ตอนที่ 1
“แน่ใจนะพี่บัว จะเอาอย่างนี้จริงๆ น่ะ” หนึ่งในสองร่างที่ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ตรงประตูรั้วของบ้านหลังใหญ่ถามขึ้นเสียงสั่น
“ฮื่อ...แกจะถามอะไรนักหนาวะไอ้เก่ง ถามมาหลายรอบแล้วนะ”
คนที่ถูกเรียกว่าพี่บัวตอบกลับไปอย่างรำคาญขณะสอดส่ายสายตามองไปท่ามกลางบรรยากาศมืดมิดของราตรีกาล ที่ทำให้เห็นตัวบ้านเป็นเงาสลัวๆ เหมือนกับมีชีวิต อันเป็นผลมาจากต้นไม้น้อยใหญ่ที่ขึ้นอยู่รายรอบปลิวไสวไปกับสายลมที่พัดแรง
“ก็ฉันกลัวนี่พี่ ถ้าเราถูกจับได้ขึ้นมา...แม่ตีฉันหลังลายแน่”
“ไม่มีใครอยู่สักคน แล้วหมาตัวไหนมันจะมาจับเรากันฮึ! ใครใช้ให้แกพูดอะไรเป็นลางไม่ดีแบบนี้ ประเดี๋ยวก็ป้าดเข้าให้หรอก”
“ฉันกลัวนี่พี่ ถ้าเกิดถูกจับได้ขึ้นมาละก็...” เจ้าตัวปัญหายังคงพูดต่อ จนบัวหรือบุษกรจำต้องหันไปตักเตือน
“อย่าป๊อดไปหน่อยเลยไอ้เก่ง ไม่มีใครอยู่สักหน่อย ไม่มีใครจะมาจับฉันกับแกแน่”
บุษกรพูดออกไปทั้งที่ตนเองก็กลัวมิใช่น้อย หากแต่จะให้ความกลัวทำให้สิ่งที่คิดไว้หยุดชะงักไป ก็เห็นจะทำไม่ได้ มีคนข้างหลังรอความหวังจากเธออยู่ วินาทีนี้เงินคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเธอ เพราะจะเอาไปช่วยคนที่รักที่สุด
หญิงสาวยื่นมือที่เย็นจัดไปจับราวรั้วเหล็กเอาไว้จนแน่น พยายามห้อยโหนร่างกายเล็กบางเข้าไปภายในบ้านด้วยความรวดเร็วเท่าที่จะทำได้ แต่เพราะไม่คุ้นเคยกับสถานที่ ก็เกือบจะทำให้เธอพลัดตกลงไป
“จะเอาแบบนี้จริงเหรอพี่บัว ถ้าถูกจับได้ขึ้นมา...คุกนะพี่” เก่งยังคงถามด้วยความหวาดกลัว มือเล็กกระด่างกระดำยื่นไปดึงรั้งเสื้อตัวโคร่งของบุษกร ถึงแม้จะเป็นคนมือเร็ว แต่เขาก็หยิบฉวยเฉพาะของพ่อกับแม่เท่านั้น ไม่เคยคิดที่จะไปขโมยของที่บ้านของคนอื่นอย่างที่กำลังทำอยู่ในตอนนี้
บุษกรอารมณ์เสีย เกือบจะหันไปด่าอยู่แล้ว แต่ก็เผอิญนึกได้ว่าอยู่ที่ไหน ก็เลยทำเพียงแค่หันไปตีหน้ายักษ์ใส่เก่ง ก่อนจะผ่อนลมหายใจอย่างแผ่วเบา คนยิ่งรีบๆ อยู่ เก่งก็ยิ่งจะทำให้ชักช้า ดีไม่ดีมีคนมาเห็นเข้า เดี๋ยวก็ได้เข้าซังเตเอาเข้าจริง ๆ นะสิ
“เออซิวะ แกก็รู้ พี่จำเป็นต้องใช้เงินด่วน ต้องทำแบบนี้แหละถึงจะได้เงินเร็ว ๆ อย่างที่ต้องการ” บุษกรตอบกลับและดึงเอามือเล็กของเก่งออกจากตัวเสื้อ
“ไม่ต้องกลัว พี่ดูลู่ทางมาดีแล้ว ที่นี่ไม่มีใครอยู่เลย หรือถ้าจะมากันจริง ก็คงไม่ใช่ตอนนี้...หรอก”
บุษกรเอ่ยเสียงเบาก่อนจะรีบพาตัวเองไปซ่อนที่หลังต้นไม้ใหญ่ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอริอ่านทำเรื่องผิดกฎหมาย ด้วยต้องการสิ่งของที่ไม่ว่าจะอะไรก็ได้ สิ่งที่สามารถนำไปแลกเป็นเงินเพื่อนำไปยื้อชีวิตของคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตให้อยู่ด้วยให้นานที่สุด
“เออ...ถ้าแกกลัวมากนัก ถ้ามันมีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ แกก็รีบหนีไปเลย ไม่ต้องรอ ฉันเอาตัวรอดได้”
