“นั่นใครน่ะ” แผ่นหลังของสตรีร่างอวบอ้วน สวมชุดยาวเฟื้อย เป็นสิ่งเดียวที่ลีน่าเห็นอยู่ตอนนี้ ทั่วบริเวณที่เธอมองไป มีเพียงหมอกสีขาวปกคลุมจนหนาตา
“ฉันถามว่าเธอเป็นใคร”
“ฮึก! ฮื้อ ฝากด้วยนะเจ้าคะ ฝากท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และเอินเอินของข้าด้วย” ใบหน้าน่ารักหันกลับมามองลีน่าทั้งน้ำตา
“ฝากอะไรกัน พ่อแม่ใครพ่อแม่มันสิ แล้วนั่นเธอจะไปไหน เดี๋ยวสิ เดี๋ยวๆ” ไม่ทันที่ลีน่าจะวิ่งเข้าถึงตัว หญิงสาวก็จางหายไปกับหมอกขาว และสติของลีน่าก็เลือนหายไปด้วยเช่นกัน
ฮึก! อึก! อึก! อัก
ตากลมลืมขึ้น สติเริ่มฟื้นคืนมาอีกครา แต่สิ่งที่ลีน่ารับรู้ คืออาการของคนที่ขาดอากาศหายใจ แรงดึงรัดที่ลำคอ ทำให้เธอไม่สามารถสูดหายใจเข้าไปได้
“ชะ ช่วย อึก!”
ร่างอวบอ้วนค้างเติ่งอยู่กับผ้าขาวที่ถูกผูกเป็นบ่วง ปลายเท้าห้อยอยู่เหนือพื้น ข้างกันนั้นมีเก้าอี้ไม้ล้มอยู่
ลีน่าไม่รู้เลยว่า เธอตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร รู้เพียงว่าตอนนี้จะต้องหาทางรอดให้ได้เสียก่อน มือทั้งสองถูกยกขึ้นมาจับบ่วงผ้าเอาไว้ ใช้แรงที่มีดึงตัวขึ้น แต่ด้วยแรงที่เหลืออยู่น้อยนิด จึงไม่สามารถดึงตนเองขึ้นได้นานนัก
เฮือก! ฮ้า~ กระนั้นลีน่าก็ยังสูดหายใจเข้ามาเต็มปอด เท้าทั้งสองพยายามเตะไปทั่ว เผื่อว่าจะโชคดี…
เพล้ง!และแล้วสิ่งที่เธอทำก็เป็นผล แจกันที่วางอยู่ไม่ไกล ตกลงมาแตก จะเพราะสิ่งใดที่ทำให้แจกันหล่นลงมา เธอไม่ได้สนใจสักนิด ขอเพียงมีคนได้ยินเท่านั้นก็พอ
“คุณหนู เกิดอันใดขึ้นเจ้า- กรี๊ดดดดดดด ช่วยด้วย! ช่วยคุณหนูด้วย” หญิงสาวร่างเล็กเดินเข้ามาเห็นสภาพของผู้เป็นนาย ก็กรีดร้องเรียกให้คนมาช่วย หญิงผู้นั้นรีบเข้าไปยกตัวลีน่าขึ้น พอให้เธอโล่งใจว่าอย่างน้อยก็มีคนมาช่วย โดยมิได้สนใจสรรพนามที่สตรีผู้นี้ใช้เรียกเธอเลย
“เสียงดังอันใดกะ- หลี่เอ๋อร์! หลี่เอ๋อร์ ท่านพ่อ ท่านแม่มาช่วยข้าที”
“หลี่เอ๋อร์! ลูกพ่อ” ลีน่ารู้สึกหายใจโล่งขึ้นมาทันที เมื่อมีชายหนุ่มเข้ามายกตัวเธอให้สูงขึ้น ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะปีนโต๊ะขึ้นไปปลดปมผ้า ทำให้ร่างอวบร่วงลงมากองกับพื้น พร้อมกับชายหนุ่ม
เสียงร้องไห้คร่ำครวญและแรงกอดรัด เป็นสิ่งสุดท้ายที่ลีน่าสัมผัสได้
อะไรล่ะเนี่ย ฝันหรอ หรืออะไรกันแน่
“อะ โอ้ย!” มืออวบยกขึ้นจับบริเวณลำคอขาว ที่บัดนี้ขึ้นสีแดงช้ำจนน่ากลัว ลีน่าจำได้ว่าตนเองกำลังจะขาดอากาศหายใจ แต่ก็มีคนมาช่วยเธอไว้ได้ทัน
‘อ่า~ ดูเหมือนจะรอดแล้วสินะ’
“หลี่เอ๋อร์ฟื้นแล้วขอรับท่านพ่อ ท่านแม่” เสียงของชายหนุ่มดังขึ้น ดึงสติให้ลีน่าหันมองไปทางต้นเสียง ภาพที่ปรากฏต่อหน้าเธอตอนนี้ เป็นภาพที่มีชายสองคน และหญิงอีกสองคน กำลังยืนมองเธอ ด้วยสีหน้าและแววตาเศร้าโศก
“หลี่เอ๋อร์ เหตุใดจึงทำเช่นนี้ลูก แม่ปวดใจยิ่งนัก ฮื้อออ” หญิงวัยกลางคนร้องห่มร้องไห้ ปานจะขาดใจ…
‘นี่มันเรื่องอะไรกัน คนพวกนี้เป็นใคร งงไปหมดแล้วนะ’ ลีน่าได้แต่มองคนนั้นที คนนี้ที
“พอเถิดน้องหญิง อย่าได้คาดคั้นลูกนักเลย” ชายหญิงคู่นี้ ดูเหมือนจะเป็นสามีภรรยากัน แต่ทำไมถึงเรียกเธอว่าลูกกันล่ะ
“นั่นสิขอรับ ท่านแม่อย่าได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย”
“ขอโทษ แคกๆ นะคะ พวกคุณเป็นใครคะเนี่ย” ลีน่าสะบัดหน้า ไล่ความมึนงง จะคิดว่าเธอกำลังฝันอยู่ มันก็เหมือนจริงเกินไป
ลีน่าแน่ใจว่าตั้งแต่เกิดมาจากท้องแม่ จนอายุย่างเข้าสามสิบปี เธอไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าผู้คนเหล่านี้มาก่อน ไหนจะเรื่องการแต่งตัว ที่เหมือนพวกนักแสดงซีรีส์จีนย้อนยุคนี่อีก
“ละ หลี่เอ๋อร์ นี่พี่อย่างไรเล่า พี่เหิงของเจ้า”
“เหิงไหนอีกล่ะ แล้วฉันก็ไม่ได้ชื่อหลี่เอ๋อร์ด้วย ฉันชื่อลีน่า ลอ อี ลี นอ อา นา ไม้เอก น่า…ลีน่า” มืออวบชี้ไปที่ปากของตัวเอง ก่อนจะขยับปากสะกดคำให้คนตรงหน้าฟัง
ทั้งคำพูดและท่าทีที่หญิงสาวแสดงออก ทำให้ครอบครัวสกุลเหอหวั่นใจ โดยเฉพาะเหอเข่อซิงผู้เป็นบิดา
จากกิริยาและท่าทางของบุตรสาว นอกจากจะแปลกประหลาดไปจากเดิม นางยังทำราวกับมิรู้จักพวกเขาอีก หากเป็นเช่นนี้ การเร่งเข้าหา อาจจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
“เอ่อ อาเหิงอย่าพึ่งไปเร่งรัดน้องเลย นางอาจจะยังสับสนมึนงง หากได้พักผ่อนสักหน่อยคงจะดีขึ้น เอินเอินฝากเจ้าดูแลนางที” ชายที่ดูจะมีอายุมากที่สุดเดินออกไปจากห้อง ตามไปด้วยชายหนุ่มที่ชื่อพี่เหิง และหญิงวัยกลางคน
“ดะ เดี๋ยวสิ อย่าพึ่งไป พาฉันกลับบ้านก่อน” ลีน่าลุกขึ้นจากเตียง หมายจะวิ่งตามทั้งสามออกไป แต่กลับเสียหลักล้มไปกับพื้น
ตุบ!!!
“ทำไมหนักแบบนี้เนี่ย”
“ระวังเจ้าค่ะ คุณหนูจะไปที่ใดเจ้าคะ”
“ก็จะไปหาพวกเขานะสิ-” ลีน่าชะงักนิ่ง เมื่อเห็นเงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่ ภาพที่สะท้อนอยู่ตอนนี้ เป็นหญิงสาวร่างอวบอั๋น ใบหน้าน่ารัก พวงแก้มขาว กลมใหญ่ราวกับซาลาเปาก้อนโต
สองมือยกขึ้นโบกไปมา เงาในกระจกก็ทำตาม ลีน่าจงใจเปลี่ยนเป็นชูมือสองนิ้ว เงานั้นก็ทำตาม!!!
“ย้ากกกกกกก อะไรวะเนี่ย” ทำไมหน้าเธอเปลี่ยนไป รูปร่างก็ด้วย
“คุณหนูเจ็บที่ใดเจ้าคะ ฮึก คุณหนูของบ่าว”
“ฉันชื่ออะไร”
“ฮึก หมายถึงนามของคุณหนูหรือเจ้าคะ คุณหนูเหอหลี่น่าเจ้าค่ะ” หญิงสาวตัวจ้อยตอบทั้งน้ำตา แม้ว่าคำพูดที่คุณหนูของนางเอ่ย จะแปลกไปบ้าง แต่นางก็พอจะคาดเดาได้ว่าคุณหนูถามถึงเรื่องใด
“เหอหลี่น่า” เมื่อได้คำตอบ ลีน่าก็ถอยมานั่งบนเตียงอย่างหมดแรง ในหัวพยายามนึกถึงเหตุผลและที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดนี้
ลีน่า สาวใหญ่วัยสามสิบปี เธอเป็นลูกครึ่งไทย-จีน มีครอบครัวแสนอบอุ่นจนกระทั่งอายุได้ห้าขวบ พ่อชาวจีนของเธอ ก็ทิ้งเธอและแม่ไปกับหญิงอื่น ลีน่าเลยต้องอยู่กับยายและแม่นับจากนั้นมา
หลี่น่า เป็นชื่อที่พ่อใช้เรียกเธอ แต่นับจากที่พ่อจากไป ก็ไม่มีใครเคยเรียกเธอแบบนั้นอีก
หลังจากทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยจนจบปริญญา เธอก็ได้งานเป็นผู้จัดการอยู่ที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่ง จนมีเงินทองมากพอ จะส่งให้แม่และยายใช้ ทว่าหลังจากที่ลีน่าทำงานได้ไม่กี่ปี ยายกับแม่ของเธอก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต จากนั้นเธอก็อยู่ตัวคนเดียวมาตลอด มีเพียงเพื่อนที่ทำงานเท่านั้นที่พอจะไปมาหาสู่กันได้
ลีน่าจำได้ว่า เธอไปทำงานตามปกติเหมือนทุกวัน อยู่ตรวจสอบความเรียบร้อยจนร้านปิดอย่างที่เคยทำ
“พวกแกมาเก็บขวดเหล้าตรงนี้ไปด้วย”
“ได้ครับ” แน่นอนว่าการทำงานในสถานที่ ที่มีแต่คนมึนเมาย่อมต้องมีเรื่องให้ปวดหัวบ้าง แต่เธอก็เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้ง จนกลายเป็นเจ้ใหญ่ที่น้องๆ ต่างเคารพ
อ่า~ ที่จริง เพราะเธอทำงานที่นี่มานานแล้ว
“เจ้ลี ผมเอาขวดไปทิ้งก่อนนะ” ไอ้โจพนักงานในร้านตะโกนบอก พร้อมกับยกถุงขยะเดินออกไปทางหลังร้าน
“ฉันชื่อลีน่าจ้า ลี-น่า เรียกซะเป็นป้าแถวบ้านเลยนะ” ลีน่าตะโกนด่าไปโดยมิได้คิดอะไร มือทั้งสองก็วุ่นวายอยู่กับการช่วยพนักงานในร้านเก็บกวาด ด้วยตำแหน่งของเธอ จะไม่ทำก็ไม่มีใครว่า แต่เธอก็อยากช่วย เพราะยังไม่อยากกลับคอนโด
“เอ้า! อีกถุงก็ไม่เอาไป ไอ้โจนะไอ้โจ” แม้จะบ่น แต่เธอก็เลือกจะหยิบถุงไปทิ้งเอง เมื่อเดินออกไปตรงที่ทิ้งขยะ ก็พบว่าไอ้โจกำลังถูกกลุ่มวัยรุ่นสี่ห้าคน รุมทำร้ายอยู่
“พวกมึงทำอะไร คิดจะหมาหมู่หรอวะ” กับพวกถ่อย ไม่จำเป็นต้องพูดดีด้วย
“อีแก่ มึงไม่เกี่ยว อย่าหาเรื่องใส่ตัว” ลีน่าถึงกับหน้ามืดครึ้ม
“อีแก่งั้นหรอ กูพึ่งจะสามสิบโว้ย!!!”
ตอนนั้นเธอจำได้เพียงว่า ตัวเองเข้าไปถีบไอ้คนปากหมานั่น จากนั้นเหตุการณ์ก็ชุลมุน มีพนักงานที่ร้านออกมาช่วยพวกเธอ ตัวเธอเองก็ต่อยตีกับพวกวัยรุ่นไปหลายหมัด
แต่แล้ว…ปัง!!!
เสียงปืนดังลั่น พร้อมกับอาการเจ็บจี๊ดที่กลางอก หลังจากนั้นเมื่อเธอได้สติขึ้นมา ก็พบหญิงสาวร่างอวบ แล้วก็โผล่มาที่นี่
นี่หมายความว่า…
“ฉันโดยยิงตาย แล้วมาติดอยู่ในร่างนี้หรอ บ้าปะ! ใครมันเล่นบ้าอะไรเนี่ย”
“คุณหนู…?”
“ทำไมไม่ปล่อยให้ฉันตาย ฮื่อออ ทำไม~ ตายแล้วตายเลยไม่ได้หรอวะ โมโหโว้ย!!!” ลีน่าในร่างของคุณหนูเหอหลี่น่าดีดดิ้น งอแง อยู่บนเตียงนอน จนบ่าวรับใช้มิรู้จะปฏิบัติตนอย่างไร
“คุณหนูเจ้าคะ”
“ฮื่อออ เกิดมาก็ลำบาก ตายแล้วยังไม่ตายจริงอีก ชีวิตฉัน!” ทั้งเบะปากร้องไห้ ทั้งทุบอกตนเองอย่างช้ำใจ
“คุณหนูอย่าทุบตีตนเองเลยเจ้าค่ะ ฮึก” ลีน่าคร่ำครวญจนพอใจ ก็นอนนิ่ง หอบหายใจหนัก เพราะอาการเหนื่อย ดูเหมือนว่าเธอจะยังไม่ชินกับร่างกายที่อ้วนท้วมสมบูรณ์เช่นนี้ ชีวิตก่อนผอมแห้งแรงน้อย จนจะปลิวไปกับลม
“เธอ- ไม่สิๆ ต้องใช้เจ้ากับข้าเหมือนในซีรีส์สินะ”
“…?”
“เจ้าบอกอีกทีสิ ว่าฉัน- ข้าชื่ออะไร”
“นามว่า เหอหลี่น่า เจ้าค่ะ” ลีน่าพยักหน้าเข้าใจ แม้ในใจจะไม่ยินยอม แต่ก็คงต้องยอมรับว่าจากนี้จะต้องใช้ชื่อ เหอหลี่น่า
“แล้วธะ- เจ้าล่ะ” บ้าเอ้ย! พูดยากจริง ไอ้ตอนฟังซีรีส์ก็ไม่เห็นจะยากขนาดนี้
“บ่าวนามว่า เอินเอิน เจ้าค่ะ คุณหนูจำมิได้หรือเจ้าคะ ฮึก”
“…แล้วสามคนที่เข้ามาเมื่อกี้ล่ะ”
“เอ่อ คุณหนูหมายถึงสามคนเมื่อครู่หรือเจ้าคะ เป็นท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่ชายของคุณหนูเจ้าค่ะ”
“ครอบครัวสินะ”
“เกิดอันใดขึ้นกับคุณหนูเจ้าคะ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้” ดวงตาแดงก่ำของเอินเอิน ทำให้หลี่น่านึกหนักใจ ว่าจะบอกเรื่องคุณหนูเหอหลี่น่าคนเดิมกับหญิงสาวตรงหน้าดีหรือไม่
“ข้า…ความจำเสื่อมน่ะ เหมือนในละครไง แบบว่าจำอะไรไม่ได้เลย” ไม่บอกแล้วกัน บอกไปก็มีแต่จะทำให้ทุกคนคิดว่านางเป็นบ้า
“จะ เจ้าคะ? ความจำเสื่อมคืออันใดเจ้าคะ”
“เห้อ เข้าใจยากจริง เอาเป็นว่าตอนที่ข้าร่วงลงมาบนพื้น หัวข้าไปกระแทกกับพื้นดังเปาะ!ทีนี้ข้าก็จำอะไรไม่ได้เลย ความจำมันหายไปหมดเลย” พูดไปก็ทำท่าทางประกอบไปด้วย ให้อีกฝ่ายเข้าใจมากขึ้น
“คะ ความจำหดหายหรือเจ้าคะ” เด็กสาวยกมือปิดปาก นัยน์ตาฉายแววเวทนาผู้เป็นนายเหลือทน
“อืม ฉะ- ข้าความจำหดหาย ทีนี้ต้องพึ่งเจ้าแล้ว เล่าเรื่องราวของข้าให้ฟังทีเถิด”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูเป็น-” ยังไม่ทันที่เอินเอินจะเอ่ยเล่าสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายด้านออกก็ดังขึ้น
เคร้ง! ตุบ! ปัง!!!
“เอินเอิน รีบพาหลี่เอ๋อร์กับท่านแม่ไปหลบเร็วเข้า” จู่ๆ พี่เหิงของหลี่น่า ก็พามารดาเข้ามาในห้องด้วยท่าทีร้อนรน
“เจ้าค่ะ!” ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลี่น่าถูกดึงเข้าไปหลบในห้องลับ ทั้งที่นางยังคงสับสนมึนงงอยู่
หลบอะไรอีกละเนี่ย แล้วเสียงข้าวของแตกนั่นคือสิ่งใด!!?
เอินเอินพาผู้เป็นนายทั้งสองเข้ามาหลบในห้องลับเล็กๆ ของเรือน หลี่น่าที่ไม่รู้เรื่องอันใด ก็ได้แต่นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้น นานกว่าสองเค่อ (30 นาที) เสียงดังโวยวายด้านนอกก็หยุดลง
ก๊อก! ก๊อก!
“ออกมาได้แล้ว พวกมันไปหมดแล้ว” ได้ยินเสียงของผู้นำตระกูล สตรีทั้งสามก็พากันออกจากห้องลับทันที
ภาพที่หลี่น่าเห็นอยู่ตรงหน้า ทำเอานางตกใจไม่น้อย ชายทั้งสองที่นางพึ่งรู้ว่าเป็นบิดาและพี่ชาย เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นผง ทั้งศีรษะของผู้เป็นบิดายังมีแผลแตก จนเลือดไหลอาบหน้า
“ละ เลือด! ไปทำแผลก่อนดีไหม ปล่อยไว้จะติดเชื้อได้” ทุกคนต่างมึนงงกับคำพูดแปลกประหลาดของหลี่น่า จนต้องขอให้นางพูดใหม่อีกที
“หลี่เอ๋อร์ เจ้าว่าอย่างไรนะ”
“เอ่อ เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถิดเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าจะทำความสะอาดบาดแผลให้ท่านก่อน” ร่างอวบตั้งสติ พยายามประมวลคำที่ควรใช้ให้ถูกต้อง และพูดออกมาอย่างชัดเจน จนทุกคนเข้าใจทุกคำที่นางเอ่ย
มือขาวใช้เครื่องมือที่เอินเอินนำมา ทำแผลให้กับบิดาอย่างเบามือ ยังดีที่บาดแผลไม่หนักหนาถึงขั้นต้องเย็บ เพราะหากเป็นเช่นนั้น นางคงมิอาจช่วยได้
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
“ขอบใจเจ้ามาก พ่อมิคิดว่าเจ้าจะรู้เรื่องการแพทย์ด้วย” ผู้อาวุโสที่สุดในเรือนเอ่ยอย่างยิ้มๆ เขาเป็นบิดา ย่อมรู้ดีว่าบุตรสาวนั้นชอบการอ่านตำรา วิธีการและหลักการต่างๆ บุตรสาวของเขาจดจำได้แม่นยำ แต่มิคิดว่านางจะปฏิบัติได้อย่างเชี่ยวชาญด้วยเช่นกัน
“เจ้าค่ะ แล้วเมื่อครู่เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ” คำถามของหลี่น่า ทำเอาทุกคนหันหน้ามองกันอย่างงุนงง
“ก็พวกเจ้าหนี้อย่างไรเล่า พวกเขาก็มาที่เรือนเราประจำ”
“คุณชายเจ้าคะ คือว่า…คุณหนูความจำหดหายเจ้าค่ะ ตอนที่เราพาคุณหนูลงมาจากบ่วงผ้า ตอนนั้นศีรษะคุณหนูชนเข้ากับพื้นดังโป๊ก!!! แล้วก็ลืมทุกสิ่งเลยเจ้าค่ะ” เอินเอินทำท่าทำทาง ดังที่คุณหนูของนางเคยทำให้ดูก่อนหน้า
“…ห๊ะ” อ่า~ ทุกคนตกใจมาก จนช็อกนิ่งไปเลย
“แหะๆ ทุกท่านไม่ต้องตกใจ จริงๆ แล้วมันดังเปาะ! เดียวเท่านั้น” แม้หลี่น่าจะขยายความเพิ่ม แต่ก็ยังไม่ทำให้ทั้งสามคนหายตกใจ ผู้เป็นมารดาถึงขึ้นร้องห่มร้องไห้ออกมา
“โถ่~ หลี่เอ๋อร์ของแม่ ฮื่ออออ เจ้าจำสิ่งใดไม่ได้เลยหรือ เช่นนี้จะทำอย่างไรดีเจ้าคะท่านพี่ พาไปหาหมอดีหรือไม่”
“พี่เองก็คิดเช่นนั้น อาเหิง เจ้าช่วยไปตามหมอมาตรวจน้องทีได้หรือไม่”
“ได้ขอรับ หลี่เอ๋อร์รอพี่ก่อนนะ อย่าพึ่งเป็นอันใดไป” หลี่น่าเห็นพี่ชายกำลังจะลุกออกไปจากศาลา นางจึงรีบคว้าแขนชายหนุ่มเอาไว้
หมอจะตรวจพบได้อย่างไรเล่า ก็เป็นเรื่องโกหกนี่
“พี่เหิงมิต้องไปหรอกเจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าสบายดี เพียงจดจำเรื่องราวไม่ได้เท่านั้น พวกท่านช่วยกันเล่าเรื่องทุกอย่างให้ข้าฟังก็พอเจ้าค่ะ” หญิงสาวสังเกตเห็นถึงความกังวลบนใบหน้าของบิดาอย่างชัดเจน ดูเหมือนว่าทุกคนลำบากใจที่จะเอ่ยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“เอ่อ หากพวกท่านไม่สะดวกใจ-”
“มิได้เป็นเช่นนั้น เอาเถิดๆ พ่อจะเล่าทุกสิ่งให้เจ้าฟัง…” ทั้งบิดา มารดา พี่ชาย และเอินเอิน ต่างผลัดกันเล่าเรื่องราวให้หลี่น่าฟัง จนนางได้รู้ความเป็นไปทุกสิ่ง
เหอหลี่น่ามีอายุเพียง 18 หนาว นางเป็นบุตรสาวของเศรษฐีสกุลเหอ เหอเข่อซิงกับฮูหยินเหอซูเจิน มีพี่ชายวัย 21 หนาว นามว่า เหอเหิงเยว่ สกุลของนางเป็นสกุลเศรษฐีอันดับหนึ่งของแคว้น มาตั้งแต่รุ่นปู่ทวดย่าทวด แม้ผู้คนจะเอ่ยว่าเหอเข่อซิงมิได้มีปัญญาเฉียบแหลมเช่นผู้นำสกุลเหอคนก่อน อาศัยบารมีเก่าของบรรพบุรุษเท่านั้น แต่บิดาของนางก็สืบทอดกิจการต่างๆ มาได้เป็นอย่างดี
แต่แล้วชะตากลับพลิกผัน เพียงเพราะท่านพ่อรู้จักกับพวกสกุลเถียน เสนาบดีเถียนตงเข้ามาติดต่อซื้อขายของหายากบางอย่างกับท่านพ่อ จากนั้นทั้งสองตระกูลจึงติดต่อค้าขายกันจนสนิทชิดเชื้อ
รุ่นบิดามารดารู้จักมักจี่กันเป็นอย่างดี รุ่นลูกรุ่นหลานก็พูดจากันถูกคอ โดยเฉพาะคุณหนูเหอหลี่น่าที่หลงรักบุตรชายคนรองของเสนาบดีเถียน นามว่า เถียนอี้ ชายผู้นี้ทั้งสุขุม อ่อนโยน สมกับเป็นบัณฑิตที่พึ่งได้รับตำแหน่งขุนนาง เมื่อสองครอบครัวรู้ว่าบุตรหลานรักใคร่กัน จึงได้มีการจัดการหมั้นหมายขึ้น
เรื่องราวก็ดูเหมือนจะดำเนินไปได้ด้วยดี ทว่าวันหนึ่งเสนาบดีเถียนได้แนะนำ ให้บิดาของนางรู้จักพ่อค้าต่างแคว้นคนหนึ่ง ที่เชี่ยวชาญเรื่องการลงทุนสร้างกิจการ สกุลเหอที่คิดจะสร้างกิจการเพิ่มอยู่แล้ว จึงได้สนใจและลงทุนสร้างกิจการกับพ่อค้าต่างแคว้นผู้นั้น
แต่แล้วครอบครัวของนางกลับถูกพ่อค้าผู้นั้นคดโกง จนสิ้นเนื้อประดาตัว บ่าวรับใช้ต่างหนีหาย มิตรสหายก็หมางเมิน คนเคยให้ความเคารพก็เหยียบย่ำ เพียงเพราะไม่มีเงินมีทองเช่นเก่าก่อน คงจะมีเพียงสกุลเถียน ที่ยังให้ความช่วยเหลืออยู่บ้าง
“เท่าที่ฟัง สกุลเถียนก็เป็นคนดีไม่น้อยนะเจ้าคะ”
“หึ! ก็แค่ช่วงแรกเท่านั้นแหละ” เหิงเยว่แค่นยิ้มออกมา ก่อนจะเล่าเรื่องราวให้น้องสาวฟังต่อ
หลังจากที่ได้รับการช่วยเหลือจากสกุลเถียน บิดาของนางก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวและคืนเงินให้สกุลเถียน บิดาของนางเริ่มกู้หนี้ยืมสินมาลงทุน สร้างกิจการขึ้นมาใหม่ แต่ด้วยท่านพ่อเคยแต่รับช่วงต่อจากท่านปู่ มิเคยต้องเริ่มสร้างด้วยตนเอง ทำให้กิจการใหม่ของท่านพ่อล้มไม่เป็นท่า บิดาของนางจึงหันมาใช้แรงแลกเงิน เพื่อนำมาใช้จ่ายในครอบครัวก่อน
เมื่อเห็นว่าสกุลเหอที่เคยรุ่งเรือง ไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้ สกุลเถียนที่เคยไปมาหาสู่กัน ก็เริ่มตีตัวออกหาก กระนั้นท่านพ่อท่านแม่ก็มิได้ถือสา จนได้ข่าวว่า เถียนอี้ที่เป็นคู่หมั้นของเหอหลี่น่า แต่งคุณหนูสกุลจางเข้ามาแทนที่ คุณหนูเหอหลี่น่าที่รักใคร่เถียนอี้หมดใจ ถึงกับเป็นลมล้มพับไป นางถึงขั้นไปร้องห่มร้องไห้หน้าประตูเรือนสกุลเถียน จนถูกบ่าวไพร่สาดน้ำไล่ ทั้งด่าทอว่าอัปลักษณ์ มีฐานะเยี่ยงยาจก นับจากวันนั้นนางก็เก็บตัวเงียบอยู่ในเรือน
ครอบครัวสกุลเหอทั้งทุกข์ใจและเจ็บใจ ยามมั่งมี พวกเขาก็ช่วยเหลือสกุลเถียนเรื่องเงินทองอยู่เสมอ เพราะเห็นว่าอย่างไรก็จะได้เกี่ยวดองกัน มิคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
หลี่น่าได้ยินเรื่องราวทั้งหมดก็เข้าใจทันที ว่าชายที่ชื่อเถียนอี้ มิได้รักใครคุณหนูเหอหลี่น่าเลยแม้แต่น้อย คงหวังเพียงอำนาจเงินของสกุลเหอเท่านั้น ทั้งพ่อค้าที่คดโกงสกุลเหอ ยังเป็นคนที่เสนาบดีเถียนแนะนำมา ไม่แน่ว่าพวกมันอาจจะวางแผนทั้งหมดไว้แล้ว
“จากนั้นเรื่องก็เป็นอย่างที่เจ้ารู้” ซูเจินโอบกอดบุตรสาวอย่างแนบแน่น นางรู้ดีว่าบุตรสาวปักใจรักใต้เท้าเถียนมาก ถึงขั้นคิดจะปลิดชีวิตของตนเอง
“หลี่เอ๋อร์ พ่อรู้ว่ามันยาก แต่เจ้าต้องตัดใจจากเขาเสีย”
“เจ้ายังมีท่านพ่อ ท่านแม่ เอินเอิน และก็พี่ ที่รักเจ้า” เมื่อเห็นว่าน้องสาวเงียบไป เหิงเยว่จึงลูบศีรษะน้องสาวเบาๆ เขาคิดว่านางคงยังมีเยื่อใยกับใต้เท้าเถียนอยู่มาก แม้ว่าความจำจะหดหายไป
เรื่องเช่นนี้คงต้องใช้เวลา ให้ช่วยเยียวยาจิตใจของนาง
ปัง!!! ทั้งสี่คนต่างสะดุ้งตกใจ เพราะอยู่ๆ หลี่น่าก็ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะ
“…ไอ้คนเห็นแก่ตัว พอหมดประโยชน์ก็ถีบหัวส่ง หึ! น่าตายนัก”
“จะ เจ้าว่าผู้ใดหรือน้องพี่”
“ก็ไอ้พวกสกุลเถียนอย่างไรเจ้าคะ พวกมันหาประโยชน์จากเรา แล้วก็หักหลังเรา ไม่แน่ว่าพ่อค้าคนนั้นอาจจะเป็นคนของพวกมันก็ได้” คำพูดด่าทอยาวเหยียดของบุตรสาว สร้างความประหลาดใจให้กับเข่อซิงและซูเจินไม่น้อย
“นี่ลูกมิได้รู้สึกรักใคร่เถียนอี้แล้วหรือ”
“จะรักได้อย่างไรเจ้าคะท่านพ่อ ทำตัวเป็นแมงดา คิดจะมาเกาะข้ากิน พอสกุลเราตกต่ำ ก็เขี่ยทิ้ง นี่มันยิ่งกว่าคนเห็นแก่ตัวเสียอีก ฮึ้ย! พูดแล้วโมโห” หลี่น่าหอบหายใจหนัก นางทั้งเหนื่อย ทั้งโกรธ นางจะเอาคืนให้จนได้
คอยดูเถิด! แม่จะเฉิดฉายให้ดู
“เอ่อ ฮะ ฮ่าๆ ถ้าเจ้าคิดเช่นนั้นก็ดีแล้ว ไอ้พวกกลับกลอก! พวกเห็นแก่ตัว! ไว้ใจมิได้”
“ใช่เจ้าค่ะพี่เหิง จากนี้ข้าจะทำให้พวกมันรู้ซึ้ง ที่กล้ามาทำกับพวกเราเช่นนี้” หลี่น่าพยักหน้าหงึกหงักกับตนเอง ทว่าต้องหยุดชะงักเพราะคำของพี่ชาย
“จะทำเช่นไรหรือ”
“…ยังไม่รู้เลยเจ้าค่ะ แหะๆ แต่อย่างไร ข้าก็ต้องหาวิธีได้แน่” หลี่น่าว่าพลางลุกขึ้น ไปยืนเท่าสะเอวบนโต๊ะน้ำชาเตี้ยๆ ที่วางอยู่
“ไปยืนทำไมตรงนั้นเล่า ลูกแม่”
“เพราะข้าจะทำให้พวกท่านมั่นใจ ว่าข้าจะทำงานหาเงินมาช่วยพวกท่านเอง” ในชีวิตก่อน ครอบครัวนางก็ยากจนและมีหนี้สินมากมายเช่นกัน นางยังใช้หนี้แล้วส่งเงินให้ยายกับแม่ใช้ได้เลย มาครานี้เหตุใดนางจะทำไม่ได้
“พ่อเชื่อๆ แต่เจ้าลงมาก่อนเถิด โต๊ะมันเก่ามากละ-”
โคร้ม!!! โอ้ยยย~
“คุณหนู!” เอินเอินโผเข้าไปพยุงหลี่น่า ให้ลุกขึ้นจากพื้น ไม่ต่างจากที่ท่านพ่อว่า โต๊ะมันเก่ามากจนรับน้ำหนักตัวของนางไม่ไหว
“ฮ่าๆ เจ้าหงายหลังลงไปเลย ฮุๆ” เหิงเยว่กุมท้องหัวเราะจนน้ำตาไหล
ก่อนจะหาเงิน ข้าต้องออกกำลังกาย เพื่อลดน้ำหนักก่อนกระมัง ทั้งเหนื่อยง่าย ทั้งไม่คล่องตัว ไหนจะทำข้าวของเสียหายอีก ฮื้อออออ
หลังจากใช้ชีวิตในฐานะคุณหนูสกุลเหอได้กว่าสิบวัน หลี่น่าก็พบว่า นางเป็นที่รักของคนทั้งเรือน แม้ว่าทั้งเรือนจะมีกันอยู่เพียงห้าคนก็เถอะ
ทุกคนดูแลเอาใจใส่นางเป็นอย่างดี วันๆ หลี่น่าแทบมิได้ทำสิ่งใด เพราะบิดาอยากให้นางพักจนหายดีเสียก่อน นางจึงได้แต่ศึกษาเรื่องราวต่างๆ ในยุคนี้ ทั้งการพูด การแสดงกิริยาท่าทาง และศึกษาตำราต่างๆ ที่มี นอกจากจะศึกษาเรื่องพวกนี้แล้ว นางยังออกกำลังกายอยู่ในห้องเป็นประจำ
“แฮกๆ เหนื่อย…นับถือคนที่ออกกำลังกายทุกวันจริงๆ” ในชีวิตก่อน หลี่น่าเป็นคนที่กินเท่าไร น้ำหนักก็ไม่เพิ่ม นางจึงออกกำลังกายบ้าง ไม่ออกบ้าง แต่จะเน้นหนักไปที่ศิลปะการต่อสู้มากกว่า จึงพอจะต่อยตีได้ดีทีเดียว
ร่างท้วมนอนแผ่หราอยู่กับพื้นห้อง แม้จะเหนื่อย แต่นางก็ต้องออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพและความคล่องตัวของตนเอง ยังดีที่ร่างนี้เพียงอวบอ้วนเล็กน้อย จึงสามารถลดน้ำหนักได้ง่าย แต่หลี่น่าเองก็ไม่ได้คิดจะลดน้ำหนัก เสียจนผอมแห้งจนคนคิดว่าเป็นผู้ชายเหมือนในชีวิตก่อน
“ลดนิดหน่อยก็พอ เน้นให้มีส่วนเว้าส่วนโค้งเสียหน่อย” หญิงสาวลุกขึ้นมาหมุนซ้ายหมุนขวา มองรูปร่างของตนเองอยู่หน้ากระจก
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
“คุณหนูเจ้าคะ ถึงเวลาทานมื้อเช้าแล้วเจ้าค่ะ”
“ข้ากำลังจะออกไป…ค่อยกลับมาอาบน้ำแล้วกัน” หลี่น่าได้ยินเสียงบ่าวคนสนิท ก็รีบหยิบผ้ามาซับเหงื่อไคล ก่อนจะรีบไปร่วมโต๊ะอาหาร
บนโต๊ะอาหารมีท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชาย และนาง ร่วมโต๊ะอาหารด้วยกัน ข้างๆ ก็มีเอินเอินที่รอปรนนิบัติผู้เป็นนายอยู่ หลี่น่าคีบอาหารทานได้สักพัก ก็วางตะเกียบลง
“อาหารไม่ถูกปากหรือหลี่เอ๋อร์ของพ่อ หลายวันมานี้เจ้าทานได้น้อยนัก”
“นั่นสิลูก หรือว่าเจ้ามีเรื่องให้ทุกข์ใจ” ซูเจินยื่นมือไปกอบกุมมืออวบของบุตรสาว
“มิได้เจ้าค่ะ ช่วงนี้ข้าตั้งใจจะลดน้ำหนักเจ้าค่ะ ข้าอวบอ้วนเกินไป เดินเหินไม่คล่องตัวเสียเลย”
“มิเห็นจะเป็นอันใด พี่ชอบที่เจ้าอวบอ้วนเช่นนี้ แคกๆ” เหิงเยว่เคี้ยวข้าวไปก็พูดคุยกับน้องสาวไป จนสำลักหน้าดำหน้าแดง ซูเจินจึงต้องหันมาลูบหลังบุตรชายแทน
“พ่อเห็นด้วยกับพี่ชายเจ้านะ หลี่เอ๋อร์ของพ่อดูมีน้ำมีนวล น่ารัก น่าชังไปหมด” ว่าแล้ว มือที่เริ่มเหี่ยวย่นของเข่อซิง ก็คีบเนื้อไก่ตุ๋นไปวางบนจานข้าวบุตรสาว
“เจ้าค่ะๆ แต่ข้าคิดว่าอย่างไรก็ต้องลด เพื่อสุขภาพ อย่างน้อยก็ลดความเสี่ยงที่จะเป็นความดัน เบาหวาน ปวดเมื่อย หัวใจ-”
“พอก่อนๆ พี่ฟังเจ้าไม่ทันแล้ว เอ่ยออกมาแต่ละคำ ล้วนฟังมิได้ความ”
“เอาเป็นว่าข้าต้องลดน้ำหนักลงอีกนิดเจ้าค่ะ” นับจากที่หลี่น่าฟื้นขึ้นมาครานี้ ก็มีท่าทีแปลกไป จากพูดน้อย ก็กลายเป็นช่างพูดช่างจา เดิมทีเรียบร้อยอ่อนหวาน กลับดูมีชีวิตชีวาขึ้น
ทว่าทุกคนในครอบครัวก็มิได้เอ่ยถามสิ่งใดออกไป แม้จะสงสัยมากก็ตาม ต่างคนต่างคิดว่าเรื่องที่คนรักของนางหนีไปแต่งกับสตรีอื่น คงกระทบกระเทือนจิตใจของนาง จนทำให้กลายเป็นเช่นนี้
“แม่ตามใจเจ้า…ท่านพี่ อาเหิงรีบทานเข้าเถิด แม่จะรีบไปปักผ้า ต้องนำไปส่งที่ร้านภายในวันนี้” เมื่อฮูหยินของเรือนว่าดังนั้น ทุกคนก็รีบลงมือทานอาหารต่อ มีเพียงหลี่น่าที่ยิ้มกริ่มอยู่กับตนเอง
“ท่านแม่เจ้าขา ลูกไปส่งผ้าให้ท่านแม่ดีหรือไม่” ท่าทีออดอ้อนอย่างลูกแมวตัวน้อย ทำเอาซูเจินหัวเราะออกมา
“ฮ่าๆ เจ้าอยากไปอย่างนั้นหรือ”
“เจ้าค่ะ ข้าอยากไปเที่ยวชมตลาดด้วย อีกอย่างข้าอยากช่วยแบ่งเบาภาระพวกท่าน อยู่แต่ในเรือนเช่นนี้ เหมือนข้าเป็นบุตรอกตัญญู”
“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น พ่อและทุกคนเพียงเป็นห่วงเจ้า”
“ตอนนี้ข้าหายดีแล้วเจ้าค่ะ ขอข้าไปนะเจ้าคะ” ตากลมกะพริบปริบๆ ออดอ้อนขอความเห็นใจ
“ก็ได้ๆ เอินเอินดูแลนายเจ้าให้ดี” สุดท้ายก็ทนต่อน้ำเสียงและท่าทีออดอ้อนของบุตรสาวไม่ไหว นายท่านของเรือนจึงต้องเอ่ยอนุญาตออกไป
“บ่าวจะดูแลคุณหนูด้วยชีวิตเจ้าค่ะ”
.
.
“อืม ลายปักงดงามนัก สมเป็นฮูหยินเหอ” ท่านยายสวี เจ้าของร้านผ้าพยักหน้าอย่างพอใจ หากนำไปขายให้คุณหนูสกุลใหญ่ คงได้มาหลายตำลึงเงินเป็นแน่ คิดได้ดังนั้น มือเหี่ยวย่นก็หยิบเงินขึ้นมาสองร้อยอีแปะ เป็นค่าจ้างสำหรับลายปักบนอาภรณ์ผืนหรูนี้
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ เอินเอินไปกันเถิด” หลี่น่าก้มคำนับตามที่ท่านแม่สอน ก่อนจะเรียกสาวใช้ให้เดินตาม
“เจ้าค่ะ” เอินเอินก้าวเท้าตามไปได้เพียงสามก้าว คุณหนูของนางก็หยุดเดิน ทั้งยังเอ่ยขึ้นเสียงดัง
“เอินเอิน ข้าว่าเราให้ท่านแม่เปลี่ยนไปปักผ้า ให้กับร้านตรงข้ามดีหรือไม่ เมื่อครู่ป้าเจ้าของร้านเห็นลายปักของท่านแม่แล้วถูกใจ บอกว่าลายปักงดงามเช่นนี้ ร้านของนางให้ถึงเจ็ดร้อยอีแปะเชียวนะ” หลี่น่าว่า พลางขยิบตาให้คนสนิท
“…เอ๊ะ! แต่เรา-” เอินเอินยกมือขึ้นเกาหัวอย่างงุนงง มิใช่ว่าเมื่อครู่นางพาคุณหนูตรงมาที่ร้านนี้เลยหรือ ทั้งตั้งแต่ออกจากเรือนมา ยังไม่ได้สนทนากับผู้ใดแม้แต่น้อย
“คะ คุณหนูเหอๆ ขะ ข้าหยิบเงินผิด ยังเหลือส่วนนี้อีก” ยังไม่ทันที่เอินเอินจะเอ่ยค้าน ยายเฒ่าร้านปักผ้าก็รีบคว้าเงินมาให้หลี่น่าอีกแปดร้อยอีแปะ รวมแล้วหลี่น่าได้เงินมาถึงหนึ่งตำลึงเงินเลยทีเดียว
“อ๋อ ท่านยายหยิบเงินผิดนี่เอง ข้าก็คิดอยู่ว่าเหตุใดจึงได้น้อยนัก”
“ข้าผิดเองๆ เอาเป็นว่าข้าฝากอาภรณ์ผืนนี้ ไปให้มารดาของท่านปักด้วย ขอเป็นลวดลายนกกระเรียนนะ” ยายเฒ่าสวีรีบยื่นผ้าให้คุณหนูเหอทันที อาภรณ์เนื้อดี ทั้งมีลายปักที่ประณีตเช่นนี้ ขายได้เกือบห้าตำลึงเงิน จ่ายค่าปักไปเพียงตำลึงเดียว ถือว่าคุ้มค่าไม่น้อย
“ได้เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอตัวลา” ว่าแล้วสองนายบ่าวก็เดินออกจากร้านทันที หลี่น่าที่ได้เงินมาเพิ่มจากเดิมถึงแปดร้อยอีแปะก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“เหตุใดคุณหนูจึงพูดโป้ปดเล่าเจ้าคะ”
“หากมิเอ่ยเช่นนั้น จะได้เงินมากถึงเพียงนี้หรือ ยายเฒ่าสวีนั่นต้องการกดราคาเรา งานปักท่านแม่งดงามถึงเพียงนั้น ยังกล้าจ่ายเพียงสองร้อยอีแปะ นางต้องเจอคนเช่นข้านี่แหละ”
“ฮูหยินก็รับรู้เรื่องนี้เช่นกันเจ้าค่ะ แต่ยามนั้นมิมีร้านใดจ้างงานเลย จึงต้องรับเงินเพียงสองร้อยอีแปะอยู่เช่นนี้” เอินเอินเล่าเรื่องเก่าให้คุณหนูของนางฟังด้วยสีหน้าเศร้าหมอง
“เรื่องนั้นเป็นอดีตไปแล้ว อย่าโศกเศร้าไปเลย วันนี้เราได้เงินมาถึงหนึ่งตำลึงเงิน เจ้าพาข้าไปเดินดูของในตลาดทีเถิด”
“คุณหนูจะซื้อสิ่งใดเจ้าคะ”
“ไม่ซื้อๆ ข้าแค่จะไปเดินดูเท่านั้น” สองนายบ่าวเดินเล่นไปทั่วตลาด เอินเอินก็เอ่ยเล่าสิ่งต่างๆ ให้นายของตนฟังอย่างเพลิดเพลิน
กระทั่ง…ตุบ!!! โอ้ย! เอินเอินถูกสตรีผู้หนึ่งเดินชน จนล้มลงไปกับพื้น
“เดินอย่างไรของเจ้า มองไม่เห็นฮูหยินของข้าหรือ นังบ่าวชั้นต่ำ!”
“ขออภัยเจ้าค่ะ” เอินเอินลุกขึ้นและเอ่ยขอโทษอย่างรวดเร็ว เพราะนางอยากรีบพาคุณหนูของนาง หนีให้ห่างจากสตรีตรงหน้า
“เอินเอิน เหตุใดเจ้าต้องขอโทษ นางเป็นคนเดินมาชนเจ้าเองนะ” หลี่น่าจ้องหน้าสองนายบ่าว ที่กล้ามาทำให้เอินเอินของนางหวาดกลัว
“อ่อ นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณหนูตกอับ คิกๆ” ประโยคที่สตรีผู้นี้เอ่ย ทำให้หลี่น่ารู้ได้ทันที ว่าอีกฝ่ายต้องรู้จักนางเป็นแน่ ร่างอวบจึงได้หันไปหาเอินเอินเพื่อขอความกระจ่าง
“ฮูหยินน้อยสกุลเถียน จางเลี่ยงจินเจ้าค่ะ เป็นฮูหยินของใต้เท้าเถียนอี้” ชื่อที่คุ้นหู ทำให้หลี่น่านึกออกว่าสตรีผู้นี้มีสัมพันธ์อย่างไรกับนาง
“อ่อ นึกว่าใคร ที่แท้ก็พวกลักกินขโมยกิน รู้ว่าชายหมั้นหมายแล้ว แต่ยังยั่วยวนจนเขาตกหลุมพราง” นางไม่รู้หรอก ว่าจางเลี่ยงจินผู้นี้ได้กระทำตนเช่นนั้นหรือไม่ แต่หลี่น่าต้องการเพียงให้ชาวบ้านนึกสงสัยในตัวเลี่ยงจิน จนนำไปพูดต่อก็เท่านั้น เพราะฟังจากคำที่เลี่ยงจินทักทายนางแล้ว คงมิใช่คนจิตใจดีกระมัง
“ข้ามิเคยยั่วยวนท่านพี่ เป็นเขาที่เห็นความดีและความงดงามของข้า เขาจึงเปลี่ยนใจมารักข้า แทนที่จะเป็นหญิงอัปลักษณ์ อ้วนเทอะทะเช่นเจ้า” ดูที รูปร่างอวบอ้วนอย่างกับหมูแม่พันธุ์เช่นนี้ ผู้ใดจะรักลง
“ตายจริง! เหตุใดฮูหยินน้อยสกุลเถียน จึงมีวาจาร้ายกาจเช่นนี้ ทั้งยังกล้าดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นอีก” หลี่น่าเอ่ยขึ้นเสียงดัง จนคนที่อยู่บริเวณนั้นหันมาสนใจ
“…เอ่อ ข้า-”
“ฮึก! ใจร้ายนัก ท่านว่าข้าอวบอ้วนจึงมิมีผู้ใดรัก เช่นนั้นท่านจะเอ่ยว่า ฮูหยินที่อ้วนท้วมหลังมีบุตร สามีก็ไม่รักพวกนางอย่างนั้นหรือ” หลี่น่ายกมือปาดหางตา ทั้งยังแสร้งเดินคอตกจากไป เอินเอินเห็นดังนั้นก็รีบสาวเท้าออกไปให้ทันคุณหนูของนาง
เสียงซุบซิบนินทาของชาวบ้านดังขึ้น บ้างก็ว่าฮูหยินน้อยสกุลเถียนมิได้รับการสั่งสอน ชอบดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น บ้างก็นึกขึ้นได้ว่าใต้เท้าเถียนอี้ได้หมั้นหมายกับคุณหนูเหอไว้แล้ว แต่กลับเปลี่ยนใจไปแต่งกับผู้อื่น
“เหอะ ถึงข้าจะอวบอ้วน ไม่งดงาม แต่สามีข้าก็มิเคยแต่งอนุเข้าเรือนแล้วกัน” ฮูหยินร่างใหญ่เอ่ยเสียดสีเสียงดัง จนเลี่ยงจินต้องรีบออกจากบริเวณนั้น ด้วยความอับอาย
.
.
“คุณหนูอย่าร้องไห้ไปเลยเจ้าค่ะ” ด้านเอินเอินที่วิ่งตามหลี่น่ามา ก็รีบเอ่ยปลอบใจ
“ข้าร้องไห้ที่ใดกัน ข้าเพียงแสร้งทำเท่านั้น”
“ห๊า คุณหนูมิได้ร้องไห้หรอกหรือ บ่าวตกใจหมดเลย” เอินเอินทำปากยื่น ราวกับงอนที่ถูกคุณหนูของตนหลอก
“ฮ่าๆ เจ้าอย่าโกรธข้าเลย ข้าขอโทษๆ”
“บ่าวไม่โกรธคุณหนูเจ้าค่ะ” หลี่น่ายกยิ้มเอ็นดูคนสนิท ทั้งที่เอินเอินอายุน้อยกว่านางเพียงสองหนาว เหตุใดจึงน่าเอ็นดูราวกับเด็กน้อยเช่นนี้นะ
สองนายบ่าวเดินเที่ยวชมตลาดกันต่อ โดยมิได้ใส่ใจเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ยิ่งย่างเข้าสู่ยามเย็น ผู้คนก็ยิ่งเข้าออกตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะร้านที่อยู่ตรงหัวมุมของตลาด มีคนเข้าออกจำนวนมาก จนหลี่น่านึกสงสัย
“เอินเอิน เหตุใดคนจึงเข้าร้านนั้นมากมายถึงเพียงนี้”