ตอน 2

ร่างสันทัดถูกกระชากจากแรงของพ่อ ก่อนจะตามด้วยฝ่ามือที่ตั้งใจจะทำให้เขาเจ็บ แต่เขาก็ไวกว่าจึงหลบหลีกได้ นั่นทำให้ผู้เป็นพ่อโกรธเกรี้ยวมากขึ้น ทั้งฝ่ามือฝ่าเท้าจึงกระหน่ำใส่ลงมาไม่ยั้ง ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของแม่และเสียงของฟ้าฝนที่กระหน่ำคำรามไม่หยุด โดยที่เขาทำได้เพียงปัดป้อง

“พี่อย่าทำลูก อย่า พี่!” ร่างผอมบางสั่นและสะอื้นจนหายใจไม่ออก แต่ก็พยายามยื้อฝ่ามือฝ่าเท้าของสามีไม่ให้กระทบตัวลูก “พี่...อย่าทำลูก อย่าทำ...” แต่เรี่ยวแรงเธอไม่พอที่จะต้านทานอารมณ์ของสามี

“มึงสู้กูเรอะ มึงสู้กูเรอะ กูเป็นพ่อมึงนะ กูเป็นพ่อมึง”

“ผมไม่ได้สู้ พ่อ...ผมไม่ได้สู้พ่อ...”

เสียงสั่นตามความสะเทือนใจเมื่อพ่อแปลความหมายของการปัดป้องเป็นต่อสู้ น้ำตาของเขาเกือบร่วงพรู แต่ก็ฝืนไว้เพราะเขาตัดสินใจแล้ว ยังไงเสียวันนี้ก็ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง พ่อต้องยอมรับทางที่เขาเลือกเดิน เส้นทางชีวิตที่มีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่จะต้องรับผิดชอบตัวเองต่อไปในภายภาคหน้า

“กูทำให้มึงขนาดนี้ มึงก็ยังไม่สำนึกบุญคุณของกูเลยใช่ไหม มึงมันดีแต่ทำให้กูช้ำใจ...ทำให้กูต้องอับอายขายขี้หน้าชาวบ้านเขาไปทั่ว มึงมัน...ไม่เคยนำความภาคภูมิใจอะไรมาให้เลย ดีแต่ทำเรื่อง เนรคุณ...”

ก้อนสะอื้นวิ่งมาจุกที่ลำคอ เพราะเสียงพูดปนหอบของพ่อกับดวงตาที่จ้องมานั้นคือความสิ้นหวัง ความสะเทือนใจ และความเจ็บปวดหัวใจอย่างแสนสาหัส ซึ่งทั้งหมดนั้นเขาผิดเอง เขาเป็นในสิ่งที่พ่อต้องการไม่ได้ เป็นไม่ได้ และไม่มีวันจะเป็นได้

เปลือกตากะพริบถี่ไล่หยาดน้ำตาให้ย้อนกลับเข้าไปที่เดิม ฟันขบริมฝีปากแน่นจนรู้สึกเจ็บ ‘เจ็บ’ เพื่อเตือนสติตัวเองว่าเขาต้องเลือก แม้จะสงสารพ่อกับแม่แค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งที่ตัดสินใจไปแล้วก็จะไม่เปลี่ยนแปลง วันนี้พ่ออาจไม่เข้าใจสิ่งที่เขาเป็น แต่เมื่อวันที่ฝันของเขาเป็นจริงมาถึง เชื่อว่าพ่อจะยินดีกับทางที่เขาเลือกอย่างแน่นอน

ร่างที่เจ็บระบมไปด้วยน้ำหนักมือและเท้าฝืนนั่งคุกเข่า พนมมือและก้มลงกราบแทบเท้าของพ่อ เขาสำนึกในความผิดที่ทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจ แต่เขาก็เลือกทางที่ต้องการ

“พ่อ...ผมขอโทษ ผมขอไปตามทางที่ผมเลือกเถอะนะครับ ผมไม่อยากอยู่แบบนี้ ผม...ผมอยากไป...”

พ่อนิ่งอึ้ง แต่แววตานั้นยิ่งทวีความเจ็บช้ำ ทำให้เขากลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้อีก หยาดน้ำตาไหลรินเพราะเข้าใจความรู้สึกและความคิดของพ่อ แต่พ่อไม่เคยเข้าใจเขาเลย เพียงเราจะเข้าใจกัน เรื่องราวคงไม่ลงเอยแบบนี้

“ถ้ามึงเลือกอย่างนั้น...” เสียงขาดช่วงเพราะพยายามเก็บกลั้นก้อนสะอื้นให้คืนกลับไป ก่อนจะพูดต่ออย่างเจ็บช้ำที่สุด “ถ้ามึงเลือกอย่างนั้น กูกับมึงก็ขาดกัน มึงไม่ใช่ลูกกูอีกต่อไป ออกไปจากบ้านกูซะ กูจะจำไว้ว่ากูไม่มีลูกอย่างมึง ไป...ออกไป ออกไปไอ้หฤษฎ์ กูไม่มีลูกอย่างมึง ไป!”

“พี่!”

“พ่อ!”

เสียงอุทานด้วยความตกใจของแม่ดังพร้อมกับเสียงอุทานอย่างคาดไม่ถึงของเขา เพราะไม่คิดว่าเรื่องราวมันจะบานปลายเลยเถิดได้ถึงขนาดนี้ เขาแค่อยากมีชีวิตเป็นของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อน สายตาของพ่อที่มองมาอย่างเกลียดชังก่อนจะหันไปทางอื่นไม่บอกเลยว่านั่นเป็นแค่คำขู่ นั่นคือความจริงที่พ่อตัดสินใจแล้ว

หยาดน้ำที่กบตาทำให้เห็นภาพพ่อยืนหันข้างอย่างเลือนราง แต่เห็นไม่ชัดก็ดีแล้ว เพราะนั่นอาจทำให้เขาใจอ่อน

“ผมขอโทษครับแม่ ขอโทษครับพ่อ” ก้มกราบอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นและเดินจากมา

“หฤษฎ์ อย่าไปลูก...ลูก...กลับมา หฤษฎ์ กลับมา...พี่ ห้ามลูกสิ พี่! หฤษฎ์!”

“ไป มึงจะไปก็ไปเลย มึงไม่ใช่ลูกกู กูไม่น่าให้มึงเกิดมาเลย ไป ไปแล้วไม่ต้องกลับมาเหยียบที่นี่อีก ไป!”

หฤษฎ์เดินลิ่วออกจากตัวบ้าน ไม่สนใจเม็ดฝนที่ตกกระทบกาย แว่วเสียงกรีดร้องของแม่ที่เรียกเขาดั่งคนหัวใจสลาย และเสียงก่นด่าของพ่อที่ดังตามไล่หลังแข่งกับเสียงฟ้าฝน นั่นยิ่งทำให้หยาดน้ำตาพรั่งพรู เขาผิดเหรอที่อยากทำตามความฝัน อยากทำ อยากเป็นในสิ่งที่ตัวเองเลือก เขาผิดเหรอ

ร่างสันทัดเดินลิ่วตามอารมณ์หวิวโหวง ไม่คิดจะหันมองกลับหลัง จึงไม่เห็นว่าพ่อทรุดลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง ฝ่ามือทาบไว้ที่หน้าอกอย่างเจ็บปวดแสนสาหัส แม่หยุดร้องเรียกหาเขา หันไปประคองพ่อพร้อมตะโกนเรียกคนมาช่วย หฤษฎ์ไม่เห็นภาพเหล่านั้น เพราะเส้นทางขัดใจพ่อคือสิ่งที่เขาเลือกแล้ว

เครื่องบินโดยสารจากท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยกำลังทะยานขึ้นบนท้องฟ้า จุดหมายปลายทางคืออีกซีกหนึ่งของมุมโลก คนละแผ่นดิน คนละฟากฟ้า แม้จะอยู่บนโลกใบเดียวกันก็ตาม ดวงตาเขามีแววเศร้าอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะลอบปาดน้ำตาที่รินไหล เขามองผ่านกระจกใสไปยังด้านล่าง ผืนแผ่นดินของประเทศไทยที่เห็นเป็นมุมกว้างนั้น อีกนานเท่าไรจะได้มาเห็น

หฤษฎ์ยกมือขึ้นพนมไหว้ ก้มกราบที่ด้านข้างของกรอบกระจกจนนิ้วโป้งจดหว่างคิ้ว เขาขอกราบลาประเทศไทย กราบลาพ่อแม่ไว้ ณ ที่นี้ วันใดก็ตามที่พ่อยอมรับทางที่เขาเลือก เขาจะกลับมา

ตอน 3

ทุ่งข้าวเขียวขจีที่เห็นผ่านเลนส์กล้องให้ความรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจแก่ผู้ที่กำลังเก็บภาพความประทับใจนั้นไว้ เพราะความสดชื่นจากใบข้าวสีเขียวสดที่เรียงตัวอัดแน่นตัดกับสีของท้องฟ้าและสีของแผ่นดินโดยรอบ รวมทั้งกลิ่นของไอดิน กลิ่นโคลน หรือแม้กระทั่งกลิ่นมูลวัวที่โชยตามลมมาเป็นระยะ ล้วนคือองค์ประกอบที่เขาต้องการจะถ่ายทอดลงไปในภาพถ่ายเหล่านี้ทั้งสิ้น

ชายหนุ่มผิวสีแทนรูปร่างสูงใหญ่อยู่ในชุดเสื้อยืดคอกลมสีน้ำตาลและกางเกงขาสั้นสีครีมแบบลำลอง สวมรองเท้าผ้าใบยี่ห้อดาววัยเก๋า สะพายเป้สีดำใบใหญ่ไว้ด้านหลัง มีสายกล้องคล้องอยู่รอบคอ เขาก้าวเดินไปตามคันนากว้างราวหนึ่งเมตรกว่า ทางเดินสไตล์ลูกทุ่งของโฮมสเตย์แบบชาวนา สถานที่ซึ่งเป็นโจทย์สำหรับเขาในครั้งนี้

องค์ประกอบของชายหนุ่มไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไปที่นิยมมาสัมผัสธรรมชาติท้องทุ่งนาในถิ่นภาคเหนือ แต่สิ่งที่ทำให้เขาดูแตกต่างและเป็นจุดเด่นจนนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ต้องเหลียวมองโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสาวๆ ก็คือ ผมยาวหยักศกน้อยๆ รวบมวยไว้เป็นจุกเหนือท้ายทอย และใบหน้าที่มีกล้องบดบังไว้เป็นบางส่วน เพราะนั่นทำให้คนที่มองมาต้องชะงัก

ใบหน้าคมเข้มแม้จะเห็นได้ในบางมุม แต่ก็เดาได้ว่านอกจากรูปร่างจะสูงใหญ่เร้าใจสาวแล้ว ใบหน้าที่รกไปด้วยหนวดเคราแบบคนไม่พิถีพิถันกับตนเองหรือยังไม่มีเวลาโกนเก็บให้เรียบร้อยนั้น เมื่อบวกกับจมูกโด่งที่เห็นได้เพียงสันกับริมฝีปากสีชมพูสดเป็นรูปกระจับที่ดูราวจะยิ้มอยู่ตลอดเวลา เขาคนนี้ต้องจัดว่า ‘หล่อมาก’ ทีเดียว

เขาเป็นผู้ชายที่มีอิริยาบถไม่แคร์สื่อ ไม่ได้สนใจที่จะเหลียวมองใครที่เดินสวนไป ไม่แม้แต่จะฟังเสียงกระซิบกระซาบของสาวๆ ที่คาดเดาถึงใบหน้าหลังเลนส์กล้อง เพราะหากไม่ยกกล้องขึ้น เขาก็จะก้มมองตรวจภาพถ่ายบนหน้าจอ LCD ทว่าทุกอย่างนั้นกลับกลายเป็นจุดสนใจได้โดยง่าย ชนิดที่เรียกว่า ‘หล่อเซอร์ชะนีตายเรียบ’ เพราะคนหล่อเซอร์สนใจแต่เพียงท้องนาและปลาแหวกว่าย ไม่ได้สนใจสะพานคอนกรีตที่สาวใดทอดมาสักนิด

แชะ! แชะ!

เสียงกดชัตเตอร์ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่มีสิ่งใดจะดึงดูดสายตาของเขาได้เท่ากับท้องนาเขียวขจีอีกแล้ว กล้องในมือจึงถูกยกขึ้นบ่อยครั้งเพื่อบันทึกภาพทุกมุมมองที่สองเท้าก้าวผ่านไว้เป็นระยะ มีบ้างที่เขาหยุดเดินเพื่อปรับความเร็วของชัตเตอร์ สำหรับการบันทึกภาพนกกินปลาโดยโผบินโฉบเหยื่อที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำซึ่งท่วมถึงครึ่งของต้นข้าว

สำหรับคนที่ไม่เข้าใจอาจพูดได้ว่า ‘ก็แค่ภาพถ่าย’ แต่สำหรับคนที่ทำงานด้วยหัวใจและความตั้งใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างเขา ทุกภาพล้วนเจือไปด้วยจิตวิญญาณแห่งสถานที่และหล่อหลอมหัวใจของเขาลงไปด้วย และหากสิ่งที่เขาทำไม่มีใครรับรู้คงน่าเสียดาย นั่นคือที่มาของงานไม่ประจำที่เขาทำเป็นประจำ

