บทที่ 1 ติ่งพระรอง
ภัทราเดินปึงปังเข้ามาในห้องนั่งเล่นของตัวเอง พลางโยนแท็บเล็ตลงบนโซฟาอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง “ปัง!” เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือเท้าสะเอว สายตาจับจ้องไปยังแท็บเล็ตที่ยังคงเปิดค้างอยู่ด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความขัดข้องใจ
หน้าจอแสดงภาพหน้านิยายเรื่อง “ชะตารักพันธนาการ” ที่ภัทราเพิ่งอ่านจบไปสดๆ ร้อนๆ สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความไม่พอใจ คิ้วขมวดแน่น ริมฝีปากเม้มเป็นเส้นตรง ดวงตาเปล่งประกายความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน ความรู้สึกโกรธเคืองแทนหานอี้หลงยังคงพลุ่งพล่านอยู่ในอก ตัวละครพระรองที่เธอตกหลุมรักดั่งชายในดวงใจกลับต้องเผชิญชะตากรรมที่แสนเศร้าสลด เขามอบทั้งชีวิตและจิตใจให้กับนางเอกของเรื่อง “หยางชิวเหยา” แต่สุดท้ายกลับถูกทอดทิ้ง และถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ร้ายในสายตาของทุกคนอย่างไม่เป็นธรรม เพียงเพราะว่านักเขียนแต่งให้หานอี้หลงเป็นเพียงพระรองของเรื่องเท่านั้น
“ทำไมถึงทำแบบนี้กับหานอี้หลง...หานอี้หลงออกจะดีขนาดนั้น…ทำไมถึงจบแบบนี้ไปได้...นักเขียนใจร้ายมากเลย” ภัทรายังคงบ่นอุบออกมาเบาๆ แต่ด้วยความอินจัด น้ำเสียงของเธอแฝงความไม่พอใจอยู่มากคล้ายกับว่าเธอเองเป็นคนที่ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับตัวละครก็ไม่ปาน
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นมาจากมุมห้องนั่งเล่น เอริน เพื่อนสนิทของภัทราที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ไม่ไกล ส่ายหัวเบาๆ พลางเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทอย่างนึกขบขันในความอินจัดของเพื่อนสนิท “ภัทรา...แกนี่มันอินมากเกินไปแล้ว มันก็แค่นิยายหรือเปล่าวะ หานอี้หลงเป็นพระรองจะสมหวังกับนางเอกได้ยังไง แกเลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว เดี๋ยวจะเป็นประสาทไปเสียก่อน”
ภัทราหันขวับไปหาเพื่อน พลางยืดตัวตรง สองมือกอดอก “เอริน...แกจะไปเข้าใจอะไรกัน นักเขียนใจร้ายกับหานอี้หลงมากเกินไปแล้ว เขาทั้งแสนดี ทั้งอบอุ่น ขนาดโดนหยางชิวเหยาทำถึงขนาดนี้ก็ยังรักนางจนลมหายใจสุดท้าย มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย หานอี้หลงควรได้มีความสุขบ้างสิ”
เอรินยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “โอ๊ย...ภัทรา...ผู้ชายที่ดีขนาดแกว่าก็มีแต่ในนิยายที่แกกำลังเพ้ออยู่นี่แหละ”
“แต่หานอี้หลงนี่สเปคฉันเลยนะ นี่ถ้าฉันเป็นหยางชิวเหยานะ...ฉันจะหอมซ้ายหอมขวาทั้งวัน ไม่มีสายตาไว้มองใครเลย...ให้ตายเถอะ”
“จ้า...พ่อพระรองแสนดี...ดีแล้วจับมาทำสามีได้หรือเปล่า ฉันว่าขืนแกยังฟุ้งซ่านและเพ้อเจ้ออยู่กับนิยายแบบนี้ สงสัยชาตินี้แกคงได้ขึ้นคานแน่ๆ”
“เชอะ...ไม่เห็นจะสนใจเลย ถ้าฉันไม่เจอผู้ชายแบบหานอี้หลง ฉันยอมขึ้นคานดีกว่า”
“เออ เออ ฉันไม่เถียงกับแกแล้ว แกก็เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว ฉันกับพวกน้ำฝนจะไปเที่ยวคืนนี้ สนใจไปด้วยกันไหม”
ภัทราส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่เอา ฉันไม่มีอารมณ์ แกไปกันเองเถอะ”
เอรินส่ายหน้าอีกครั้งเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้น หยิบกระเป๋าถือและเสื้อคลุมตัวบางที่แขวนไว้บนเก้าอี้ “ตามใจแกแล้วกัน เชิญแกอยู่กับพระรองในจินตนาการของแกต่อไป ส่วนฉันจะไปหาพระเอกในชีวิตจริง แล้วอย่ามาบ่นเสียดายทีหลังแล้วกัน”
ภัทรามุ่ยหน้าค้อนใส่เอรินอีกครั้ง ก่อนจะหันไปจ้องมองหน้าจอแท็บเล็ตเช่นเดิม
เอรินได้แต่กลอกตาและส่ายหน้าอีกครั้ง “แล้วถ้าจะอินขนาดนี้ อย่ามานอนบ่นในกลุ่มแชทตอนดึกนะ พวกเราจะสมน้ำหน้าให้ คอยดู” พูดจบเอรินก็ลุกออกจากห้องไป ปล่อยทิ้งให้ภัทราอยู่ภายในห้องตามลำพังคนเดียว
ภัทราทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม สายตายังคงจับจ้องไปที่แท็บเล็ตหน้าจอที่ยังเปิดนิยายค้างไว้อยู่ ในใจของเธอยังเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดหวังและความค้างคาใจอย่างไม่จางหาย หานอี้หลง…ชายหนุ่มที่เธอรู้สึกว่าเขาควรได้รับความสุขมากกว่านี้ แต่เขากลับมีชะตากรรมที่น่าสงสารอย่างที่สุด ภัทราหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาเลื่อนดูนิยายอีกครั้งไปมาอย่างเลื่อนลอย
ไม่นานนักความเมื่อยล้าจากอารมณ์ที่พลุ่งพล่านและความเครียดสะสมในระหว่างวันก็เริ่มเข้าครอบงำเธอ ดวงตาของภัทราเริ่มปรือต่ำ ก่อนจะปิดลงอย่างช้าๆ แท็บเล็ตหลุดร่วงจากมือของเธอและตกลงบนหมอนด้านข้าง เสียงลมหายใจที่ค่อยๆ สม่ำเสมอบ่งบอกว่าเธอได้หลับลงไปเรียบร้อยแล้ว
ในความฝัน ภัทรารู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย พื้นหินอ่อนเย็นเฉียบใต้ฝ่าเท้าให้ความรู้สึกหนาวเหน็บและเย็นเยือกเข้ามาภายในหัวใจ ภัทรากวาดสายตามองไปรอบๆ สถานที่แห่งนี้ สวนกว้างใหญ่ที่ประดับประดาไปด้วยดอกไม้หลากชนิดชวนให้ดูงดงาม แต่ทว่ากลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและเงียบงันจนน่าใจหาย
“ที่นี่คือที่ไหน…” ภัทราพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอก้องสะท้อนในความว่างเปล่า
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากที่ไกลๆ ภัทราหันไปเพ่งมองอย่างจริงจัง และในความมืดมิดที่อยู่เบื้องหน้า ชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมาช้าๆ เขาสวมชุดยาวสีขาวลวดลายปักเลื่อมทองที่ดูสง่างาม ใบหน้าคมคายที่เหมือนหลุดออกมาจากภาพวาดโบราณ ดวงตาเฉียบคมของเขามองมาที่เธออย่างไม่ละสายตา
ภัทรายืนนิ่งตกตะลึงกับภาพที่เห็น ชายคนนี้…หานอี้หลง ตัวละครที่เธอหลงใหลในนิยาย แต่บัดนี้เขากลับยืนอยู่ตรงหน้าเธอจริงๆ
“คุณ… หานอี้หลง… ใช่ไหม” ภัทราถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือระคนตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
ชายคนดังกล่าวมิได้ตอบสิ่งใด เขาเพียงยกยิ้มขึ้นมาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นที่มุมปาก
หัวใจของภัทราเต้นรัวด้วยความตกใจและสับสน เธอไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นความฝันหรือความจริง แต่แววตาของหานอี้หลงที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่นและอ่อนโยน
ภัทราพยายามเอื้อมมือออกไปเพื่อคว้าชายหนุ่มตรงหน้าเอาไว้ แต่แล้วเมื่อมือใกล้จะสัมผัสชายหนุ่มตรงหน้า หมอกควันขาวก็เข้าปกคลุมแทนที่ด้วยความว่างเปล่า ภัทรารีบหันซ้ายหันขวาพยายามตามหาชายหนุ่มคนดังกล่าวอีกครั้ง
เสียงฟ้าผ่าดังกึกก้อง และไฟฟ้าช็อตวาบจนห้องมืดสนิทไปชั่วขณะ ก่อนที่ร่างของภัทราจะถูกดูดเข้าไปในบางสิ่งบางอย่างราวกับแรงดึงดูดมหาศาลจนกระทั่งหายวับไปในพริบตา
บทที่ 2 ทะลุมิติ
เมื่อภัทราลืมตาขึ้นอีกครั้ง เธอรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาในทันที สองมือยกขึ้นบีบขมับเพื่อบรรเทาอาการปวดดังกล่าว สายตามองจ้องไปยังเพดานที่ดูแปลกตา เพดานที่เห็นไม่ใช่เพดานเรียบของห้องนอนของเธอ แต่กลับเป็นเพดานที่ประดับด้วยลวดลายไม้แกะสลักซับซ้อน
ภัทรารีบชันตัวลุกขึ้น ดวงตาหรี่เล็กลงพร้อมกับหัวคิ้วที่ขมวดกันเป็นปมอย่างรู้สึกแปลกใจที่พบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในห้องนอนของเธอ แต่กลับนอนอยู่บนเตียงที่ประดับด้วยผ้าปักลายดอกโบตั๋นละเอียดอ่อน กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกำยานลอยโชยมาแตะจมูกสร้างความแปลกประหลาดใจเพิ่มขึ้นเท่าทวีคูณ
ภัทรามองไปรอบๆ ตัวด้วยความงุนงง ก่อนที่จะรีบลุกขึ้นเพื่อสำรวจไปรอบๆ บริเวณดังกล่าว เท้าเปล่าสัมผัสกับพื้นไม้ที่เย็นเฉียบ ภายในห้องประดับตกแต่งคล้ายเรือนนอนในละครจีนโบราณที่เธอดูอยู่บ่อยๆ รอบตัวมีข้าวของและเครื่องประดับโบราณอันดูสวยงามและมีมูลค่าเรียงรายอยู่อย่างสมบูรณ์แบบ โต๊ะเขียนหนังสือไม้เนื้อดีตั้งอยู่ริมหน้าต่าง ด้านบนมีพู่กันวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ ข้างๆ กันนั้นมีกระจกทองเหลืองตั้งอยู่
แต่แล้วภัทราก็ต้องสะดุดกับเงาสะท้อนในกระจกทองเหลืองที่ตั้งอยู่ด้านข้างของมุมห้องด้วยสายตาที่ตกตะลึง ภาพในกระจกไม่ใช่ใบหน้าที่คุ้นเคยของเธอ แต่เป็นเด็กสาววัยรุ่นที่มีผิวขาวนวล ใบหน้ากลมมน และดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แต่กลับฉายแววประหลาดใจจนเกินบรรยาย ริมฝีปากอวบอิ่มนั้นเผยอออกเล็กน้อยราวกับกำลังเพ้ออย่างคาดไม่ถึง
“นี่มัน...ฉันหรือ” ภัทราอุทานเบาๆ แล้วรีบยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าไปมาอย่างตื่นตระหนก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะความคิด ภัทรารีบหันไปทางต้นเสียง ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกอย่างเบามือ หญิงสาววัยดรุณีในชุดแพรต่วนสีเทาอ่อนเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ใกล้จะได้เวลาพิธีปักปิ่นแล้วเจ้าค่ะ นายท่านกับฮูหยินให้บ่าวมาตามคุณหนู แขกเหรื่อล้วนทยอยมาในจวนจนครบแล้ว คุณหนูรีบไปที่ห้องโถงเถิดเจ้าค่ะ”
คำกล่าวที่ดูแปลกตากับหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังเอื้อนเอ่ยด้วยความนอบน้อมทำให้ภัทรารู้สึกเหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ เธอมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความงุนงงและชะงักค้างไปในทันที
“ท่านพูดสิ่งใดนะ” ภัทราถามด้วยความประหลาดใจอีกหน ราวกับตนเองกำลังอยู่ในห้วงฝัน
“คุณหนูใหญ่เป็นอันใดเจ้าคะ ไม่สบายตรงไหนหรือไม่” หญิงสาวตรงหน้ารีบปรี่เข้ามาตรงด้านหน้าภัทรา พร้อมเพ่งมองด้วยความเป็นห่วง
ภัทรากัดริมฝีปากพยายามตั้งสติ เธอคิดว่าเธออาจกำลังฝันหรืออาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากความเครียดสะสม “คุณหนูใหญ่...ท่านเรียกฉันว่าคุณหนูใหญ่หรือ” ภัทรายังคงถามอย่างงงงวย
“คุณหนูใหญ่อย่าล้อเล่นกับบ่าวเช่นนี้สิเจ้าคะ...คุณหนูกำลังทำให้บ่าวกลัวนะเจ้าคะ” เสียงร้อนรนที่ดังอย่างตื่นตระหนกทำเอาภัทราถึงกับพ่นลมหายใจออกมา
“เอ่อ...คือ...เฮ้อ...เอาเป็นว่าข้ารู้สึกปวดหัวเล็กน้อยเลยทำให้ความคิดสับสนไปหน่อย...ท่านบอกข้าหน่อยสิว่าข้าชื่ออะไร”
“คุณหนู...คุณหนูชื่อเจียงอันเล่อ เป็นบุตรสาวของท่านโหวเจียงเสิ่นเย่วกับฮูหยินไงเจ้าคะ...หรือว่า...หรือว่าคุณหนูความจำเสื่อม...ข้าจะตามหมอมาเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
“เดี๋ยวก่อน...หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ...ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น...ขอเวลาข้าคิดสักครู่หนึ่งก่อน” ภัทรารีบตะโกนห้ามเอาไว้ ก่อนจะเดินไปเดินมาอย่างกระสับกระส่ายด้วยความร้อนรน “เจียงอันเล่อ...นี่ฉันอยู่ในร่างของเจียงอันเล่อ บุตรสาวเจียงเสิ่นเย่วหรือ” ภัทราพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
ความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นในหัวราวกับสายธารที่ไม่หยุดไหล เจียงอันเล่อคือบุตรสาวคนเดียวของเจียงเสิ่นเย่ว ท่านโหวผู้ทรงอิทธิพลในแคว้น ทว่าเพราะความมักใหญ่ใฝ่สูงและคิดเพ้อแต่สิ่งที่หล่นหายไปแล้ว ทำให้สุดท้ายชะตากรรมของคนสกุลเจียงถึงกับต้องมอดม้วย แถมยังลากเอาหานอี้หลง พระรองในดวงใจของเธอพลอยตกต่ำไปด้วย
“นี่ฉันหลุดเข้ามาในนิยายจริงๆ หรือ...หรือว่าเป็นแค่ความฝัน” ภัทราเพ้อออกมาก่อนจะรีบยกมือขึ้นหยิกแขนของตนเองอย่างแรง
“โอ๊ย...เจ็บ” ภัทราอุทานออกมาเมื่อเนื้อขาวนวลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงจ้ำ “ไม่ใช่ฝัน...แล้วฉันจะทำยังไงต่อไปดีละเนี่ย”
หญิงสาวคนดังกล่าวยืนมองเจียงอันเล่ออย่างตกตะลึงกับท่าทีที่ดูแปลกตาราวกับนางกำลังถูกผีร้ายเข้าสิง
“คุณหนูใหญ่...ให้บ่าวตามหมอเถิดเจ้าค่ะ...หรือจะให้บ่าวไปเรียนนายท่าน”
“เจ้าอย่าได้ปริปากเรื่องนี้เป็นอันขาด” ภัทรารีบหันมาตวาดใส่นางในทันที ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้งอย่างต้องการตั้งสติ
“เจ้าชื่ออะไร...มานั่งตรงนี้ ข้ามีเรื่องอยากสอบถามเจ้า”
“บ่าว...หลีอันไงเจ้าคะ เป็นบ่าวรับใช้คุณหนู...คุณหนูจำไม่ได้แล้วหรือเจ้าคะ”
“เอาละหลีอัน...ตอนนี้ข้าคิดอันใดมิค่อยออกนัก เจ้าช่วยเล่าเรื่องของข้าและสกุลเจียงให้ฟังอย่างละเอียดที”
หลีอันเบิกตากว้างอย่างตะลึงค้าง แต่เมื่อเห็นท่าทางเคร่งขรึมของเจียงอันเล่อ นางก็รีบคุกเข่าลงตรงหน้าพร้อมกับเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้นายหญิงของตนฟังในทันที
ภัทราร้อยเรียงเรื่องราวต่างๆ ผสานกับเนื้อหาในนิยายที่เธออ่านจนแทบจะจดจำได้ขึ้นใจ จนได้รู้ว่าตอนนี้เธออยู่ในช่วงอายุสิบห้า กำลังจะเข้าพิธีปักปิ่นซึ่งเป็นเหตุการณ์ก่อนที่หานอี้หลงจะพบเจอเคราะห์กรรมในอีกหนึ่งปีข้างหน้า
ภัทราใช้เวลารวบรวมสติและตัดสินใจแน่วแน่ เธอจะไม่ยอมให้หานอี้หลงต้องเผชิญชะตากรรมอันแสนเศร้าตามที่เธออ่านมาในนิยายเด็ดขาด ในเมื่อโชคชะตานำพาให้เธอมาอยู่ที่นี่ เธอก็จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมนี้ให้ได้
“หานอี้หลง ฉันจะช่วยคุณเอง ฉันจะไม่ยอมให้คุณตกอยู่ในชะตากรรมที่เลวร้ายนั้นอีกแล้ว” ภัทราพูดกับตัวเองด้วยแววตามุ่งมั่นและตั้งใจ
ภารกิจพิทักษ์พระรองจึงเริ่มต้นขึ้นในโลกของนิยายที่เธอหลุดเข้ามา พร้อมกับความหวังที่จะเปลี่ยนบทสรุปของเรื่องราว และปกป้องชายในดวงใจของเธอจากชะตากรรมที่ไม่เป็นธรรมดังกล่าวให้ได้ในที่สุด
บทที่ 3 พิธีปักปิ่น
“หลีอัน...เจ้าห้ามแพร่งพรายเรื่องเมื่อสักครู่เป็นอันขาด...เข้าใจหรือไม่” ภัทรากล่าวเสียงเข้มย้ำกับสาวใช้ของตนเองอีกครั้ง
“เจ้าค่ะ...บ่าวจะปิดปากให้สนิทเจ้าค่ะ” หลีอันก้มหน้าต่ำ สองมือประสานกันแน่นพร้อมกับรีบพยักหน้ารับปากอย่างแข็งขัน แม้ภายในใจจะรู้สึกวิตกกังวลอยู่มากก็ตาม แต่ในเมื่อเจียงอันเล่อเป็นนายหญิงของตน ดังนั้นตนจึงมีหน้าที่เพียงทำตามคำสั่งของเจียงอันเล่อเท่านั้น
เสียงฆ้องดังขึ้นย้ำเตือนเวลาสำคัญในพิธีปักปิ่น ภัทราในร่างเจียงอันเล่อสวมชุดแพรไหมสีชมพูอ่อนปักลวดลายดอกเหมย ผมยาวดำขลับถูกเกล้าอย่างวิจิตรพร้อมด้วยปิ่นหยกชั้นเลิศ
ภัทราเดินตามหลีอันไปยังห้องโถงใหญ่ หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นและเป็นกังวล
ห้องโถงใหญ่ของจวนสกุลเจียงในวันนี้เต็มไปด้วยความครึกครื้น แขกเหรื่อผู้มีเกียรติมากมายหลั่งไหลเข้ามาร่วมแสดงความยินดี เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ผสมกับเสียงดนตรีบรรเลงเบา ๆ กลิ่นหอมของเครื่องหอมที่จุดไว้ลอยอ้อยอิ่งในอากาศ
ภัทราในร่างของเจียงอันเล่อก้าวเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ของจวนสกุลเจียง ร่างของเธอดูสง่างามจนผู้คนพากันจับจ้อง ใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มบางที่ปกปิดความกังวลในใจไว้
“ดูสิ คุณหนูเจียงงดงามเสียจนเหมือนเทพธิดา” เสียงกระซิบของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้น
“ใช่แล้ว หากนางเข้าวังหลวง ข้าว่าคงได้เป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทแน่ ๆ” อีกเสียงหนึ่งตอบกลับ
สายตาหลายสิบคู่จับจ้องมาที่เธอพร้อมเสียงกระซิบกระซาบที่ดังเป็นระลอก ๆ ความกดดันอันหนักหน่วงเกาะกินเธอจนลมหายใจสะดุด แต่เธอก็พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับตนเองก่อนก้าวเท้าเดินต่อไปอย่างหนักแน่นและมั่นคง
พื้นห้องโถงปูด้วยพรมสีแดงเข้มลายดอกเหมย ทอดยาวไปยังแท่นที่นั่งของเจียงเสิ่นเย่วและเจียงหว่านชิง บุคคลทั้งสองแต่งกายงดงามสมฐานะ เจียงเสิ่นเย่ว ผู้เป็นบิดา มีใบหน้าคมเข้มเคร่งขรึม ผมสีดำสนิทแซมด้วยเส้นเงินเล็กน้อย เขาสวมชุดคลุมยาวสีม่วงเข้มปักดิ้นทองเป็นลวดลายมังกรทรงพลัง ดวงตาสีดำสนิทที่เต็มไปด้วยอำนาจจ้องมาที่ภัทราอย่างสงบนิ่ง
ในขณะที่เจียงหว่านชิง ผู้เป็นมารดา งดงามไม่ต่างจากภาพวาด นางสวมอาภรณ์สีชมพูอ่อนปักลายดอกโบตั๋น มือเรียววางอย่างสง่างามบนตัก ใบหน้าแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน ทว่าดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นยังเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ภัทราเดินมาหยุดตรงหน้าคนทั้งสอง ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้น เธอเอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่น “เล่อเอ๋อร์...ขอคำนับท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าค่ะ”
เจียงเสิ่นเย่วพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างรู้สึกรักใคร่และเอ็นดูในตัวบุตรสาวของตน ขณะที่เจียงหว่านชิงยิ้มอ่อนโยนให้กับนางพร้อมกับยกมือขึ้นลูบศีรษะบุตรสาวอย่างนุ่มนวล “เล่อเอ๋อร์...วันนี้เป็นวันสำคัญของเจ้า...ต่อไปเจ้าก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว...เจ้าจะเอาแต่ใจเหมือนแต่ก่อนมิได้แล้วนะ”
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” ภัทราตอบ แม้ภายในใจของเธอจะสั่นไหวอยู่มาก แต่ภัทราก็ยังคงรักษาสีหน้าและน้ำเสียงเอาไว้อย่างมั่นคง
บรรยากาศในห้องโถงถูกเติมเต็มด้วยกลิ่นหอมของเครื่องหอมที่ลอยอ้อยอิ่ง ประกอบกับเสียงพิณที่บรรเลงเบา ๆ เพิ่มความสง่างามให้พิธี ทันใดนั้น นางกำนัลผู้ดูแลพิธีเดินเข้ามาพร้อมปิ่นทองที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง
“คุณหนูเจียง โปรดก้มศีรษะลงเจ้าค่ะ” แม่นมข้างกายเจียงหว่านชิงเอ่ยออกมาอย่างสุภาพและนอบน้อม
ภัทราทำตามคำบอกอย่างไม่อิดออด ภัทราก้มศีรษะลงต่ำ ปล่อยให้แม่นมจัดแต่งผมอย่างช้า ๆ เสียงพูดคุยรอบด้านเงียบลงในทันที ทุกคนต่างจับจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังจะกลายเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ เจียงหว่านชิงปักปิ่นทองลงบนมวยผมของเธออย่างเชื่องช้าและเบามือ
“เล่อเอ๋อร์...เจ้าดูงดงามมากเลย บุตรสาวของข้าโตเป็นสาวถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน” เจียงหว่านชิงกล่าวพร้อมน้ำตาที่รื้นขึ้นมาด้วยความปลื้มปีติ
“ท่านแม่...” ภัทรากล่าวออกมาอย่างรู้สึกเต็มตื้นภายในใจกับท่าทีรักใคร่ของเจียงหว่านชิง เธอยกมือขึ้นกอบกุมมือทั้งสองของนางเอาไว้แน่น
“เล่อเอ๋อร์...วันนี้มีแขกมากมาย เจ้าอย่าลืมแสดงมารยาทให้เหมาะสมด้วยเล่า” เจียงเสิ่นเย่วกล่าวเสริมออกมาในทันทีด้วยน้ำเสียงเอ็นดู แต่ก็อดใจมิได้ที่จะห้ามปรามบุตรสาวเอาไว้ล่วงหน้า ด้วยเขารู้ดีว่าบุตรสาวของตนนั้นทั้งดื้อรั้นและเอาแต่ใจมากเพียงใด
เสียงแสดงความยินดีดังขึ้นรอบห้องโถงเมื่อพิธีสิ้นสุด ภัทราเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สัมผัสได้ถึงน้ำหนักของปิ่นที่บัดนี้เป็นเครื่องหมายของความเป็นผู้ใหญ่ เธอกำมือแน่นในอ้อมแขนเสื้อ ให้คำมั่นกับตัวเองอีกครั้ง
“เล่อเอ๋อร์” เสียงของเจียงเสิ่นเย่วดังขึ้น “พ่อหวังว่าเจ้าจะทำหน้าที่ของเจ้าให้สมเกียรติของคนสกุลเจียง”
“ลูกจะไม่ทำให้ท่านพ่อและท่านแม่ผิดหวังเจ้าค่ะ” ภัทราตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พร้อมตั้งปณิธานในใจอย่างแน่วแน่ “ตั้งแต่นี้ไป ฉันคือเจียงอันเล่อ บุตรสาวของท่านโหวเจียงเสิ่นเย่วและฮูหยินเจียงหว่านชิง”
ภายในใจลึก ๆ ของภัทราไม่ได้หมายเพียงหน้าที่ในฐานะบุตรสาวของสกุลเจียง แต่หมายถึงภารกิจสำคัญในการขัดขวางชะตากรรมอันโหดร้ายที่รออยู่สำหรับหานอี้หลง ชายหนุ่มที่เธอรู้จักจากเพียงในหน้านิยายที่อ่าน แต่นางกลับตกหลุมรักหานอี้หลงอย่างมิอาจถอนใจไปได้
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการ เจียงเสิ่นเย่วและเจียงหว่านชิงก็พาเจียงอันเล่อมาคำนับเหล่าบรรดาแขกเหรื่อทั้งหลายภายในงาน
“คุณหนูเจียงนั้นงดงามหาที่เปรียบเปรย ต่อไปท่านโหวคงต้องรับแขกทุกวี่วันเป็นแน่”
“ใต้เท้ามู่กล่าวชมเกินไปแล้ว บุตรสาวของข้านั้นช่างดื้อรั้นเอาแต่ใจ ข้าคงต้องปวดหัวไปอีกหลายปีทีเดียว”
เสียงเอ่ยล้อของเหล่าขุนนางทั้งหลาย สร้างความปลื้มปีติให้แก่เจียงเสิ่นเย่วเป็นอันมาก เขายิ้มกว้างออกมาจนแทบจะเห็นฟันทุกซี่ในปาก ผิดกับเจียงอันเล่อที่ทำเพียงยืนนิ่งพร้อมรอยยิ้มอ่อนที่ประทับบนใบหน้าแต่เพียงเท่านั้น