“นี่แพทตี้ คุณอีธานของเธอ เขาน่ากลัวขนาดนั้นเชียวหรือ” เพื่อนนักแสดงคนหนึ่งของแพทตี้ที่มีโอกาสได้เข้ามาเล่นภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยเอ่ยถาม ความที่อยู่กันคนละโมเดลลิ่งทำให้เธอไม่เคยพูดคุยหรือเห็นยามที่อีธานทำงาน จะรับรู้เรื่องราวของเขาก็ผ่านข่าวตามสื่อต่างๆ แต่พักนี้ข่าวที่เห็นบ่อยคงหนีไม่พ้นข่าวกุ๊กกิ๊ก ปลูกต้นรักกับเหล่าคนดังสาวๆ สวยๆ คนนั้นที คนนี้ที แต่อีธานก็ไม่เคยปริปากบอกว่าข่าวไหนจริงหรือมั่ว บางครั้งบรรดาสาวๆ เหล่านั้นก็ออกตัวแรง บอกว่ากำลังคบหากับชายหนุ่มอยู่บ้าง แต่สุดท้ายเธอก็หน้าแตก เพราะอีธานบอกปัดว่าทุกคนคือเพื่อนทั้งนั้น
“ไม่รู้สิ กับฉันเขาใจดีออก” แพทตี้ยักไหล่ เพราะใครๆ ก็รู้ว่าตอนนี้เธอโด่งดังที่สุดในโมเดลลิ่ง มีทั้งงานภาพยนตร์ ละคร ถ่ายแบบ งานโฆษณา ออกงานอีเว้นท์ไม่ขาดสาย อีธานเองก็ดีกับเธอจนหญิงสาวคิดเตลิดไปไกลว่าชายหนุ่มเองก็คงมีใจให้อยู่ไม่น้อย แต่ติดที่กฎของสังกัดซึ่งห้ามผู้บริหารคิดอะไรเกินเลยกับลูกน้องกระมัง อีธานถึงต้องสงวนท่าที ทำเป็นไม่สนใจ
“เหรอจ๊ะแม่คุณ” คนฟังลอบเบ้ปากเล็กๆ อดที่จะหมั่นไส้แพทตี้ไม่ได้ เพราะดูโอ้อวดตัวเองเหลือเกิน ก่อนจะเอ่ยต่อ
“หล่อ รวย เจ้าชู้ ครบสูตร”
“คุณอีธานของฉันเขาไม่ได้เรียกว่าเจ้าชู้หรอก บรรดาผู้หญิงพวกนั้นต่างหากที่มาให้ท่าเขาเอง พอไม่ได้ดั่งใจก็ออกข่าวมั่วๆ ให้คุณอีธานเสียหาย สุดท้ายแล้วเป็นไง หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ” พูดจบก็ยักไหล่ เพราะการจะเข้าหาอีธานมันต้องมีศิลปะกันบ้าง ไม่ใช่ดุ่มๆ คิดจะจับเขาให้ได้ ขืนทำแบบนั้น คนอย่างอีธานได้หนีหายเข้าป่ากันไปหมด
“สเปคเราต่างกันจ้ะแพทตี้ เพราะฉันชอบผู้ชายขี้เล่น เป็นกันเองมากกว่า” ขณะพูดก็มองไปยังเป้าหมาย ซึ่งนั่งอ่านบทอยู่อีกมุม
“ผู้ชายคนนั้นสินะ ขี้เล่นเป็นกันเองของเธอ” แพทตี้เหลือบมองไปยังฐากูล พระเอกภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างรู้ทันคนพูด
“ใช่” สองสาวส่งยิ้มให้กัน เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าฐากูลนั้นเป็นที่หมายปองของผู้หญิงแท้ หญิงเทียมในกองถ่าย แต่ดูเหมือนจะยกเว้นแพทตี้ไว้คนหนึ่ง เพราะมองยังไงฐากูลก็ไม่เห็นจะมีเสน่ห์ อาจเป็นเพราะชายหนุ่มเข้ามาในวงการมายาได้ไม่นาน ยังไม่มีชื่อเสียงสักเท่าไหร่ ออร่ายังไม่เกาะ ได้เล่นประกบเธอก็เป็นบุญเท่าไหร่แล้ว
ซึ่งแพทตี้ก็ไม่ได้ถือสาอะไรมากนัก เพราะเธอขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้ดันอยู่แล้ว ดาราชายหน้าใหม่ที่ได้ร่วมงานกับเธอ ต่างเป็นที่จับตามองทุกรายไปซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีชื่อของฐากูลรวมอยู่ด้วย ความหล่อเหลาสไตล์เกาหลีของชายหนุ่มถูกตาโมเดลลิ่งของอีธาน จึงจับมาเซ็นสัญญาเข้าสังกัด และยังป้อนงานให้ไม่ขาด กระทั่งมาถึงชิ้นงานสำคัญชิ้นนี้ ที่เข้าตาใครต่อใคร จนเป็นที่จับตามองว่าจะเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง
ฐากูลนั่งอ่านบทอยู่เงียบๆ คนเดียว แต่ในใจก็ผยองอยู่ไม่น้อย เพราะรู้ว่าตนนั้นหน้าตาดี จึงเป็นที่ชื่นชอบของใครต่อใคร กระทั่งทีมงานในกองถ่ายยื่นของที่ฝากซื้อให้ ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นแล้วถือถุงใบนั้นตรงมายังจุดที่แพทตี้นั่งอยู่
“กาแฟที่พี่แพทตี้อยากทานครับ”
“อุ๊ย! ขอบใจนะที่อุตส่าห์ดั้นด้นไปซื้อมาให้พี่จนได้” แพทตี้จีบปากจีบคอพูด เพราะก่อนเข้าฉากเมื่อครู่ ฐากูลเอ่ยถามว่าเธอนั้นอยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม เธอเลยบอกไปอย่างตัดรำคาญว่าอยากกินกาแฟยี่ห้อดัง ราคาแก้วละสองสามร้อยบาท ซึ่งกาแฟยี่ห้อทที่มีโลโก้เป็นนางเงือกนี้หาซื้อไม่ได้ง่ายๆ เสียด้วย แต่ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะหามาให้เธอจนได้
“ไม่เป็นไรครับ”
“น่าเสียใจจัง ทำไมมีแต่ของแพทตี้คนเดียวละคะ ไม่เห็นมีของมีมี่บ้างเลย” นักแสดงสาวที่ปลื้มญากูลอยู่ก่อนแล้วเอ่ยถามอย่างเสียดาย
“ไว้โอกาสหน้านะครับ”
“ค่ะๆ มีมี่จะรอ กิน กาแฟจากท็อปนะคะ” มีมี่เน้นเสียงคำว่ากิน แววตาพราวระยับอย่างสื่อความหมาย ฐากูลนั้นไม่ใช่เด็กอมมือที่จะเดาไม่ออก ชายหนุ่มส่งยิ้มเล็กๆ ให้มีมี่ ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป
“อยากกินก็เอาไป ฉันยกให้”
“จริงเหรอแพทตี้ ขอบใจนะ” มีมี่ได้ทีคว้าแก้วกาแฟมาถือไว้ ก่อนจะยกขึ้นจิบอย่างไม่ลังเล แต่ภาพนั้นกลับตกอยู่ในสายตาของฐากูล ชายหนุ่มขบกรามแน่นเพราะความไม่พอใจ เขาเพียรพยายามเอาอกเอาใจแพทตี้ทุกอย่าง นั่นก็เพราะชื่นชอบเธอมาก เธอเป็นนักแสดงสาวในดวงใจก็ว่าได้ แต่ดูสิ่งที่แพทตี้ทำกับเขาออกจะเกินไปหรือเปล่า
“สักวัน ผมจะทำให้พี่ลืมผมไม่ลง” ฐากูลยิ้มมุมปาก สายตามองไปยังแพทตี้ ถึงจะชื่นชอบมากแค่ไหน แต่เมื่อถูกมองข้ามราวกับเป็นอากาศธาตุที่ไร้คุณค่า มันก็สะสมความรู้สึกน้อยอกน้อยใจมากขึ้นเรื่อยๆ จนอยากเอาคืน อยากเอาชนะอยู่เช่นกัน ยิ่งแพทตี้เล่นตัว หยิ่งยโสราวกับเจ้าหญิงมากเท่าไหร่ ฐากูลก็ยิ่งอยากคว้าเธอให้ลงมาคลุกฝุ่นดูบ้าง
เสียงพูดคุยที่ดังมากผิดปรกติ ผู้คนก็มากมายกว่าทุกวัน รวมถึงภาพการมุงดูภายในตลาดเก่าที่มีอายุประมาณร้อยปี ทำให้ใครหลายต่อหลายคนอดที่จะหันไปมองยังที่มาของต้นเสียงและภาพเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ และหนึ่งในนั้นคือมธุรดา ฉายาแม่ค้าผลไม้หน้าหวานประจำตลาด ที่ชะเง้อมองจนพอจะรู้ว่าใครกันคือต้นเหตุของความโกลาหลขนาดย่อมนี้ ก่อนจะถึงบางอ้อ
“ดารามาถ่ายละคร” น้ำเสียงที่เอ่ยขึ้นมานั้นฟังดูตื่นเต้น มธุรดาหันไปส่งยิ้มแห้งๆ ให้แม่ค้าผลไม้แผงติดกันดูจะดีอกดีใจกับการเห็นดาราจนเก็บอาการแทบไม่อยู่
เธอส่ายศีรษะให้เบาๆ ก่อนจะตั้งอกตั้งใจขายผลไม้ซึ่งเป็นผลผลิตจากสวนของเธอเองซึ่งวันนี้ดูจะขายดีเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะมีกองละครมาใช้สถานที่ถ่ายทำก็เป็นได้ แม้มธุรดาจะเรียนจบระดับปริญญาตรี สามารถทำงานประจำเป็นสาวออฟฟิศ แต่งตัวสวยๆ ใช้ชีวิตในเมืองกรุงได้อย่างสบายๆ แต่เธอกลับปฏิเสธงานเหล่านั้น แล้วเลือกที่จะมาเป็นชาวสวนผลไม้ ใช้ชีวิตเรียบง่ายกับมารดาที่ราชบุรีสองคน
“ผลไม้ทั้งหมดนี่ขายเท่าไหร่คะ”
“เอ๊ะ! อะไรนะคะ” ความที่กำลังยืนคิดอะไรเพลินๆ ทำให้มธุรดาไม่ทันฟังจบประโยค
“พี่ถามว่า ผลไม้ทั้งหมดนี่ขายเท่าไหร่คะ พอดีพี่จะเหมาไปให้คนที่กองถ่ายทานนะคะ” หญิงสาวแต่งตัวด้วยชุดเดรสสีดำคลุมเข่าเอ่ยถามขึ้น คำสั่งนี้เป็นของเจ้านายเธออีกที การแต่งหน้า แต่งตัวเช่นนี้มธุรดามองแค่แวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนแถวนี้แน่นอน
“พี่จะเหมาผลไม้ของดาจริงๆ เหรอคะ” แค่มีคนมาซื้อผลไม้มธุรดาก็ยิ้มแป้นแล้ว แต่นี่กลับจะมาเหมาเธอจึงยิ้มกว้างยินดีเป็นที่สุด สมกับที่มารดาอวยพรเมื่อเช้าไม่มีผิด
“ค่ะ...ผลไม้น้องสด ดูน่าทานดี ว่าแต่ปลูกเองหรือเปล่าจ๊ะเนี่ย”
“ปลูกเองค่ะ ผลไม้พวกนี้ดาปลูกเองกับมือ เป็นผลไม้ปลอดสารพิษด้วยนะคะ” เจ้าของสวนผลไม้ยิ้มกว้างเมื่อมีคนชมผลผลิตที่ตั้งใจและเอาใจใส่ดูแลทุกขั้นตอน
“ดีๆ ว่าแต่มีบริการปอกให้พี่ไหม” ที่ถามเพราะเธอไล่แผงผลไม้แผงอื่นมาบ้างแล้ว แต่ไม่มีแม่ค้าคนไหนมีบริการปอกให้ด้วยนั่นเอง
“มีค่ะมี พี่จะให้ดาปอกผลไม้อันไหนบ้างคะ” มธุรดารีบขานรับ เรื่องเล็กๆ แค่ปอกผลไม้ให้ลูกค้าระดับวีไอพีที่เหมาผลไม้หมดแผงแบบนี้ มีหรือที่เธอจะบริการให้ไม่ได้
คำพูดคำจาของมธุรดาทำให้อีกฝ่ายสนอกสนใจ โดยเฉพาะแววตาที่สดใสยิ่งบวกกับรอยยิ้มอันมีเสน่ห์ของเธอด้วยแล้วก็ยิ่งให้น่ามอง แม้จะเป็นชาวสวนผลไม้ แต่ความสวยของมธุรดาก็โดดเด่น เพียงแค่ไม่มีโอกาสเผยตัวตนที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าซอมซ่อให้ใครได้เห็นก็เท่านั้น
“เอาฝรั่ง ชมพู่ แล้วก็มะม่วงมันจ้ะ”
“ได้ค่ะ”
“อ้อ...น้องมีจานสวยๆ สักใบไหม พอดีพี่จะแยกผลไม้ชุดหนึ่งไปให้เจ้านาย”
“ไม่มีค่ะ แต่เดี๋ยวดากลับไปเอาที่บ้านให้ บ้านดาอยู่ใกล้ๆ นี่เอง” มธุรดาส่งยิ้มให้ วันนี้เธอมีความสุขที่ผลไม้ขายได้มากกว่าการเห็นดารามาถ่ายละครเสียอีก
“งั้นก็ดีเลย พี่ฝากด้วยนะ อีกสักสองชั่วโมงเดี๋ยวพี่เดินมารับผลไม้ที่สั่งไว้”
“ค่ะ” มธุรดายิ้มรับอีกครั้ง ก่อนจะรีบขับมอเตอร์ไซด์คันโปรดกลับบ้านเพื่อเอาจานมาใส่ผลไม้ แต่ยิ่งรีบเหมือนจะยิ่งช้าเพราะแทนที่จะได้เข้าบ้านทันทีกลับมีรถจากไหนก็ไม่รู้จอดปิดทางเข้าบ้านเธอเสียนี่
มธุรดาจอดรถชิดกำแพงรั้วไม้ที่ล้อมรอบบ้านเธอไว้ ก่อนจะยืนเท้าสะเอวมองไปยังทะเบียนรถคันดังกล่าวที่ลงท้ายจังหวัดคือกรุงเทพมหานครด้วยแววตาไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“คนกรุงเทพฯ เค้าจอดรถกันอย่างนี้นะเหรอ มันน่าโมโหนัก” คนโมโหอดที่จะบ่นกระปอดกระแปดไม่ได้ ก่อนจะเดินไปบอกให้รถคันดังกล่าวเลื่อนออกไป เพราะเธอจะได้ขับรถเข้าบ้านได้อย่างสะดวก แต่จังหวะที่มธุรดากำลังยืนเท้าสะเอวอยู่ตรงประตูข้างรถตู้พร้อมตั้งท่าจะพูด ประตูอัตโนมัติก็เปิดออกเช่นกันพร้อมกับคนในรถที่กำลังก้าวเท้าลงมาด้วยความเร็ว
เพราะความใกล้แบบไม่ตั้งใจ จังหวะที่อีธานกำลังเงยใบหน้าขึ้นนั้น ปลายจมูกโด่งได้รูปของเขาก็สัมผัสเข้ากับปลายจมูกโด่งรั้นของหญิงสาวตรงหน้าเข้า เพียงนิดเดียวริมฝีปากทั้งคู่ก็เกือบจะสัมผัสกัน นั่นทำให้มธุรดาสะดุ้งแล้วขยับออกห่างทันที
ทุกอย่างรอบตัวดูจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ มธุรดายืนกะพริบตาปริบๆ ดวงตาสีน้ำตาลที่ปกคลุมไปด้วยแพขนตางอนตามธรรมชาติกำลังสบตากับดวงตาสีดำเข้มราวกับต้องมนต์สะกด อีธานเองก็สะดุดกับดวงตาคู่สวยของคนตรงหน้าเช่นกัน แม้ด้วยอาชีพทำให้เขาได้สบตาใครต่อใครมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ดวงตาคู่นี้ช่างสดใสกว่าดวงตาคู่ไหนที่เขาเคยเห็นมา ดูมีเสน่ห์ เย้ายวนอย่างบอกไม่ถูก ภาพของลออดาวที่กำลังเฟ้นหาตัวนักแสดงก็ลอยเข้ามาทันที
โฮ่ง โฮ่ง!!
เสียงเจ้าไข่เจียว สุนัขที่มธุรดาเลี้ยงไว้เฝ้าสวนดังขึ้นมาจากไกลๆ ทำให้ทั้งคู่หลุดออกจากภวังค์ ก่อนที่มธุรดาจะดึงสติกลับมา เมื่อครู่เธอเกือบเสียจูบแรกให้ผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้เข้าเสียแล้ว คิดแล้วก็น่าโมโห ผู้ชายคนนี้จอดรถขวางทางเข้าบ้านเธอยังไม่พอ ยังจะมาทำรุ่มร่ามกับเธออีก มธุรดาจึงผลักอกชายหนุ่มให้ออกห่างสุดแรง แต่เหมือนว่าคนรูปร่างสูงใหญ่อย่างอีธานนั้นแทบจะไม่ขยับไปไหนด้วยซ้ำ
“ไอ้คนฉวยโอกาส”
“ฉวยโอกาสยังไงครับ” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงถาม ยิ่งได้เห็นคนตรงหน้าโกรธจนหน้าดำหน้าแดงแบบนี้ก็ยิ่งอยากแกล้ง อยากเอาชนะ เพราะทุกวันนี้เขาเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับสภาวะรอบๆ ตัว ในฐานะที่เขาเป็นผู้บริหารสูงสุดซึ่งล้วนแต่คนเอาอกเอาใจ นานวันเข้าก็เริ่มเบื่อกับการต้องอยู่ในสังคมที่ต้องสวมหน้ากากตีสองหน้าเข้าหา โดยเฉพาะในวงการมายายิ่งแล้วใหญ่ หาใครที่จริงใจด้วยยาก ทุกคนล้วนแต่คบหาเพื่อประโยชน์ของตัวเองเกือบทั้งสิ้น หากวันใดเขามีโอกาสก็อยากหลบหนีความวุ่นวาย หาที่อยู่เงียบๆ พักสมองบ้างเหมือนกัน
“ก็ที่นายเกือบจะ...เอ่อ...จูบฉันเมื่อกี้” พูดเรื่องเมื่อครู่แล้ว มธุรดาก็รู้สึกอายปากชอบกล