เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องนอนทำให้พวงชมพูเงยหน้าขึ้นจากหมอน หญิงสาวผลินหน้าไปมองที่ประตูห้องอย่างแง่งอน เพราะหล่อนรู้ดีว่าใครอยู่ตรงนั้น
“พวงชมพู อาขอเข้าไปหน่อยนะครับ...”
คำพูดของเขาช่างสุภาพเหลือเกิน แต่ทำไมนะ หล่อนกับเกลียดความสุภาพของเขาเหลือกำลัง หญิงสาวดันตัวลุกขึ้นนั่ง มือน้อย ๆ ของหล่อนยกขึ้นป้ายน้ำตาจนแห้ง
“ชมพูไม่อยากคุยกับอาต้น ไปให้พ้นหน้าชมพูเลย ไหน ๆ อาต้นก็ไม่ได้เต็มใจอยากจะเห็นหน้าชมพูอยู่แล้วนี่” คำตัดพ้อของเด็กสาวทำให้เมธาพัฒน์ตัดสินใจถือวิสาสะเปิดประตูห้องนอนของหล่อนเข้าไปเสียเองแม้จะรู้ว่ามันไม่ควรก็ตาม
“เราคุยกันได้ไหม” คนตัวโตถามขึ้นเมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้ว
หญิงสาวเกือบจะใจอ่อนกับคำพูดอ่อนโยนนั้นอยู่แล้วเชียว แต่พอเห็นเขาเปิดประตูห้องทิ้งไว้เท่านั้นแหละ องศาความร้อนของหล่อนก็พุ่งปรี๊ดจนระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ นี่เขากลัวหล่อนจะปล้ำเขาหรือไง ถึงได้เปิดประตูอ้าซ่าไว้อย่างนั้นน่ะ...
“ไม่จำเป็น และถ้ากลัวจะเสียชื่อเสียงเพราะเข้ามาในห้องนอนของชมพูล่ะก็ อาต้นออกไปซะดีกว่าค่ะ”
พวงชมพูพูดจบก็หันไปหยิบหนังสือแฟชั่นที่โต๊ะข้างเตียงขึ้นมาอ่าน เด็กสาวทำท่าทางสบายอารมณ์จนคนยืนมองอดหมั่นไส้ไม่ได้
“พวงชมพู วางหนังสือพวกนั้นแล้วเงยหน้ามาพูดกับอาก่อนได้ไหมครับ”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขา มือบางทิ้งหนังสือเล่มที่อยู่ในมือลงบนพื้นห้องเสียงดังโครม ก่อนจะขยับตัวขึ้นพิงหมอนที่หล่อนหยิบซ้อนกันไว้ที่หัวเตียงด้วยท่าทางสุขกายสบายใจเหลือคณานับ เมธาพัฒน์มองอย่างเข่นเขี้ยว สาบานได้เลยว่า ถ้าหล่อนเป็นเด็ก ๆ เขาจะจับหล่อนตีก้นซะให้เข็ด
แต่... หล่อนเป็นสาวแล้ว และก็สวยซะด้วย เขารู้มานานแล้ว ว่าหล่อนต้องเจริญเติบโตขึ้นเป็นสาวสวยแบบนี้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาได้พบหน้าหล่อน เด็กสาววัย 13 ปีที่กำลังโศกเศร้าเพราะความสูญเสียที่มาเร็วเกินไป พ่อกับแม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งคู่
และด้วยคำฝากฝังก่อนตายจากเพื่อนรุ่นพี่ที่อายุห่างจากเขาเกือบ 20 ปีนี่เอง ที่ทำให้เขาต้องรับภาระอันหนักอึ้งกับการอุปการะหล่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เขาจำได้ว่าตัวเองส่งพวงชมพูเข้าไปอยู่ที่โรงเรียนประจำตั้งแต่เดือนแรก ๆ ที่รับหล่อนมาอยู่ในบ้าน และตอนนี้เวลาก็ผ่านไปร่วม 6 ปีแล้ว จากเด็กหญิงตัวน้อยก็กลับกลายเป็นสาวแรกรุ่นวัย 19 ปีเต็มที่สวยสดงดงาม และน่าหลงใหลยิ่งนัก
ใบหน้ารูปไข่ขาวเนียนตา จมูกโด่งเชิดน่ารักน่ามอง ริมฝีปากอิ่มสีสวย ดวงตากลมโตอยู่ภายใต้ขนตางอนงาม คิ้วโก่งดั่งคันศร เส้นผมสีดำขลับเหยียดตรงที่มักจะถูกมัดเป็นเปีย 2 ข้างอยู่ด้านหลัง กำลังนั่งอยู่ต่อหน้าของเขาแล้ว...
