ตอน 1

สายฝนซัดสาดกระเซ็นกระทบกระจกหน้าต่างเม็ดแล้วเม็ดเล่าอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด บรรยากาศเบื้องนอกถูกคลี่คลุมด้วยราตรีกาล หากยังคงสว่างไสวด้วยแสงไฟระยิบระยับ...แสงสีแห่งเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับใหลไปตามกาลเวลา

บนชั้นสูงสุดของคอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของห้องนั่งพิงประตูกระจกบานเลื่อนข้างเตียงขนาดคิงไซส์­ บนกระจกมีหยดน้ำฝนเกาะพราวและมีละไอฝ้าจนแทบมองไม่เห็นเบื้องนอก ใบหน้าของหล่อนแนบอยู่กับกระจกเย็นเฉียบ

กายของหล่อนเปลือยเปล่า มีผ้าห่มสีขาวห่มคลุมตั้งแต่ส่วนไหล่ลงไป ลำคอที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมานั้นมีรอยแดงเป็นจ้ำๆ และพอจะเดาได้ว่าผิวเนื้อต่ำลงไปนั้นคงมีลักษณะไม่ต่างกัน

าลดัดเป็นลอน เคยสยายเต็มแผ่นหลังและมักจะพลิ้วไหวตามแรงลมอย่างดงาม บัดนี้กลับพันกันยุ่งเหยิงราวกับไม่ได้หวีมาหลายวัน

แก้มของหล่อนขาวซีด หากริมฝีปากกลับบวมแดงช้ำเสมือนถูกใครบางคนบดเบียดเคล้าคลึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไร้ปรานี ไหล่ที่เคยตั้งตรง บัดนี้กลับห่อเข้าหากัน...เป็นสภาพที่ใครๆ ต่างไม่คุ้นชิน แม้แต่ตัวหล่อนเอง

สายฝน นาฏยรัตน์ในตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากนกปีกหัก หล่อนนั่งเหม่อลอย ทอดสายตามองออกไปภายนอกอย่างไร้จุดหมาย

แม้มองเห็นเพียงละไอฝ้าสีขาวที่เกาะบนกระจก หล่อนกลับไม่คิดขยับตัว

ดวงตาของหล่อนแดงก่ำ น้ำตาคงเหือดแห้งไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความหม่นโศกและแห้งแล้งในดวงตาที่เคยชุ่มฉ่ำวับหวานเชื้อเชิญ

ดวงตาอันทรงเสน่ห์ เหลือเพียง...ความเจ็บปวดรวดร้าว

ความสง่างามและเซ็กซี่ที่ใครๆ ต่างชื่นชม เหลือไว้เพียง ‘ซาก’ ที่ถูกฉีกทึ้งจนย่อยยับ

นานเท่านาน จวบจนรุ่งสาง หล่อนจึงขยับกาย

สายฝนหยัดกายยืน ขาสั่น กายสะท้าน ความเจ็บปวดตรง ใจกลางเรือนร่างทำให้หล่อนต้องเปล่งเสียงครางอย่างทรมาน

เมื่อหยัดยืนเต็มสองเท้า แทนที่จะเดินออกไปจากตรงนั้น...จากห้องที่หลงเหลือกลิ่นของใครคนนั้น และจากเตียงที่ยังคงมี ‘หลักฐาน’ ระหว่างเขาและหล่อน สายฝนยังคงปักหลักยืนอยู่เบื้องหน้าประตูกระจกเลื่อน มองดวงตะวันที่ค่อยๆ ทอแสงขับไล่ความมืดมิดของราตรีกาลทีละน้อยๆ

ตะวันทอแสงมากเท่าไร ใจของหล่อนกลับยิ่งมืดดับมากเท่านั้น

หญิงสาวปิดเปลือกตา กล้ำกลืนน้ำตาให้รินไหลอยู่ในอก

รอยมลทินที่ใครบางคนฝากฝังไว้บนตัวหล่อนไม่มีทางลบเลือน

หากรอยรักที่สลักลึกในหัวใจหล่อนมากกว่าสิบปีก็ไม่มีทีท่าว่าจะจางหายเช่นเดียวกัน!

ตอน 2

“ฝน!” หญิงสาวร่างเล็กผิวพรรณผุดผ่อง สวมเดรสผ้าลูกไม้สีชมพูหวานผุดลุกขึ้นยืนแล้วฉีกยิ้มกว้างพร้อมกับโบกมือเหยงๆ ทำให้คนที่เพิ่งผลักประตูเข้ามาด้านในอดยิ้มตอบไม่ได้ เจ้าหล่อนมีใบหน้าอ่อนเยาว์ ดูอายุน้อยกว่าความเป็นจริง ผมดำขลับถักเปียไว้ทางด้านหลังยิ่งทำให้หล่อนเหมือนเด็กสาววัยมหา’ ลัยมากกว่าสาววัยทำงาน

“นึกว่าจะไม่มาเสียแล้ว” อีกฝ่ายปรี่เข้ามาหา เอื้อมมือนุ่มๆ คว้าแขนของคนที่เพิ่งก้าวผ่านประตูมาลากไปที่โต๊ะกลางร้าน

โต๊ะตัวยาว บัดนี้มีชายหนุ่มหญิงสาวเกือบยี่สิบคนนั่งจับจองและพูดคุยกันอย่างออกรส ครั้นเห็นหล่อนก็พากันโบกไม้โบกมือ ส่งเสียงโห่ร้อง บ้างก็เอ่ยแซว

“คุณหนูฝนมาด้วยโว้ยวันนี้!”

คนพูดเป็นชายหนุ่มผิวคล้ำร่างใหญ่ ไว้หนวดเคราจนเขียวครึ้ม แต่ที่ทำให้ดูดีคือลักยิ้มบนแก้มซ้ายที่เรียกว่าเป็นเสน่ห์ที่ทำให้สาวน้อยมากหน้าหลายตามาติดพัน

“วันนี้ว่างหรือจ๊ะฝน”

คนถามคือคนที่นั่งอยู่ข้าง เป็นสาวร่างแบบบาง ผมสีน้ำตาลทองยาวประบ่าดัดเป็นลอนเล็กน้อย เจ้าหล่อนสวมเสื้อสายเดี่ยวคว้านคอลึกจนเกือบจะเห็นไปถึงไหนต่อไหน ดวงตาที่ทอดมองมาไม่เชิงเป็นมิตร หากก็ไม่นับว่าเป็นศัตรู

สายฝนเพียงยกยิ้มบางๆ ทำหูทวนลมไม่สนใจ หย่อนกายลงนั่งข้างหญิงสาวคนที่เดินออกไปต้อนรับหล่อนอย่างยินดี สองตากวาดมองซ้ายขวาราวกับหาอะไรบางอย่าง

“มาไม่ครบหรอก”

ราวกับรู้ใจ นลินพูดขึ้นทันทีที่เห็นอากัปกิริยาของหล่อน

“ไอ้เต้ ไอ้อิน ยายมน ยายแก้มติดธุระมาไม่ได้” คนฟังทำเพียงเลิกคิ้ว ไม่ได้สนใจอะไรนัก กระทั่งประโยคสุดท้าย “ส่วนลูกศร...ได้ยินว่าอาจจะไม่มา”

หล่อนหันขวับไปมองคนพูดอย่างสนใจ คิ้วเรียวโค้งสวยขมวดมุ่น แววตาเปี่ยมด้วยความสงสัย

“ทำไม...” คนถามมองสบตา เอียงคอมองผู้เป็นเพื่อนอย่างสงสัย

ใครๆ ก็รู้ คนอย่างสายฝน นาฏยรัตน์ ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจนเช่นนี้ ใบหน้าของหล่อนมักจะเรียบเฉย นานครั้งถึงจะมีรอยยิ้มประดับบนริมฝีปาก และยิ้มนั้นมักจะน้อยกว่าน้อย จนถ้าไม่สังเกตดีๆ ก็คงไม่เห็น

‘ยายฝนน่ะมันหยิ่งจะตาย อย่าไปคุยกับมันเลย’

‘ทำตัวเชิดๆ อย่างกะสวยตายละ!’

‘ยายฝนมันไม่เคยเห็นหัวพวกเราหรอก!’

ประโยคเหล่านั้น มักเป็นสิ่งที่ใครๆ ได้ยินจนคุ้นชิน หากผู้เป็นหัวข้อของการซุบซิบนินทามักจะทำเป็นไม่ใส่ใจ มีบ้างที่มองด้วยหางตาราวกับอาฆาตแค้น แต่ก็แค่นั้น...สายฝนไม่เคยทำร้าย ต่อว่าหรือด่าทอใครแม้สักคน ถึงใครๆ จะบอกว่าหล่อนนิสัยไม่ดี เห็นแก่ตัว เย่อหยิ่ง จองหอง หล่อนก็ยังคงเป็นหล่อน...เริดๆ เชิดๆ เย่อหยิ่ง และไม่สนคำพูดของใคร

ทว่าวันนี้ เมื่อพูดถึงลูกศร ความสนอกสนใจที่แสดงออกมาทางสีหน้าทำให้เพื่อนที่นับว่าสนิทกว่าใครอย่างนลินอดแปลกใจไม่ได้

“ฝนอยากเจอลูกศรหรือ”

คนถูกถามเม้มริมฝีปาก ก่อนส่ายหน้า

“เปล่า...เปล่าหรอก”

บทสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อสายฝนเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำที่ บริกรเพิ่งเทน้ำใส่ลงไปจนเต็มแก้วเมื่อครู่นี้ขึ้นมาจิบ แขนข้างหนึ่งกอดอกไว้ หลังเอนพิงพนัก ขาข้างหนึ่งยกขึ้นมาไขว่ห้าง ไหล่และคอตั้งตรง หน้าเชิด...มาดแบบนี้ เพื่อนบางคนเคยซุบซิบ

‘นางพญาหงส์!’

กับอีกบางคนอดไม่ได้ที่จะค่อนขอด

‘พวกคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ไม่เคยเห็นหัวใคร!’

และก็มาดแบบนี้อีกเช่นกันที่ทำให้สายฝนมีเพื่อนน้อยมาก บางคนคบหาเพื่อผลประโยชน์ บางคนคบไปตามมารยาท...ที่จริงใจต่อหล่อนที่สุด เห็นจะมีแต่นลินเพียงคนเดียวเท่านั้น

แต่เจ้าตัวก็ชินเสียแล้ว หล่อนไม่โหยหาหรือเรียกร้องต้องการให้ใครมาคบหล่อน อยากคบก็คบ ไม่อยากคบก็ต่างคนต่างไปก็เท่านั้น

“เอ...ยายลูกศรมันจะไม่มาจริงๆ หรือเนี่ย”

เพื่อนคนหนึ่งพึมพำขึ้นมา ตามมาด้วยคำถามอีกสองสามประโยคจากบรรดาเพื่อนคนอื่นๆ

“ไม่ได้เห็นหน้ามันตั้งห้าปี ไม่รู้มันเป็นไงบ้าง”

“พวกแกมีใครเคยเจอมันบ้างวะ”

“หน้าตามันเปลี่ยนไปหรือเปล่าวะ...คงสวยขึ้น”

“เมื่อก่อนมันป๊อบจะตาย ฉันละอิจฉามันจริงๆ มีแต่คนหล่อๆ มาจีบมัน!”

เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ สายฝนไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยนิด หล่อนสนใจแต่จิบเบียร์ที่เพิ่งสั่งบริกรเมื่อครู่นี้...จิบแล้วจิบเล่า ไม่สนใจจะเข้าร่วมวงสนทนา

“เออ! ว่าแต่มันเลิกกับพี่หมอกหรือยัง ใครรู้บ้าง”

มือที่ถือแก้วเบียร์รีบวางลงทันที ริมฝีปากเม้มเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว

“เคยเลิกกันตอนมันอยู่ปีสาม แต่ตอนนี้ฉันได้ยินว่ากลับมาคบกันแล้วนะ”

“แกไปรู้มาจากไหนวะ”

ก่อนที่ใครคนนั้นจะตอบ เสียงกระดิ่งประตูที่ดังกรุ๊งกริ๊งเรียกให้ทั้งหมดหันไปมอง จึงพบว่าผู้ที่กำลังเป็นหัวข้อสนทนาอยู่ในขณะนี้กำลังเปิดประตูและก้าวเข้ามาด้านในพร้อมกับรอยยิ้ม

บรรดาเพื่อนๆ ต่างร้องทักอย่างยินดี พลันอุทานอย่างพร้อมเพรียงเมื่อเห็นคนที่เดินตามหลังมา

ชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อยืดสีขาวล้วนสวมทับด้วยเสื้อเชิ้ตยีนแขนยาวที่พับไว้เหนือข้อศอกกับกางเกงยีนสีเข้ม รองเท้าที่เขาสวมเป็นรองเท้าผ้าใบเก่าๆ

แสงตะวันที่สาดส่องผ่านกระจกเข้ามา กระทบใบหน้าของชายผู้นั้นจนทำให้สายฝน มองเห็นใบหน้าของเขาเป็นเพียงเงารางเลือน

รางเลือน...ดั่งเช่นความทรงจำที่ถูกกักเก็บไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ

ครั้งหนึ่ง ความทรงจำเหล่านั้นถูกปิดล็อกไว้อย่างแน่นหนา ทว่าวันนี้...เพียงพบกันแค่เสี้ยววินาที เปลือกที่ห่อหุ้มกลับ กะเทาะออกทีละน้อย ความทรงจำเมื่อวันวานค่อยๆ ผุดพร่าง

ความรู้สึกบางอย่างหลั่งไหลจนท่วมท้นหัวใจ

สายฝนแทบจะผุดลุก แต่เพราะควบคุมตัวเองเป็นอย่างดีมาตลอด ทำให้หล่อนยังนั่งอยู่บนเก้าอี้...มาดนางพญาโดดเด่นกว่าใครอื่น

เขาหันมามองหรือไม่ หล่อนไม่รู้ เพราะตาของหล่อนพร่ามัวจนแทบไม่เห็นอะไร

“พี่หมอก!”

เสียงของนลินที่เรียกชายผู้นั้นดังก้องอยู่ในหัวของหล่อน มันสะท้อนกลับไปกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า เสมือนฉุดดึงหล่อนกลับสู่ม่านหมอกความทรงจำเมื่อครั้งวันวาน...ในวันที่หล่อนพบกับผู้ชายคนนี้เป็นครั้งแรก

‘เดี๋ยวพ่อให้นายพันไปรับฝนนะลูก ยายรุ้งไม่สบาย พ่อต้องรีบพาไปหาหมอ’

ถ้อยคำของผู้เป็นพ่อทำให้หล่อนรับคำอย่างหงอยเหงา

พยายามแล้ว...หล่อนพยายามจะไม่อิจฉาน้อง ทว่าไม่อาจห้ามความรู้สึกลึกๆ ในใจได้

เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง ไม่ว่าน้องสาวของหล่อนจะเจ็บ จะป่วย หรือมีปัญหาอะไรก็ตามแม้เป็นเรื่องเล็กน้อย พ่อของหล่อนมักจะเป็นห่วงจนเกินพอดี ตรงกันข้ามกับหล่อน ยามป่วยไข้ พ่อจะแวะมาดูอาการเพียงชั่วครู่

‘ตัวก็ไม่ร้อนมากนี่ กินแค่พาราคงหาย’

หรือหากหล่อนป่วยหนัก สิ่งที่พ่อบอกคือ

‘เดี๋ยวพ่อให้นายพันไปส่ง’

หล่อน...เข้มแข็งเสมอในสายตาพ่อ

ขณะที่น้องสาว...ช่างอ่อนแอ และไร้เดียงสาจนพ่อต้องตามดูแลไม่ให้คลาดสายตา

สายฝนพรูลมออกจากปาก พลางหย่อนโทรศัพท์มือถือลงในกระเป๋าเป้ ก่อนเอนตัวลงนอนราบไปกับผืนหญ้าใต้ต้นจามจุรีขนาดสามคนโอบ สองตามองเหนือศีรษะ จับจ้องร่มไม้ใบบังที่กำลังไหวเอนตามแรงลม ไกลออกไปด้านบน หมู่เมฆดำทะมึนกำลังรวมตัวกันอย่างช้าๆ เสียงฟ้าร้องดังครืนครั่นมาแต่ไกล ฝนคงจะตกเร็วๆ นี้ หากสายฝนยังไม่ยอมขยับเขยื้อน

เป็นไปตามคาด เพียงห้านาที เม็ดฝนก็เริ่มโปรยปราย

จากฟากฟ้า ร่วงหล่นลงสู่ผืนดิน ส่งเสียงเปาะแปะ

ยามโพล้เพล้เช่นนี้ นักเรียนส่วนใหญ่มักจะกลับบ้านไปแล้ว หากยังเหลือส่วนหนึ่ง...นักกีฬา นักดนตรี หรือไม่ก็เชียร์ลีดเดอร์ที่มักอยู่ซ้อมจนค่ำมืด

ใกล้ๆ กับที่หล่อนนอนอยู่ แว่วเสียงตะโกน เสียงพูดคุย แหบห้าวปนเปกับเสียงทุ้มนุ่มดังมาเป็นระยะๆ

หล่อนเหลือบมอง จึงเห็นเหล่านักฟุตบอลสิบกว่าคนกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้

เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นระลอกๆ เมื่อเข้ามาใกล้ หนึ่งในนั้นจึงตะโกนถาม แววตากรุ้มกริ่มจนทำให้หล่อนหน้าร้อน

‘ยังไม่กลับบ้านหรือน้อง ให้พี่ไปส่งไหม’

‘หรือถ้าอยากนั่งเล่นอยู่ พี่นั่งเป็นเพื่อนได้นะ’

‘น้องอยากไปเที่ยวไหมจ๊ะ พี่พาไปได้นะ’

มีเสียงโห่ฮิ้วสำทับสองสามครั้ง หากสายฝนยังคงทำเป็นไม่สนใจ สองตาจับจ้องมองคนกลุ่มนั้นแน่วนิ่ง

หล่อนควรจะทำเช่นไรดี...ไล่ตะเพิดไปงั้นหรือ

ไม่ดีแน่ หล่อนเป็นน้องใหม่ เพิ่งเข้ามาเรียน รีบสร้างศัตรูแบบนี้อาจไม่อยู่รอดปลอดภัยจนเรียนจบ

หรือจะลองตีสนิทกับพวกนี้ดู เผื่อวันหน้าหล่อนอาจจะมีเรื่องต้องขอความช่วยเหลือจากพวกเขา

ทว่าก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไป ฟุตบอลลูกหนึ่งถูกโยนมาจากที่ไหนไม่ทราบได้ มันพุ่งเข้าใส่หนึ่งในสามผู้ชายที่เอ่ยแซว หล่อนเข้าเต็มรัก

ตอน 3

‘โอ๊ย!!’

ชายผู้นั้นถึงกับหน้าคะมำ ร้องโอดโอย ยกมือคลำศีรษะตัวเองป้อยๆ

‘ใครวะ!’

พลันที่หันไปด้านหลัง เห็นชายผู้หนึ่งยืนกอดอกจ้องอยู่ เหล่านักฟุตบอลสิบกว่าคนนั้นก็แทบกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทาง

‘ไอ้พวกนี้นี่!’

แค่ประโยคเดียว เจ้าพวกนั้นก็ตะโกนเสียงหลง

‘ขอโทษค้าบ!’

‘ไปแล้วค้าบ!’

‘กลับแล้วค้าบ!!’

ชายคนนั้นทำท่ามะเหงกตามหลัง แม้เจ้าพวกนั้นจะจ้ำอ้าวไปไกลแล้ว

สายฝนลุกนั่งขัดสมาธิ ผมที่มัดไว้เป็นหางม้าเริ่มจะหลุดลุ่ยและเริ่มเปียก เสื้อของหล่อนก็เช่นกัน

‘มานั่งทำไมตรงนี้ ค่ำแล้วรีบกลับบ้านซะ’

เขาพูดโดยที่อยู่ห่างจากหล่อนเป็นโยชน์ เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า ยกมือข้างหนึ่งลูบหน้า

‘ฝนท่าจะตักหนัก...’ เขาหันกลับมามองหล่อน ‘เด็กใหม่หรือ’ ประโยคนั้นไม่ใช่คำถามเมื่อเขาพูดต่อไปว่า ‘เป็นสาวเป็นนาง มานั่งอยู่คนเดียวแบบนี้ได้ยังไง ทำไมไม่กลับบ้าน’

เสียงของเขาเหมือนตำหนิ...คงคิดว่าหล่อนเป็นเด็กเกเรไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องละมั้ง

ครั้นหล่อนไม่ตอบ เขาคงหมดความอดทน จึงก้าวฉับๆ เข้ามาหา เมื่อนั้นหล่อนจึงได้เห็นใบหน้าของเขาอย่างเต็มตา

โครงหน้ารูปไข่ ดูแข็งแกร่งด้วยแนวกรามทั้งสองข้าง คิ้วเข้มเรียวโค้ง จมูกโด่ง ปากหยักหนา ตรงปลายคางมีไรหนวดเขียวจางๆ

เขาไม่ใช่หนุ่มหล่อจนต้องมองตาค้าง แต่ไม่รู้ทำไม หล่อนกลับละสายตาจากเขาไม่ได้เลย

‘รีบๆ กลับบ้านซะ อย่ามานั่งคนเดียวตรงนี้ ฝนตกแล้วด้วย’

เสียงเปาะแปะดังถี่ขึ้น ปอยผมของหล่อนเปียกลู่แนบแก้ม เสื้อของหล่อนเริ่มเปียกชื้น

ชายผู้นั้นหลุบตามอง ยามเงยกลับขึ้นมามองหล่อน ไม่มีความรู้สึกอื่นใดนอกจากความหงุดหงิด เขาชี้นิ้วเป็นเชิงเตือน

‘สวมเสื้อสีขาวแบบนี้ เดี๋ยวก็เห็นไปถึงไหนต่อไหนหรอก’

แล้วเขาก็ถอดเสื้อแจ็กเก็ตสีดำที่สวมอยู่ โยนให้หล่อน

‘เอาไปใส่ซะ...ไม่ต้องคืน’

เขามองหล่อนอีกสองสามวินาทีแล้วเดินจากไป สายฝนมองตามแผ่นหลังกว้าง พักใหญ่ทีเดียวกว่าหล่อนจะรู้สึกตัว รีบสะพายเป้แล้ววิ่งตามไป

‘เดี๋ยวค่ะ เดี๋ยว...’

หล่อนตะโกนเสียงหลง แต่เขาทำเหมือนไม่ได้ยิน

คนที่ทั้งเดินทั้งวิ่งจนเหนื่อยหอบชักโมโห กัดฟันวิ่งแซงไปดักหน้าเขา กางมือทั้งสองออก

‘เดี๋ยวค่ะ’ หล่อนหยุดหายใจหอบ จ้องเขาด้วยแววตาจริงจัง ส่วนเขาเลิกคิ้วมองหล่อนแทนคำถาม

‘ขอชื่อค่ะ’ โพล่งออกไปแล้ว แก้มนวลพลันแดงปลั่ง ริมฝีปากสั่นระริก หากความแน่วแน่ในดวงตายังไม่จางหาย

‘หือ?’

‘ชื่อพี่ค่ะ’ เห็นเขานิ่ง หล่อนจึงย้ำ ‘ฝนอยากรู้ชื่อของพี่ค่ะ’

ครั้งนั้นนับเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่หล่อนข่มความอายขอชื่อของผู้ชายสักคนหนึ่ง

สายฝนกะพริบตา ไล่ความทรงจำที่ผุดพลุ่งขึ้นมา สองตายัง จับจ้องที่เขา

“สวัสดีครับ”

เสียงแหบห้าวของเขา...หัวใจของหล่อนยังจำได้ มันตอบสนองด้วยการเต้นระรัวแรงโลดขึ้นมาอย่างคุมไม่อยู่

สายตาของเขากวาดมองทุกคนด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ก่อนทุกอย่างจะมลายหายไปเมื่อสบตาหล่อน

ความอ่อนโยนและเป็นมิตรถูกกลบด้วยความชิงชัง เขาส่งความรู้สึกนั้นพุ่งเข้าสู่หัวใจหล่อน...เร็ว แรง และไม่ให้ทันได้ตั้งตัว

น้ำตาหล่อนแทบจะหยาดหยดเสียตรงนั้น

หากคนที่ไม่ชอบเผยความอ่อนแอต่อหน้าใครอย่างหล่อน มีหรือจะยอมร้องไห้

น้ำตาทุกเม็ด ทุกหยาดหยดหลั่งรินย้อนคืนสู่หัวใจ กักเก็บมันอยู่ในนั้น ซุกซ่อนมันไว้เช่นที่เคยเป็นเสมอมา

หล่อนสูดลมหายใจลึก ส่งยิ้มทักทายลูกศร

“นึกว่าเธอจะไม่มา ถ้าวันนี้เธอไม่มา เราคงไม่ได้เจอกันอีกเหมือนเคย”

จากนั้นจึงยกมือไหว้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างนอบน้อม

“สวัสดีค่ะ”

เสียง...ไม่สั่นอย่างที่คิด หล่อนผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก

อย่างน้อยๆ หล่อนก็ไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็น โดยเฉพาะต่อหน้าเขา

‘พี่หมอก’ ไม่แม้แต่ยกมือรับไหว้ เขาทำเหมือนหล่อนไม่มีตัวตนเสียด้วยซ้ำ เพราะหล่อนยังพูดไม่ทันจบ เขาก็หันไปโอบไหล่คนรัก ประคองให้นั่งลงข้างๆ กัน มือจับมือ ตาสานสบตา แสดงความรักต่อกันอย่างเปิดเผย

สายฝนได้แต่บอกตัวเองอีกครั้ง

หยุดเถอะ...หยุดรักเขา

หยุดรักผู้ชายคนนี้ได้แล้ว

ก่อนที่หัวใจจะแตกสลาย หล่อนควรลืมผู้ชายที่ชื่อเมทวิน คนนี้ไปจากใจเสียที!

อาหารบนโต๊ะมีแค่ไม่กี่อย่าง ส่วนใหญ่เป็นของกินเล่นเสียมากกว่า เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงของการนัดพบเพื่อนสมัยเรียนมัธยมก็เพียงแค่ให้มาพบ พูดคุย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันเท่านั้น

สายฝนมักจะหลีกเลี่ยงเสมอ เพราะความผูกพันระหว่างกันมีน้อยกว่าน้อย

โรงเรียนแห่งนั้น หล่อนย้ายมาเรียนแค่ห้าปี ความสนิทสนมจึงน้อยกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ที่อยู่กันมานานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นตอน ม.5 หล่อนยังสอบชิงทุนไปศึกษาต่อที่อังกฤษอีก หล่อนจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องมานั่งปั้นหน้าหรือใส่หน้ากากของความเป็นมิตรต่อหน้าบรรดาเพื่อนๆ ที่รังเกียจหล่อนหรือแทบไม่เห็นว่าหล่อนมีตัวตน

จะเว้นก็แต่ครั้งนี้ หล่อนตั้งใจมาเพื่อ...ให้ได้เห็นหน้าเขา!

หล่อนพยายามห้ามใจตัวเองแล้ว ทว่า...ความปรารถนาในใจหล่อนมันมีมากจนเกินไป

ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าเขาคงไม่อยากเห็นหน้า

ทั้งๆ ที่รู้แน่แก่ใจว่าเขาจะมองหล่อนด้วยสายตาชิงชังเพียงใด

หากหล่อนกลับข่มทิฐิ บากหน้ามาที่นี่ด้วยหวังจะได้เห็น...

สายฝนเหลือบมองคนที่อยู่ในความคิดคำนึงมามากกว่าสิบปี เขาไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก หล่อนเพ่งมองใบหน้าที่ก้มต่ำ เห็นเพียงหน้าผากโค้งนูนและจมูกโด่งเป็นสันตรง ครั้งหนึ่งหล่อนเคยได้ลูบไล้มัน...ลูบอย่างหยอกล้อ แฝงความหลงใหล

หาก...ก็นานมาแล้ว

วันคืนไม่มีทางหวนกลับ

เขาและหล่อน กลายเป็นเพียงคนแปลกหน้า...ไม่สิ ไม่ใช่คนแปลกหน้า เพราะเมทวินยังคงไม่ละทิ้งความชิงชังที่มีต่อหล่อนลง แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายปีแล้วก็ตาม!

‘เลว!’

เสียงอันเกรี้ยวกราดในความทรงจำ อัดแน่นด้วยความโกรธแค้นและเจ็บปวดชัดเจนในความรู้สึก มันทลายกำแพงอันแน่นหนาที่หล่อนสร้างขึ้นมา และทะลักล้นเอ่อท้นออกมาอย่างห้ามไว้ ไม่อยู่ มันยังพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจ กรีดชิ้นเนื้อในอกข้างซ้ายทีละแผลๆ ...ซ้ำรอยเดิม

มือที่กุมแก้วเบียร์สั่นระริก จนต้องรีบวาง

หลังไหล่ของหล่อนยังตั้งตรง สีหน้ายังเรียบเฉย ไร้ความรู้สึกใดๆ หล่อนเสมองไปทางอื่น ซ่อนน้ำตาที่เอ่อคลอไม่ให้เขาเห็น

ทว่า...เขาไม่มีทางเห็นหรอก เพราะแม้แต่ปลายหางตาเขายังไม่เหลือบแลมาทางหล่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว!

ความทรงจำถูกดึงย้อนกลับไปวันนั้น วันที่หล่อนถูกตราหน้าว่า...สำส่อน!

‘ไม่ใช่...ไม่ใช่นะพี่หมอก ฝนกับแดนไม่ได้มีอะไรกัน!’

หล่อนเถียงทั้งๆ ที่ยังอยู่ในสภาพ...ไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้นติดตัว!

‘พอ! พอแล้วฝน!’

เขาตะโกนใส่หน้าหล่อน แววตาเบิกกว้าง โกรธขึ้ง มีแต่โทสะที่พร้อมจะระเบิดใส่หล่อน ไม่มีทางที่เขาจะยอมฟัง...ไม่ว่าจะทั้งเหตุผลหรือคำแก้ตัว

สายฝนไม่ใช่คนที่ชอบง้องอนใคร หล่อนมีความเย่อหยิ่งเป็นที่ตั้ง เมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมรับฟัง หล่อนจึงนิ่ง...และความนิ่งนั้นกลับกลายเป็นคำยอมรับในความคิดของเขา

‘หวังว่าเราคงไม่ต้องมาเจอกันอีก’

เป็นคำสุดท้ายที่มีให้กันก่อนที่เมทวินจะหันหลังให้หล่อน...นับตั้งแต่นั้นจวบจนบัดนี้

ส่วนหล่อนน่ะหรือ ทิฐิที่มีมากอย่างล้นเหลือทำให้หล่อนไม่ร้องขอ ไม่อ้อนวอนให้เขาฟังคำอธิบาย แต่สิ่งที่หล่อนหยิบยื่นให้คือใบหน้าอันเชิดตรง และแววตาอันถือดี จับจ้องมองเขาแน่วนิ่ง

‘ค่ะ’

คำตอบรับง่ายๆ ส่งคนที่หล่อนรักจากไปไกล...ไกลเหลือเกิน

พอแล้ว! หล่อนบอกตัวเองพลางผุดลุก

“อะไรกันฝน เป็นอะไร”

“เราจะกลับแล้ว” บังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือ “ว่างๆ ไว้ค่อยเจอกันนะ”

พูดรัวเร็ว พร้อมกับสะพายกระเป๋า เดินไปที่ประตู ชะงักเล็กน้อย หากสุดท้ายก็ตัดใจผลักประตูบานนั้น ก้าวออกไปด้านนอก

ฟ้าร้องครืนครั่น เพียงไม่กี่วินาที ฝนก็โปรยปราย

ร้านนี้อยู่ติดถนน หาที่จอดยาก รถของหล่อนจึงจอดห่างไปหลายช่วงตึก กว่าจะเดินไปถึงคงเปียกปอนไม่น้อย

หญิงสาวเงยหน้ามองฟ้า เมฆดำทะมึน ฝนตกเปาะแปะ

ฝน...เหมือนครั้งแรกที่หล่อนได้พบกับเขา

วันนี้...ฝนตกอีกครั้ง แต่ความรู้สึกกลับต่างออกไป

สายฝนปล่อยให้น้ำตาไหลริน เพราะหล่อนสามารถบอกใครๆ ได้ว่าหยดน้ำที่เกาะอยู่บนแก้มของหล่อนไม่ใช่น้ำตา แต่เป็นสายฝนที่ร่วงหล่นมาจากฟากฟ้าต่างหาก

ทว่า...ก่อนที่หล่อนจะทันได้ก้าวไปทางใด ใครคนหนึ่งก็ กางร่มกันฝนให้หล่อนเสียก่อน

สายฝนหันไปมอง จึงเห็นใบหน้าของคนที่หล่อนไม่เคยลืม... พี่หมอก!

“ยืมเจ้าของร้านมา”

ยืมได้อย่างไร ยืมด้วยวิธีไหน หล่อนไม่ได้ถาม

ในใจหล่อนตอนนี้มีแต่ความถวิลหาระคนกับความขมขื่น มันเอ่อท้นจนหล่อนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น

ตาสบตา หล่อนสะท้าน

จะเป็นไรไหมนะ ถ้าหล่อนจะแย่งเขากลับคืนมา...กลับมาเป็นของหล่อนดังเช่นเมื่อเก้าปีก่อน

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED