หนานอันพริตตี้สาวสู้ชีวิตอายุยี่สิบปีแอบชอบผู้ชายคนหนึ่งอย่างหนักและอยากได้เขามาเป็นแฟนใจจะขาด แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สนใจเธอ หญิงสาวได้ไปดูดวงแม่หมอคนนั้นจึงบอกให้เธอมาขอพรที่ศาลเจ้าเล็ก ๆ ในอำเภอแห่งหนึ่งที่ห่างไกลเพื่อให้เธอสมหวังและต้องไปในวันที่ฟ้ามืดที่สุดของเดือนในอีกสองวันข้างหน้าถึงจะเห็นผล
หนานอันเชื่อแม่หมอเพราะอยากได้ผัว เธอจึงไม่รอช้ารีบคว้ากระเป๋าเป้เดินทางมายังศาลเจ้าทันที
หลังจากเดินทางมาทั้งวันหนานอันลงจากรถไฟความเร็วสูงมาจ้างรถแท็กซี่คันหนึ่งเพื่อมายังภูเขาแห่งนี้ คงเป็นเพราะเธอเสียเวลาไปมากในการเดินทางเมื่อมาถึงก็พบว่าเป็นเวลาเกือบ17.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ศาลเจ้ากำลังจะปิดแล้ว
"ศาลเจ้าจะปิดแล้วไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปแล้วครับ"
หนานอัน แสร้งเสียใจร้องไห้เบะปาก น้ำตาไหลเป็นทางนี่คือสถานที่อันเป็นความหวังของเธอแต่เธอกลับล่าช้าเพราะกว่าจะหารถมาที่นี่ได้ก็กินเวลาพอสมควร
"แต่หนูดูดวงมาแล้ว แม่หมอบอกว่าต้องเป็นวันนี้เท่านั้นค่ะ ได้โปรดเถอะนะคะ หนูอกหักอยากขอพรให้แฟนของหนูกลับมาค่ะ นะคะ คุณตาได้โปรดเถอะค่ะ ให้หนูเข้าไปขอพรแป๊บเดียว เดี๋ยวหนู จะออกมาค่ะ"
ผู้ดูแลศาลเจ้าเป็นชายชราคนหนึ่งรู้สึกสงสารหนานอันเป็นอย่างยิ่ง
"ก็ได้นะแม่หนู แต่อย่านานนะ ยังไงตาก็ต้องปิดตามเวลา"
หนานอันปาดน้ำตาพร้อมรอยยิ้มกว้าง
"ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ หนูจะรีบเลยค่ะ"
เมื่อหนานอันเข้าไปภายในศาลเจ้าก็พบว่า มีสตรีสูงวัยคนหนึ่งอายุราวหกสิบกว่าปีกำลังกวาดศาลเจ้าอยู่ คุณยายคนนั้นเอ่ยทักหนานอันว่า
"แม่หนูศาลเจ้าปิดแล้วนะ ไม่อนุญาตให้เข้าไปข้างในแล้ว"
"คุณตาให้หนูเข้ามาค่ะ คุณยายให้หนูเข้าไปขอพรนะคะ ได้โปรดเถอะค่ะ"
"ถ้างั้นก็รีบหน่อย มานี่สิเอาธูปนี่ไปจุดจากนั้นก็ไปขอพรตรงนั้น มีคำสวดอธิษฐานอยู่ตรงนั้นให้สวดบทสวดให้ครบห้าจบ ค่อยอธิษฐานขอพรเสร็จแล้วก็มารับยันต์คุ้มครองความรักกับยายนะ"
"ค่ะ ขอบคุณค่ะคุณยาย"
หนานอันยิ้มพร้อมกับเดินไปจุดธูปอธิษฐาน โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าในตอนนี้บทสวดนั้นได้เปลี่ยนไปจากปกติแล้ว ดูเหมือนว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้บทสวดเปลี่ยนไป
หนานอันอ่านบทสวดที่ตนเองไม่เข้าใจวนอยู่ห้ารอบ จากนั้นก็เริ่มอธิษฐาน
"ขอให้มู่หรง รักหนูชอบหนู หลงหนู เพียงคนเดียว หนูชอบเขา หนูอยากได้เขา หนูขอให้เขาหันมาชอบหนูบ้างนะคะ ได้โปรดเถิด เพี้ยง ขอให้เขามองหนูคนเดียว ขอให้พวกเราสมหวังเป็นแฟนกันได้แต่งงานกันอยู่อย่างมีความสุขไปตลอดกาล"