เขารู้ดีว่าพวงชมพูเทิดทูนเขาแค่ไหน แต่... ทำไมนะเขาถึงทำใจให้อยู่ใกล้ ๆ หล่อนไม่ได้สักที ราวกับว่าหล่อนคือสิ่งต้องห้ามอย่างนั้น
และด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับหล่อน แต่ดูเหมือนหล่อนจะไม่พยายามเข้าใจความปรารถนาดีของเขาเลยสักนิด เพราะหล่อนจะต้องแง่งอนให้เขาง้อแบบนี้อยู่เป็นประจำ และที่สำคัญ... เขาก็ทำใจแข็งกับหล่อนไม่ได้นานซะด้วย
“เรื่องเมื่อเย็นนี้” เมธาพัฒน์กำลังจะอธิบาย แต่หล่อนขัดขึ้นเสียงขุ่น
“ลืมมันไปได้เลยค่ะ อาต้น” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตาท้าทาย
“เห็นไหม ชมพูสบายดี ไม่ได้ทุกข์ใจอะไรสักหน่อย” หล่อนยิ้มให้เขา ทำเป็นร่าเริง แม้ภายในจะเจ็บหนักแค่ไหนก็ตาม
“นั่นคือสิ่งที่ชมพูต้องการอย่างนั้นหรือ” เขาถามเสียงเครียด แต่ไม่ได้เคร่งเครียดแค่น้ำเสียงเท่านั้น ใบหน้าที่หล่อเหลาอย่างร้ายกาจของเขาก็เครียดขรึมลงไปด้วย
“ค่ะ อาต้นไม่ได้มีอิทธิพลอะไรกับชมพูมากนักหรอก อาต้นก็เป็นแค่ผู้ปกครอง ชมพูแค่อยากแกล้งอาต้นเล่น ๆ ให้อาต้นทุกข์ ชมพูเห็นแล้วสนุกดี เลยขยันทำบ่อย ๆ ก็แค่นั้น” หล่อนพูดแล้วเชิดหน้า มองเขาก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
“แค่นั้นเองหรือ? ที่เธอต้องการจากอา...” น้ำเสียงของเขาเสียงเย็นชาน่ากลัว แถมรอยยิ้มที่ผุดขึ้นบนมุมปากหยักสวยของเขายังเลือดเย็นอีกต่างหาก
“แล้วจะให้ชมพูต้องการอะไรอีกล่ะคะ อาต้นให้อะไรชมพูได้อีก...”
“ไม่มี...”
เมธาพัฒน์เค้นเสียงเดือดดาลตอบออกมา จากนั้นร่างสูงใหญ่แสนสมบูรณ์แบบของเขาก็เดินดุ่ม ๆ ออกไปจากห้องนอนของหญิงสาวทันที และเมื่อสิ้นเสียงปิดประตูลง รอยยิ้มที่พยายามปั้นไว้ก็จางหายไป น้ำตาที่กักเก็บไว้ก็ทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก
“อาต้นไม่เคยรักชมพูเลย...” ใบหน้างดงามอาบไปด้วยคราบของน้ำตาอีกครั้ง เสียงสะอื้นที่แสนเจ็บปวดถูกกักเก็บไว้มิดชิดภายใต้ฝ่ามือเล็กที่ยกขึ้นปิดเรียวปากของตัวเองไว้แน่น
เมธาพัฒน์พาร่างสูงใหญ่แข็งแรงของตัวเองไปเดินทอดอารมณ์อยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาหนัก ๆ เมื่อคิดไปถึงความขัดแย้งระหว่างตนเองกับเด็กสาวในปกครองอย่างพวงชมพู คำสัญญาที่เขาเคยรับปากเอาไว้กับบิดาของพวงชมพูยังก้องอยู่ในหูไม่หยุด พ่อของหล่อนฝากฝังให้เขาดูแลพวงชมพูจนกว่าหล่อนจะเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้ชายดี ๆ สักคน แต่ทำไมนะ เขาถึงไม่เคยกระตือรือร้นเรื่องหาคู่ครองให้กับพวงชมพูเลย แถมไอ้ความคิดที่จะให้พวงชมพูแต่งงานมันยังไม่เคยมีอยู่ในหัวสมองของเขาเลยอีกต่างหาก
เขาคงต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ หากจะยอมรับออกมาว่าตัวเองหวงแม่เด็กสาวในปกครองแสนพยศคนนี้...
เมธาพัฒน์เดินทอดน่องไปเรื่อย ๆ จนไปหยุดยืนอยู่ที่แปลงกุหลาบที่ด้านหลังของตัวบ้าน แปลงกุหลาบที่เขาลงมือปลูกมันขึ้นมาด้วยตัวเองเมื่อ 3-4 ปีก่อน มันมีแต่กุหลาบสีชมพูเท่านั้น เพราะอะไรนะเหรอ... ชายหนุ่มแอบขำตัวเอง ก็เวลาพวงชมพูงอนเขา เจ้าดอกกุหลาบสีชมพูนี่แหละ ที่มันทำให้หล่อนใจอ่อนลงได้บ้าง
แม้ว่าบางครั้งหล่อนจะทำตัวไม่มีเหตุผล แต่ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เขาถึงต้องยอมให้หล่อนชนะซะทุกทีคิดไปแล้วก็อดรู้สึกเวทนาตัวเองขึ้นมาไม่ได้ เมธาพัฒน์ถอนใจออกมาหนักหน่วง ความเคร่งเครียดกัดกินไปทั่วทุกอณูเนื้อกาย จากนั้นก็ก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้าไปภายในบ้าน และแน่นอนว่าเขาไม่มีทางลืมเด็ดเจ้าดอกกุหลาบสีชมพูแรกแย้มตรงหน้าติดมือไปด้วย
หลังจากที่หมกตัวอยู่ในห้องน้ำอยู่นานร่วมหนึ่งชั่วโมง ร่างบอบบางที่มีเพียงแค่ผ้าขนหนูสีชมพูเพียงผืนเดียวพันรอบกายก็ก้าวออกมาจากห้องน้ำ แต่ยังก้าวไม่ถึงสองก้าวเลย เท้าเล็กก็ต้องชะงักอยู่กับที่ด้วยความประหลาดใจ เมื่อแผ่นหลังของอาหนุ่มหล่อระเบิดกระเด้งเข้ามาในสายตา สองแขนกำยำของเขาจับอยู่ที่ขอบหน้าต่างจ้องมองออกไปข้างนอก และก็ดูเหมือนว่าเมธาพัฒน์กำลังใจลอยซะด้วย เพราะชายหนุ่มไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าหล่อนก้าวออกมาจากห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว
“อาต้น เข้ามาในห้องนอนของชมพูทำไมคะ!?” เสียงหวานที่เจือไปด้วยความแปลกใจของพวงชมพูทำให้เมธาพัฒน์รู้สึกตัวจากการครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ชายหนุ่มรีบหมุนตัวกลับเข้ามาภายในห้องทันที แล้วนั่นก็ทำให้เขาแทบช็อคกับภาพที่ได้เห็นตรงหน้า
เรือนร่างของผู้หญิงที่โตเป็นสาวเต็มตัวงดงามและสมบูรณ์แบบอยู่ภายใต้ภายขนหนูสีชมพูผืนเล็กเพียงผืนเดียว เนินอกขาวผ่องอวบอิ่มดันล้นเบียดขอบผ้าขึ้นมาจนแทบจะทะลักออกมาทั้งเต้า เมธาพัฒน์ลอบกลืนน้ำลายที่เหนียวเป็นยางของตัวเองลงคอด้วยความยากเย็น ตอนนี้ในลำคอของเขาแห้งผากไม่ผิดจากผืนทรายแห้งแล้ง และแน่นอนว่าพวงชมพูก็คือโอเอซิสสำหรับเขานั่นเอง
ชายหนุ่มอยากจะหันหน้าหนี หรือไม่ก็เดินออกไปจากห้องนอนของเจ้าหล่อนซะเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่เขาก็ทำไม่ได้ บังคับตัวเองไม่ได้ จำต้องยืนมองความอะร้าอร่ามงดงามของเด็กสาวในปกครองต่อไปอย่างไม่มีทางเลือก
ผมเส้นเล็กสีดำสนิทของหล่อนที่เขามักจะเห็นมันถูกมัดรวมกันถักเป็นเปียไว้สองข้าง และผูกด้วยริบบิ้นสีดำ ตอนนี้ถูกปล่อยลงมาคลอเคลียไหล่เปลือยเปล่ามันสวยงามจนเขาอยากจะสอดนิ้วเข้าไปลูบไล้มัน เรือนร่างที่เขาเคยคิดว่าหล่อนยังเป็นเด็กสาวอยู่นั้น ตอนนี้มันกลายเป็นเรือนร่างของสาวงามที่มีหุ่นราวกับนาฬิกาทราย อวบอัดทรมานใจผู้ชายยิ่งนัก...
ตอนนี้เรือนกายกำยำของเขาแข็งชันขึ้นมาในทันควัน ภาพที่ประสบพบเจอโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อนตรงหน้า ทำให้การควบคุมตัวเองของเขาลดน้อยถอยลงสุดกู่ แต่ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษทำให้เขาต้องรีบเหยียบเบรกกัดฟันข่มความปรารถนาของตัวเองให้หยุดลงอย่างกะทันหัน
แม้ใจจริงแล้ว... เขาอยากจะกระชากเจ้าผ้าขนหนูผืนนั้นออกมาจากเรือนร่างของหล่อนมากแค่ไหนก็ตาม โธ่... พระเจ้า ทำไมต้องส่งเขาเข้ามาตอนนี้ด้วย ทำไมต้องให้เขาเห็นสิ่งที่เขาพยายามหนีด้วย เมธาพัฒน์คร่ำครวญอยู่ภายในอกด้วยความปวดร้าว แสนอึดอัด
“นี่เธอต้อนรับอาด้วยชุดนี้นะหรือ...”
หลังจากตะลึงตะลานอยู่นาน พวงชมพูก็ได้สติ หล่อนหันรีหันขวางอย่างคิดอะไรไม่ออก ความร้อนผ่าวทำให้หล่อนหน้าแดงจัด ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าเขาจะเข้ามาในห้องนอนของหล่อนตอนนี้ ก็เห็นปกติไม่เคยแม้แต่จะเหยียบย่างเข้ามาด้วยซ้ำ ต้องกราบต้องไหว้กันนั่นแหละถึงจะยอมเข้ามา
หญิงสาวเงยหน้าที่แดงก่ำไปด้วยความอับอายของตัวเองขึ้นมองคนตัวโต สายตาของหล่อนประสานกับดวงตาสีเข้มของเขาพอดี แล้วก็เหมือนกับถูกสะกดด้วยเวทมนต์ขลัง
“อะ...อาต้นไม่เคาะประตู…” หญิงสาวคิดคำพูดได้แค่นั้น ตอนนี้หัวใจของหล่อนพุ่งทะยานขึ้นไปสู่ดาวอังคารก่อนจะกระเด้งกลับมายังพื้นโลก หลายต่อหลายครั้งจนหล่อนเหนื่อยหอบ แม้แต่แรงจะหายใจหล่อนก็ยังขาดแคลนเลย
ร่างสูงใหญ่ที่อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงยีนส์สีเข้มทำให้หล่อนรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความต้องการบางอย่างกำลังทะยานเข้าใส่หล่อนอย่างจังจนหล่อนแทบจะเก็บไว้ไม่มิด
“อาเคาะแล้ว…” เสียงห้าว ๆ ของเขาพึมพำออกมา สายตาคมกริบยังจับจ้องอยู่ที่ร่างกายของหล่อนไม่วางตา และสุดท้ายหล่อนก็เห็นเขาหลับตาลง เหมือนกับจะข่มอะไรบางอย่างให้มันสงบอยู่แต่เพียงในอก
“ถ้าอาลืมตาขึ้นอีกครั้ง หวังว่าชมพูคงแต่งตัวเรียบร้อยแล้วนะครับ” เขาพูดขึ้นทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลืมตา ความร้อนฉ่าจากความอับอายค่อย ๆ แล่นขึ้นจากลำคอสู่นวลแก้มทั้งสองข้างของหล่อนช้า ๆ
หญิงสาวรีบถอนสายตาจากร่างกายกำยำที่น่ามองของเขา แล้วก้มลงมองตัวเองก่อนจะอุทานออกมาอย่างตื่นตกใจ นี่หล่อนลืมไปสนิทเลยว่าตัวเองกำลังอยู่ในชุดอะไร น่าอายชะมัด...