บุษกรให้สั่งความเด็กชายที่คลานตามมาหลบด้วย ร่างบอบบางในชุดเสื้อเชิ้ตลายหมากรุกตัวใหญ่และกางเกงยีนเก่า ๆ ขาดกะรุ่งกะริ่ง สวมหมวกแก๊ปสีดำสนิทดึงมาปกปิดใบหน้าที่ทาด้วยขี้เถ้าผสมดินให้ยิ่งขะมุกขะมอมมากยิ่งกว่าที่เคยเป็น ถ้ามองเผิน ๆ แล้วคนอื่นจะคิดว่าเธอเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มที่ยังโตไม่เต็มที่ แต่คนที่อยู่ด้วยกันเท่านั้นแหละที่จะรู้ว่าภายใต้เสื้อผ้าหลวมโคร่งนี้คือหญิงสาววัยสะคราญ
บุษกรจะอายุครบยี่สิบปีในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว แต่เธอไม่สนใจงานเลี้ยงฉลองวันเกิดอะไรเลย สนใจเพียงว่าจะทำยังไง ถึงจะดึงเอาชีวิตแม่พรพรรณ ผู้หญิงที่สำคัญที่สุดเพียงคนเดียวให้มีชีวิตอยู่กับเธอให้นานที่สุด
‘แม่จ๋า...อดทนรอบัวหน่อยนะ บัวจะหาเงินไปรักษาแม่ให้หายให้เร็วที่สุด’
บุษกรบอกกับใจตนเอง นับตั้งแต่จำความได้ เธอมีแต่แม่พรพรรณที่คอยเฝ้าดู อบรมและสอนสั่ง ส่วนพ่อแท้ ๆ บุษกรยิ้มหยัน พ่อที่เธอไม่เคยจะเห็นหน้า นำพาแต่ความเจ็บปวดที่ฝังรากลึก คนที่ทำให้เธอถูกล้อ ถูกเรียกว่าเด็กไม่มีพ่อ ต้องแอบร้องไห้ตั้งหลายครั้งเพราะผู้ชายไร้ความรับผิดชอบคนนั้น
บุษกรยอมรับว่าทุกครั้งที่มีใครเอ่ยถึงพ่อ ใจของเธอเหมือนกับมีถูกบีบคั้นจนอึดอัดและเจ็บปวด แม้ปากจะตอบไปว่าไม่...ไม่ได้อยากพบเจอผู้ชายใจร้ายคนนั้น แต่ก็รู้ดีว่าในส่วนลึกของหัวใจ ยังไงก็ยังโหยหาและต้องการอ้อมอกของผู้เป็นพ่ออยู่เสมอ
“คิดเรื่องพ่ออยู่อีกแล้วใช่ไหมบัว”
“เปล่านี่คะ บัวไม่คิดถึงคนใจดำแบบนั้นหรอก”
“พูดอย่างนี้อีกแล้วนะบัว แม่บอกแล้วใช่ไหม พ่อจะต้องมีเหตุผลของพ่อ หนูเป็นลูกไม่ควรคิดไม่ดีกับพ่อ มันไม่ดี รู้ไหม”
“แต่มันเป็นเรื่องจริงนี่ค่ะ ผู้ชายคนนั้นใจร้ายมาก ทอดทิ้งไม่ดูดำดูดี ปล่อยให้แม่ถูกรังแก ทำให้อับอายจนแทบไม่กล้าออกจากบ้าน เพราะกลัวสายตาคนรอบข้างที่มองมาอย่างสมเพศและดูถูกเหยียดหยาม” บุษกรพูดด้วยความอึดอัดคับแค้นใจ เพราะยังทำใจไม่ได้กับความใจร้ายของพ่อที่มีต่อแม่แท้ ๆ ของเธอ
“ไม่พูดแบบนั้นนะบัว พ่อต้องมีเหตุผลที่ทำอย่างนั้น”
“เหตุผลของคนเห็นแก่ตัวนะสิคะ” บุษกรยังเถียงไปด้วยความเจ็บใจ ได้ฟังเรื่องของแม่ผู้ให้กำเนิดทีไร ใจเธอก็ร้อนรุ่มและเคียดแค้น เจ็บปวดแทนแม่ผู้ให้กำเนิด ยังดีว่ามีอ้อมแขนของผู้หญิงอีกคน ถึงจะไม่ใช่คนร่วมสายเลือดเดียวกัน แต่ก็รักและเป็นห่วงเธอมากคนที่ได้ชื่อว่าพ่อเสียอีก
“ผู้ชายคนนั้นทำให้แม่เจ็บปวด บัวไม่มีวันยอมรับเขาเด็ดขาด”
น้ำตาแห่งความเจ็บปวดของแม่ที่พรั่งพรูยามเมื่อถูกเธอรบเร้าถามถึงผู้เป็นพ่อ ทำให้ลูกคนนี้รู้สึกผิดเสมอมา ไหนจะถ้อยคำจากปากแม่พรพรรณซึ่งเป็นเพื่อนกับแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอ คนที่รับรู้และคอยฟังปัญหา อยู่เคียงข้างยามทุกข์ใจ คอยเอาใจช่วยคนที่ถูกบีบคั้นจนแปรเปลี่ยนความรักที่เคยมีกลับกลายเป็นความเฉยชาและเจ็บปวด
“ถ้าเขายังมีความเป็นลูกผู้ชายพอ ดูแลเมียตัวเองไม่ให้มารังควานคนอื่น แม่คงยังมีชีวิตอยู่”