หลังจากขอพรแล้วหนานอันจึงได้เดินกลับมารับยันต์ตามที่คุณยายบอก ในเวลานั้นฝนก็ตกลงมาพอดี คุณยายพูดว่า
"ฝนตกแล้วคงออกไปไม่ได้แล้วสิแม่หนู เดี๋ยวรอให้ฝนซาก่อนแล้วกันนะ"
"ค่ะ"
หนานอันรับคำ แล้วถามหาของ
"แล้วยันต์ของหนูละคะ"
คุณยายส่งของสิ่งหนึ่งให้หนานอัน เธอเห็นว่าเป็นผ้าสีแดงที่เขียนตัวอักษรแบบโบราณที่เธออ่านไม่เข้าใจอยู่แถวหนึ่ง
"อันนี้อ่านว่าอะไรคะ"
"สมหวังในรัก ไร้อุปสรรคขัดขวาง"
คุณยายแปลให้ฟังอย่างใจดี หนานอันยิ้มกว้าง แต่แล้วเธอก็ต้องหวีดร้องออกมาเมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง หนานอันไม่ชอบฟ้าร้องเธอจึงเผลอเข้ากอดคุณยายทันใด
คุณยายยิ้มจับมือของเธอเอาไว้ แล้วพูดว่า
"ยายเล่านิทานพื้นบ้านให้ฟังดีหรือเปล่า จะได้หายกลัว ยังไงก็ต้องรอฝนหยุดตกอยู่แล้ว"
"ดีเลยค่ะ ขอบคุณนะคะคุณยายหนูก็ชอบฟังนิทานค่ะ"
และแล้วคุณยายก็เริ่มเล่าเรื่องราวให้หนานอันฟัง
"นานมาแล้วมีครอบครัวหนึ่งซึ่งเป็นตระกูลแม่ทัพอันสูงส่ง ต่อมาพวกเขาถูกใส่ร้ายและถูกประหารไม่เว้นแม้แต่เด็กแดงในตระกูลก็ล้วนถูกฆ่าจนตายทั้งหมด"
"เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาคะ"
"มีคนใส่ร้ายว่าพวกเขาก่อกบฏ จึงทำให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่สั่งให้ฆ่าทิ้ง"
"โอว...น่าสงสารจังเลยค่ะ"
หลังจากนั้นคุณยายก็เล่าเรื่องนี้ให้หนานอันฟังอย่างละเอียด หลังจากฟังจบหนานอันก็รู้สึกว่าเรื่องนี้สนุกมากเธอลุกขึ้นเพราะเห็นว่าฝนซาแล้วและเวลาก็ผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมงแล้ว
หนานอันมองไปด้านนอกเห็นว่าฝนเริ่มซาแล้วจึงพูดว่า
"คุณยายฝนหยุดแล้ว ขอบคุณมากนะคะที่อุตส่าห์เล่านิทานให้หนูฟัง สนุกมากเลยค่ะ วันนี้หนูขอตัวก่อนนะคะ ขอบคุณที่ให้หนูไปไหว้พระขอพร ยังได้ยันต์นี่มาอีก"
"ได้ของสิ่งนี้ไปต้องสมหวังอย่างแน่นอน"
คุณยายพูดพร้อมกับรอยยิ้ม น้ำเสียงนี้ฟังดูเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง หนานอันยิ้มให้คุณยายจู่ ๆ ขนแขนของเธอก็ตั้งชันขึ้นมา เธอกำลังจะลุกขึ้นในตอนนั้นก็เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา หนานอันหวีดร้องด้วยความตกใจทว่าเมื่อหันไปมองคุณยายเธอไม่เห็นแม้แต่เงาแล้ว
หนานอันประหลาดใจมากร้องเรียกคุณยายอยู่หลายคำ แต่ว่าในตอนนี้เธอก็ไม่มีเวลาให้คิดสิ่งใดแล้วเพราะเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นเมื่อฟ้าผ่าลงมาที่ศาลเจ้าเข้าอย่างจังหนานอันที่อยู่ด้านในจึงถูกฟ้าผ่าไปด้วยและสติดับวูบลงไปทันใด
ไม่รู้ว่านานเท่าใดที่หนานอันตกอยู่ในความมืดมิด และเมื่อเธอตื่นขึ้นมาทุกอย่างรอบกายของเธอก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...