และด้วยความรีบร้อนที่จะรีบวิ่งหนีกลับเข้าห้องน้ำอีกครั้งของพวงชมพู ก็ทำให้หล่อนเสียหลักวิ่งชนเข้ากับขาโต๊ะเครื่องแป้งที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ผลก็คือร่างบอบบางของหล่อนล้มลงไปกองกับพื้นห้อง และเจ้าผ้าขนหนูเจ้ากรรมก็เลื่อนหลุดไปกองอยู่ที่เอว
“ว๊าย...!” หญิงสาวร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจแกมเจ็บปวด และนั่นก็มีผลทำให้เมธาพัฒน์ลืมตาขึ้นมาทันที และภาพที่ได้เห็นก็ทำให้ชายหนุ่มแทบอยากจะเอาหัววิ่งชนข้างฝาตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด ภาพของหญิงสาวที่สวยไปทั้งเนื้อทั้งตัวกำลังนอนระทดระทวยอยู่กับพื้น ร่างกายอวบอิ่มนั้นเปลือยเปล่า
“ชมพูเจ็บขา... อาต้น...” เสียงร้องขอความช่วยของหล่อนทำให้เมธาพัฒน์จำต้องสลัดความคิดอกุศลออกไปจากสมองโดยฉับพลัน เขารีบก้าวฉับ ๆ เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าก่อนจะหยิบเสื้อคลุมอาบน้ำออกมาส่งให้แม่เด็กสาวในปกครองทันที
“ใส่ซะก่อน อาไม่ใช่พระอิฐพระปูนหรอกนะครับ” น้ำเสียงของเขาไม่ได้อยู่ในโทนเสียงปกติ หล่อนรู้ดี พวงชมพูรีบรับเสื้อคลุมจากเขามาคลุมร่างของตัวเองอย่างรวดเร็ว ความอับอายแล่นไปทั่วร่าง
“คะ... คือชมพูไม่ได้ตั้งใจ...” หญิงสาวปฏิเสธตะกุกตะกัก ใบหน้างามแดงจัด
“ไม่... ชมพูตั้งใจจะยั่วอาต่างหาก”
หล่อนเห็นกรามเขาขบกันเป็นสันนูน ใบหน้าหล่อเหลาของเขากระด้าง แลดูดิบเถื่อนขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก่อนที่พวงชมพูจะซึมซับคำพูดกล่าวหาของเขาได้ ร่างบางของหล่อนก็ถูกอุ้มขึ้นมาอยู่ในวงแขนแข็งแกร่งกำยำ หญิงสาวตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่นใจ
“อาจะพาชมพูไปนอนที่เตียง แล้วจะเรียกเด็กรับใช้ขึ้นมาดูแล...”
คนตัวโตกัดฟันพูดออกมา ก่อนที่หล่อนจะทันถามออกไปเสียอีก และไม่ช้าร่างบางของหล่อนก็ถูกวางลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล ผ้าห่มผืนใหญ่ถูกดึงมาห่อเนื้อตัวเปล่าเปลือยจนมิดชิด
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเมื่อตัวเองสามารถขจัดความเย้ายวนของพวงชมพูให้พ้นสายตาไปได้ “จำไว้นะ อย่าทำแบบนี้กับใครอีก เพราะไม่มีใครจะทนได้เหมือนกับอาหรอกนะ...” เมธาพัฒน์คำรามออกมาเสียงแผ่วเบา แต่มันช่างน่ากลัวยิ่งนักสำหรับพวงชมพู
“แต่อากำลังเข้าใจผิดนะคะ ชมพูไม่รู้ว่าอาจะเข้ามา และถึงจะรู้ก็ไม่แปลก ถ้าชมพูจะแก้ผ้าในห้องนอนของตัวเอง” พวงชมพูเถียงออกมาด้วยเสียงไม่มั่นคงนัก เพราะความใกล้ชิดกับเขาที่หล่อนปรารถนามานานหลายปีทำให้เลือดสาวในกายของหล่อนตื่นเต้นรุนแรงราวกับคลื่นยักษ์ที่กำลังคลุ้มคลั่ง
“เอาล่ะ เราเลิกพูดเรื่องนี้กันได้แล้ว...” พอจบเสียงห้วนกระด้างแล้ว หล่อนก็เห็นพ่อสุดหล่อลากไส้เดินตรงไปที่โต๊ะตัวเล็กที่มันตั้งอยู่ข้างๆ หน้าต่างบานใหญ่ บานเดียวกับที่เขายืนเหม่ออยู่ตอนที่หล่อนออกมาจากห้องน้ำนั่นแหละ
“แต่ชมพูไม่...”
“หมดหรือยัง ไอ้ความเกเร ไอ้ความเกรี้ยวกราดเอาแต่ใจเนี่ย หมดหรือยังครับ...” เมธาพัฒน์ถามเมื่อเดินกลับมาหยุดตรงข้างเตียงที่หล่อนนอนอีกครั้งหนึ่ง ดวงตาสุดเซ็กซี่ของเขาเป็นประกายด้วยความโกรธอย่างไม่ปิดบัง
“ชมพูไม่ใช่เด็กแล้วนะ อย่ามาว่าชมพูแบบนี้อีก” หญิงสาวโต้กับอย่างเผ็ดร้อน คำพูดของเขาทำให้หล่อนรู้สึกว่า เขาเห็นหล่อนเป็นเด็กตัวน้อยอยู่เสมอ แต่หล่อนไม่ต้องการให้เขามองหล่อนแบบนั้นสักหน่อย
“พวงชมพู...” เขาดุ พร้อมกับถอนหายใจออกมาแรง ๆ จนหล่อนได้ยินชัดเจน
“โอเค อายอมแพ้เธอแล้วพวงชมพู อาขอสงบศึก...”
ในที่สุดก็เป็นเมธาพัฒน์ที่ต้องยกธงขาว ชายหนุ่มถอนใจออกมาอีกครั้งอย่างอ่อนอกอ่อนใจ ก่อนจะหยิบเจ้าดอกกุหลาบสีชมพูที่ถูกซ่อนเอาไว้ด้านหลังมายื่นให้กับแม่สาวน้อยตรงหน้า พวงชมพูเบิกตากว้างด้วยความเหลือเชื่อแกมปลื้มใจ
“อาแค่อยากให้ดอกกุหลาบกับชมพูเท่านั้น...” เมธาพัฒน์พูดออกมาเสียงแผ่วเบา ใบหน้าหล่อระเบิดมีสีเลือดเข้มขึ้นจนพวงชมพูสังเกตได้ โดยเฉพาะบริเวณโหนกแก้มสูงแบบหนุ่มเซ็กซี่ของเขา
อาต้นของหล่อนกำลังอาย... พวงชมพูอมยิ้มให้กับกิริยาแสนน่ารักของอาหนุ่ม
“อารู้สึกผิดไม่น้อยกับเรื่องเมื่อเย็นนี้ ยกโทษให้อานะครับชมพู...” เสียงของคนตัวโตนุ่มนวลจนหล่อนไม่สามารถใจแข็งได้อีกต่อไป
“อาต้น...” หญิงสาวครางเรียกชื่อของเขาเสียงสั่นไหว ยื่นมือไปรับดอกกุหลาบแสนสวยจากมือของเขาราวกับต้องมนต์สะกด ก็ท่าทางแบบนี้ คำพูดแบบนี้ และการกระทำที่แสนจะอ่อนโยนของเขา แบบนี้ไง ที่ทำให้หล่อนหลงรักหัวปรักหัวปรำ หล่อนสงสัยนัก ว่าเขาสุภาพอย่างนี้กับผู้หญิงทุกคนหรือเปล่า หรือเลือกจะสุภาพกับหล่อนแค่เพียงคนเดียวเท่านั้น
“ชมพูไม่โกรธอาต้นแล้วล่ะค่ะ ชมพูขอโทษที่งี่เง่าเอาแต่ใจไปหน่อย...”
เมธาพัฒน์ยิ้มออกมา เมื่อได้ฟังคำพูดที่แสดงว่ารู้สึกผิดของเด็กสาวที่นอนอยู่บนเตียงตรงหน้า เขายิ้มให้หล่อน ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปที่ประตู
“เดี๋ยวอาจะให้สาวใช้เอาอาหารมาให้นะครับ” พูดจบก่อนที่คนตัวโตจะเดินหายไปพร้อมกับบานประตูที่ถูกปิดสนิทลงอย่างแผ่วเบาทันที
พวงชมพูนอนยิ้มหวานมองดอกกุหลาบสีชมพูในมือของตัวเองอย่างมีความสุข หล่อนจรดเจ้าดอกไม้แสนสวยนั้นกับปลายจมูกโด่งเชิดของตัวเองเบาๆ เพื่อซึมซับกลิ่นหอมหวนของมัน พลางนึกไปถึงเจ้าดอกกุหลาบสีชมพูเกือบร้อยดอกที่ถูกหล่อนทับไว้ใต้หนังสือเรียนจนแห้งเป็นรูปสวยงาม
หล่อนได้มันมาจากเมธาพัฒน์ทุกดอก เพราะพอหล่อนทะเลาะกับเขาทีไร อาต้นของหล่อนก็จะขอโทษหล่อนด้วยดอกกุหลาบสีชมพูหนึ่งดอกทุกครั้งไป แม้ทุกครั้งที่ขัดแย้งกันหล่อนจะเป็นฝ่ายผิดเสมอก็ตาม
“ก็อาต้นดีซะขนาดนี้... แล้วจะให้ชมพูเลิกรักอาต้นได้ยังไงล่ะคะ” สาวน้อยพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา และก็อดร้อนวูบวาบไปทั้งเนื้อทั้งตัวไม่ได้เมื่อสมองหวนกลับไปนึกถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความหิวกระหายของเมธาพัฒน์ยามที่มองร่างเปลือยเปล่าของตัวเอง เขามองอย่างหลงใหล มองด้วยสายตาผู้ชายคนหนึ่งที่มองผู้หญิงที่ตัวเองกำลังถูกใจ
ขณะที่พวงชมพูกำลังยิ้มหวานอย่างมีความสุข เมธาพัฒน์กลับกำลังทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเลยทีเดียว เมื่อภาพความอวบอิ่มของแม่สาวน้อยกำลังเข่นฆ่าเขาอย่างอำมหิต ทำให้กายหนุ่มร้อนรุ่ม อึดอัด และในบางส่วนของร่างกายก็แข็งขืนขึ้นมาในทันที
เขากำลังจะบ้า... ไม่... อาจจะบ้ามาตั้งนานแล้วก็ได้ หนุ่มหล่อระเบิดกัดฟันแน่นจนเกิดเสียงดังกร๊อด ขณะก้าวเดินมาหยุดที่หน้าสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ของตัวเอง มือใหญ่กระชากเสื้อผ้าออกจากตัวอย่างเร่งรีบ จากนั้นก็พุ่งตัวลงไปในสระน้ำตรงหน้าทันที สายน้ำสาดกระเซ็นเมื่อกายสูงใหญ่ปะทะกับผิวน้ำเต็มแรง
ชายหนุ่มแหวกว่าย โจนจ้วงอยู่ภายในน้ำเย็นเฉียบนั้นครั้งแล้วครั้งเล่า รอบแล้วรอบเล่า คาดหวังอยู่ภายในอกเต็มเปี่ยมว่าการออกกำลังกายหนักหน่วงแบบนี้จะทำให้ความต้องการอันน่าละอายมันจืดจางลงไปบ้าง และมันก็เป็นจริงอย่างที่คาดหวังเอาไว้ เมื่อการว่ายน้ำเป็นระยะทางไกลๆ แบบนี้ทำให้เจ้าความอึดอัดบางอยางเริ่มลดลง
ชายหนุ่มว่ายกลับมายืนพิงขอบสระ หอบหายใจออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่ถึงแม้อาการรุ่มร้อนของเขาจะหมดไปกับการว่ายน้ำแล้วก็ตาม แต่สงครามภายในหัวใจของเขานั้นมันไม่มีทางดับลงได้แน่ ถ้าเขายังอยู่ใกล้ ๆ แม่เด็กสาวในปกครองตัวแสบนั่นทุกวันแบบนี้