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ เฟื่องฟ้าเหลือบตาขึ้นมามองบิดาเล็กน้อยแล้วจึงก้มหน้าก้มตาเก็บของต่อไป

“แกเก็บของใกล้เสร็จหรือยัง” ชายวัยกลางคนเอ่ยถาม

“ใกล้แล้วค่ะ พ่อจะมาดูความเรียบร้อยหรือคะ” เฟื่องฟ้าไม่วายที่จะประชด

“ใช่ และฉันมีเรื่องที่อยากจะพูดด้วย”

“เรื่องอะไรคะ หรือพ่อจะมาบอกว่าดีใจที่หนูจะไปให้พ้นหูพ้นตาเสียที”

“แกอย่าเพิ่งขัดได้ไหม ฉันไม่อยากจะทะเลาะกับแกแล้ว” วรวิทย์ดุเสียงเข้ม ซึ่งมันทำให้เฟื่องฟ้าสงบลง

“ฉันดีใจที่เห็นแกเป็นฝั่งเป็นฝา ฉันรู้ว่าตั้งแต่ที่มีคุณรินเข้ามา ฉันอาจจะสนใจแกน้อยลง และมันอาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แกทำตัวแบบนี้ แต่ฉันอยากจะเตือนว่าไปอยู่ที่นั่นแล้ว แกต้องปรับปรุงตัวเองใหม่ ทำตัวให้ดีกว่านี้เข้าใจไหม สามีของแกเป็นคนมีชื่อเสียงในวงสังคม แกแต่งงานกับเขาก็ต้องรู้จักรักษาหน้าและเกียรติของสามีเอาไว้ อย่าสร้างปัญหาอะไรทั้งสิ้น เพราะฉันไม่อยากให้ใครมาด่าว่าเป็นพ่อที่ไม่สั่งสอนลูก”

แม้คำพูดของบิดาที่ยืดยาวจะบั่นทอนความรู้สึกของเฟื่องฟ้าลงไปอีก แต่อย่างน้อยมันก็เป็นคำเตือนที่จะให้เธอระลึกไว้ว่าควรทำตัวอย่างไร

“พ่อคิดจะไปส่งหนูไหมคะ” เฟื่องฟ้าถามด้วยความอยากรู้ อย่างน้อยถ้าพ่อไปก็อุ่นใจว่าไม่ต้องไปเพียงลำพัง

“ไม่”

คำตอบสั้นๆ ห้วนๆ ทำให้เฟื่องฟ้าแทบน้ำตาตก แต่ความรู้สึกเสียใจหรือผิดหวังนี้เธอจะไม่แสดงออกมาให้ใครเห็นเด็ดขาด หัวใจเฟื่องฟ้ารู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยวขึ้นมาทันที เมื่อรู้ว่าทันทีที่ก้าวออกจากบ้านหลังนี้ เธอจะอยู่ลำพังบนเส้นทางชีวิตไปอีกนานแสนนาน

“ค่ะ สรุปคือหนูไปคนเดียว” เฟื่องฟ้าพยายามเรียกกำลังใจตัวเองกลับมา

“ใช่ แกเดินทางคนเดียวได้ ฉันจึงไม่ต้องไปส่ง”

“ไม่ใช่หนูเดินทางคนเดียวได้หรอกค่ะ แต่เพราะพ่อมีโครงการจะพาเมียกับลูกใหม่ไปเที่ยวอเมริกาต่างหาก” หญิงสาวพูดอย่างรู้ทัน

“แกอย่ามาทำเป็นรู้ดี” คุณวรวิทย์กลบเกลื่อนสายตาที่จ้องมา

“แหม พ่อไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ หนูรู้ดีว่าไม่ได้อยู่ในความสนใจของพ่อมานานแล้ว หนูไปคนเดียวได้ถึงจะไม่เคยไป แต่หนูก็จะไปให้ได้” ใบหน้าหวานเชิดขึ้นแม้หัวใจจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ไม่แสดงออกมา

“แกมันไปไหนได้ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำอยู่แล้ว แต่น้องแกเพิ่งจะเคยไปไกลเป็นครั้งแรก ฉันก็ต้องไปคอยดูก่อน”

“ค่ะ” เฟื่องฟ้ารับคำเสียงกระแทก

“มีอีกเรื่องที่ฉันอยากให้แกรู้ไว้” คุณวรวิทย์นึกอะไรขึ้นมาได้

“อะไรอีกคะพ่อ” หญิงสาวเอ่ยด้วยท่าทีเบื่อหน่าย

“ถ้าแกทำตัวมีปัญหา เขาอาจจะเลิกกับแกตอนไหนก็ได้”

“แล้วไงคะ พ่อกำลังจะบอกว่าถ้าหนูต้องเลิกกับเขา พ่อจะขายหน้ามากใช่ไหม” เฟื่องฟ้าอยากจะกรีดร้องเหลือเกินที่บิดาเห็นแก่ชื่อเสียงมากกว่าความรู้สึกของตน

“รู้ก็ดีแล้วและควรทำตัวให้ดีเพื่อไม่ให้มีปัญหา แกจงจำไว้ว่าถ้าแกถูกเขี่ยทิ้งละก็ นั่นคือการตอกย้ำความเหลวแหลกในชีวิตของแก”

“คิดว่าหนูสนใจหรือไงคะ” นางสาวเฟื่องฟ้าตอบกลับทันควัน

“แกไม่สนแต่ฉันสน ที่ฉันทำไปก็เพื่อให้แกมีชีวิตใหม่ที่ดีขึ้น ไม่ตกเป็นขี้ปากใครทั้งนั้น ดังนั้นแกควรทำให้ชีวิตคู่ของแกอยู่รอดให้ได้”

“นี่พ่ออวยพรหนูใช่ไหมคะ” ใบหน้าหวานยิ้มมุมปากเล็กน้อย

“ขอบคุณค่ะพ่อ หนูจะพยายามทำให้ชีวิตแต่งงานของหนูไปรอดตลอดรอดฝั่งแล้วกันค่ะ” เฟื่องฟ้าส่งยิ้มหวานให้ ในขณะที่คุณวรวิทย์ได้แต่แอบถอนหายใจกับความดื้อดึงของลูกสาว

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED