แก้มหอมนั่งมองตัวเองหน้ากระจกเงาบานใหญ่ หลังจากช่างเสริมสวยแต่งหน้าทำผมให้จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ยอมรับว่าวันนี้ตัวเองดูดีและสวยมาก แต่การแต่งงานในครั้งนี้เกิดจากการบังคับทั้งสองฝ่าย เธอคิดว่าขุนเขาเองก็คงไม่อยากแต่งงานกับเธอ
“ลูกสาวคนสวยของแม่ ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ วันนี้วันแต่งงานของหนูนะ” มือของมารดาที่จับมาที่ไหล่ของแก้มหอมทำให้เธอรู้สึกเกร็ง
มารดาไม่เคยเห็นว่าเธอคือลูกสาวที่ท่านรัก แต่เห็นเธอเป็นตัวเงินตัวทอง สร้างรายได้ให้กับท่าน
บิดาจากไปมารดาก็ไม่ได้เลี้ยงดูเธอมา แต่นำเธอมาทิ้งเอาไว้กับยายที่บ้านสวน ก่อนที่จะมีสามีใหม่
มีสามีใหม่ก็ยังหมั่นแวะเวียนมาขอเงินยาย จนยายต้องทยอยขายที่ดินหลายแปลงเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ให้มารดา
ที่ดินแปลงสุดท้ายคือบ้านสวน มารดายังมาหลอกยายของเธอนำไปค้ำประกันจนตอนนี้กำลังจะโดนยึด ถ้าไม่อยากให้บ้านโดนยึด ถ้ายังอยากให้ยายมีที่อยู่เธอก็ต้องแต่งงาน
ขุนเขาคือคู่กัดของเธอ เขากับเธอไม่มีทางรักกันได้เลย พ่อของเขากับพ่อของเธอเป็นเพื่อนกัน เคยอยากให้หมั้นและแต่งงานกัน แต่พอโตขึ้นเธอกับเขาก็ยกเลิกสัญญานั้นไปเสีย ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
“หนูไม่อยากแต่งงาน คุณแม่จะให้หนูนั่งยิ้มเหรอคะ” แก้มหอมประชดมารดา
“ไม่เอาน่าลูก หนูรับปากว่าจะแต่งงานแล้วนี่จ๊ะ”
ว่านหอมยิ้มให้ลูก แต่เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความรักความเอ็นดู เป็นแค่รอยยิ้มพึงพอใจเท่านั้น
เธอเป็นหนี้จนไม่สามารถชดใช้ได้ บ้านสวนก็กำลังจะถูกยึด จึงบากหน้าไปขอพึ่งพิงเขมราช บิดาของขุนเขาเมื่อหลายวันก่อน
“ตอนนี้ว่านก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วค่ะพี่เขม ว่านหมดจนหนทางไปหมดแล้ว”
“ทำไมว่านไม่บอกพี่ เราก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เมื่อก่อนไกรสรกับพี่ก็เป็นเพื่อนรักกัน ไกรสรก็เคยช่วยพี่เอาไว้ตั้งหลายอย่าง แถมยังเคยสัญญาหมั้นหมายลูกเรากันเอาไว้อีก เสียดายเด็กๆ เขาไม่รักกัน” เขมราชพูดอย่างเสียดาย หลังจากภรรยาเสียชีวิตเขาก็เลี้ยงลูกมาคนเดียว ค่อนข้างตามใจลูก จึงไม่บังคับหากลูกไม่อยากแต่งงานกับแก้มหอมลูกสาวของไกรสรผู้เป็นเพื่อนรักที่ตายจากไปแล้ว
“ความจริงถ้าพี่เขมไม่รังเกียจลูกสาวของว่าน เราให้เด็ก ๆ แต่งงานกันดีไหมคะ พี่ไกรก็ตายไปแล้ว เราไม่ได้ทำตามสัญญา พี่ไกรคงเป็นทุกข์หนัก คืนก่อนว่านฝันถึงพี่ไกรคะพี่ ฮือ ๆ พี่ไกรมาร้องไห้บอกว่าอยากให้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝาน่ะค่ะ” ว่านหอมบีบน้ำตา เห็นว่าเขมราชร่ำรวยแถมยังเป็นพ่อหม้ายเมียตายอีก ทรัพย์สมบัติทั้งหมดจะต้องเป็นของลูกชายเพียงคนเดียว ดังนั้นหากแก้มหอมแต่งงานกับขุนเขา ทรัพย์สมบัติทั้งหมดก็จะเป็นของลูกสาวของเธอไปด้วย ยิ่งถ้ามีลูกด้วยกันยิ่งดี เธอเองก็จะได้สุขสบายตามลูกไปด้วย
“แต่เด็ก ๆ ไม่อยากแต่งงานกันนี่ครับ”
“เราเป็นพ่อแม่ ถ้าเราจัดการยังไงก็ต้องแต่งค่ะ แต่งกันไปเดี๋ยวก็รักกันไปเองนั่นแหละค่ะ” ว่านหอมพูดชี้ทางให้เพื่อนรักของสามีที่ล่วงลับ นั่นทำให้เขมราชเองเห็นดีเห็นงามไปด้วย เพราะลูกชายก็อายุสมควรแก่การออกเรือนแล้ว แต่ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีเมียสักที
“พี่ก็อยากให้เจ้าขุนเขามันแต่งงานเหมือนกัน ส่วนเรื่องปัญหาหนี้สินของว่าน พี่จะช่วยจัดการให้ ถือว่าตอบแทนบุญคุณที่ไกรสรเคยช่วยพี่เอาไว้ยามอับจนก็แล้วกัน” เขมราชเป็นคนจิตใจดี ว่านหอมกระหยิ่มในใจ รู้แบบนี้มาขอความช่วยเหลือตั้งนานแล้ว
เขมราชเองก็ยังดูไม่แก่ เธอไม่น่าไปหลงผัวใหม่เลย ถ้าตอนที่เขมราชเมียตายใหม่ ๆ เธอไปมาหาสู่แล้วก็เอาใจใส่ เอาอกเอาใจเขา ป่านนี้เธอคงได้เป็นเมียเขาไปแล้ว
เขมราชเองก็ดูมีใจให้เธอ ชอบเธออยู่มาก แต่เพราะเป็นเมียเพื่อนเลยไม่อยากผิดใจกับเพื่อน หรือเธอจะลองคิดใหม่ทำใหม่ ให้ลูกสาวแต่งงานเข้ามาก่อน แล้วเธอค่อยเข้ามาดูแลเขมราชเป็นเมียของเขาอีกคน สมบัติทั้งหมดก็จะเป็นของเธอไม่กระเด็นไปไหน
“คุณแม่มีอะไรคะ” ประโยคของบุตรสาวทำให้ว่านหอมหลุดจากภวังค์ความคิดของตัวเอง
“แม่เข้ามาดูลูกน่ะจ้ะว่าแต่งเนื้อแต่งตัวเสร็จหรือยัง”
“คุณแม่ไม่ต้องทำมาเป็นพูดเสียงอ่อนเสียงหวานก็ได้นะคะ หนูรู้ทัน คุณแม่จะเข้ามาดูว่าหนูไม่ได้กระโดดหน้าต่างหนีไปใช่ไหมคะ”
“ลูกพูดอะไรแบบนั้น” ว่านหอมแกล้งว่า
“แก้มเป็นคนรักษาสัญญาค่ะ พูดคำไหนย่อมเป็นคำนั้น ถ้าคุณแม่ไม่เจ้าเล่ห์หลอกยายเอาที่ดินไปค้ำประกันตอนที่หนูไม่อยู่ อย่าหวังเลยว่าจะจับหนูแต่งงานกับใครได้โดยเฉพาะเฮียขุนเขา แม่ก็รู้ว่าหนูกับเฮียไม่กินเส้นกัน ยังจะให้แต่งงานกันอีก” ถ้าไม่จนมุมจริงๆ เธอไม่มีทางแพ้มารดาเป็นแน่
ยายก็รักแม่มาก ไม่รู้ว่าแม่มาหลอก กี่ครั้งแล้วที่แม่มาพูดดีด้วยแล้วหลอกให้ยายขายที่ แต่เธอก็ไม่อยากโทษยาย เพราะคนเป็นแม่อย่างไรก็ย่อมรักลูก ยกเว้นแม่ของเธอไง ไม่เคยรักลูกเลย อาจจะรักอยู่บ้างแต่น้อยกว่าผัวใหม่วัยละอ่อนของมารดา
“ขุนเขาน่ะ เขาเป็นลูกคนเดียวของลุงเขม ทรัพย์สมบัติทุกอย่างก็ต้องเป็นของเขา เรานั่นแหละควรดีใจที่ได้แต่งงานกับผู้ชายที่ดีเช่นนี้ แล้วเราก็ต้องขอบคุณแม่สิถึงจะถูก”
“แม่แค่อยากได้สมบัติคนอื่นเหรอคะ”
“คนอื่นที่ไหน แต่งงานกันแล้วเป็นผัวเมียกัน ไม่ใช่คนอื่น”
“แม่นี่ช่างมีความคิด” เธอเม้มปาก เพราะเป็นแม่เลยไม่อยากด่าว่าให้เป็นบาปติดตัว
“ขันหมากมาแล้ว แม่ต้องออกไปรับแขก ลูกของแม่สวยที่สุดเลยนะวันนี้ ยิ้มเอาไว้จ้ะคนดี วันแต่งงานเราไม่ควรทำหน้าบึ้งนะ” ว่านหอมดีใจจนเนื้อเต้นกับสินสอดทองหมั้นที่จะได้รับ
“แม่คะ” ประโยคเรียกขานของบุตรสาวทำให้นางต้องชะงัก
“ว่าไงจ๊ะ”
“อย่าลืมเรื่องบ้านของคุณยายนะคะ แม่ต้องเอาเงินไปใช้หนี้ไถ่ถอนกลับมาให้คุณยาย” เธอขอแค่เรื่องเดียว ถ้าบ้านสวนหลังนี้โดนยึด คุณยายของเธอจะไปอยู่ที่ไหน เธอเองก็เหมือนกัน หากเลิกรากับขุนเขา ก็อยากกลับมาอยู่กับยายที่บ้านสวน เป็นเพื่อนท่านในบั้นปลายชีวิต แม้ว่าตอนนี้คุณยายจะยังแข็งแรงดีอยู่ แต่คนเราอายุมากแล้วก็ควรมีลูกหลานคอยดูแล
“แม่สัญญา”
“แม่รับปากแล้วนะคะ” เธอเน้นย้ำ มองมารดาอย่างจริงจัง ทำให้ว่านหอมต้องรีบรับคำอีกรอบ เธอเอาโฉนดบ้านกลับมาให้แน่ ๆ เพราะเงินที่จะได้จากการแต่งงานและทรัพย์สินของตระกูลโขมพัสต์มันมากมายกว่าหลายเท่า
ใบหน้าบูดบึ้งของลูกชายทำให้เขมราชต้องรีบกระซิบบอกเสียงเบาตรงริมหู
“ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยสิขุนเขา แต่งงานนะไม่ใช่จะพาไปฆ่า”
“ก็ถ้าพ่อไม่ใช้วิธีสกปรกบังคับผม มีหรือผมจะมายืนอยู่ตรงนี้” มีอย่างที่ไหนจะยกทรัพย์สมบัติให้การกุศลให้หมด ในขณะที่เขาเป็นลูกชายทั้งคน
เงื่อนไขของท่านก็คืออยากให้เขาแต่งงานนั่นเอง
บิดายอมลงทุนคิดสั้นจะผูกคอตาย
เอาเถอะ อยากแต่งก็แต่ง เขาก็อยากรู้ว่าผู้หญิงหน้าเงินคนนั้นเป็นใคร
แต่ไม่คิดว่าจะเป็นยายตัวแสบคู่ปรับของเขาเมื่อหลายปีก่อนอย่างแก้มหอม
บิดาของเขากับบิดาของแก้มหอมเป็นเพื่อนรักกัน เลยไปมาหาสู่กันโดยตลอด ยายแก้มหอมนั้นแสบ ซน แถมยังขี้เหร่เป็นที่สุด
จำได้ว่าเธอเคยทำวีรกรรมเอาไว้มากมาย กลั่นแกล้งเขาสารพัด แล้วตอนที่เขากำลังพลอดรักกับแฟนสาวสมัยมัธยม หล่อนก็แกล้งเอารังมดแดงมาโยนใส่ จนวงแตก เขากำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มอยู่แท้ ๆ
ยิ่งรู้ว่าบิดาของเธอกับบิดาของเขาอยากให้หมั้นหมายแต่งงานกัน เขาก็รีบปฏิเสธทันควัน หัวเด็ดตีนขาดก็จะไม่ยอมแต่งงานกับยายตัวแสบนี่เด็ดขาด
แต่งได้ก็หย่าได้ แต่งกันเมื่อไหร่เธอจะได้รู้ว่านรกมีจริง เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อหย่าขาดจากเธอให้จงได้
ตอนเด็กเขาจำได้ว่าเธอขี้เหร่ขนาดไหน ตอนโตก็คงไม่ต่างกัน
แม่งซวยซ้ำ ซวยซ้อน ซวยอะไรแบบนี้วะไอ้ขุนเขา
เขาโคตรเกลียดหล่อนบรรลัย ทำไมต้องมาแต่งงานกับคนที่เกลียดด้วยวะ
เลิกกับเธอได้เมื่อไหร่เขาคงต้องไปทำบุญเจ็ดวันเจ็ดวาล้างซวยแน่นอน
“หนูแก้มเขาสวยน่ารัก เรียนก็เก่งได้เกียรตินิยม เพิ่งเรียนจบปีนี้เลยนะ พ่อหาผู้หญิงดี ๆ ให้ ยังจะมาว่าพ่ออีก” เขมราชต่อว่าลูกชาย
“ยายแก้มเหม็นของคุณพ่อนี่นะครับสวย ผมไม่เชื่อเด็ดขาด ตอนเด็กขี้เหร่ยังไง โตขึ้นก็ขี้เหร่แบบนั้นแหละครับ คนเราจะสวยขึ้นมาได้ยังไง ถ้าไม่ได้ไปศัลยกรรม แต่สำหรับยายแก้มเหม็น ให้ศัลยกรรมทั้งตัวก็ขี้เหร่เหมือนเดิมครับ”
“พ่อขี้เกียจพูดกับแกแล้ว”
“คุณพ่อเถียงไม่ออกน่ะสิครับว่ายายแก้มเหม็นขี้เหร่ อีกอย่างเรียนจบได้เกียรตินิยมก็น่าจะมีงานดี ๆ ทำ ไม่น่ามาแต่งงานหวังเงินเอาตัวเข้าแลกเลย หรือว่าเกรดที่ได้มาเพราะเอาตัวเข้าแลก นอนกับอาจารย์หวังเกรดเอาล่ะครับ เดี๋ยวนี้นักศึกษาหลายคนก็ชอบทำแบบนั้น”
“ปากแกนี่มันเหมือนใคร” เขมราชเริ่มมีน้ำโห พูดกับลูกชายไม่ได้ชอบทะเลาะกัน ก็ปากหมาๆ ของเจ้าลูกชายตัวดีนี่แหละทำเขาอกจะแตกตายทุกครั้ง
ไม่สงสัยเลยว่าทำไมถึงยังไม่มีเมีย
“ปากแกแบบนี้ไง ฉันถึงไม่สงสัยว่าทำไมแกถึงยังไม่มีเมีย ฉันล่ะสงสารหนูแก้มจริงๆ ที่ต้องมาเป็นเมียแกนี่”
“พ่อสงสารหนูแก้มของคุณพ่อ แล้วไปขอให้เธอมาแต่งงานกับผมทำไมล่ะครับ”
“ถ้าแกยังไม่หุบปากฉันจะทุบกบาลแกให้เลือดซิบ”
“ก็เอาสิครับ”
“แกนี่มัน!” เขมราชหงุดหงิดกับประโยคของลูกชาย แต่เพราะขบวนขันหมากเดินทางมาถึงหน้าบ้านเรือนไทยหลังใหญ่อันแสนร่มรื่นเรียบร้อยแล้ว ทำให้การปะทะฝีปากและการทะเลาะกันของสองพ่อลูกต้องจบลงไป
มาถึงหน้าบ้านก็ต้องผ่านประตูเงิน ประตูทอง แล้วก็ต้องพาเจ้าบ่าวไปรับเจ้าสาวที่ห้องแล้วจับมือกันออกมาทำพิธี
พิธีเป็นแบบนี้เพราะคุณยายจันทร์หอมให้หมอพิธีในชุมชนทำเช่นนี้
ของขุนเขาเดินมาหยุดอยู่หน้าห้อง ก้อนจะใบหน้าบึ้งตึงเขาทำหน้าเหมือนกินยาขมเมื่อโดนกั้นประตูอีกรอบ กว่าจะได้เข้าไปรับเจ้าสาว พอประตูเปิดออกเขาก็เบือนหน้าหนี ไม่อยากมองเจ้าสาวแสนอัปลักษณ์ที่เขาเกลียดแสนเกลียด
ยายเด็กแสบที่แสบสันอย่าบอกใคร เขายังจำรังมดแดงที่เธอเอามาโยนใส่เขาได้ดี
“เจ้าบ่าวจับมือกับเจ้าสาวเอาไว้นะครับ” หมอทำพิธีเอ่ยบอก เอามือคนทั้งสองมาจับเอาไว้มั่นและพาออกไปทำพิธี อย่าว่าแต่ขุนเขาเลยที่ไม่มองหน้าเจ้าสาว แก้มหอมเองก็ไม่มองหน้าเจ้าบ่าวเช่นกัน
เจ้าบ่าวเจ้าสาวหน้าตึงเหลือเกินขณะเดินจับมือออกมาจากห้อง มานั่งทำพิธีด้านนอกที่ถูกจัดเอาไว้ ผู้ใหญ่ใช้ให้กราบ ใช้ให้ทำอะไรก็ทำ
“เจ้าบ่าวสวมแหวนให้เจ้าสาวครับ” ประโยคนุ่ม ๆ นั้นทำให้เขาคว้ามือของเจ้าสาวมาจับเอาไว้ทันที
อาการกระชากมือเจ้าสาวของเจ้าบ่าวทำให้ผู้ใหญ่มีใบหนากระอักกระอ่วนใจ เจ้าสาวเองก็เงยหน้าขึ้นมองเจ้าบ่าวอย่างเอาเรื่อง
เพราะเอาแต่ไม่มองหน้ากัน พอได้มองหน้ากันก็ทำให้ทั้งสองชะงักงัน
ขุนเขารีบกวาดสายตามองดวงหน้าหวานหยดของเจ้าสาว เขากะพริบตาปริบ ๆ พลางขยี้ตา
นี่ยายขี้เหร่ตัวแสบจริงๆ น่ะเหรอ ไม่น่าเชื่อว่าจะสวย สวยขนาดนี้ เขาได้แต่นั่งอึ้งจนได้ยินเสียงผู้ใหญ่สำทับว่าให้สวมแหวนอีกรอบ
“เจ้าบ่าวสวมแหวนได้แล้วครับ”
ท่าทีของเจ้าบ่าวทำให้ผู้ใหญ่แอบอบยิ้ม สงสัยเพิ่งมองเห็นความสวยของเจ้าสาว
ในขณะที่เจ้าสาวนั้นได้แต่ตกตะลึงในความเถื่อนของเจ้าบ่าว ใบหน้าที่รกไปด้วยหนวดเครานั่นอีก ทำให้เธอรู้สึกว่าคิดผิดที่แต่งงานกับคนเถื่อน ๆ แบบเขา
“เจ้าสาวสวมแหวนให้เจ้าบ่าวครับ” ประโยคของผู้ใหญ่ที่คอยกำกับพิธีในงานดังขึ้น ทำให้แก้มหอมหยิบแหวนมาสวมให้เขา เธอไม่เงยหน้ามองเขาอีก ไม่สนใจเสียด้วยซ้ำว่าเขาจะมีสีหน้าเช่นไร แตกต่างจากขุนเขาที่มองหญิงสาวไม่วางตา
“คราวนี้ก็เสร็จพิธีสวมแหวน นับสินสอดกันเรียบร้อยแล้ว เจ้าบ่าวหอมแก้มเจ้าสาวเพื่อถ่ายรูปนะครับ” ประโยคที่ว่าต้องหอมแก้มทำให้เธอเม้มปาก ถอยหนีแต่เขารีบคว้าเธอเอาไว้
ขุนเขายิ้มใส่ตาเธออย่างยียวนกวนประสาท โดยไม่ทันคาดคิดเขาไม่หอมแก้ม แต่จูบเธออย่างบ้าคลั่งเอาเป็นเอาตาย
“ตาเถร!” ผู้ใหญ่ในงานยกมือขึ้นทาบอก โดยเฉพาะคุณยายที่แทบจะเป็นลม
ในขณะที่หลายคนกำลังตกใจกับฉากอีโรติกนั้น แก้มหอมก็รัวกำปั้นใส่เขาไม่ยั้ง
เขาถอนปากออก ในขณะที่เธอหอบสะท้าน มองเขาอย่างตกตะลึง ไม่คิดว่าขุนเขาจะป่าเถื่อนกับเธอขนาดนี้
แก้มหอมทำท่าจะลุกหนีเขาก็รั้งเอวคอดเอาไว้ก่อนจะบดจูบเธออีกอย่างดุดัน หญิงสาวรัวกำปั้นไม่ยั้ง ใบหน้าแดงก่ำไปหมด
คุณยายเป็นลมไปเรียบร้อยแล้ว หลายคนรีบเข้าไปปฐมพยาบาล ในขณะที่ว่านหอมยิ้มอย่างสมใจ
ตบจูบแบบนี้แหละดี ลูกดกดี สงสัยว่าขุนเขาเห็นลูกสาวเธอเข้าคงจะชอบ เพราะแก้มหอมนั้นยิ่งโตยิ่งสวย แตกต่างจากตอนเด็กๆ ลิบลับที่ดูขี้เหร่ จนเธอไม่อยากบอกว่าแก้มหอมคือลูกสาว คิดว่าเป็นเด็กเก็บมาเลี้ยงเสียอีก แต่ยิ่งโตยิ่งน่ามอง ยิ่งสวยมีเสน่ห์ ใครเห็นก็ต้องตกตะลึง
“นี่ปล่อยนะ” แก้มหอมผลักเจ้าบ่าวออกไป ก่อนจะหอบหายใจอย่างรุนแรง แล้วตบหน้าเขาฉาดใหญ่
เพียะ!!! ใบหน้าของขุนเขาหันไปตามแรงตบ ใบหน้าของเขาลุกวาบขึ้นมาในทันที
“พิธีเสร็จแล้วใช่ไหมครับ งั้นผมพาเจ้าสาวเข้าห้องหอเลยก็แล้วกัน” คนป่าเถื่อนเอ่ยขึ้น รีบกระชากมือของแก้มหอมไม่ให้หนีไปไหน แก้มหอมหน้าตาเหลอหลา เธอยอมรับว่าตกใจกับการกระทำของเขา
เธอยกเลิกงานแต่งตอนนี้เลยได้ไหม!
พิธีแต่งงานที่เกิดขึ้นไม่ได้จัดขึ้นอย่างใหญ่โตอะไร แค่มีขันหมากให้ครบเก้าขัน นับสินสอด แล้วก็ทำบุญเลี้ยงพระ ไม่ได้บอกแขกมากมาย เพียงแค่ญาติเท่านั้น งานแต่งงานจึงเสร็จสิ้นในช่วงบ่ายของวันนั้นเลย
หลังจากขุนเขาบอกว่าจะเข้าหอ คนเป็นพ่อจึงต้องเข้าไปขวางเอาไว้ เพราะเกรงใจญาติผู้ใหญ่ที่เชิญมาร่วมงาน
“แกทำบ้าอะไรห้ะไอ้ขุนเขา”
“ทำบ้าอะไร ก็แต่งงานไงครับพ่อ”
“แกไปทำป่าเถื่อนกับหนูแก้มแบบนั้นได้ยังไง แล้วนี่หนวดเคราอีก รกรุงรังฉันบอกให้แกโกน แกก็ไม่โกน แกจะฉีกหน้าฉันไปถึงไหน”
“ผมแต่งงานก็บุญแค่ไหนแล้ว พ่อยังจะเอาอะไรอีก สนใจอะไรกับหนวดเคราของผมด้วย”
“ทำไมแกถึงได้ป่าเถื่อนแบบนี้ห้ะ หนูแก้มเขาอายคนรู้ไหม ฉันเองก็อายที่มีลูกแบบแก”
“เขาเป็นเมียผม ผมจะทำอะไรก็ได้”
“แต่แกไปจูบเขาท่ามกลางสาธารณะชนแบบนั้นมันน่าเกลียดรู้ไหม”
“ผมจะจูบเมียน่าเกลียดตรงไหน”
“แกนี่มัน” เขมราชโมโหจนพูดไม่ออก
“เสร็จงานแล้วใช่ไหม ผมจะพาเมียกลับบ้าน หรือไม่กลับก็ได้นะครับ ผมไม่ติด”
“ที่แกทำเพราะอยากให้ฉันยกเลิกงานแต่งใช่ไหม”
“แล้วพ่อยอมยกเลิกไหมล่ะ”
“ไม่มีทาง” เขมราชก็ไม่ยอมแพ้ เขาเป็นพ่อ เขาต้องชนะสิ
“ก็ได้ครับ แล้วยายแก้มเหม็นของคุณพ่อจะได้รู้ว่านรกมีจริง”
“แกจะทำอะไรไอ้ลูกบ้า กลับมานี่นะ ไอ้ลูกเวรตะไล” เขมราชชี้นิ้วสั่น ๆ ตามแผ่นหลังลูกชายไป
ในขณะที่แก้มหอมยังตกใจจนตัวสั่นอยู่ในห้องนอนของเธอ เธอกระวนกระวายใจว่าจะทำยังไงดี พอมารดาเข้ามาเธอก็รีบปรี่เข้าไปหาท่าน