บทที่๑
แนวกระถินสีเขียวขจี รั้วกินได้ตามธรรมชาติที่จัดหามาได้ไม่ยากเย็นโดยไม่ต้องเสียแม้สตางค์แดงเดียว มิหนำซ้ำเมื่อกระถินผลิยอดอ่อนขึ้นมายังสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้เจ้าของได้อีกด้วย แม้จะเป็นเงินเพียงน้อยนิดทว่าในยามเศรษฐกิจฝืดเคือง ค่าครองชีพพุ่งสูง การมีรายได้มาจุนเจือครอบครัวไม่ว่าทางใดย่อมเป็นการดีเสมอ
เช่นเดียวกับเจ้าของบ้านยกพื้นแบบเรือนไทยประยุกต์ที่ปลูกอยู่ภายในรั้วกระถินซึ่งมีอาณาบริเวณกว่าหนึ่งไร่แห่งนี้ อาชีพหลักของหญิงวัยกลางคนเจ้าของบ้านคือทำขนมไทย ทั้งขายเองที่ร้านเพิงหมาแหงนเล็กๆ หน้าบ้านและส่งตามร้านอาหารหรือโรงแรมแล้วแต่โอกาส
แม้ฝีมือในการทำขนมจะขึ้นชื่อสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ถึงขนาดส่งเสียลูกสองคนจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศแล้ว และเวลานี้ยังส่งเสียบุตรชายศึกษาต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศอีกด้วย แต่เมื่อยุคเศรษฐกิจตกต่ำ วัตถุดิบราคาแพงขึ้นส่งผลให้ต้นทุนในการทำขนมเพิ่มขึ้นราคาย่อมต้องสูงขึ้นด้วย สวนทางกับการใช้จ่ายที่ลดน้อยลงของคนโดยทั่วไป ลูกค้าขาประจำและขาจรจึงซื้อขนมไปรับประทานน้อยลง กำไรที่เคยได้มาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัวรวมถึงค่าการศึกษาของบุตรก็ลดน้อยลง จนบางครั้งฝืดเคืองขนาดชักหน้าไม่ถึงหลัง
ในอาณาบริเวณที่กว้างขวาง นอกจากจะมีเรือนหลังใหญ่ซึ่งเป็นที่พักอาศัยของครอบครัวแล้ว ยังมีเรือนไม้ชั้นเดียวหลังไม่ใหญ่นักปลูกอยู่ด้านข้างเยื้องไปหลังเรือนใหญ่ เรือนเล็กที่ใช้เป็นโรงทำขนมมีชั้นวางอุปกรณ์ที่ล้างสะอาดแล้วคลุมไว้ด้วยผ้าขาวผืนบางใกล้หน้าต่างที่เปิดกว้างให้แดดส่องเข้ามาถึงเป็นการฆ่าเชื้อโรคด้วยแสงแดดที่ร้อนแรงของประเทศไทย ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หน้าร้อนก็มีอุณหภูมิสูงขึ้น หน้าหนาวดูเหมือนจะหนาวมากขึ้นแต่ระยะเวลากลับสั้นลง หน้าแล้งแม่น้ำลำคลองก็แห้งขอดขาดน้ำอุปโภคบริโภคกันถ้วนหน้า แต่พอเข้าหน้าฝนกลับตกกระหน่ำจนน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากเกิดอุทกภัยไปหลายพื้นที่ สาเหตุที่อากาศแปรปรวนเช่นนี้หลายฝ่ายก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเพราะฝีมือมนุษย์ที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ส่งผลให้อากาศปรวนแปร
เตาที่ใช้ในการทำขนมได้รับการเอาใจใส่เช็ดถูจนสะอาดแวววาวหลังการใช้งานทุกครั้ง เช่นเดียวกับภาชนะอื่นๆ ส่วนพื้นกระเบื้องก็ปราศจากฝุ่นผง กรวดทราย หรือเศษขนมและวัตถุดิบที่นำมาปรุง ตามซอกตามมุมไม่มีหยากไย่ใยแมงมุมหรือเศษขยะซุกซ่อนอยู่แม้แต่น้อย เหมาะสมกับเป็นสถานที่ประกอบอาหารเป็นอย่างยิ่ง
บนแคร่ใกล้ประตูเรือนทำขนม ถาดขนมที่ถูกเก็บมาจากร้านวางซ้อนกันอยู่ ใกล้กันคือร่างสมส่วนนั่งเหมือนทอดอาลัยมองออกไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ไม่นานก็มีหญิงอาวุโสกว่าเดินถือถาดขนมมาวางลงใกล้ของเดิมที่วางอยู่แล้ว
“หมดหรือยังพี่อิ่ม”
“หมดแล้วจ้ะ ฉันขอนั่งพักสักหน่อย เดี๋ยวจะไปเก็บกวาด แล้วล้างของเก็บให้นะจ๊ะ” นางอิ่มบอกพลางทำท่ายักแย่ยักยันนั่งลงบนแคร่ ข้างกองถาดที่เพิ่งเอามาวาง
“เดี๋ยวฉันทำเองพี่นั่งพักให้สบายเถิด” นางปีบเจ้าของเรือนไทยเจ้าร้านขนมซึ่งเป็นนายจ้างของนางอิ่มบอก น้ำเสียงเจือไปด้วยความเหนื่อยหน่าย นางปีบจ้องตานางอิ่มเหมือนตรึกตรองและเรียบเรียงคำพูด ก่อนจะถอนหายใจออกมาเชื่องช้า แล้วหันไปทอดสายตามองไปข้างหน้าเช่นเดิมเหมือนยากที่จะเอ่ยปากออกมา
นางอิ่มซึ่งเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงที่รับจ้างขายขนมและเป็นลูกมือนางปีบมาช้านานแล้วเริ่มเห็นเค้ารางอะไรบางอย่าง ร้านขนมที่เคยเฟื่องฟู ทำกันจนมือเป็นระวิงก็ไม่พอกับความต้องการของลูกค้า มาบัดนี้แม้ลดจำนวนการผลิตลงมาครึ่งต่อครึ่ง บางวันก็ยังขายไม่หมด ความเป็นแม่ค้าที่ซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค ขนมที่ขายจึงทำวันต่อวันถ้าหากขายไม่หมดในวันนี้ก็จะไม่เก็บไว้ขายในวันรุ่งขึ้น แม้ขนมไทยบางอย่างจะเก็บเอาไว้ได้หลายวันแต่นางปีบก็ไม่เคยทำเช่นนั้น หากขายไม่หมดก็จะแบ่งปันให้นางอิ่มนำกลับไปกินที่บ้าน เผื่อแผ่ไปให้คนยากคนจนที่ไม่ถือสาว่าเป็นของเหลือ ยิ่งนานวันยิ่งขายไม่คุ้มทุน นางอิ่มเคยได้ยินนางปีบปรารภว่าอาจจะต้องปิดร้านเพราะรับภาระขาดทุนไม่ไหว และเวลานี้สายตาที่นางปีบมองเหมือนกำลังจะเอ่ยเรื่องนี้
“ขนมพวกนี้ฉันเอาใส่กล่องเก็บไว้ในตู้เย็นนะแม่ปีบ เผื่อหนูปิ่นอยากกินขึ้นมา จะเอาไปให้ใครเขาก็คงเลี่ยนคงเบื่อ กินกันทุกวัน”
“ช่างมันเถอะพี่ เก็บไว้คนที่บ้านก็คงเบื่อ ถ้าพี่ไม่เอาไปกินก็เททิ้งให้หมด” นางปีบหันมาบอก
“ของดีๆ จะทิ้งทำไม ถ้าแม่ปีบไม่เอาไว้ ฉันเอาไปหมดนะ” นางอิ่มบอกพร้อมจัดแจงหากล่องพลาสติกใบเขื่องเพื่อใช้บรรจุขนมไทยหลายชนิดที่เหลือจาการขายวันนี้เอากลับไปบ้านตนเอง ปากก็พร่ำบ่น
“ของอร่อย ของดี ทำไมคนไม่ค่อยกินนะ เด็กสมัยนี้มันก็ชอบกินแต่ขนมฝรั่งขนมปงขนมปัง ทำไมแม่ปีบไม่ลองทำขนมฝรั่งดูบ้างล่ะเผื่อจะขายดี” เหมือนนางเสนอทางเลือกให้นายจ้าง แต่แท้ที่จริงแล้วนางกลัวว่าตนเองจะตกงานหากร้านขนมยังขาดทุนอยู่อย่างนี้ทุกวี่วัน แต่ดูเหมือนผู้เป็นนายจ้างจะไม่รับข้อเสนอ
นางปีบมองหน้าแล้วถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะเอ่ยปาก “ร้านขนมคงต้องปิดแล้วล่ะพี่ ฉันหมดทุนจะทำต่อแล้ว เงินเก็บมีนิดหน่อยก็ต้องเอาไว้เป็นค่าเรียนค่าใช้จ่ายของตาป้อง เดือนๆ หนึ่งก็มากโขอยู่”
“อะไรกันเลิกเสียง่ายๆ แบบนี้นะหรือ เสียดายฝีมือ” นางอิ่มพ้อ รู้สึกใจหายไม่น้อยที่ตนเองจะต้องตกงานขาดรายได้ไปด้วย
“ก็ไม่เลิกเสียทีเดียวหรอกพี่ ยังทำส่งร้านส่งโรงแรมและตามงานที่เขาสั่ง ถึงจะนานๆ ครั้งก็ยังดีกว่าทำไปแล้วทุนหายกำไรหด ฉันต้องขอโทษพี่ด้วยนะจ้ะที่จะต้องเลิกจ้างพี่ ฉันจะให้เงินเดือนพี่สามเดือนเอาไว้ทำทุนค้าขายหรืออะไรก็ตามใจพี่ จะให้มากกว่านี้ฉันไม่มี คิดเสียว่าช่วยๆ กันไปนะพี่อิ่ม” เสียงนางปีบสะท้านสั่นไหว ไม่เคยมียามใดที่นางรู้สึกสะท้อนใจเท่ากับเวลานี้อีกแล้ว การตัดสินใจปิดร้านขนมที่เคยทำรายได้จุนเจือครอบครัวมา กว่ายี่สิบปี เรียกได้ว่าเกือบเท่าอายุของปกป้องบุตรชายคนโตที่กำลังศึกษาปริญญาโทอยู่ต่างประเทศเสียอีก มันเป็นมากกว่าคำว่าใจหายเสียด้วยซ้ำ
“ขอบใจนะที่มีน้ำใจ ไม่มีงานฉันก็คงลำบาก แต่ก็จะลองหางานไปเรื่อยๆ อาจมีร้านที่หาลูกจ้างขายของในตลาด แต่ถ้าไม่มีจริงๆ ก็คงปลูกผักปลูกหญ้าไปพลางๆ จะรอลูกรอผัวมาเลี้ยงก็คงไม่ไหว ยิ่งศจีลูกสาวฉันมันก็มีความรู้แค่หางอึ่งต้องทำงานโรงงานเงินเดือนก็น้อยแค่หาใส่ปากท้องมันเองไม่ต้องมาเป็นภาระฉันก็พอแล้ว จะว่าไปมันก็ยังดีกว่าพวกร่ำเรียนจบปริญญามาแล้วนั่งงอมืองอเท้าเกาะพ่อแม่กินเป็นไหนๆ ว่าไหมจ้ะ” นางอิ่มขอความเห็นยิ้มอย่างมีเลศนัย และยิ้มกว้างเมื่อก้มหน้าก้มตาบรรจุขนมใส่กล่องพลาสติกต่อ หลังเห็นใบหน้าเจื่อนๆของนางปีบที่กำลังจะกลายเป็นอดีตนายจ้าง
นางปีบรู้สึกแปลบใจกับความนัยของลูกจ้างที่กำลังจะเลิกจ้างของตน รู้ดีว่านางอิ่มตั้งใจพาดพิงไปถึงปิ่นปักลูกสาวคนเล็กของตนที่เรียนจบปริญญาตรีแล้ว แต่ยังหางานทำเป็นหลักแหล่งไม่ได้ ปิ่นปักไม่ใช่คนหยิบโหย่งเหยาะแหยะ หนักไม่เอาเบาไม่สู้ เพียงแต่สภาวะการแข่งขันที่สูง ตำแหน่งงานที่น้อยกว่าบัณฑิตจบใหม่รวมถึงพวกว่างงานสะสมมาจากปีก่อน ทำให้จนล่วงมาสองปีแล้วที่ปิ่นปักยังหางานทำไม่ได้ แต่ใช่ว่าลูกสาวของตนจะงอมืองอเท้าอย่างที่กำลังถูกแขวะ ปิ่นปักช่วยหยิบจับทุกอย่างทั้งงานบ้านงานเรือน ทำขนมขายขนมหรือแม้แต่เก็บผักเก็บหญ้าข้างบ้านไปขายเพื่อหารายได้เสริมให้ครอบครัวที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงมากขึ้นตามชั้นเรียนของปกป้องพี่ชาย นางปีบเองก็หวังว่าเงินเก็บที่มีอยู่จะพอเป็นค่าเล่าเรียนจนปกป้องจบการศึกษา และมีงานดีๆ ทำในวันข้างหน้า
“แล้วจะเลิกร้านเมื่อไหร่ละ” หลังปล่อยให้ความเงียบแสดงบทบาทอยู่พักใหญ่นางอิ่มก็ถามขึ้น ผู้เป็นนายหันกลับมามองเห็นคนถามนั้นกำลังหยิบถาดที่ตักขนมออกจนหมดแล้วไปตรงอ่างล้างจาน
“จะค่อยๆ บอกลูกค้า น่าจะปิดสิ้นเดือนนี้แหละพี่ แต่พี่ไม่ต้องมาช่วยหรอก ฉันทำแต่น้อยยายปิ่นพอเป็นลูกมือได้” นางปีบบอกอย่างมีน้ำใจ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้แล้วบอก “วางไว้เถอะพี่อิ่ม เดี๋ยวฉันล้างเอง”
“ขอบใจนะ อย่างนั้นฉันกลับก่อนละ เผื่อว่าศจีมันกลับมาไวจะได้กินขนม แต่เด็กสาวๆ สมัยนี้มันไม่ค่อยกินขนมหวานหรอก มันกลัวอ้วน” นางอิ่มรีบวางมือจากการล้างถาดขนมเสียทันที ก่อนจะกลับมาหยิบกล่องขนมแล้วเดินออกไปจากเรือน