หนึ่งปีต่อมา แคว้นจิ๋งยุคโบราณ
หนานอันมาอยู่ที่นี่นานจนสามารถปรับตัวได้แล้ว และในตอนนี้เธอก็เข้าใจแล้วว่า โลกที่เธออยู่ในตอนนี้ คือโลกของนิทานพื้นบ้านที่คุณยายคนนั้นเล่าให้ฟังนั่นเอง
หลังจากฟื้นขึ้นมาหนานอันก็พบว่าตัวเองกลายเป็นคุณหนูหนานหงหง ซึ่งเป็นคุณหนูสามแห่งตระกูลแม่ทัพหนานอันเลื่องชื่อ เนื่องจากตระกูลหานเป็นตระกูลแม่ทัพใหญ่ ทุกคนในตระกูลหานต่างก็เชี่ยวชาญในเรื่องวรยุทธ์รวมทั้งหนานหงหงด้วย
ทว่าหนานหงหงกลับป่วยเป็นโรคหัวใจตั้งแต่กำเนิด ในตอน ที่หนานอันเข้ามาอยู่ในร่างของหนานหงหงที่กำลังฝึกบวรยุทธ์ก็เกิดหัวใจวายตายกะทันหัน หลังฟื้นขึ้นมาหนานหงหงคนเดิมได้ตายจากไปแล้ว วิญญาณที่อยู่ในร่างนี้ก็คือวิญญาณของหนานอันนั่นเอง
หลังจากที่บุตรสาวหายป่วยแม่ทัพหนานบิดาของหนานหงหงจึงส่งบุตรสาวมาที่สำนักศึกษา หวังให้เล่าเรียนวิชาความรู้ ปรัชญาสอนหญิง เพื่อให้นางเตรียมตัวออกเรือน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องวรยุทธ์ให้ร่างกายได้รับความลำบากอีกต่อไป
ความจริงหนานหงหงที่รู้เกี่ยวกับเรื่องอนาคต ย่อมรู้ว่าต่อไปตระกูลหนานจะต้องล่มสลายเพราะฝ่าบาทคนใหม่ที่ขึ้นครองอำนาจไม่ไว้ใจและถูกยุยงจากฝั่งอำนาจตรงข้ามสังหารทั้งตระกูลในที่สุด
หนานหงหงคนใหม่จึงขอให้บิดาลาออกจากราชการ ย้ายไปใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่บ้านนอกแต่ใครเล่าจะเชื่อนาง
"เจ้ากล่าวเพ้อเจ้ออันใดกัน ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาจากความตายก็ก่อเรื่องวุ่นวายไม่รู้จบ ต่อไปเจ้าต้องขยันเล่าเรียนเพื่อที่จะกลายเป็นภรรยาที่ดีของผู้อื่น ไม่ทำให้ตระกูลหนานขายหน้าอีก"
"ท่านพ่อลูกพูดจริง ๆ นะเจ้าคะ อีกไม่นานฝ่าบาทคนนี้ก็จะตายแล้ว ป่วยเป็นโรคติดต่อตายเจ้าค่ะลูกไม่รู้ปี แต่ต้องตายแน่นอน"
"บังอาจ!"
แม่ทัพหนานถึงกับรีบปิดปากบุตรสาว หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปตระกูลหนานคงได้ตายจริง ๆ แน่
หนานหงหงถูกส่งตัวเข้าเรือน ได้แต่บ่นกับอาซูสาวใช้คนสนิท
"อาซู ข้าจะทำอย่างไรดีข้ายังไม่อยากตาย เฮ้อ..."
อาซูเองก็ไม่เข้าใจคุณหนูของตนเองนัก นางจึงได้แต่ปิดปากเงียบ ตั้งแต่คุณหนูฟื้นขึ้นมาก็มีท่าทางแปลกประหลาด หลง ๆ ลืม ๆ จำสิ่งใดไม่ค่อยได้ ก่อนนี้หน้าทุกคนจึงเอาใจใส่นางมากส่งหมอมารักษาไม่ขาด ทว่าบัดนี้ดูเหมือนว่าคุณหนูจะอาการกำเริบกว่าเดิมเสียอีก
หนานหงหงเดิมทีคิดจะเอาตัวรอดแอบหนีความตายไปเพียงลำพัง แต่คนในตระกูลหนานรักนางมากยังตามใจทุกอย่าง ดังนั้นหนานหงหงจึงบังเกิดความรู้สึกสงสาร ยิ่งหญิงชราผู้เป็นย่าคนนั้นอายุก็มากแล้วยังเป็นคนใจดีแล้วนางจะทำใจหนีเอาตัวรอดไปได้อย่างไร
หลายวันต่อมาบิดาของหนานหงหงก็ส่งนางไปร่ำเรียนวิชาในวังหลวง และในสำนักศึกษาแห่งนี้หนานหงหงก็ได้พบกับคนผู้หนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาหมากล้อม ดีดพิณ และศิลปะแห่งความเป็นกุลสตรีตามแบบฉบับขงจื๊อให้กับนาง
และที่สำคัญอาจารย์คนนี้มีใบหน้าที่เหมือนกับผู้ชายที่เธอชอบในชาติที่แล้วเป็นอย่างยิ่ง นางนิ่งค้างฟังน้ำเสียงทุ้มนุ่มด้วยความตื่นเต้น หัวใจของนางบัดนี้แทบจะหลุดออกมาจากอกแล้ว
"นามของข้าคือมู่หรง เป็นอาจารย์ของพวกเจ้ารับหน้าที่สอนการเดินหมาก เพลงพิณ โคลงกลอนและเขียนอักษร ข้าไม่ชอบให้ผู้ใดส่งเสียงดังในห้องเรียน และขอให้ทุกคนจงสำรวมให้มาก"
หนานหงหงรู้สึกตื่นเต้นและประหลาดใจเป็นอย่างมากที่ได้พบกับชายหนุ่มที่มีรูปลักษณ์คล้ายคนที่ตนเองเคยชอบ ราวกับโชคชะตานำพาให้มาพบกันในอดีต แม้จะข้ามภพข้ามชาติมา แต่ความรู้สึกคุ้นเคยนี้ช่างเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เขามีใบหน้าคมสัน ผิวขาวซีด ดวงตาเรียวรีที่แฝงด้วยสติปัญญา จมูกโด่งเป็นสัน และริมฝีปากบางสีกุหลาบ เส้นผมสีดำขลับถูกมัดไว้อย่างเรียบร้อยด้วยหางม้า
เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสีขาวสะอาดตารูปร่างสูงโปร่ง แม้รูปร่างจะผอมบางแต่นางคิดว่าภายใต้ชุดคลุมตัวยาวนั้นภายในตั้งเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่เรียงกันอย่างสวยงาม
ถึงเขาจะดูเงียบขรึมจริงจังทั้งยังเป็นหนอนหนังสือแต่ก็มีเสน่ห์ที่ใคร ๆ ก็ไม่อาจต้านทาน หนานหงหงน้ำลายแทบหกลงพื้นในยามที่จ้องมองเขาเช่นนี้
ในเวลานั้นเองสตรีนางก็ได้ยินสตรีนางหนึ่งเอ่ยขึ้น
"น่าเสียดายหน้าตานี้ของอาจารย์มู่จริง ๆ เขาหล่อเหลาราวกับเทพเซียนที่หลุดออกมาจากภาพวาด แต่ว่าฐานะยากจนและต้นตระกูลก็ยังต่ำต้อย จนไม่มีสตรีใดชายตาแล"
ถึงมู่หรงจะสอบผ่านได้เป็นจอหงวน แต่ก็เป็นจอหงวนใหม่เขาไม่มีเส้นสายในวังหลวง ฐานะบ้านเดิมก็ยากจนหากจะเปรียบเทียบกับพวกลูกเศรษฐีเก่าแก่ที่มาร่ำเรียนกับเขาแล้วก็ยังนับว่าคนละชั้น
ดังนั้นแม้ว่าเขาจะหล่อเหลาเพียงใด แต่สายตาของสตรีเหล่านี้ก็ยังคงดูแคลนเช่นเดิม
ผิดกับหนานหงหงที่รู้อนาคต เขาคนนี้ต่อไปจะได้เป็นถึงราชครูผู้ชี้เป็นชี้ตายผู้คน ดังนั้นในฐานะที่เคยผูกพันกันมาแต่ชาติปางก่อน และอำนาจล้นเหลือที่รออยู่ หนานหงหงจึงคิดว่าสมควรแล้วที่นางจะจับเขาทำสามี แม้ทุกอย่างจะดูเหลือเชื่อแต่ผู้ใดจะรู้ว่าตอนนี้เหมือนสวรรค์กำลังเข้าข้างนางแล้ว
หลังจากนั้นหนานหงหงก็พยายามกระตือรือร้นในห้องเรียนจนผิดปกติ
“อาจารย์ข้ามีคำถามเจ้าค่ะ”
“อาจารย์ข้าสงสัยเจ้าค่ะ”
“อาจารย์ช่วยข้าเขียนตัวอักษรนี้หน่อยนะเจ้าคะ”
กลิ่นกายของมู่หรงนับว่าถูกใจนางยิ่งนัก ยิ่งในยามที่เขาสอนนางเขียนพู่กันยิ่งใกล้ชิด หนานหงหงจะฉวยโอกาสล่วงเกินเขาเสมอ
“เป็นสตรีต้องรู้มารยาท เก็บไม้เก็บมือของเจ้าเสีย”
ถึงจะถูกตำหนิแต่หนานหงหงไม่ยอมแพ้ ในเมื่อเขาเย็นชาเก่งนางก็จะตามเขาเก่งกว่า
หลังจากได้พบกันหนานหงหงเฝ้าติดตามตอแยมู่หรงอยู่ทุกวัน ทว่าเขากลับทำเย็นชาและห่างเหินกับนางยิ่งนัก สหายเรียนผู้หนึ่งเอ่ยกับนางว่า
"มิใช่เพียงเจ้าที่ตามตอแยอาจารย์ ทั้งเหล่านางกำนัลในวังหลวงก็ตามเขาไม่หยุดแต่อาจารย์ไม่สนใจสตรีเจ้าเลิกตามเถิด เสียเวลาเปล่าพวกเราล้วนมีฐานะร่ำรวยสกุลสูงส่งเปรียบเทียบกันแล้ว เจ้ากับอาจารย์มู่มีฐานะพื้นเพแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ข้าว่าเขาไม่เหมาะกับเจ้าจริง ๆ"
“ข้าสนใจฐานะอะไรนั่นที่ไหนกัน เจ้าบอกทุกคนเลยนะว่าข้าจองเขาแล้ว ผู้ใดก็ห้ามเข้าใกล้เขา”
หนานหงหงอาศัยบารมีบิดา กดข่มสตรีอื่นเอาไว้กระทั่งพวกนางกำนัลทั้งหลายที่มาแอบมองอาจารย์มู่ก็ยังถูกหนานหงหงไล่ตะเพิด
มีผู้ใดอยากจะตอแยกับนางที่ต่อยตีเก่งกัน เดิมทีชื่อเสียงเรื่องไร้ความเป็นกุลสตรีของหนานหงหงก็ลือลั่นอยู่แล้ว นางยังเป็นบุตรสาวแม่ทัพใหญ่เหล่านางกำนัลตัวน้อยทั้งหลายจึงไม่มีใครกล้ายุ่งกับมู่หรงอีก
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่ามู่หรงก็ยังไม่ยอมพูดคุยกับนางเป็นการส่วนตัว เขาถอยห่างและไว้ตัวเสมอจนหนานหงหงเริ่มท้อถอย
หนานหงหงบ่นกับสาวใช้ของตนเองในคืนหนึ่ง
"ทำไมอาจารย์ถึงได้เข้าหายากแบบนี้ ข้าอุตส่าห์หาตำราไปเอาใจเขามากมาย เขาก็เพียงรับตำราและกล่าวขอบคุณ ข้าเอาขนมไปให้เขาก็เอาไปให้คนอื่นกินแทน วัน ๆ นอกจากก้มหน้าก้มตาอ่านตำรากับสอนคนแล้วไม่เห็นว่าจะสนใจอย่างอื่น"
"ไยคุณหนูต้องตามอาจารย์มู่เช่นนั้นเจ้าคะ คนเล่าลือว่าเขาไม่ชอบสตรี อีกอย่างท่านเป็นถึงคุณหนูจวนแม่ทัพใหญ่ ผู้ใดก็อยากเกี่ยวดองด้วยบุรุษในเมืองหลวงมีมากมาย ทำไมต้องสนใจอาจารย์มู่เพียงคนเดียว"
หนานหงหงเอ่ยว่า
"ต้องเป็นเขาเท่านั้น คนอื่นไม่ได้เด็ดขาด อีกอย่างเขาถูกใจข้า ใช่ว่าข้าจะรักใครง่าย ๆ นะ ข้าก็เลือกเหมือนกัน"
หนานหงหงไม่ยอมแพ้ นางคิดว่าจะอาศัยความจริงใจทำให้เขาเห็นหัวใจของตนเอง นางยังตั้งใจฝึกฝนวิชากับมู่หรงอย่างหนักเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิดและพูดคุยกับเขามากขึ้น ยามเรียนพิณ นางมักจะถามคำถามแปลกๆ เพื่อแย่งความสนใจจากเขาอยู่เสมอ
บางครั้งก็แกล้งทำเป็นเล่นผิดทำนอง เพื่อให้เขาเข้ามาแนะนำและแตะเนื้อต้องตัวโดยมิได้ตั้งใจ
วิชาเขียนพู่กันเป็นอีกวิชาที่นางชอบมาก เพราะมันเป็นโอกาสให้นางได้จ้องมองเขาอย่างเต็มตา
ในตอนที่มู่หรงกำลังปาดพู่กันลงบนกระดาษอย่างบรรจง สายตานางก็จะจดจ้องไปที่มือข้างนั้นของเขา สำรวจทุกเส้นสายอย่างหลงใหล พลางนึกในใจว่าหากนิ้วมือเรียวของเขาได้ลูบไล้ร่างกายของตนจะให้ความรู้สึกเช่นใดกันนะ
นางล่วงเกินมู่หรงในใจอยู่หลายครั้ง แน่นอนว่าอาจารย์ผู้คร่ำเคร่งคนนี้ไม่เคยรู้มาก่อน
ทว่าถึงหนานหงหงจะเพียรพยายามมากเพียงใด มู่หรงก็ยังคงมองนางเป็นเพียงศิษย์ผู้หนึ่งที่เขาไม่อยากใกล้ชิดด้วยเท่านั้น
นางกลัดกลุ้มใจอยู่นานนับเดือน และแล้วหนานหงหงก็ได้โอกาส เมื่ออีกไม่นานก็จะถึงวันเกิดของท่านแม่ของนางแล้ว นางจึงคิดว่าตนเองจะหาเรื่องให้มู่หรงสอนพิณให้เป็นพิเศษ
ถึงเขาจะเย็นชา เขาก็มีน้ำใจอีกอย่างนางรู้มาว่ามู่หรงติดค้างน้ำใจท่านแม่ของนางอยู่ด้วย
หลังจากเมื่อเลิกเรียนแล้ว หนานหงหงอุ้มกล่องพิณมาดักรออาจารย์มู่หรงที่หน้าห้องพำนักอาจารย์ อาจารย์ผู้หนึ่งที่อายุค่อนข้างมากเอ่ยถาม
"แม่นางน้อยผู้นี้มิใช่คุณหนูสามจวนสกุลหนานหรือ"
หนานหงหงยอบกายอย่างอ่อนน้อม
"เจ้าค่ะ"
"มีธุระอันใดหรือ"
หนานหงหงกล่าวอ้าง
"ใกล้จะถึงวันเกิดท่านแม่ของหงหงแล้ว จึงจะมาขอให้อาจารย์มู่หรงช่วยสอนเพลงพิณให้สักเพลง เพื่อดีดเป็นของขวัญให้ท่านแม่เจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์มู่อยู่หรือไม่เจ้าคะ"
อาจารย์ผู้นั้นเอ่ยว่า
"อาจารย์มู่เข้าเฝ้าองค์รัชทายาท ไม่แน่อาจจะกลับจวนเลยเจ้าเสียเวลารอแล้ว กลับไปก่อนเถิด"
หนานหงหงรู้สึกผิดหวังยิ่งนัก แต่นางกลับมองเห็นกล่องพิณของมู่หรงอยู่ด้านใน นางได้ยินเพื่อนร่วมชั้นเอ่ยว่า มู่หรงหวงแหนพิณของเขายิ่งนักนางจึงคิดว่าเขาต้องกลับมาเอาแน่
"ศิษย์จะขอรออีกสักหน่อยเจ้าค่ะ"
"ตามใจเจ้าเถิด แต่ประตูวังหลวงใกล้ปิดแล้วเจ้ารอได้ไม่เกินครึ่งชั่วยามเข้าใจหรือไม่"
"เจ้าค่ะ"
อาจารย์ผู้ชราเดินจากไปแล้ว หนานหงหงจึงรอมู่หรงเพียงลำพัง โชคดีที่นั่งรอต่อราวหนึ่งเค่อ [1] เสียงฝีเท้าของบุรุษผู้หนึ่งมุ่งตรงมา หนานหงหงรีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมยืนรอเขาอยู่หน้าประตู
ในเวลาที่เขาโผล่มาแสงดวงตะวันสาดส่องต้องเรือนผมสีดำทั้งยังกระทบกับแพขนตายาวงอนพร้อมกับทาบทับลงมาบนโครงหน้างดงาม วันนี้มู่หรงยังคงสวมชุดเครื่องแบบของอาจารย์สำนักศึกษาหลวงเช่นเคย เขาช่างเป็นบุรุษที่มีท่วงท่าสง่างามทั้งแฝงความสุภาพนุ่มนวล แค่เพียงได้เห็น หัวใจของนางก็เต้นรัวราวกับกลองที่ถูกค้อนตีกระหน่ำ
"ให้ตายเถอะ ทำไมหล่อลากดินแบบนี้นะ"
หนานหงหงเอ่ยเบา ๆ ออกมาอย่างตกตะลึง ยิ่งเขาเดินเข้ามาใกล้ก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาและนางอยู่กันคนละชั้นจริง ๆ เพราะเขาเป็นคนสูงมากส่งผลให้นางดูตัวเล็กจ้อยเหมือนเด็กคนหนึ่งไปทันตา
เขาทำสีหน้าประหลาดใจ และดูเหมือนจะจำนางไม่ได้กล่าวน้ำเสียงนุ่มนวล ดวงตาสีเข้มจ้องมองมาที่นาง
"ไม่ทราบว่าเจ้าคือ..."
ดูจากการแต่งกายของนาง สตรีรูปงามในชุดของศิษย์สำนักศึกษาเกล้าผมสูงปักด้วยปิ่นสีขาวและยังผูกผมด้วยผ้าสีขาวสะอาดตา เผยใบหน้างดงามไร้ที่ติ ทว่าเขากลับจำนางไม่ได้
"หนานหงหงเจ้าค่ะท่านอาจารย์ เรียกศิษย์ว่าหงหงก็ได้เจ้าค่ะ ข้าเป็นศิษย์ของท่าน ท่านจำไม่ได้หรือ"
"ขออภัย อาจารย์จำเจ้าไม่ได้จริง ๆ"
ไม่รู้ว่าเขาเสแสร้งตั้งใจแกล้งหรือจำไม่ได้จริง ๆ ทั้ง ๆ ที่นางเสนอหน้ามาพบเขาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งเขากลับบอกว่าจำนางไม่ได้เช่นนี้ ทำให้หนานหงหงรู้สึกเสียหน้าไม่น้อย แต่นางต้องใจเย็นแสร้งยิ้มเจื่อนเอ่ยว่า
"อ้อ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ"
"เจ้ามาที่นี่มีสิ่งใดหรือ"
"มีธุระเจ้าค่ะ"
หนานหงหงขยับเข้าใกล้เขายิ่งขึ้นทั้งยังเผยรอยยิ้มงดงาม
รอยยิ้มนี้มู่หรงยอมรับว่าช่างงดงามทั้งเปล่งประกายระยิบระยับทอประกายอบอุ่นและทำให้บุรุษใจเต้นแรง ใบหน้าของหนานหงหงได้รูปงามผิวเนียนละเอียดปานหยกขาวไร้ไฝฝ้าราคี อีกทั้งดวงตาคู่นี้ของนางก็ช่างงดงามเจิดจรัสจนทำให้เขารู้สึกว่าอึดอัดใจ
ใช่ สตรีรูปงามมักทำให้เขาอึดอัดใจอยู่เสมอ
แต่ถึงนางจะงดงามเช่นนี้ อาจารย์มู่หรงกลับมีสีหน้าเคร่งขรึมวางตัวแบบสุภาพชนห่างเหินและเย็นชาขยับเว้นระยะห่างจากนางด้วยท่วงท่าสง่างามชวนให้หลงใหล น้ำเสียงหวานเอ่ยว่า
"ศิษย์มารอพบท่านเจ้าค่ะ ธุระกับท่าน"
ชายหนุ่มรูปงามยกคิ้วสูงเอ่ยถามเสียงสูง
"ข้าหรือ"
"เจ้าค่ะ"
"ด้วยเรื่องอันใด"
"คือว่า...เดือนหน้าจะถึงวันเกิดของท่านแม่ของศิษย์แล้ว ท่านย่าชอบฟังเพลงพิณศิษย์จึงอยากมาขอคำชี้แนะจากอาจารย์เป็นพิเศษเจ้าค่ะ"
"ท่านแม่ของเจ้าหรือ"
"เจ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่จากจวนแม่ทัพหนานเจ้าค่ะ เป็นท่านแม่ของหงหงเอง"
มู่หรงพยักหน้า มิน่าเล่าเขาจึงดูคุ้นเคยใบหน้านี้นักที่แท้นางก็เป็นคุณหนูจวนแม่ทัพ เขาพบบิดาของนางในท้องพระโรงบ่อยครั้ง เห็นชัดว่าหนานหงหงมีส่วนที่เข้มแข็งคล้ายบิดาอยู่ไม่น้อย
หลังจากเพ่งพิศลูกศิษย์ตัวน้อยแล้วเขาจึงเอ่ยว่า
"มีเพลงอยู่หลายเพลงที่เหมาะสม อาจารย์จะมอบตำราให้เจ้าแล้วเลือกสักเพลงก็แล้วกัน อันที่จริงข้าก็ติดค้างมารดาของเจ้าอยู่ไม่น้อย เช่นนั้นข้าเพื่อตอบแทนท่านแม่ของเจ้าอาจารย์จะสอนเจ้าเป็นพิเศษสักเพลง"
"ติดค้างหรือเจ้าคะ"