น้ำตาบุษกรเอ่อล้นคลอเบ้าเมื่อนึกถึงผู้เป็นมารดาที่ได้สามีที่ทำตัวเหมือนไม้หลักปักขี้เลนโอนเอนไปมา ตอนอยู่กับแม่ของเธอก็บอกว่ารักและจะไม่แต่งงานกับผู้หญิงที่ผู้เป็นแม่หาให้ แต่พอเจอตัวจริงกับคำพูดหวานหูก็ผิดคำสัญญาโดยทันที แถมยังเป็นคนเห็นแก่ตัว ยังมาขอร้องให้แม่อยู่ในบ้าน...มองดูสามียกย่องเชิดชูผู้หญิงคนอื่น แต่ตัวเองคือผู้อาศัยที่ถูกขับไล่ไม่เว้นแต่ละวัน
“บัว!”
“ยังไงบัวก็ไม่ให้อภัยผู้ชายคนนั้นแน่ค่ะแม่พรพรรณ” บุษกรพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
พรพรรณได้แต่ส่ายศีรษะอย่างระอาใจกับคำพูดของบุตรสาวบุญธรรม ก่อนจะหนักใจเมื่อได้ยินอีกคำที่ดังมาจากปากสาวน้อย
“ถ้ามีโอกาส บัวจะเอาคืนผู้ชายใจร้ายและยายหมาบ้าที่มาอาละวาดทำให้แม่อยู่ไม่เป็นสุข” แค่ผู้ชายคนเดียว ถึงกับตามราวีผู้หญิงอีกคนแทบจะทุกวัน เรียกตัวเองว่าผู้ดี แต่คำพูดเหมือนกับไพร่กลางถนน ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งแทบจะหนีตายเพราะทนอับอายไม่ไหว
แม่พาร่างกายอ่อนระโหยโรยแรง น้ำตาไหลนองหน้ามาขอความช่วยเหลือจากแม่พรพรรณที่ไม่อยากรับภาระสักเท่าไหร่เพราะตัวเองกำลังจะแต่งงานกับข้าราชการหนุ่มอนาคตไกล แต่พอได้ฟังเหตุผลว่าถูกแม่สามีรังเกียจ สามีก็อ่อนแอไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง อะไร ๆ ก็แล้วแต่แม่...แม่ตลอด ที่สำคัญคือรู้ว่าเพื่อนท้องอยู่ ก็เลยสงสารให้ที่อยู่ที่กิน คอยดูแลและปลอบใจ รับฟังปัญหาที่มีอย่างเข้าอกเข้าใจ
ตอนที่ 2
หากเคราะห์กรรมยังไม่สิ้น ในวันแต่งงานของแม่พรพรรณมีผู้หญิงอุ้มท้องมาป่าวประกาศว่าโดนแย่งสามี สร้างความอับอายและความเจ็บปวดให้กับแม่พรพรรณจนเกือบจะทิ้งชีวิตตัวเองอยู่หลายครั้ง แต่สายใยก็คือเธอซึ่งยังอยู่ในท้องแม่ฉุดรั้งเอาไว้ ก่อนจะตัดสินใจพากันมาตั้งต้นใหม่ ในที่ซึ่งไม่มีคนรู้จักขุดคุ้ยถามเรื่องที่เกิดขึ้น ปล่อยให้เวลาช่วยรักษาบาดแผลที่มี เพื่อจะได้มีอนาคตที่สดใส ไม่นานใบหน้าที่เคยมีแต่อมทุกข์เริ่มมีรอยยิ้มให้เห็น
“หนูเป็นคนดื้อ พูดยากแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันบัว แม่ไม่เคยสอนให้หนูเป็นแบบนี้นะ”
“เปล่าสักหน่อย บัวเป็นคนพูดง่าย...ง่ายมากเลยนะคะแม่” บุษกรทำหน้าแป้นแล้น “และรักแม่ที่สุดด้วย” หญิงสาวโผเข้ากอดพร้อมกับกดจมูกลงบนแก้มเหี่ยวย่นของพรพรรณด้วยความรักสุดใจ…รักโดยไม่มีข้อแม้และไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน
น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้าตาบุษกร เมื่อคิดถึงแม่ที่ไปทำงานแล้วไม่ได้กลับมา คืนนั้นฝนตกหนัก รถที่แม่นั่งมาเบรกแตก ลื่นไถลไปอีกฝั่งหนึ่งของถนนที่ฝั่งนั้นก็มีรถสิบล้อวิ่งมาพอดี คนขับและหญิงชายอีกสองสามคนตายคาที่ ส่วนแม่ไปตายที่โรงพยาบาลแต่ก็มีเวลาได้สั่งเสียและฝากฝังเธอไว้กับแม่พรพรรณ
บุษกรสลัดความคิดที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองออกไป พลางมองเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ ความจริงเธอไม่ได้อยากจะทำอย่างนี้เลยสักนิด แต่เพื่อดึงรั้งเอาชีวิตของแม่พรพรรณเอาไว้ ดังนั้นไม่ว่าหนทางที่จะให้ได้เงินมานั้นผิดแค่ไหนเธอก็ต้องทำ
“แกดูต้นทางดี ๆ นะโว้ยไอ้เก่ง ถ้าเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็ส่งสัญญาณอย่างที่พี่บอกไว้ จำได้ใช่ไหม” หญิงสาวบอกลูกไล่ตัวเล็กที่มาช่วยดูต้นทางและคอยระวังหลังให้เสียงเข้ม
“เรากลับกันดีกว่าพี่บัว หาเงินไม่ใช่เรื่องยาก พี่เก่งออกจะตาย เดี๋ยวก็หาเงินไปรักษาป้าพรได้แล้วละ” เก่งไม่ยอมตอบรับคำสั่งของพี่สาวบ้านใกล้เรือนเคียง แต่กลับชักชวนให้กลับบ้านท่าเดียว ถ้าขืนแม่รู้ว่าเขามาทำอย่างนี้มีหวังหวายได้ลงที่หลังจนลายพร้อยแน่ หรือไม่ ถ้าเกิดถูกจับได้ก็ต้องเข้าไปอยู่ในคุก แค่คิดก็กลัวจนตัวสั่นแล้ว
“แกจะกลัวอะไรวะไอ้เก่ง ไหนว่าเป็นนักเลงโตไง เรื่องแค่นี้ก็ไม่กล้าเสียแล้ว” บุษกรตอบกลับไปอย่างรำคาญใจ คนยิ่งกลัว ๆ อยู่ยังจะทำให้กลัวหนักขึ้นไปอีก
หญิงสาวจ้องเข้าไปในบ้านหลังใหญ่ ตอนที่เธอช่วยแม่พรพรรณเดินเร่ขายส้มตำ ด้วยความที่เป็นคนตาไวและช่างสังเกต ทำให้เห็นว่าบ้านหลังนี้ไม่เคยมีคนมาพักเป็นเวลานานแล้ว ผิดกับบ้านหลังอื่นที่จะมีคนมาคอยทำความสะอาดเป็นประจำ
“พี่ดูลาดเลามาหลายวันแล้ว บ้านนี้ไม่มีคนอยู่ กลางวันก็เงียบเหมือนป่าช้าอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงกลางคืนเลย เชื่อใจพี่น่ะเก่ง พี่เข้าไปแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ออกมาแล้วล่ะ แกตดยังไม่ทันจะหมดตูเลย” บุษกรพยายามพูดปลอบใจทั้งน้องชายข้างบ้านและตนเอง
“อยู่ตรงนี้อย่าไปไหน พี่ไปแล้วจะรีบกลับมา...ถ้ามีอะไรผิดสังเกตก็ส่งสัญญาณเตือนแล้วแกหนีไปได้เลยนะ”
บุษกรสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อเรียกความกล้า เธอมองไปทั่วบ้านด้วยความระมัดระวัง ถือคติที่ว่า ทำอะไรไม่ควรประมาท
บุษกรวิ่งลัดเลาะไปหลบใต้พุ่มไม้ใหญ่ พาร่างไปชิดมุมหนึ่งของบ้านส่วนที่เป็นประตูห้องครัว หญิงสาวไปจับลูกบิดประตูบิดเบา ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ติดกลอนหรือล็อก เพราะไม่อยากเสียเวลางัดแงะให้มีหลักฐาน
หญิงสาวยิ้มจนแก้มปริ ถ้าไม่ใช่เพราะสวรรค์เข้าข้าง เจ้าของบ้านก็คงประมาทเลินเล่อมากเชียวล่ะ ถึงได้ปิดประตูไว้เฉยๆ ไม่ใส่กลอนให้เรียบร้อย
บุษกรหันมองซ้ายและมองขวาอีกครั้ง ก่อนแง้มประตูและแทรกตัวเองเข้าไป ก่อนจะปิดลงอย่างรวดเร็ว
“เย้!” หญิงสาวกำหมัดกระทุ้งเข้าหาตัวด้วยความดีใจ ก่อนจะรีบยกมือปิดปาก เมื่อรู้ว่าเผลอทำอะไรลงไป เธอผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเข้ามาอยู่ในบ้านได้แล้ว
บุษกรปรับให้ชินกับความมืดของบ้าน เธอควานหาไฟฉายกระบอกเล็กที่พกติดตัวมาด้วยมาส่องมองทิศทางอย่างระมัดระวังตัวที่สุด
“โว้ย! ...ปึก! ปึก!”
เสียงคำรามดังพร้อมกับหมัดหนักๆ ที่กระแทกไปบนฝาผนังห้องอย่างไม่ยั้ง เลือดสีแดงข้นไหลซึมออกจากบางส่วนของนิ้วมือ แต่ชายหนุ่มนามพีรายุก็ไม่คิดจะสนใจ เจ็บกายไม่เท่ากับเจ็บใจที่ถูกกรีดเฉือนด้วยคมมีด เพราะคนที่รักถึงสองคนมอบให้
“โว้ย!! ไอ้พี่ชายบ้า ไอ้พี่ชายสารเลว แกแย่งคนรักของฉันได้ยังไง สุดาเป็นคนรักของฉันนะ!”
พีรายุพึมพำน้ำเสียงอ้อแอ้ ร่างใหญ่ทรุดตัวลงกองกับพื้นห้อง โดยมือยังไม่หยุดทุบไปบนฝาผนัง อีกมือก็ยกเหล้าขึ้นมาดื่ม ก่อนจะคร่ำครวญอย่างเจ็บปวดจนไม่รู้จะเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้อย่างไรแล้ว เพราะหัวใจที่มันกลัดหนอง
“ทำไม...ทำไมเธอถึงทำกับฉันแบบนี้สุดา ทำไม...เวลาที่เราคบกันมาห้าปีไม่มีความหมายกับเธอเลยหรือไง นั่นสินะ...ถ้ามีความหมาย เธอคงไม่ทิ้งฉันไปแต่งงานกับไอ้พี่ชายตัวดีนั่นหรอก แต่ก็ดีหญิงร้ายชายเลว ขอให้มันเจริญ ๆ ทั้งคู่” พีรายุตัดพ้อต่อว่าด่าทอสลับหัวเราะ
ชายหนุ่มปล่อยให้น้ำเมาไหลลงในลำคอ แต่ก็มีบางส่วนที่กระฉอกออกไปด้านนอก ทำให้เสื้อผ้าเปียกชื้น แต่เขาก็ไม่คิดที่จะสนใจ ยังคงดื่ม...ดื่มและดื่ม ก่อนจะอารมณ์เสียเมื่อน้ำเหม็น ๆ ที่ไหลเข้าไปในปากนั้นหยุดลง
“อะไรวะ หมดอีกแล้ว” ชายหนุ่มสบถอย่างไม่ชอบใจ ก่อนจะขว้างขวดแก้วใสไปกระทบกับผนังห้อง พร้อมกับสะบัดศีรษะทุยแรง ๆ เพื่อไล่ภาพของแฟนเก่านามรวิสุดาให้หายไปจากสมอง
มีคนเคยบอกว่าเหล้าช่วยให้เราลืมความเจ็บช้ำได้ ผิดกับเขา ยิ่งกินมากเท่าไหร่ ภาพรวิสุดาในอิริยาบถต่าง ๆ ก็ผุดขึ้นมาในสมองเหมือนกับภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอกย้ำถึงความเจ็บปวดและพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้น
“ยายแม่มด!” ชายหนุ่มกัดฟันพูด น้ำเสียงอ่อนหวานและนุ่มนวลยามออดอ้อนให้เขาทำอย่างใจต้องการ ที่เมื่อได้ก็จะกระโดดโลดเต้นดีใจเหมือนกับเด็ก ๆ แต่พอไม่ได้ดั่งใจก็จะพูดจาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ใบหน้าบึ้งตึง ยังจะมีน้ำเสียงกระงอดกระเง้าเวลาที่เขาทำผิด ไหนจะใบหน้ายิ้มแย้ม ดวงตาแวววาวเป็นประกายมองมายังเขาด้วยความรัก
“โว้ย! เธอจะตามมาหลอกหลอนฉันทำไมอีกสุดา ไปตายเสียทีได้ไหม ยายผู้หญิงใจร้าย!”
ไม่อยากนึกถึง ไม่อยากจดจำ หากเหตุการณ์วันนั้นยังคงตามมาหลอกหลอนเขาตลอดเวลา
“อ้าวสุดา...ไหนบอกว่าวันนี้มีธุระจะไม่มาหาผมไง แล้วทำไมถึงมาที่นี่ มาถึงแล้วทำไมถึงไม่โทรบอกกันล่ะ ผมจะได้รีบกลับ คุณจะได้ไม่ต้องนั่งรอแบบนี้” พีรายุที่เพียงเห็นคนรักนั่งอยู่ในห้องรับแขกก็ตรงปรี่เข้ามาถามไถ่ทันทีโดยไม่มองหน้าคนรักที่มีสีหน้าจืดเจื่อนเลย
“สุดามีเรื่องจะคุยกับกลางค่ะ”
พีรายุทรุดกายลงนั่งใกล้กับคนรัก พาดแขนข้างหนึ่งไปตามของโซฟาเสมือนกอดร่างรวิสุดากลาย ๆ
“สุดาตกลงใจเรื่องของเราแล้วใช่ไหม หมายความว่า...” พีรายุโผเข้ากอดแฟนสาว เพราะคิดว่าเธอตกลงใจรับคำขอของเขาแล้ว แต่รวิสุดากลับรีบผลักดันร่างเขาให้ถอยห่างไป ไม่เพียงแค่นั้นยังจะรีบเขยิบกายไปนั่งเสียจนห่างและนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าที่เต็มไปด้วยความหมองเศร้าเช่นเดียวกับดวงตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและขอโทษ
“สุดาขอโทษนะกลาง”
ตอนที่ 3
“หือ...ขอโทษ สุดาจะขอโทษผมเรื่องอะไร” ชายหนุ่มถามคนรักด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ใบหน้ายังคงกระจ่างสดใส “ยังตัดสินใจเรื่องที่ผมขอยังไม่ได้ ไม่เป็นไรนะ ค่อย ๆ คิดไปนะ ผมรอสุดาได้เสมอ”
“เปล่าค่ะ ไม่ใช่เรื่องนั้น คือสุดา...มีเรื่องจะบอกกลางค่ะ”
ไม่เพียงแค่น้ำเสียง หากใบหน้าของรวิสุดาก็ทำให้พีรายุเริ่มจะแปลกใจ จะว่าไปเขารู้สึกว่าช่วงนี้แฟนสาวห่างเหินไป โทรหาก็ไม่ค่อยรับ หรือไม่ก็บอกติดธุระ จะไปหาที่บ้านก็มีจะข้ออ้างบอกว่าไม่ต้องไปเสมอ
“สุดามีเรื่องอะไรจะบอก ถ้าอย่างนั้นก็บอกมาได้เลย” ชายหนุ่มสอดมือประสานกัน ขณะมองตามร่างของรวิสุดาที่เดินไปยังมุมหนึ่งของห้องที่ซึ่งมีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่
“พี่ใหญ่!” พีรายุร้องครางในลำคอ เมื่อรับรู้ถึงความผิดปกติที่ทำให้เขาเริ่มใจไม่ค่อยดี
“คงไม่ได้หมายความว่า...” พีรายุได้แต่ภาวนาว่าสิ่งที่คิดอยู่คงจะไม่เป็นความจริง ก่อนหัวใจเขาจะแตกสลาย เพราะคำพูดจากปากแฟนสาวที่ไปยืนเคียงข้างกับผู้เป็นพี่ชายร่วมสายเลือดเดียวกับเขาที่รีบโอบกอดอย่างแนบสนิทชิดเชื้อ
“ใช่ค่ะกลาง สุดากับใหญ่...เราจดทะเบียนกันเรียบร้อยแล้ว”
“สุดาล้อผมเล่นแน่เลย สุดาจะจดทะเบียนกับพี่ใหญ่ได้ยังไง ในเมื่อตลอดเวลา...” ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาถูกคนรักและพี่ชายแทงข้างหลัง ทั้งคู่แอบคบกัน ทำไมเขาถึงไม่ระแคะระคายเลย หรือตลอดเวลารวิสุดาเห็นเขาเป็นเพียงแค่...สะพานเพื่อข้ามไปหาพี่ชายเท่านั้น ถึงได้หักหลังอย่างเลือดเย็นอย่างนี้
พีรายุอยากที่จะเอาศีรษะตัวเองไปโขกกับอะไรก็ได้ เพื่อจะได้ลบความทรงจำที่เจ็บปวดออกไปจากสมองเขาเสียที แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ลบภาพรวิสุดาที่ออกไปจากสมองและหัวใจไม่ได้
“...”
ชายหนุ่มแผดเสียงดังลั่น ลูกผู้ชายไม่ควรร้องไห้เสียน้ำตา แต่ตอนนี้น้ำตาเขากลับไหลออกมาไม่ขาดสาย มันเจ็บปวดใจจากการกระทำของคนที่เคยบอกว่ารักเขา...รักมาก ชั่วชีวิตนี้จะอยู่กับเขา แต่งงาน...สร้างครอบครัวที่มีความสุขด้วยกัน แต่ไหนละ...คนที่พูดตอนนี้อยู่ไหน?
ก็แหงละ คนที่พูดตอนนี้ได้ทอดกายให้ชายอีกคนเชยชมเหมือนกับผู้หญิงไร้ค่า เพราะท้องก่อนแต่ง ก็เลยต้องรีบจดทะเบียนสมรส เพื่อให้ลูกที่เกิดออกมาไม่มีปมด้อย
“ฉันขอสาปแช่ง ขอเธอตกนรกหมกไหม้ไปชั่วชีวิตรวิสุดา!”
พีรายุหัวเราะเหมือนกับคนบ้า ช่างน่าขำเหลือเกิน เขาสู้อุตส่าห์ทะนุถนอม ดูแลอย่างที่ริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมมาตั้งห้าปี แต่เพียงแค่พี่ชายกลับมาจากต่างประเทศไม่ทันจะข้ามปี รวิสุดาก็ดันไปมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งลับหลัง จนตอนนี้มีไอ้ตัวมารหัวขนอยู่ในท้องแล้วสองเดือน ทั้งคู่เลยต้องรีบแต่งงานกันโดยที่ทุกคนต่างก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย
“ทำไมพี่...ทำไมพี่ถึงทำกับผมแบบนี้” สายสัมพันธ์ของความเป็นพี่น้องไม่มีค่าเลยหรือไงกัน พี่แท้ ๆ ถึงได้หักหลังน้องอย่างเลือดเย็นแบบนี้
ทำไม! พีรายุทุบอกตัวเองแรง ๆ
ทำไม! ถึงไม่มีใครคิดถึงหัวอกเขาบ้าง ผู้ชายคนนี้จะเจ็บช้ำแค่ไหน เขาไม่ดีตรงไหน ทำไมแฟนที่คบกันมาหลายปี ถึงได้นอกใจไปมีคนอื่น
ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน เขาคงไม่เจ็บช้ำถึงขนาดนี้ แต่นี่...เป็นพี่ชายที่คลานตามกันมา อยากจะรู้นัก ใจของสองคนนั้นทำด้วยอะไร ถึงได้ทำร้ายกันอย่างเลือดเย็นอย่างนี้
“กับผม คบกันมาห้าปี ยังหักหลังกันได้ลงคอ แล้วกับพี่ที่ เพิ่งจะคบกันได้ไม่นาน มีหรือที่จะไม่หักหลัง หมดผลประโยชน์เมื่อไหร่ พี่ก็เหมือนหมาตัวหนึ่งนั่นแหละ ผมจะคอยดูวันที่พี่เจ็บ”
ชายหนุ่มลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล เดินเอียงซ้ายเอียงขวาไปเปิดประตูห้องนอน จุดหมายปลายทางคือบาร์เหล้าที่อยู่ด้านล่าง แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า เหล้าที่มีอยู่ในบ้านหลังนี้ ถูกเขาขนมาดื่มจนหมดแล้ว
“โว้ย!” พีรายุคุมสติตัวเองเอาไว้ไม่ได้ เขาอาละวาดใส่ข้าวของจนพลัดตกลงมากระจัดกระจาย ก่อนจะเดินไปยังนอนบนเตียงนอนที่อยู่ไม่ไกลอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก แต่แล้วเขาก็พลาด เท้าเหยียบไปบนขวดแก้วสีใสกลมๆ ที่กลิ้งไปกลิ้งมา
โครม!!
ร่างหนาล้มลงนอนแผ่ แม้ศีรษะจะกระแทกกับพื้นพรมแต่ชายหนุ่มก็ดูเหมือนจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย กลับมีเสียงหัวเราะอย่างข่มขื่น น้ำตาหยดไหลออกจากสองตา
“สุดา” ในคอเขายังคงร้องเรียกรวิสุดาที่มาพร้อมกับภาพของอดีตคนที่เคยรักลอยวนอยู่เหนือหัวทำให้ต้องหลับตาหนี...และเขาก็เผลอหลับไปโดยไม่ทันจะรู้ตัว
เสียงดังจากด้านบนของบ้านทำเอาบุษกรถึงกับสะดุ้งเฮือก เธอแหงนหน้าขึ้นมองด้านบนโดยอัตโนมัติ ขณะหัวใจก็วูบหล่นไปกองอยู่ที่ปลายเท้า ขณะร่างกายก็เย็นเฉียบอย่างกะทันหัน
หญิงสาวเกือบจะปล่อยกระบอกไฟฉายหลุดออกจากมือ แต่ดีว่าดึงสติเอาไว้ได้ทัน แต่กระนั้นความตกใจก็ทำให้เธอเผลอก้าวไปด้านหลัง
ปึก!!
“โอ้ย!” บุษกรรีบยกมือปิดปากเมื่อรู้ว่าเผลอร้องออกไป แต่ความเจ็บที่ส้นเท้าก็ทำให้เธอถึงกับนิ่วหน้า จนต้องรีบยกเท้าขึ้นมาจับดู ก่อนจะโล่งอก เพราะไม่ได้เจ็บตัวอะไรมากมาย แต่...
“ไม่! แกจะกลัวอะไรนักหนาฮึบัว บ้านไม่มีคนอยู่เป็นเดือนเกือบจะเป็นปีแบบนี้ คงมีหนูมาก แมวมันเลยเข้ามาวิ่งไล่จับก็เท่านั้น”
หญิงสาวพยายามคิดว่าสิ่งที่ทำเสียงดังเมื่อครู่เป็นแค่สัตว์ ไม่ใช่คนหรือสิ่งที่ไม่มีตัวตนอย่างที่คนทั่วไปเขาเรียกกันว่า ผอสะอี...ที่ถูกเรียกกันว่าผี!
“ใช่...ผีไม่มีในโลก ไอ้ที่ทำเสียงดังตะกี้มันก็แค่แมวไล่จับหนู” คิดได้ดังนั้นความกล้าก็เข้ามาแทนที่ความกลัว หญิงสาวส่องไฟฉายไปตามส่วนต่าง ๆ ของบ้านอย่างระมัดระวัง แล้วต้องเบะหน้ากับสิ่งที่ได้เห็น ข้าวของเครื่องแต่งบ้านล้วนแล้วแต่สวยงาม ดูมีราคา แต่ก็ชิ้นใหญ่ยากที่เธอจะขนออกไป อีกทั้งเธอก็ไม่รู้แหล่งที่ขายด้วย เอาไปรังแต่จะเป็นภาระและอาจจะส่งผลให้ถูกจับได้ง่าย ๆ ด้วย สิ่งของที่จะนำไปเป็นค่ายารักษาแม่พรพรรณ ควรจะเป็นชิ้นที่พกพาได้ง่ายแต่ราคาสูง จะได้คุ้มกับการเสี่ยงเข้ามา
หญิงสาวย่องขึ้นไปบนชั้นสองบ้านอย่างช้า ๆ “ฮื้ออื้อ...มีตั้งหลายห้องแนะ แบบนี้ฉันจะเข้าห้องไหนดีละนี่ ถึงจะได้เจอของมีค่ามีราคาพอจะขายได้เป็นหมื่นบาท” บุษกรบ่นพึมพำ เมื่อตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเริ่มต้นที่ห้องไหนดี
“เอาวะ...เสี่ยงดู” แต่ห้องที่เธอเลือกกลับติดล๊อค “บ้าจริง คนยิ่งรีบ ๆ อยู่ ลางก็ไม่คอยดีแล้ว จะทำต่อหรือกลับบ้านดีละเรา” แต่อาการป่วยของแม่พรพรรณก็ทำให้บุษกรยังต้องตัดสินใจ…เป็นแม่หัวขโมยอย่างเดิม
“เจ้าบ้านเข้าเรือนเจ้าขา ลูกไม่ได้คิดมาขโมยนะคะ แค่จะมาขอยืมไปชั่วคราว มีเมื่อไหร่จะรีบมาใช้คืน สาธุ...ขอให้ลูกเจอของที่ต้องการด้วยนะคะ” บุษกรยกมือไหว้ท่วมหัว ก่อนรีบรุดไปเปิดประตู แต่ทุกห้องกลับติดล๊อคจนหมด
“โว้ย! แล้วจะเอาไงละทีนี้ ห้องโน้นก็ไม่ได้ ห้องนี้ก็ติดล็อกเสียอีก” หญิงสาวสบถอย่างเสียอารมณ์ เธอยกมือขึ้นเท้าสะเอว ความหวังว่าจะได้ของไปแลกเงินและนำไปรักษาแม่พรพรรณสุดที่รักเริ่มริบหรี่ลง เค้าหน้าสวยที่เคยรื่นเริงก็เริ่มบูดบึ้ง
“ยังไงก็มาแล้ว ขอเสี่ยงอีกสักตั้งละกัน” หญิงสาวมองไปยังห้องสุดทางเดินอันเป็นที่พึ่งสุดท้ายในค่ำคืนนี้ ถ้าไม่ได้...เธอก็คงต้องลงไปเอาของข้างล่างแล้วล่ะ ถึงชิ้นจะใหญ่ไปสักหน่อย ผลตอบแทนที่ได้ก็ไม่มาก เธอคงจะต้องกลับเข้ามาเอาใหม่ซ้ำในคืนต่อไป เงินที่ได้นำไปรวมกับค่าขายส้มตำไก่ย่างตอนกลางวัน คงจะพอเป็นค่ายาของแม่พรพรรณไปสักระยะหนึ่ง