เสียงพูดคุยที่ดังออกมาจากในบ้าน ทำให้ขวัญลดาที่พึ่งกลับเข้าบ้านชะงักเท้าทันที เธอจำเสียงของผู้หญิงได้ว่านั่นคือเสียงของแม่เธอเอง แต่เสียงผู้ชายไม่คุ้นหูสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพื่อนหรือใครก็ได้ทั้งนั้น แต่ที่ไม่เข้าใจคือทำไมแม่ต้องให้ผู้ชายเข้าไปนั่งคุยในบ้าน ทั้งๆ ที่เวลาตอนนี้เกือบจะสี่ทุ่มเข้าไปแล้ว
ขวัญลดายืนถอนหายใจอยู่หน้าบ้าน ลังเลว่าเธอควรจะเข้าไปตอนนี้หรือว่ารอให้แขกของแม่กลับไปก่อน ทว่าขณะที่กำลังยืนตัดสินใจอยู่นั้น คนในบ้านก็เดินออกมาเจอเข้า
“อ้าว! กลับมาแล้วหรือขวัญ” ขวัญใจเอ่ยถามลูกสาวที่เปรียบเหมือนสมบัติชิ้นสำคัญของตัวเองในเวลานี้ สมบัติที่เธอจะหามูลค่าให้มันเยอะๆ
“ค่ะแม่”
“นี่ไงจ๊ะพ่อเอก ขวัญลูกสาวคนเดียวของน้า” แค่ได้ยินประโยคนี้ขวัญลดาก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน พักนี้แม่ของเธอเป็นอะไรถึงชอบแนะนำให้เธอรู้จักกับคนนั้นคนนี้อยู่เรื่อย
“สวัสดีครับน้องขวัญ” เอกรัฐมองขวัญลดาด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ สายตาคู่นั้นทำให้คนถูกมองรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมาทันที
“สวัสดีค่ะ” ขวัญลดาเอ่ยทักทายไปตามมารยาทเท่านั้น
“พ่อเอกคุยกับน้องไปก่อนนะ น้าขอตัวไปดื่มน้ำสักแก้ว” ขวัญใจเอ่ยบอกเอกรัฐ เพราะอยากเปิดทางให้ได้ทำความรู้จักกับลูกสาวตัวเองมากขึ้น ซึ่งขวัญลดาก็รู้ทันผู้เป็นแม่เช่นกัน
“ขวัญเองก็เหนื่อย ขอตัวเข้าบ้านก่อนนะคะ”
“แต่แม่ว่าขวัญควรอยู่ทำความรู้จักกับพี่เอกเขาสักหน่อยนะ เพราะอีกไม่นานลูกก็ต้องแต่งงานกับพี่เขาแล้ว” คำพูดของผู้เป็นแม่ทำให้ขวัญลดาตกใจจนชะงักไปทันที ก่อนจะเอ่ยถามกลับมาเสียงสั่น
“แต่งงานเหรอคะ”
“ใช่...แม่ไปให้หลวงปู่ที่วัดดูฤกษ์แต่งลูกกับพี่เขามาแล้วนะ เวลาอีกสองอาทิตย์ลูกน่าจะเตรียมตัวทัน”
“ไม่ทันก็ไม่เป็นไรหรอกครับน้าใจ เพราะยังไงผมก็อยากแต่งงานกับน้องขวัญ” เพราะถูกตาต้องใจตั้งแต่แรกเห็น เอกรัฐจึงหมายมั่นอยากได้ขวัญลดาไปเป็นภรรยาเช่นกัน ถ้าได้แต่งงานกับคนสวยๆ แบบนี้ต่อให้นี่จะเป็นการแต่งงานแบบคลุมถุงชนเขาก็ไม่เกี่ยง อีกอย่างเธอก็เหมือนคนหัวอ่อนว่านอนสอนง่าย หลังแต่งงานไปเขาจะทำอะไรหรือให้เธอทำอะไร ขวัญลดาก็คงอยู่ในโอวาท
“แต่ขวัญไม่อยากแต่ง”
“เอ่อ...เรื่องนี้ไว้ให้น้าคุยกับน้องเองนะพ่อเอก ตอนนี้ขวัญคงกำลังตกใจอยู่ เลยรีบปฏิเสธไปหน่อย” ขวัญใจออกตัวเพราะไม่อยากให้เอกรัฐโกรธเคือง เพราะขืนเป็นแบบนั้นแล้วอีกฝ่ายทวงเงินที่เธอติดค้างอยู่ขึ้นมา คราวนี้จะยิ่งแย่
“ครับ...งั้นวันนี้ผมขอตัวกลับก่อน”
“จ้ะๆ” ว่าที่แม่ยายเอ่ยรับจนลิ้นพันกัน
“พี่กลับก่อนนะครับน้องขวัญ” ก่อนกลับเอกรัฐก็หันมาพูดกับขวัญลดาอีกสักเล็กน้อย
“เชิญค่ะ” ขวัญลดาเอ่ยรับด้วยสีหน้าบึ้งตึง เธอแสดงความไม่เป็นมิตรกับเอกรัฐอย่างไม่ปิดบัง หวังให้ชายหนุ่มถอดใจทว่ายิ่งเธอพยศเอกรัฐกลับยิ่งนึกสนุกกับความอยากเอาชนะ นั่นเพราะปกติเขาเจอแต่คนอ่อนน้อมยอมเขาไปเสียหมด ยอมจนเขารู้สึกเบื่อหน่ายแล้วนั่นเอง
เมื่อประตูรั้วบ้านปิดลงนั่นหมายถึงแขกของผู้เป็นแม่กลับไปแล้ว ขวัญลดาก็มองขวัญใจด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจและผิดหวัง กี่ครั้งแล้วที่เธอต้องกลับมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ กี่ครั้งแล้วที่เธออดรู้สึกน้อยใจแม่ไม่ได้ว่าทำไมถึงอยากให้เธอรีบแต่งงาน และเพราะความอัดอั้นทำให้เธอเอ่ยถามในสิ่งที่ไม่ควรถามออกไป
“แม่ขายขวัญให้เขาไปเท่าไหร่”
“ทำไมถึงพูดใส่ร้ายแม่แบบนั้น มีแม่ที่ไหนขายลูกตัวเองกินบ้าง” แม้จะรู้อยู่เต็มอกแต่ขวัญใจกลับยืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมรับง่ายๆ ว่าตอนนี้เธอนั้นกำลังขายลูกกินอย่างที่ขวัญลดาพูดจริงๆ เพราะหนี้เก่าเอกรัฐก็สะสางให้จนหมด ส่วนหนี้ใหม่ที่ติดค้างเขาก็จะหายกันเมื่อขวัญลดายอมแต่งงานด้วย
“โอเค...แม่ขอสินสอดเขาไปเท่าไหร่”
“ไม่ได้ขอสักบาท”
“งั้นขวัญถามใหม่ แม่ติดหนี้เขาอยู่เท่าไหร่” ประโยคนี้เสียดแทงความรู้สึกของคนฟังอย่างจัง ในขณะที่คนพูดนั้นหัวใจกำลังแตกสลายเช่นกันเพราะไม่คิดว่าแม่แท้ๆ จะทำแบบนี้กับเธอ ขวัญลดาพยายามห้ามน้ำตาของความทุกข์ใจไว้อย่างสุดกำลัง ตั้งแต่เรียนจบมาเธอก็ทำงานหาเงินเข้าบ้านทุกอย่าง บางครั้งยังต้องเจียดเงินเหล่านั้นตามใช้หนี้ให้แม่อีกนับครั้งไม่ถ้วน
ขวัญลดารู้สึกเหนื่อยจนท้อ บางครั้งก็ถึงกับอยากหนีไปจากที่นี่ อยากตัดขาดกับแม่รวมถึงกับทุกคน อยากไปใช้ชีวิตในแบบที่เธอต้องการบ้าง แต่ยิ่งโตขึ้นกลับรู้สึกว่าความสุขที่ต้องการนั้นไกลตัวออกไปทุกที
“ไม่มากหรอกลูก” ขวัญใจตอบอ้อมๆ แอ้มๆ ท่าทางมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด ขวัญลดายังคงถามย้ำเรื่องยอดเงิน
“เท่าไหร่คะแม่”
“ก็แค่เกือบๆ ล้านเท่านั้นเอง”
“แม่” ขวัญลดาอุทานออกมาอย่างตกใจ เกือบๆ ล้านหรือไม่มากเท่าไหร่ มันมากจนชีวิตนี้เธอไม่รู้จะหาเงินมาใช้ได้หมดหรือเปล่าด้วยซ้ำ
“แม่ขอโทษ พอดีช่วงนั้นแม่ดวงตกทำอะไรก็ไม่ขึ้น มารู้ตัวอีกทีก็เป็นหนี้ที่บ่อนไปแล้ว พ่อเอกเขาก็เป็นคนดีมากเลยนะ พอรู้ว่าแม่ไม่มีเงินก็ไม่ยอมยึดบ้านยึดอะไร แต่จะให้ขวัญแต่งงานกับเขาแทน”
“คนแบบนั้นหรือคะเรียกว่าคนดี ขวัญมองไม่เห็นความดีจากเขาเลยสักนิด” คนในบ่อนในวงพนันหรือคนดี ดีแต่ปากจิตใจจ้องแต่จะหาผลประโยชน์มากกว่า
“ขวัญเองก็อย่าพึ่งปิดใจกับพี่เขา ถ้าได้รู้จักกันจริงๆ ลูกอาจ...” ยังไม่ทันที่ขวัญใจจะพูดจนจบประโยค ขวัญลดาก็แทรกขึ้น
“ถ้าขวัญต้องแต่งงานกับคนแบบนั้นจริงๆ ชีวิตนี้คงเหมือนตกนรกทั้งเป็น คงไม่มีความสุขไปทั้งชาติแน่ แม่อยากให้ขวัญเป็นแบบนั้นหรือไง”
“แล้วขวัญอยากเห็นแม่ตายเหรอ” เมื่อจนมุมจะเกลี้ยกล่อมขวัญลดาให้ยอมแต่งงานกับเอกรัฐ ขวัญใจก็ยกความตายมาเป็นข้ออ้าง รวมถึงสีหน้าและน้ำเสียงก็เริ่มไม่พอใจที่ขวัญลดาไม่ทำตามคำขอของตัวเองแบบนี้
“แม่จะตายได้ยังไง ในเมื่อแม่บอกเองว่าเขาเป็นคนดีมาก เงินที่แม่ติดไว้เขาก็คงยกให้”
“ยกให้ก็จริง แต่ข้อแม้คือขวัญต้องแต่งงานกับเขาไง นะขวัญ ช่วยแม่สักครั้ง ถือว่าตอบแทนบุญคุณที่แม่เลี้ยงลูกมาจนโต” เมื่อความตายยังใช้ไม่ได้ผลจึงหยิบเอาเรื่องบุญคุณมาทวงซ้ำอีก
“แม่” ขวัญลดาอุทานออกมาอย่างเจ็บปวด เธอเดินเข้าบ้านไปทันที เมื่อเข้ามาในห้องนอนได้จึงรีบล็อคประตูก่อนจะทรุดตัวลงไปนั่งร้องไห้กับพื้น
งานที่ทำอยู่ทุกวันนี้แม้จะเหนื่อยแต่มันเทียบไม่ได้กับความรู้สึกเหนื่อยใจ ท้อแท้และไร้ซึ่งความหวังอย่างที่เกิดขึ้นตอนนี้ เธอไม่อยากแต่งงานกับใครหน้าไหนทั้งนั้น ต่อให้ตายก็จะไม่แต่งเป็นอันขาด
ขวัญลดาสะบัดหน้าให้ผู้เป็นแม่ พอคล้อยหลังก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่กำลังไหลทันที ในขณะที่ขวัญใจกลับไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับเรื่องที่ก่อเลยแม้แต่น้อย แถมยังวางแผนให้เอกรัฐรีบมาพาตัวขวัญลดาไปเร็วๆ ก่อนที่ลูกสาวเธอจะคิดหนีไปที่อื่น
ทว่าคืนนั้นขวัญลดากลับวางแผนที่จะไปจากที่นี่ ต่อให้แม่จะโกรธจะเกลียดเธอก็ต้องไป เธอจัดการเก็บเสื้อผ้าและของใช้ใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย ก่อนจะโทรหาเพื่อนสนิทเพื่อนัดแนะขอติดรถไปลงกรุงเทพฯ ด้วย เพราะรายนั้นพึ่งจะกลับมาเยี่ยมบ้าน
“เอาแบบนี้จริงๆ เหรอขวัญ”
“อือ...แบบนี้แหละ”
“เฮ้อ...ป้าใจนะป้าใจ ทำไมถึงเข้าบ่อนจนเป็นหนี้เป็นสินมากมายแบบนั้นด้วยก็ไม่รู้” เกสรถอนหายใจออกมาหนักๆ ถ้าเธอมีแม่แบบนี้ก็คงหนีเหมือนกัน
“สงสารฉันนี่ จู่ๆ ให้ไปแต่งงานใช้หนี้แทนแม่ ละครน้ำเน่าชัดๆ”
“ละครที่ไหน ชีวิตจริงแกล้วนๆ เลยนี่แหละ”
“ฮือ” ขวัญลดาแกล้งร้องไห้ นั่นเพราะก่อนหน้านี้เธอร้องจนตาปูดตาบวม น้ำตาแห้งไปจนหมดแล้วนั่นเอง
“แต่ฉันดีใจนะ ที่แกนึกถึงฉันเป็นคนแรก”
“ไม่ให้นึกถึงแกแล้วจะให้ฉันนึกถึงใครเล่า ฉันมีแกเป็นเพื่อนรักเพื่อนแท้อยู่คนเดียวนี่นา อีกอย่างขอโทษนะ ที่ทำให้แกพลอยลำบากใจไปด้วย”
“ไม่เป็นไร แล้วนี่คิดไว้หรือยังลงไปกรุงเทพฯ จะไปทำงานอะไร”
“ยังคิดไม่ออก”
“เดี๋ยวช่วยคิด” เกสรเอ่ยบอกเพราะเธอกับ ขวัญลดานั้นโตมาด้วยกัน พึ่งมาแยกกันไปก็ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เพราะเธอเลือกไปที่กรุงเทพฯ ส่วนขวัญลดาเรียนที่บ้านเกิดคือเชียงรายแทน
“อืม ขอบใจแกมากนะ” ขวัญลดาเอ่ยบอกอีกครั้งก่อนจะวางสายจากกันไป คืนนั้นเธอนอนไม่หลับด้วยซ้ำ รออย่างใจเย็นกระทั่งถึงเวลานัดแนะกับเกสรในตอนเช้ามืดจึงสะพายกระเป๋าไว้บนบ่าแล้วค่อยๆ ย่องลงไปจากบ้าน
ยืนมองห้องนอนของแม่ที่เวลานี้ยังคงปิดไฟสนิทครู่หนึ่ง เพราะถ้ามีตัวเลือกอื่นเธอคงไม่ตัดสินใจทำแบบนี้แน่นอน หวังว่าแม่จะเข้าใจและให้อภัยเธอ
“ขวัญ...สายมากแล้วนะ ทำไมวันนี้ถึงยังไม่ตื่นไปทำงานทำการอีก…หา” ขวัญใจเคาะประตูห้องนอนลูกสาวพร้อมเอ่ยเรียกด้วยเสียงไม่พอใจอยู่นานสองนาน แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากขวัญลดา นั่นพลอยทำให้เธอใจเสียกลัวว่าขวัญลดาจะคิดสั้น จึงต้องกลับไปหยิบกุญแจสำรองออกมาเปิด
ทันทีที่ประตูห้องถูกเปิดออกเธอก็เดินตามหา ขวัญลดาไปทั่วทั้งห้อง ทว่ากลับเจอเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น เรียกหาเท่าไหร่ก็ยังคงไร้เสียงตอบรับกลับมา จึงคว้าโทรศัพท์ออกมากดโทรหาลูกสาวแต่อีกฝ่ายกลับไม่ยอมรับสาย เวลานั้นเสียงโทรศัพท์ก็อื๊ดๆๆ ดังอยู่ในกระเป๋าของขวัญลดา
“รับสายสิวะ” ขวัญใจเอ่ยบอกลูกสาวอย่างร้อนใจ นั่นเพราะหากขวัญลดาหนีไปจริงๆ เธอก็แย่นะสิ เมื่อคืนเธอไม่น่าชะล่าใจน่าจะล็อคประตูขังขวัญลดาไว้เสียในห้องคงดีกว่านี้
ขวัญลดาถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะพิมพ์ข้อความและกดส่งกลับไปหาแม่ทางไลน์ จากนั้นก็ปิดเครื่องทันที
‘ขวัญขอโทษนะคะแม่ แต่ขวัญแต่งงานกับใครไม่ได้ทั้งนั้น เงินที่แม่ติดหนี้ไว้ขวัญจะพยายามหามาใช้คืนเขาให้ ขวัญอาจเป็นลูกที่อกตัญญูไม่ทำตามที่แม่บอก แต่ขวัญก็ไม่อยากตกนรกทั้งเป็นจริงๆ ขอบคุณที่แม่เลี้ยงขวัญมา’
“อีนังลูกไม่รักดี” ทันทีที่อ่านข้อความที่ขวัญลดาส่งมาให้จนจบ ขวัญใจก็สบถพร้อมกับกรีดร้องออกมาอย่างไม่พอใจ สีหน้าเวลานี้บึ้งตึงและพาลโกรธเกลียดคนที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกที่ทิ้งให้ตนใช้หนี้และรับหน้าเอกรัฐอยู่คนเดียวแบบนี้
ขวัญใจกำลังใช้สมองคิดหาทางเอาตัวรอด รวมถึงคิดว่าเวลานี้ขวัญลดาจะไปอยู่กับใครที่ไหน กระทั่งนึกออกว่าเกสรกลับมาเยี่ยมพ่อแม่เมื่อวันก่อนและจะกลับกรุงเทพฯ วันสองวันนี้ ขวัญใจจึงไม่รอช้าโทรศัพท์ไปหาเพื่อนสนิทของลูกสาวทันที แต่คำตอบที่ได้จากเกสรคือไม่รู้ไม่เห็น
“อย่าให้รู้นะว่าโกหกป้า”
“สรไม่ทำแบบนั้นหรอกค่ะ นี่พอรู้ว่าขวัญหายไปสรก็ใจเต้นตึกๆ ตกใจไปหมด น้าใจไปแจ้งความหรือยังคะ” ตอนพูดเกสรเอานิ้วกลางไขว้กับนิ้วชี้ เพราะตอนนี้เธอกำลังโกหกอยู่แต่เป็นการโกหกแบบจำเป็น ฉะนั้นต้องไม่บาปแน่นอน
“ยัง...น้าจะลองตามหาตัวดูก่อน”
“ถ้ามีอะไรให้สรช่วยก็บอกนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ขอบใจ” ขวัญใจบอกแค่นั้นแล้ววางสายไปทันที ในขณะที่เกสรถึงกับเป่าลมออกปากหนักๆ อย่างโล่งอก ส่วนขวัญลดายังคงนิ่งไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เพราะรู้ว่าแม่ต้องตามหาแน่นอน
“แกเห็นดวงอาทิตย์นั่นไหม”
“เห็น”
“ชีวิตคนเราก็เหมือนดวงอาทิตย์ มีขึ้นมีลงมีวันฟ้าสว่างมีวันฟ้าหม่น ชีวิตแกตอนนี้อาจกำลังเจอวันที่ฟ้าหม่นอยู่ก็ได้ อีกหน่อยมันจะสว่างวาบเชื่อฉัน”
“สว่างวาบด้วยนะ”
“ใช่...ทุกปัญหามันย่อมมีทางออก” เกสรตบบ่าของขวัญลดาหนักๆ อย่างเข้าใจและเห็นใจ แต่ไม่นานสีหน้ากลัดกลุ้มกับเกิดขึ้นกับเธอเสียเอง นั่นเพราะการพาขวัญลดาไปกรุเทพฯ ด้วยครั้งนี้ เพื่อนสนิทอาจรู้ความลับบางอย่างที่เธอปกปิดมันไว้มาตลอดเข้า
รถคันเก่าที่ซื้อมาจากน้ำพักน้ำแรงของเกรสมุ่งหน้าไปยังบ้านในกรุงเทพฯ ซึ่งมันคือบ้านเช่าแถบชานเมือง ทันทีที่ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของเพื่อน ทำให้ขวัญลดารู้ว่าที่ผ่านมานั้นเกสรใช้ชีวิตแบบไหน ชีวิตในเมืองกรุงมันไม่ได้สวยหรู อยู่ง่ายหรือสะดวกสบายอะไรเหมือนคนที่หมู่บ้านคิดเลยสักนิด
คนที่นี่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดอย่างถึงที่สุด แม้ครอบครัวของเกสรจะมีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง แต่การต้องมาเรียนรวมถึงทำงานที่นี่เหมือนมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งเธอก็กำลังจะทำแบบนั้นเช่นกัน
“แม่ขา กลับมาแล้วหรือคะ” ทันทีที่เห็นรถเข้ามาจอดตรงหน้าบ้าน เสียงเล็กๆ ของเด็กหญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น พร้อมกับวิ่งเข้ามาโอบกอดผู้เป็นแม่ไว้อย่างคิดถึง ภาพที่เห็นทำให้ขวัญลดายืนมองตาปริบๆ
“กลับมาแล้วค่ะ” เกสรเอ่ยตอบลูกสาวด้วยเสียงอันอบอุ่น แววตาที่ทอดมองเด็กหญิงก็เต็มไปด้วยความรักจนล้นใจ ก่อนจะหันมาคุยกับขวัญลดา “นี่น้องพอใจ ลูกสาวของเราเอง”
“ลูกสาวหรือว่าที่แกไม่กลับไปบ้านเลยช่วงหนึ่งเพราะ...”
“ฉันท้องน่ะ ส่วนพ่อของน้องพอใจก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร เราสองคนเลยตั้งใจจะช่วยกันเก็บเงินอีกสักพักแล้วจะกลับไปขอขมาพ่อกับแม่” เกสรเอ่ยบอกถึงความตั้งใจของเธอกับสามี ในขณะที่น้องพอใจก็ยืนมองขวัญลดาอย่างสนใจเช่นกัน
“แล้วทำไมแกถึงไม่บอกฉันสักนิด ถ้าฉันรู้มาก่อนคงไม่มารบกวนแก”
“รบกวนอะไรกันเล่า” เกสรยิ้มให้นั่นเพราะเธอเต็มใจช่วยขวัญลดาจริงๆ แต่สำหรับขวัญลดาแล้วกลับรู้สึกยิ่งเกรงใจ บ้านเช่าแบบนี้อยู่กับสามคนพ่อแม่ลูกก็คับแคบจะแย่แล้ว มีเธอเพิ่มเข้ามาอีกคงยิ่งอึดอัด แต่จะขยับขยายตอนนี้ก็ยังไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน
“เพื่อนสรจะอยู่กับเราที่นี่อีกนานแค่ไหน”
“คงจนกว่าจะหาห้องเช่าได้นั่นแหละพี่”
“หวังว่าจะเร็วๆ นี้นะ เพราะรู้ๆ อยู่ว่าบ้านเรามันคับแคบ”
“อือ” เกสรเอ่ยรับคำสามี เพราะรู้ว่าขวัญลดากำลังหนีร้อนมาพึ่งเย็น เธอเองก็อยากช่วยให้จนถึงที่สุดแต่สถานการณ์ส่วนตัวของเธอมันก็คล้ายจะไม่เอื้อ
ในขณะที่ขวัญลดาก็บังเอิญได้ยินทั้งคู่คุยกันจึงยิ่งเครียด เธออยากได้งานก่อนแล้วค่อยย้ายอออก ตั้งแต่มาถึงจึงออกไปตระเวนหางานทำทุกวันแต่กลับไม่มีที่ไหนรับ สุดท้ายเกสรก็อดสงสารไม่ไหวจึงเสนอตัวหางานให้
“ฉันกลัวว่าจะทำไม่ได้”
“ไม่ได้ยากอะไรเลย แกแค่ไปเดินผ่านกล้องแค่นั้น นักแสดงสมทบพวกนี้ได้เงินดีด้วยนะ ทำงานไม่กี่ชั่วโมงได้เงินเกือบหมื่นแล้ว” ยอดเงินที่ได้ยินทำให้หัวใจของ ขวัญลดาพองโตแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังคงกังวล
“แต่เขาจะรับเราเหรอสร”