ดวงตาแดงก่ำหรี่มองแสงสลัวจากตะเกียงไฟดวงเล็ก ชายร่างผอมในอาภรณ์สง่างาม เดินโซเซไปคว้าไหสีน้ำตาลบนโต๊ะไม้ข้างตั่งนอน ยกขึ้นดื่มต่างน้ำ
ในห้องนอนโล่งกว้างสมฐานะผู้สูงศักดิ์ กลิ่นสุราคละคลุ้งไปทั่ว ใบหน้าหล่อเหลาส่ายมองโดยรอบ ภายใต้ทัศนียภาพที่พร่าเลือนลง เขาเลิกคิ้วเข้มหน้าที่เรียบขนานไปกับดวงตาคมกริบขึ้น
‘แปลกนัก... นางไม่ใช่ผู้ขลาดกลัวอะไรง่ายดาย แต่จะว่ากล้าหาญ ก็ไม่เชิงว่าใช่’
ค่ำคืนก่อนมีสตรีเนื้อตัวมอมแมม มาเหยียบเยือนเรือนงูเห่า เฝ้าดูแลเขาแทนบ่าวรับใช้ที่ถูกไล่ตะเพิดไปเสียหมด นางพูดวนเวียนอยู่แต่เรื่องบุญคุณ
‘หวังเฟย’ คาดว่านางไม่กล้าเสนอหน้ามารบกวนจิตใจเขาอีกเป็นแน่ หลังจากที่เขารังแกนางเพราะความเมา กลับคาดการณ์ผิดพลาดไป เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าบนพื้นไม้ การเยื้องย่างด้วยความดังไม่เท่ากันของนางไม่เหมือนผู้ใด
“ท่านอา กลับมาแล้วหรือ?” น้ำเสียงเจื้อยแจ้วดังมาแต่ไกล ร่างบอบบางในเสื้อผ้าชำรุดมีรอยปะชุน ของเหลือใช้จากท่านอาหญิง นางมาเย็บปักมันเสียใหม่ให้ดูสวยงามเข้ากับใบหน้าอ่อนหวาน ปิ่นประดับมุกบนเกล้าผมดำขลับแลดูมีราคาอย่างสตรีสามัญชนในแคว้นเล็ก ๆ หากก็เป็นแคว้นที่เฟื่องฟู
‘เจียลี่’ ไม่ให้ใครมาเอ่ยคำสั่งสอนนางได้ว่าเป็นบุตรสาวพ่อค้าขายผ้า จำต้องแต่งตัวอย่างไร ถึงนางจะเป็นคนติดดิน อย่างน้อยก็เทียมหน้าเทียมตาบุตรสาวผู้อื่นในเมือง
“ไยเจ้ายังอยู่อีก?”
“ท่านอาเคยให้ความช่วยเหลือครอบครัวข้า ท่านเคยช่วยชีวิตข้าเอาไว้ตั้งหลายครั้ง บุญคุณย่อมต้องทดแทน” นางเดินกระย่องกระแย่ง ยกถังไม้ใส่น้ำมาวางไว้ข้างตั่งนอน ท่านอากระแทกก้นนั่งลงบนฟูก มองนางอย่างไม่ใคร่พอใจราวกับว่านางเป็นเครื่องเรือนเกะกะในห้องของเขา มือยกไหเหล้ากระดกเอา ๆ
ข้าวหมักกลิ่นหอมฟุ้งไหลลงเปรอะเปื้อนเต็มหนวดเคราครึ้มแซมเทา ด้วยอายุวัยสามสิบห้าปี กระทั่งอาภรณ์ขาวสะอาดบริเวณช่วงหน้าอกเปียกปอน มือหนากระแทกไหเหล้าลงบนโต๊ะตัวเล็กข้างตั่งนอน
“จะอยู่เช็ดอ้วกข้าก็เชิญ!”
“ข้าเช็ดได้ ข้าไม่ใช่คนเกี่ยงงาน ข้าเช็ดมาหลายวันแล้ว” นางกระตือรือร้นดูแลท่านอาขี้เมา ที่ใดเขาทำสุราหกเรี่ยราด นางหยิบผ้าขี้ริ้วไปเช็ดจนสะอาด นางลุกขึ้นไปเก็บเสื้อผ้ากระจัดกระจายบนพื้น นำออกไปใส่ถังไม้อีกใบหนึ่งใกล้กับแหล่งน้ำ เพื่อที่นางจะนำไปซักในคราวหน้า
ในมือเรียวมีถังไม้ที่เติมน้ำจนเต็มวางเรียงไว้ด้านข้างเรือน อีกสองไว้ในห้องไว้สำหรับทำความสะอาด บ่าวรับใช้คนสุดท้ายตักน้ำใส่ถังเรียงเป็นแถวชิดกำแพงไว้แล้วหนีไป นางจดจำสิ่งที่พวกเขาเคยทำ ก่อนมารับหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้ท่านอาหวังเฟย ต่อจากพวกเขาเป็นการชั่วคราว
“อาหญิงเจ้าล่ะ ไปกับคุณชายสามหรือ?”
“ข้าจะไปรู้ไหมเล่า”
“เจ้ารู้”
“ข้าไม่รู้ ขออภัยด้วยท่านอา”
เจียลี่ไม่คิดทำร้ายน้ำใจอดีตท่านอาเขย หากไม่เป็นเพราะนางถูกกดดันด้วยกลิ่นข้าวฟ่างแดงหมักจากเรือนร่างกำยำเหนือเรือนผมของนาง อาจทำให้นางเมามายไปด้วยกับเขา
นางกลอกตาไปมาลอบมองกรามแกร่ง นัยน์ตาลุ่มลึกแลดูก้าวร้าวดุดัน เป็นอันตรายต่อสตรียิ่งนัก ขณะใบหน้าหล่อเหลาก้มลงต่ำ จนนางแทบจะฟุบหน้าลงบนพื้น
“เจ้ารู้ บอกข้ามา มิฉะนั้นเจ้าไม่ต้องมาเหยียบที่นี่อีก”
“คือข้า...”
“ข้าไม่ชอบรับบุญคุณจากใคร โดยเฉพาะสตรีร่างบอบบางเยี่ยงเจ้า ไม่จำเป็นมากนัก แค่บ่าวรับใช้ไม่กี่คน ข้าจ้างเอาใหม่ได้มากมายถมถืดไป”
“นาง... เอ่อ... ขึ้นเกี้ยวขุนนางไปตั้งแต่รุ่งฟ้าสาง ไม่ได้อยู่ช่วยท่านแม่ขายผ้า”
“อ้อ... เป็นอย่างที่ข้าคิด”
ใบหน้าแดงก่ำส่ายมองไปทางหน้าต่างที่เปิดอ้ากว้าง มือคว้าไหสุราขึ้นยกดื่มจนหกเลอะเทอะ เจียลี่ก้มลงเช็ดน้ำที่เจิ่งนองไปทั่ว หยิบผ้าขี้ริ้วผืนใหม่มาจัดการมันอีกรอบ ไม่ให้ท่านอาขี้เมากลิ้งล้มอย่างคืนก่อนนั้น เขาเกือบเผากระท่อมไม้หลังนี้ตายไปกับไหสุรา ซึ่งร้อยวันพันปีไม่เคยจะทำอันตรายเขาได้
“เมื่อไร้ยศถาบรรดาศักดิ์ สตรีย่อมลาจาก”
“ท่านก็รู้นี่ ทำไมถึงไม่เลิกร่ำสุราเสียที”
“มันเรื่องของข้า”
เจียลี่รีบทำงานของตนไม่ถกเถียงกับท่านอาขี้เมาให้มากเรื่อง นางรู้ตนดีว่าเถียงไปก็ไม่ชนะเขาหรอก นี่ขนาดว่าเขาเมามาย นั่งตาขวาง กลับมีสติกลั่นกรองคำพูดจาเลวร้ายผ่านริมฝีปากอาบยาพิษ ด่าทอต่อว่านางสารพัดได้
บอกไปใครเล่าจะเชื่อ นางได้มาเป็นสาวรับใช้ท่านอาผู้เคยเป็นว่าที่เขยของบ้าน หากท่านอาหญิงของนางไม่ยกเลิกกำหนดการงานมงคลไปหมั้นหมายกับผู้มีฐานะมากกว่า ส่วนเรื่องบุญคุณผู้ช่วยชีวิตยังเป็นอีกประเด็นสำคัญ
“ข้าเสร็จงานของข้าแล้ว ที่เหลือข้าจะกลับมาจัดการในวันพรุ่งนี้ ข้าลาเจ้าค่ะ”
“เดี๋ยว...” เสียงเข้มรั้งนาง เมื่อนางประสานมือ ก้มศีรษะคารวะ ด้วยความเคารพ นางเงยหน้าขึ้นคล้ายว่าจะถาม ท่านอาแย่งนางถามเสียก่อน
“เจ้าจะกลับเลยหรือ เจ้ากลับยังไง?”
“ข้าเดินเลาะป่าด้านหลังเรือนท่านไปก็ถึงบ้านข้าแล้ว ใช้เวลาไม่นานในการเดินเท้า”
“เป็นสาวเป็นแซ่ เดินทางกลางค่ำกลางคืน มิกลัวสิงสาราสัตว์ก็ควรจะหวาดกลัวชายโฉดโจรป่ามาทำมิดีมิร้ายเจ้าบ้าง”
“ที่พักอาศัยละแวกนี้ไม่มีผู้ใดผ่านมา แม้แต่แมวสักตัวข้าก็ไม่เคยเห็น ข้าสำรวจแล้วว่าปลอดภัย ถ้าจะมีอันตราย คงเป็นชายขี้เมาตาขวาง ข้าว่าน่ากลัว...”
“เจ้ากลัว... ทำไมเจ้าจึงมา?”
นัยน์ตาก้าวร้าวสยบนางให้ปิดปากนิ่งเงียบ ก้มหน้าคุดคู้ไม่กล้าโต้แย้ง เจียลี่จำได้ว่าวันก่อนเขารังแกนาง เขาเมาสุรา ขัดขานางจนล้มหน้าคะมำจับกบอยู่หน้าเรือน ข้อเท้าของนางปวดระบม เดินกะเผลกเป็นหญิงพิการ ท่านอาไล่ตะเพิดนางเป็นไล่สุนัข นางตกใจกลัวจนตัวสั่น ทว่ากลับใจสู้ขึ้นมาจึงไม่คิดหนีไปไหนไกล นางกลับมาทำหน้าที่ของนาง หลังจากการเดินทางไปช่วยเหลือครอบครัวขายผ้าที่ตลาด นางระลึกถึงบุญคุณของเขา หากเขาไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือนางเอาไว้ นางคงได้เป็นผีเฝ้าป่าไปนานแล้ว
“เจ้ามารับใช้อดีตท่านอาเขยอย่างข้าได้หลายวัน ก็น่าจะรู้ พักนี้ข้าอารมณ์แปรปรวน ถ้าเจ้าไม่อยากมา ไม่จำเป็นต้องมา”
“ข้ามาได้ ข้ายินดีรับใช้ท่านอา”
“แล้วเจ้าจะปรนนิบัติข้าไปถึงเมื่อไร? บุญคุณที่เจ้าว่าจึงจะทดแทนจนหมดสิ้น”
“เมื่อเห็นว่าท่านอาสบายใจ ไม่ร่ำสุราด้วยความทุกข์ ท่านได้บ่าวรับใช้ที่ดี ดูแลท่านได้ไม่บกพร่อง ข้าค่อยบอกลาท่าน ระหว่างนี้ข้าจะมา...”
เจียลี่ยืนกรานว่านางจะมาอย่างแน่นอน ด้วยรอยยิ้มที่น่ารันทดอดสู
‘คนขี้เมา’ ไม่กล้าเอ่ยไล่นางอีก เขาออกคำสั่งให้นางนอนบนฟูกในอีกห้องหนึ่ง ตะวันขึ้นเมื่อไรค่อยเดินทางไป ขืนนางเดินลุยป่ากลับบ้านของนางในยามนี้ เขาคงได้เดือดร้อนเพราะนางเป็นแน่แท้
--------------------------
ชายผู้เป็นเพียงอดีตเขยสกุลเยี่ย ปากเอ่ยว่าเจียลี่เป็นสาวเป็นแซ่ ควรระมัดระวังตนให้มากอย่างกุลสตรีพึงกระทำ กลับยอมให้นางค้างแรมในห้องรับรองแขก กระทั่งเขาสร่างเมาจากฤทธิ์ข้าวฟ่างแดงหมักในรุ่งเช้า แลเห็นนางรีบกลับบ้านไปช่วยขายผ้าในตลาดเช่นเดิม จึงส่งคนไปแจ้งข่าวแก่บิดามารดาของนางว่านางมาเหยียบเรือนท่านอาขี้เมาในยามวิกาล
ถึงนางจะไปมาหาสู่ด้วยความหวังดี เกรงว่าท่านอาอาจได้รับอันตรายจากฟืนไฟ อาจเมามายสุราจนถึงแก่ชีวิตในที่พักอาศัยลำพัง นางก็เป็นบุตรสาวพ่อค้าขายผ้าที่มีชื่อเสียง มีหน้ามีตาในวงศ์ตระกูลขุนนาง คนในราชสำนักแห่กันมาซื้อผ้า สั่งอาภรณ์ซึ่งถักทอจากช่างฝีมือดีของสกุลเยี่ย
สกุลเยี่ยล้วนมีลูกหลานเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย อาจทำให้ชื่อเสียงหวังเฟยมัวหมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนุ่มน้อยใหญ่ล้วนหาข้ออ้างมาพบพวกนาง แม้อาจทำได้เพียงชะโงกคอมองด้านหน้าร้านขายผ้า
ชาวบ้านในเมืองพูดกันปากต่อปากว่า ‘ลี่จิ่น’ บุตรสาวคนเล็กสกุลเยี่ย เมื่อครั้งยังเป็นสาวสะพรั่งอายุครบสิบห้าปี สามารถเข้าร่วมการคัดสรรสาวงามเพื่อเข้าวังไปเป็นนางสนมได้ ทว่านางแสนดื้อรั้นไม่ฟังผู้ใด นางไม่มีความมักใหญ่ใฝ่สูง รักสำราญและชอบทำอะไรตามใจตน ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้สร้างปัญหาเหมือนพี่สาวอย่าง ‘จินเยว่’ ซึ่งอยู่มาวันหนึ่งก็ตั้งครรภ์กับชายยากจนไร้สกุล หลังคลอดบุตรและเลี้ยงดูบุตรสาวจนเติบใหญ่ ผู้อาวุโสในตระกูลเยี่ยจึงให้ทั้งสองมาช่วยเหลือกิจการขายผ้า อย่าได้ไปเรียกลี่จิ่นให้ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อย นางจะช่วยหรือไม่ช่วย ให้แล้วแต่นาง
ทุกวันนี้ลี่จิ่นอายุยี่สิบเก้าปี ยังคงสวยสะพรั่งไม่ต่างจากหญิงสาวอายุยี่สิบปี หลายปีก่อนนางหันไปเอาใจเจ้าของโรงถลุงแร่โลหะอย่างหวังเฟย ก่อนจะทอดทิ้งเขาอย่างไม่ไยดี ไปสานต่อสัมพันธ์กับคุณชายสาม บุตรชายคนโปรดผู้ครองแคว้นเล็ก ๆ ทางภาคตะวันออก ได้ยินว่าอีกไม่นานจะได้ไปครองแคว้นสวี
หวังเฟยไม่ตกหลุมพรางสกุลเยี่ยอีกเป็นแน่แท้ เขากำลังครุ่นคิดเรื่องนี้ แม้กระทั่งจุดประสงค์ของเจียลี่ นางมาปรนนิบัติเขาเพื่อทดแทนบุญคุณจริงหรือไม่
“สตรี... ล้วนเป็นเช่นเดียวกันทั้งนั้น แสวงหาผู้มีอำนาจ เพื่อคุ้มกะลาหัวตน” ในน้ำเสียงเคียดแค้น หวังเฟยชิงชังลี่จิ่นเข้ากระดูกดำ เขาหันหลังกลับไปพูดกับสตรีร่างผอมบาง เพียงได้ยินเสียงฝีเท้าของนาง วางตะกร้าไม้ใส่อาหารหลายอย่าง กลิ่นหอมฟุ้งของอาหารนั้นเขาคุ้นชินเป็นอย่างดี
ตาคมจรดมองดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา นัยน์ตาลุกโชติช่วงด้วยเพลิงโทสะ
ลี่จิ่นเคยนำดอกเหมยกุ้ยฮวามาใส่แจกัน นางทำอาหารมาให้เขา สามถึงสี่วันครั้ง หลังจากที่เขาเลิกจากการคุมบ่าวรับใช้หน้าเตาเผาในโรงถลุงแร่โลหะ จะได้พบรอยยิ้มสวยหวานของนางเป็นประจำ
“อาหญิงเจ้าเคยนำดอกไม้มาใส่แจกันโง่เง่านี่ เพื่อหลอกลวงข้า นางทำอาหารมาให้ข้าชิมมากมาย หวังว่าเจ้าคงไม่คิดจะทำเช่นเดียวกับนาง”
“นางไม่ได้ทำ!” เสียงตะคอกดัง ใบหน้าสดสวยแดงก่ำมองสีหน้าเรียบเฉยของท่านอา
ผิดไปจากกิริยาเรียบร้อยว่านอนสอนง่ายของเจียลี่ นางมิอาจปิดบังความจริงอีกต่อไป
“ข้าเป็นผู้ทำอาหารทั้งหมดนี้ ท่านอาหญิงแอบอ้างฝีมือข้า น้ำหน้าอย่างนางหรือจะทำอาหารเป็น”
เจียลี่ทำให้ชายร่างผอมยืนนิ่งงัน นางหยิบอาหารออกจากตะกร้าหลายชั้น วางไว้บนโต๊ะในห้องรับแขกกว้างขวาง นางรู้ว่าเขาจะกินอาหารที่นี่
“เต้าหู้ผัดผักใส่ไข่ น้ำแกงหวาน ไก่ตุ๋น หมั่นโถว ข้าทำ ไม่ใช่นาง นางไม่เคยทำอาหารให้ท่านกินแม้แต่อย่างเดียว” นางไม่ลืมวางไหเหล้าหมักชั้นดีไว้บนโต๊ะหลังสงบสติอารมณ์ลง เมื่อก่อนนี้นางเคยฝากสุรามาให้ท่านอา ทว่าจะให้คาดเดา นางว่าอาหญิงไม่ได้เอ่ยชื่อของนางแม้สักคำเดียวหรอก
“นี่สุราท่าน ดื่มเข้าไปเยอะ ๆ จะได้ลืมสตรีลวงโลกอย่างลี่จิ่นได้เสียที ท่านอามีตาแต่ไร้แววจริง ๆ”
เจียลี่ไม่ได้โกหกแม้สักคำเดียว องุ่นสดและผลไม้อีกหลายชนิดจะต้องซื้อจากตลาดแต่รุ่งเช้า ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ลี่จิ่นไม่ใช่คนขยัน ไม่ตื่นแต่เช้า บางค่ำคืนก็เมาสุรา อุดอู้บนฟูกนอนจนสายโด่ง
หวังเฟยรู้มานานแล้วว่าหลานสาวคนเล็กสกุลเยี่ย เป็นแรงงานสำคัญ เจียลี่ทำงานตัวเป็นเกลียวราวกับผู้ยากไร้ไม่เคยพบเห็นเงินมาก่อนในชีวิตของนาง จึงได้รับค่าจ้างมากที่สุด
สุรากลั่นชั้นดีในมือของเขานี้ยังไม่พบในแคว้นฉิน เพียงเปิดขวดก็ได้กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วถึง เขาทั้งดื่มดมมันอย่างสำราญใจ นึกถึงบรรดามิตรสหายจะต้องชอบพอสุราขวดนี้อย่างแน่นอน
“เหล้าซีเฟิ้งเป็นสุราที่ดีที่สุด สุราเลื่องชื่อชนิดนี้ หาใช่ว่าจะมีโอกาสดื่มกินมันง่าย ๆ เป็นสุราสำหรับชนชั้นสูง คนร่ำรวยนำมันมาจากแคว้นจ้าว การเดินทางด้วยรถม้าใช้ระยะเวลาร่วมเดือน มันมีราคาสูงมากในตลาด”
นางไปได้มาอย่างไร เป็นคำถามของเขาเสียมากกว่านางเอาอกเอาใจเขาด้วยเหตุใด หวังเฟยหันไปปรึกษาบ่าวที่เข้ามาส่งสุราขวดใหม่ สภาพห้องของเขาแลดูเรียบร้อยดี ผิดจากก่อนหน้าที่นางจะมาดูแลเขา
“แม่นางเป็นผู้มีหน้าตามีตลาด ใครต่างก็รู้จักนาง ข้าคิดว่าคงไม่ยากสำหรับนางขอรับนายท่าน”
“อืม ข้าก็ว่าเป็นเจียลี่ หาใช่ท่านอาหญิงของนาง”
ลี่จิ่นมีเงินใช้สอยสมฐานะ ทว่าไม่มากมายเท่าเจียลี่ จะมีเพียงวันสำคัญนางจึงได้รับเงินถุงจากผู้ใหญ่
วันนี้หวังเฟยได้บ่าวรับใช้มาใหม่สองคน ตอนออกไปโรงงานถลุงแร่โลหะ เขาให้คนไปสืบเรื่องของสกุลเยี่ย ได้ข่าวว่าลี่จิ่นไปท่องเที่ยวในอีกแคว้นแดนไกลกับบ่าวรับใช้สตรีและคุณชายสาม คงใช้เวลาในการเดินทางพอสมควร อาจร่วมสองเดือน ไม่มีทางที่นางจะทำอาหารให้เขาแน่
ในหัวของเขาเฝ้าคิดวนเวียนแต่เรื่องของเจียลี่ ไม่รู้ด้วยเหตุใด กระทั่งนางกลับมาอีกครั้งหนึ่งในช่วงพลบค่ำ นางเข้ามาตรวจตราเรื่องฟืนไฟ ดูว่าท่านอาเมาสุราจนพูดจาไม่รู้เรื่องหรือไม่ นางมาเก็บตะกร้าอาหารของนางกลับบ้าน
“เจ้าทำอาหารพวกนั้นให้ข้า ทุกอย่าง เป็นฝีมือเจ้า... ทำไปเพื่ออะไร?”
นับได้ถึงสี่หรือว่าห้าเดือนทีเดียว หากเขาจำไม่ผิดไป อยู่มาวันหนึ่งลี่จิ่นนำอาหารมาให้เขาผู้ไม่รู้มาก่อนว่านางทำอาหารเป็น ทีแรกเขาก็คิดว่านางไปซื้อมาจนนางเอ่ยว่านางทำเอง
“ท่านอาหญิงมาขอความช่วยเหลือจากข้า เป็นแม่ครัวทำอาหารให้คนในบ้านอยู่แล้ว ข้าเลยใส่ตะกร้าไว้อีกสำรับหนึ่ง”
ถึงแม้ว่าเจียลี่จะส่งอาหารกลับคืนมามื้อเดียว ท่านอาจำเต้าหู้อ่อนผัดผักไม่เค็มจนเกินไปได้ นางตุ๋นไข่ อบไก่ได้นุ่มพอดี ในตลาดร้านค้าไม่มีรสชาติเช่นนี้
“ข้ากินอาหารฝีมือเจ้ามานาน ทำไมข้าจะจำรสชาติของมันไม่ได้”
ในน้ำเสียงขมขื่นระทมทุกข์ เจียลี่ไม่กล้าตอบคำถามท่านอาเขย นางพิจารณาใบหน้าดุดันก้มลงมองนาง ข่มขู่นางด้วยแววตาซึ่งหรี่เล็กลงจนเหยียดตรง
“เจ้าไม่พูดความจริง อย่าบอกข้านะว่า...”
เจียลี่ปิดตาลง ห่อไหล่ทำตัวลีบเล็ก
“เพื่อทดแทนบุญคุณ”
นางเบิกตากว้างตกใจ โล่งใจในคราวเดียว เมื่อความลับของนางมิได้ถูกเปิดโปงไปเสียตอนนี้ นางคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“เจ้าค่ะ ท่านอาเป็นผู้มีพระคุณของเจียลี่ มิอาจลืมท่านผู้ช่วยชีวิตข้าเอาไว้”
“อืม... จริงของเจ้า หลายครั้งแล้วที่ข้าเคยช่วยเหลือเจ้า ครอบครัวของเจ้า”
“ข้าไม่เคยลืมบุญคุณท่านแม้สักวัน ข้าเฝ้ารอวันที่จะได้ตอบแทนท่าน”
ครั้งหนึ่งนางถูกเด็กชายร่างอวบอ้วน ปะปนไปกับกลุ่มวัยรุ่นในละแวกตลาดรังแก พวกเขาขัดขานาง ผูกขานางไว้กับต้นไม้ ร้องเพลงประหลาด หัวเราะเย้ยหยันนาง ดูแคลนนางว่าเป็นสตรีพิการขาเป๋ คืนนั้นเกิดการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง โดยไม่มีใครคาดคิด เมื่อเด็กกลุ่มนั้นจากไป นางไม่สามารถแก้มัดเชือกได้ หากโชคชะตายังเข้าข้างนาง ไม่มีผู้ใดได้พบนาง จนท่านอาหวังผ่านมาพอดี
อีกครั้งหนึ่งตอนที่มารดาของนางและนางไปเป็นธุระนำเกวียนผ้าเข้าเมือง กลุ่มโจรบุกรุกมาโดยมิใช่เรื่องบังเอิญ ผ้าเหล่านั้นเป็นของขุนนางระดับสูง รวมทั้งกุ้ยเฟย เครื่องประดับล้ำค่าเป็นสมบัติในท้องพระคลัง ล้วนมีมูลค่ามหาศาล ท่านอาหวังมาเยี่ยมเยียนบ้านของนาง มาหาท่านอาหญิงเป็นประจำ เขาจึงให้ความช่วยเหลือสกุลเยี่ยได้ทันท่วงที
เป็นเรื่องดีกับทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ช่วยเหลือและผู้ได้รับความช่วยเหลือ หวังเฟยได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบ ได้เป็นผู้ตรวจการสินค้าในราชสำนัก เพิ่มอีกหนึ่งตำแหน่ง นอกเหนือจากการเป็นผู้ควบคุมโรงแร่โลหะ
“บุญคุณต้องทดแทน หนี้แค้นต้องชำระ”
เจียลี่วางไหสุราใบใหม่บรรจุเหล้ากลั่นจนล้นเต็มถึงปากขวด บนโต๊ะข้างฟูกนอน นางรินใส่ถ้วยใบเล็กของนาง ถือโอกาสยกสุราขึ้นดื่มจอกหนึ่ง
“ก็ดี... ในเมื่อท่านอาหญิงตัดสินใจไปจากท่าน ข้าไม่มีวันยอมให้นางกลับมาหลอกลวงท่านอาอีก ข้าจะมาทำหน้าที่ของข้าด้วยตนเอง นางจะไม่มีโอกาสได้ขโมยสิ่งใดไปจากข้า แอบอ้างฝีมือข้าอีกแม้แต่อย่างเดียว”
ในที่สุดนางก็สารภาพออกมาอย่างกล้าหาญ ร่างบางในอาภรณ์สีหวานแลดูสดใสราวกับว่านางเป็นหญิงสาวผู้มากับฤดูใบไม้ผลิ ปรากฏรอยยิ้มจริงใจให้ท่านอาผู้มีหน้าตาบึ้งตึงอยู่ตลอด