‘พฤกษ์’ ยังคงก้าวเดินตรงไปอย่างมั่นคง เพราะเขามั่นใจที่สุดว่าสิ่งที่เลือกนั้นเหมาะสมแล้ว แต่ละครั้งที่เสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้นก็เพราะจิตวิญญาณร้องสั่ง ในฐานะของผู้ส่งสาส์นเขาย่อมต้องการให้คนรับได้รับอรรถรสทางด้านสายตาและอรรถรสทางด้านจิตใจที่ตรงกัน

กว่าสามปีแล้วที่เขาลาออกจากงานประจำมาจัดทำหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ รวบรวมภาพถ่าย สถานที่ท่องเที่ยว การเดินทาง ร้านอาหาร ที่พัก และข้อมูลการท่องเที่ยวอื่นๆ ในรูปแบบรู้ลึกรู้จริง เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการเดินทางสำหรับ ‘แบคแพคเกอร์’ หรือ นักท่องเที่ยวที่นิยมแบกกระเป๋าเป้เดินทางโดยเน้นความประหยัด

เดิมนั้นเขาแค่คิดทำเป็นงานอดิเรก เพราะทุกครั้งที่ออกพื้นที่ไปบันทึกภาพตามคำสั่งของบรรณาธิการ หลายๆ แง่มุมที่น่าสนใจกลับถูกบดบังด้วยคำว่า ‘การตลาด’ ร้านอาหารบางที่ ที่พักแรมบางแห่ง มีราคาถูกสุดๆ ไปจนถึงราคาเหมาะสมกับสิ่งอำนวยความสะดวก แต่กลับไม่ได้รับการนำเสนอข้อมูลออกไป เพราะรายได้คือหัวใจหลักของสำนักพิมพ์ การออกพื้นที่ก็ไม่ต่างไปจากการหาสปอนเซอร์ ดังนั้นสิ่งที่เก็บเกี่ยวมาตลอดการเดินทางจะถูกใช้ไปไม่ถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ

เขาจึงคิดทำหนังสือเชิงท่องเที่ยวขนาดพกพา หรือที่เรียกว่า ‘พ็อกเกตบุ๊ก-สไตล์แบคแพค’ จำหน่ายในส่วนของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกกันว่า ‘อีบุ๊ก’ เพื่อไม่ให้ทับสายงานในรูปแบบหนังสือของนิตยสารท่องเที่ยวซึ่งเป็นงานประจำ เขานำข้อมูลในส่วนที่สำนักพิมพ์ไม่ต้องการมาถ่ายทอดในมุมมองของเขา ในมุมมองของคนแบกกระเป๋าเป้เดินทาง มุมมองของคนที่ต้องใช้จ่ายเพื่อให้ได้สิ่งที่เหมาะสมและคุ้มค่าสำหรับการเดินทางมากที่สุด

แต่กลับกลายเป็นว่าอีบุ๊ก ‘เที่ยวทั่วไทยแบบบ้านๆ สไตล์นายต้นไม้’ กลับได้ผลตอบรับดี จนเขากล้าตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาโลดแล่นในโลกกว้าง ทำงานเป็นนักเขียนบทความเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อป้อนให้นิตยสารออนไลน์ของตนเอง เป็นช่างภาพอิสระ และควบงานเขียนฟรีแลนซ์ให้นิตยสารท่องเที่ยวฉบับอื่นด้วย

รายได้ที่ดีแบบไม่ฟุ้งเฟ้อนั้นทำให้เขาสามารถแบกกระเป๋าเป้เดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ไปทุกที่ที่หัวใจร่ำร้อง ขอเพียงสถานที่แห่งนั้นมีความงดงาม ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในภาคไหนๆ เขาก็พร้อมจะเดินทางไปให้ถึง

ดวงตาคมดูออกไปทางหวานมากกว่าเข้มเพราะล้อมกรอบด้วยแพขนตางอนหนาไม่ต่างจากผู้หญิงยังคงมองความงดงามของพื้นที่ผ่านเลนส์ ตั้งแต่เดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดนี้ เขายังไม่หยุดสำรวจและบันทึกภาพ แต่สัญญาณเตือนจากวัตถุที่สั่นอยู่ในเป้ที่สะพายไว้ด้านหลังก็ทำให้พฤกษ์ต้องลดกล้องลง ทั้งๆ ที่ยังไม่อยากละสายตาจากภาพความงามตรงหน้าสักนิด

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน

บ้านสีรุ้ง

ตอนที่ 2
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED