ตอนที่ 1 คุณชายจ้าว
ช่วงพักเที่ยงของบริษัทเกม ฟางนี่ โปรดักชั่น เมืองตงไห่..
“นี่.. พวกนายได้ดูหนังเรื่อง ‘Big Shot’ ที่เปาเป่ยเอ๋อกับหวังเชียนหยวนเล่นกันบ้างยัง? บทคุณชายจ้าวที่เปาเป่ยเอ๋อเล่นนี่แม่งเลวสุดๆเลย!”
“ฉันดูแล้ว! ฉันชอบประโยคเด็ดในหนังเรื่องนี้ที่สุด ‘ทุกคน คืนนี้คุณชายชายจ้าวเป็นเจ้ามือเอง! แล้วก็มีเสียงโห่ร้องตะโกนตามมา!’”
“ฮ่าๆๆๆ”
เสียงหัวเราะดังกึกก้องของทุกคนในที่นั้น ทำให้จ้าวเฉียนที่กำลังฟุบหลับอยู่บนโต๊ะทำงานในตอนเช้าตื่นขึ้นมา
จ้าวเฉียนเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะ และเวลานี้สายตาของเพื่อนร่วมงานทุกคู่ต่างก็จับจ้องอยู่ที่เขาเป็นตาเดียว
“โอ้โห!! นี่ถ้าเป็นคุณชายจ้าวในหนัง เขาคงมีเงินซื้อทุกสิ่งทุกอย่าง ผิดกับคุณชายจ้าวที่แสนยากจนของพวกเรา แม้แต่เงินจะซื้อมือถือใหม่ยังไม่มีเลย”
เสียงพูดของเจวียงหยวนดังขึ้น เขาทำงานอยู่ในแผนกเดียวกันกับจ้าวเฉียน และกำลังคิดวางแผนบางอย่างอยู่ แผนกของเขานั้นไม่มีผู้จัดการมาพักหนึ่งแล้ว เวลานี้เขากับจ้าวเฉียนก็กำลังแข่งขันกัน เขาจึงไม่ชอบขี้หน้าจ้าวเฉียนนัก และคอยหาโอกาสที่จะเขี่ยจ้าวเฉียนออกไปตลอดเวลา
เพื่อนร่วมงานต่างก็พากันหัวเราะออกมาพร้อมกันทันที
จ้าวเฉียนมักจะถูกเพื่อนร่วมงานดูถูกเรื่องความยากจนเสมอๆ แต่เขาก็ไม่เคยคิดที่จะต่อล้อต่อเถียงด้วย แต่ยิ่งเขาไม่มีปากมีเสียงมากเท่าไหร่ คนอื่นๆก็ยิ่งอยากจะยั่วเย้าเขามากขึ้นเท่านั้น
เจวียงหยวนเดินตรงเข้าไปหาจ้าวเฉียนทันที เขาหยุดยืนอยู่ข้างๆจ้าวเฉียนพร้อมกับรอยยิ้มชั่วร้าย “คุณชายจ้าว ตั้งแต่คุณชายมาทำงานที่บริษัทของเรา คุณชายยังไม่เคยไปกินข้าวเย็นกับพวกเราเลยสักครั้ง ไหนๆวันนี้ก็เป็นวันศุกร์พอดี พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องทำงาน ทำไมคุณชายจ้าวถึงไม่ชวนพวกเราไปกินข้าวสักครั้งล่ะ? ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ผมจะจ่ายส่วนของผมเอง ส่วนคุณชายจ้าวก็แค่เลี้ยงเพื่อนคนอื่นๆก็พอ..”
เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆต่างก็ตอบตกลงทันที และบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า งานนี้ต่างคนต่างจ่าย ส่วนจ้าวเฉียนก็จ่ายเฉพาะส่วนของตัวเองท่านั้น
“ไม่ไป! ฉันไม่มีเงิน” จ้าวเฉียนตอบเสียงเบา
เจวียงหยวนจงใจพูดด้วยเสียงที่ดังขึ้น “ถามจริงๆ!! คุณชายจ้าว นี่นายไม่ได้ล้อเล่นใช่มั๊ย? ค่าอาหารหารกันออกมาก็ไม่น่าเกินหนึ่งหรือสองร้อยหยวนเท่านั้นเอง นี่นายยากจนขนาดนี้เลยเหรอ? เงินเดือนของนายหายไปไหนหมด? อย่าบอกนะว่าเอาไปตบรางวัลให้กับสตรีมเมอร์สาวคนนั้นหมดแล้ว ส่วนนายก็นั่งกินมาม่าแทนนี่นะ? คุณชายจ้าว นี่นายทำเรื่องโง่ๆแบบนั้นได้ยังไง?”
“ฮ่าๆๆ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ จ้าวเฉียนเคยตบรางวัลให้สตรีมเมอร์สาวคนหนึ่งเป็นเงินถึงสองสามพันหยวน หลังจากนั้นตัวเองก็ต้องมานั่งกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่เกือบครึ่งเดือน เมื่อทุกคนในบริษัทรู้เรื่อง พวกเขาก็พากันพูดจาถากถางจ้าวเฉียนในเรื่องนี้อยู่ตลอดทั้งเดือน และมักจะนำเรื่องนี้มาล้อเลียนเขาทุกครั้งที่มีโอกาส
คนที่แทบไม่มีจะกินแต่กลับเอาเงินไปตบรางวัลให้กับผู้หญิงแบบนี้ ต้องปัญญาอ่อนขนาดไหนกัน?
การที่จ้าวเฉียนชื่นชมสตรีมเมอร์สาวนั้น เขาย่อมต้องมีเหตุผล เพียงแต่ไม่เคยอธิบายเรื่องนี้ให้กับใครๆฟัง เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้มีคุณสมบัติเพียงพอที่เขาจะต้องมานั่งอธิบาย
ในเวลานั้น เสี่ยวหลิวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินก็เดินเข้ามาพอดี
“เอาล่ะ.. สาวๆหนุ่มๆฟังทางนี้ ตอนนี้บริษัทช็อตเงิน ผู้อำนวยการฟ่างบอกว่าเดือนนี้สามารถจ่ายเงินเดือนได้แค่ครึ่งหนึ่งก่อน ทุกคนสามารถเช็คยอดเงินในบัญชีของตัวเองได้เลย ถ้าใครมีปัญหาอะไร ไปพบผมได้ก่อนที่จะเลิกงาน”
แววตาของจ้าวเฉียนเป็นประกายขึ้นมาทันที เขารีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาล็อคอินเพื่อเช็คยอดเงินในบัญชีทันที
เจวียงหยวนถึงกับหัวเราะออกมาเสียงดัง พร้อมกับพูดขึ้นว่า “เห้ย!! ดูท่าทางตื่นเต้นของคุณชายจ้าวสิพวกเรา.. ห้าพันหยวน.. ไม่สิไม่ใช่ บริษัทจ่ายครึ่งเดียวก็แค่สองพันห้าร้อยหยวน เงินแค่ห้าพันหยวนนายถึงกับต้องตื่นเต้นขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ฮ่าๆๆ เจวียงหยวน นายพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ อย่าลืมว่าสตรีมเมอร์สาวกำลังรอเงินรางวัลจากเขาอยู่!”
“ฮ่าๆๆๆ”
ระหว่างที่ทุกคนกำลังหัวเราะเสียงดังอยู่นั้น ผู้จัดการหวังเฉียงก็เพิ่งกลับจากไปกินอาหารกับผู้ช่วยสาวที่ชื่อเจียงเสี่ยวปิงพอดี
จ้าวเฉียนเริ่มรู้สึกอึดอัดอย่างมากเมื่อเห็นคนทั้งคู่ นั่นเพราะเจียงเสี่ยวปิงเคยเป็นแฟนของเขามาก่อน และทั้งคู่ก็เพิ่งจะเลิกรากันไปไม่กี่วันนี่เอง และตอนนี้เธอก็กำลังคบหาอยู่กับผู้จัดการหวังเฉียง
จ้าวเฉียนรีบหลบหน้าหน้าทันที และแสร้งทำเป็นเล่นโทรศัพท์มือถือในมือ
หวังเฉียงจงใจเดินเข้าไปในกลุ่ม และบอกเล่าให้ทุกคนฟังว่าตนเองกำลังมีความสุขอย่างมาก
เจวียงหยวนใช้เล่ห์กลด้วยการพยายามที่จะทำให้จ้าวเฉียนได้รับความอับอาย หากเขาทำสำเร็จและจ้าวเฉียนไม่สามารถทนทำงานที่นี่ต่อไปได้ ตำแหน่งหัวหน้าแผนกวางแผนก็ต้องตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน
“วันนี้เงินเดือนของพวกเราก็เพิ่งออกเหมือนกัน คุณชายจ้าวบอกว่าจะเลี้ยงข้าวพวกเราด้วย และชวนทุกคนในบริษัทไปด้วย ใช่มั๊ยพวกเรา?”
เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆก็ชอบเห็นจ้าวเฉียนเป็นตัวตลกเหมือนกัน จึงได้จงใจพูดออกมาเสียงดัง
หวังเฉียงเดินเข้าไปหาจ้าวเฉียน เขายิ้มให้พร้อมกับยกมือขึ้นตบบ่าจ้าวเฉียน และพูดขึ้นว่า “จ้าวเฉียน คุณเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก! ผมเองก็เคยได้ยินคนพูดกันว่า ความผิดหวังและความล้มเหลวจะทำให้คนเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ที่ผ่านๆมา คุณไม่เคยไปกินข้าวกับเพื่อนร่วมงานเลยสักครั้ง แต่ตอนนี้ถึงกับเสนอตัวเลี้ยงพวกเรา นับว่ามีพัฒนาการขึ้นมาจริงๆ”
หลังจากที่หวังเฉียงพูดจบ เขาก็จงใจโอบกอดร่างของเจียงเสี่ยวปิงไว้แนบอก และพยายามทำไม่ให้ดูเหมือนว่าจงใจยั่วจ้าวเฉียนมากเกินไป
แต่จ้าวเฉียนก็ยังคงเล่นโทรศัพท์ในมือโดยไม่สนใจแม้แต่จะปรายตามอง
เจียงเสี่ยวปิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “จ้าวเฉียน นี่นายเสียสติไปหรือเปล่า? ถ้านายมีเงินก็เอาไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ก่อนไม่ดีกว่าเหรอ แต่ถ้าอยากจะอวดรวยก็ลองให้คนอื่นๆสอนให้ก็ได้ว่าต้องทำยังไง! เงินเดือนแค่นั้นจะเลี้ยงข้าวทุกคนในบริษัทได้ยังไงกัน? ฉันว่าแค่ซื้อเบียร์ได้ไม่กี่ลังก็หมดแล้ว..”
“ฮ่าๆๆ”
ทุกคนต่างก็พากันหัวเราะร่วน
ในฐานะที่เคยเป็นแฟนเก่าของจ้าวเฉียน เจียงเสี่ยวปิงย่อมรู้สภาพการเงินของเขาเป็นอย่างดี และจ้าวเฉียนไม่มีเงินมากพอที่จะตะเกียกตะกายขึ้นมาอยู่ในระดับสูงได้
จ้าวเฉียนที่นิ่งเงียบอยู่นาน ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากพูดขึ้นบ้าง
“คุณหวัง รบกวนช่วยพูดกับผู้อำนวยการฟ่างให้จ่ายเงินเดือนส่วนที่หลือเร็วหน่อยได้มั๊ย? ตอนนี้ผมกำลังร้อนเงินมากจริงๆ!”
คำพูดของจ้าวเฉียนทำให้เพื่อนร่วมงานพากันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง เพราะคนอื่นๆไม่มีใครเดือดร้อนกับเงินเดือนอีกครึ่ง มีเพียงเขาเท่านั้นที่เดือดร้อน ทุกคนจึงอดที่จะหัวเราะเยาะเขาไม่ได้
หวังเฉียงเองก็หัวเราะเสียงดังเช่นกัน เขาหยิบเงินปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเงิน เป็นจำนวนสองพันห้าร้อยหยวนพอดี
“พอดีบริษัทมีปัญหาเรื่องเงินทุนนิดหน่อย ประธานฟางไม่มีทางเลือกก็เลยต้องทำแบบนั้น ในฐานะพนักงานของบริษัท พวกเราคงไม่สามารถขัดเจ้านายได้ แต่ถ้าคุณร้อนเงินมากขนาดนั้นจริงๆ ผมให้คุณยืมก่อนก็ได้ แต่มีข้อแม้ว่าต่อจากนี้ไป ห้ามคุณมาวอแวกับเสี่ยวปิงอีก ไม่อย่างนั้นผมจะจัดการกับคุณขั้นเด็ดขาด ถึงตอนนั้น อย่าได้ทำลายชื่อเสียงของผมด้วยการอ้างว่าผมใช้ตำแหน่งผู้จัดการรังแกคนที่อ่อนแอกว่าล่ะ”
โคตรเลย!! ใช้เงินแค่สองพันกว่าหยวนตบหน้าคนคนหนึ่งให้อับอายได้ขนาดนี้เชียวเหรอวะ?
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็พากันจ้องมองจ้าวเฉียนกันเป็นตาเดียว พวกเขาต่างก็รู้สึกว่า ถ้าเขาเป็นจ้าวเฉียน จะไม่มีทางยอมรับเงินนั่นเด็ดขาด!
หลังจากที่เลิกรากับเจียงเสี่ยวปิงไป จ้าวเฉียนก็ใช้เวลาอยู่นานกว่าที่จะทำใจได้ เมื่อสองวันก่อน เขาก็เพิ่งเห็นเธอกับหวังเฉียงพากันเข้าไปในโรงแรงข้างบริษัท ตั้งแต่นั้นมา เขาก็เลิกโหยหาคร่ำครวญถึงเจียงเสี่ยวปิงอีกเลย
แต่จางเฉวียนจำเป็นต้องรับเงินก้อนนี้มา เขามีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินก้อนนี้มากจริงๆ เพราะมันจะทำให้เขาสามารถลบล้างความอัปยศอดสูที่ได้รับมาตลอดได้
ด้วยเหตุนี้ ภายใต้สายตาทุกคู่ที่จับจ้องอยู่ จ้าวเฉียนจึงรีบรับเงินก้อนนั้นมาอย่างไม่ลังเล และรีบวิ่งออกไปทันที
“ฮ่าๆๆๆ”
ทุกคนต่างก็พากันหัวเราะออกมา พวกเขายอมตายเสียดีกว่าถ้าจะต้องมีชีวิตแบบนี้! นี่เขาไม่หลงเหลือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์บ้างเลยหรือยังไง?
สีหน้าดูถูกเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเจียงเสี่ยวปิง และเธอได้แต่นึกดีใจที่ตัดสินใจทิ้งเขาไป
จ้าวเฉียนวิ่งดุ่มตรงไปที่ธนาคารทันที และรีบนำเงินจำนวนนั้นไปเข้าบัญชีของตัวเอง ก่อนจะโอนเงินจำนวนห้าพันหยวนเข้าบัญชีอาลีเพย์ (Alipay) ของตนเองอีกที
จ้าวเฉียนหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ราวกับว่าเขาได้ทำบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ได้สำเร็จ จากนั้นจึงรีบอัดเสียงของตัวเองส่งไปให้ใครบางคนผ่าน WeChat
“เงิน.. ผมจ่ายเงินทั้งหมดคืนให้แล้ว คืนสัญญากู้ยืมเงินให้ผลด้วย!”
เพียงแค่ครู่เดียว อีกฝ่ายก็ตอบกลับมาทันที เป็นเสียงของหญิงสาวบอกว่าได้ส่งให้เขาไปแล้ว
จ้าวเฉียนเรียกแท๊กซี่ และในระหว่างนั้นเขาก็ได้ส่งรูปสัญญากู้ยืมเงินไปให้พ่อของเขาทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง จ้าวฝูพ่อของเขาก็ส่งข้อความตอบกลับมา
“ฉันต้องรอแกถึงห้าปี มันไม่นานไปหน่อยเหรอไอ้ลูกชาย แต่เห็นแกโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นแบบนี้ ฉันเองก็ดีใจ! เอาล่ะ กลับมาเริ่มต้นใหม่ได้แล้ว คำสั่งห้ามทั้งหมดถูกยกเลิกแล้ว แกกลับมาได้”
จ้าวเฉียนหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข ในที่สุดขาก็สามารถพาตัวเองออกมาจากสถานการณ์นี้ได้แล้ว
…..
จ้าวฝู ประธานบริษัทหยานจิงโอเชี่ยนเวลท์กรุ๊บ
บริษัทหยานจิงโอเชี่ยนเวลท์กรุ๊บนั้น มีธุรกิจน้ำมัน ก๊าซ เหมือง การสื่อสาร การเงิน ระบบเนวิเกชั่น อสังหาริมทรัพย์ บันเทิง จัดเลี้ยง และอุตสาหกรรมอื่นๆอีกมากมาย เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกแง่มุมของชีวิตมนุษย์ อีกทั้งยังลงทุนธุรกิจในประเทศอื่นๆทั่วโลกอีกนับร้อยประเทศ ทรัพย์สินทั้งหมดโดยรวมมีมูลค่าสูงถึงสองล้านล้านดอลล่าร์
จ้าวฝูมีลูกชายหนึ่งคนและลูกสาวหนึ่งคน ลูกสาวคนโตชื่อว่าจ้าวฉวิน ส่วนลูกชายชื่อว่าจ้าวเฉียน
เมื่อห้าปีก่อน..
หลังจากที่จ้าวเฉียนสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยเสร็จ เขาก็ไปร่วมงานเลี้ยงกับเพื่อนนักเรียน จ้าวเฉียนดื่มจนเมามาย แต่ก็ยังขับรถกลับ
แต่ด้วยภูมิหลังของครอบครัวเขา หากไม่ถึงกับทำให้ใครตาย ก็คงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เพราะเมามายจนขาดสติ เขาจึงได้ร้องตะโกนอยู่ในโรงพักว่า พ่อของเขาคือจ้าวฝู!
แต่นับเป็นคราวซวยของจ้าวเฉียน เพราะใครบางคนได้แอบถ่ายคลิปไว้ แล้วนำไปโพสในโลกอินเทอร์เน็ต จ้าวฝูถึงกับให้คนไล่ลบคลิปนั้นออก และใช้เงินไปจำนวนมากกับการปิดข่าวเรื่องนี้ เพื่อให้ลูกชายของตนปลอดภัย
แต่ครั้งนั้นก็ทำให้จ้าวฝูได้คิดว่า ขืนลูกชายของเขายังมีนิสัยใจคอเช่นนี้ อาณาจักรธุรกิจใหญ่โตมหาศาลของเขา จะต้องล่มสลายเพราะเจ้าลูกคนนี้อย่างแน่นอน!
เพื่อประโยชน์ของสกุลจ้าวในวันข้างหน้า จ้าวฝูจึงได้ไล่จ้าวเฉียนออกจากบ้าน และสั่งให้เขาออกไปหาเงินมาชดใช้ค่ารักษาที่ได้จ่ายให้กับเด็กสาวที่เขาขับรถชน เมื่อเขาหาเงินได้ครบเมื่อไหร่ จึงจะสามารถกลับเข้าบ้านตระกูลจ้าวได้
ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน จ้าวเฉียนได้จ่ายเงินจำนวน 195,000 หยวนไปแล้ว และขาดอีกเพียงแค่ห้าพันหยวนเท่านั้น พันธะระหว่างเขากับหญิงสาวคนนั้นก็จะจบลง เขาจึงได้ขอให้หวังเฉียงที่แย่งแฟนสาวของตน ไปพูดกับเจ้านายให้จ่ายเงินเดือนเต็มกับเขา
หวังเฉียงจึงได้อาศัยโอกาสนี้ทำให้จ้าวเฉียนอับอาย ด้วยการให้เขายืมเงินจำนวนนั้นแทน
และตอนนี้ จ้าวเฉียนก็ไม่ใช่จ้าวเฉียนที่ยากจนข้นแค้นอีกแล้ว แต่เวลานี้เขาคือจ้าวไท่ หรือคุณชายจ้าวในภาพยนตร์เรื่อง Big Shot นั่นเอง!
“เจวียงหยวน หวังเฉียง เจียงเสี่ยวปิง ทุกคนรอฉันได้เลย ฉันมีอะไรๆจะเล่นสนุกกับพวกนายอีกมาก!”
ตอนที่2 บริษัทนี้ ฉันขอ
จ้าวเฉียนนั่งแท็กซี่กลับบ้านไปเอาสิ่งของที่จำเป็นและกลับไปยังบริษัท ระหว่างทางเขายังส่งอีเมลไปถึงเจ้านายที่บริษัทฟางนี่
กลับไปถึงที่บริษัท ทันทีที่ผลักประตูสำนักงานเปิดออกไป เขาก็เห็นจางหยวนกำลังเก็บข้าวเก็บของที่โต๊ะทำงานของเขา
“ใครสั่งให้นายมาย้ายข้าวของบนโต๊ะฉัน?”
จ้าวเฉียนตะโกนเสียงดังลั่นด้วยความโกรธจัด
เจวียงหยวนเหลือบมองกลับมาเล็กน้อย พร้อมกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าว่า
“ผู้จัดการหวังวานให้ฉันช่วยเก็บของบนโต๊ะนาย เพราะนายถูกไล่ออกแล้ว!”
“ถูกไล่ออก? ฮ่าฮ่าๆ...ไม่มีบริษัทไหนในโลกไล่ฉันออกได้!”
ทันทีที่สิ้นเสียงของจ้าวเฉียน ก็เป็นเสียงของหวังเฉียงที่ดังขึ้นต่อเนื่องในทันที
“โอ้! โวยวายเสียงดังอะไรขนาดนั้น! นายนี่มันขี้โม้ขึ้นมากจริงๆหลังจากที่ออกไปข้างนอกมา!”
จ้าวเฉียนเหลือบมองหวังเฉียงปรายหางตาเล็กน้อย และถามขึ้นว่า
“ประธานฟางเป็นประธานของที่นี่ แล้วนายมีสิทธิ์อะไรมาไล่ฉันได้?”
“ก็แผนงานที่นายมอบให้กับบริษัทซิงหยวน ทำให้พวกเขาไม่พอใจอย่างมากและตอนนี้ก็ได้ยกเลิกความร่วมมือกับเราไปแล้ว สถานการณ์การเงินในปัจจุบันของบริษัทตอนนี้ก็ไม่ดีเท่าที่ควร ประธานฟางคาดหวังกับผลกำไรที่ได้จากการร่วมมือครั้งนี้มาก แต่นายก็ทำให้เธอผิดหวัง ตอนนี้ไม่เพียงแค่โกรธเป็นเฟือนเป็นไฟ แต่ยังโทรศัพท์หาฉัน ให้ไล่นายออกไปทันที!”
“เป็นไปไม่ได้ ฉันแก้ไขแผนงานตามคำขอของอีกฝ่ายควบถ้วนสมบูรณ์ดี พวกเขาจะไม่พอใจได้ยังไง? แล้วถึงทางนั้นจะไม่พอใจ พวกเขาก็ควรติดต่อมาทางฉันก่อน แล้วทำไมจู่ๆก็มายกเลิกกลางคันแบบนี้?”
หลังจากที่กล่าวไป หวังเฉียงก็เหล่มองจ้าวเฉียนอย่างดูถูกดูแคลน
จ้าวฉินยิ้มตอบและเดินตรงเข้าไปในสำนักงานของบริษัทฟางนี่โดยตรง
“ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!...”
จ้าวเฉียนเคาะประตูห้องทำงานของประธานฟาง
“เข้ามา!”
เขาเปิดประตูและเดินเข้าไปทันที
เมื่อฟางนี่เห็นว่าอีกฝ่ายคือจ้าวเฉียน สีหน้าของเธอก็พลันมืดตกลงทันที
“แกยังมีหน้ามาที่นี่อีกเหรอ? แกโดนไล่ออกไปแล้ว นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แกไม่ใช่พนักงานของบริษัทแห่งนี้ ไสหัวไปซะ!”
หากมองท่าทางการแสดงออกของฟางนี่ในตอนนี้ เธอดูโกรธอย่างมากและความผิดครั้งนี้ที่ทำให้ชื่อเสียงบริษัทถูกทำลายไป ก็เป็นเธอที่รับไปเต็มๆทั้งๆที่เป็นความผิดของจ้าวเฉียน และทุกคนจะยิ่งทวีความโกรธไปมากกว่านี่หากตำแหน่งของเธอถูกคนอื่นแทนที่
แต่จ้าวเฉียนกลับรวนหัวเราะเสียงเบา ตอบกลับไปว่า
“ประธานฟาง ที่ขับไล่ไสส่งฉันไปขนาดนี้ คงไม่ต้องการเงินสามล้านแล้วมั้ง?”
ดวงตาคู่นั้นของฟางนี่สว่างไสวขึ้นทันควัน เธอถามกลับไปทันที
“เธอรู้เรื่องคู่ค้ารายใหญ่ที่จะมาลงทุน... ไม่สิ...เธอรู้เรื่องเงินสามล้านได้ยังไง?”
จ้าวเฉียนยิ้มกว้างตอบต่อไปว่า
“เพราะผมนี่แหละที่เป็นคนส่งอีเมลไปหา ผมคือคู่ค้ารายใหญ่ที่ต้องการลงทุนกับบริษัทแห่งนี้”
ฟานนี่เบิกตาโตแทบถล่นออกมา สืบเนื่องความประหลาดใจนี้ทำให้เธอแทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่จ้าวฉินพูดไป
“ไม่จริง...เธอไม่มีแม้แต่เงินไปกินข้าวเย็นกับคนอื่นด้วยซ้ำ ที่สำคัญโทรศัพท์พังๆของเธอยังไม่มีเงินซื้อเปลี่ยน! ฮ่าๆ...จะบอกว่าเธอมีเงินสามล้านมาร่วมลงทุนกับเรา? ฮ่าฮ่าฮ่าๆๆ....”
ทำทุกวิถีทางเพื่อขออยู่ในบริษัทกินเงินเดือนต่อแ ถึงขั้นงัดเหตุผลไร้ยางอายแบบนี้ออกมา?
“เธอนี่มันไร้สาระจริงๆ ไสหัวออกไปได้แล้ว ใครจะไปเชื่อว่ายากจกอย่างเธอมีเงินสามล้าน ฮ่าๆๆ...”
“โอ้? ลงทุนด้วยไม่ได้เหรอ? เป็นคนมีเงินจะใช้ชีวิตประหยัดไม่ได้รึไง?”
ฟางนี่ระเบิดหัวเราะจนท้องแข็งไปหมดแล้ว จากนั้นไม่นานเธอก็พยายามกลั้นเสียงขำ เอ่ยปากถามจ้าวเฉียนว่ามีหลักฐานอะไรหรือไม่ ที่พิสูจน์ได้ว่าเขามีเงินสามล้านจริงๆ
จ้าวฉินไม่สนใจคำดูถูกของอีกฝ่ายเลยสักนิด และโยนเช็คใบหนึ่งลงบนโต๊ะทำงานของเธอ
“นี่คือเงินสามล้านตามที่ระบุเอาไว้ ผมต้องการหุ้นส่วนของบริษัทแห่งนี้จำนวน51% ถ้าเห็นด้วยก็รับเช็คใบนี้ไปขึ้นเงินได้เลย แต่ถ้าไม่ผมคงตัดสินใจไปหาบริษัทอื่นที่ดีกว่านี้!”
ฟางนี่กลืนน้ำลายอึกใหญ่และเอ่ยปากถามจ้าวเฉียนไปว่า
“นี่เธอเขียนเช็คขึ้นมาเองรึเปล่า? รู้ไหมว่าการทำแบบนี้มันผิดกฎหมาย!”
จ้าวเฉียนกรอกตาไปมาอย่าเบื่อหน่ายและพูดไปว่า
“หากเป็นเช็คปลอม คุณก็แค่โทรไปตรวจสอบกับธนาคาร ผมไม่ได้มีเวลาว่างพอมานั่งเขียนเช็คปลอมมาหลอกคุณ!”
ฟางนี่ที่ได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกว่า วิธีนี้สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว หลังจากวางหูจากธนาคารเสร็จ เธอก็ไม่พูดพล่ำทำเพลง รีบลุกขึ้นยืนขึ้นด้วยรอยยิ้ม และเชิญให้จ้าวเฉียนย้ายไปนั่งที่ของเธอแทน
คนรวยกว่าคือผู้ที่เหนือกว่าเสมอ จากที่ดูเย็นชาในตอนแรก ขณะนี้ใบหน้าของเธอยิ้มแย้มแจ่มใส รอคุกเข่าเลียแข้งเลียขาจ้าวเฉียนแทบไม่ไหว
“ประธานฟาง นี่ดูจะไม่เหมาะสมเกินไปหน่อยเหรอ?”
“ยังต้องกังวลอะไรอีกท่าน ตอนนี้ท่านถือเป็นเจ้าของบริษัทแห่งนี้ถึงครึ่งหนึ่ง เดี๋ยวฉันจะย้ายไปนั่งข้างนอกเอง ต่อจากนี้ไปที่นี่คือห้องทำงานของท่านค่ะ”
จ้าวเฉียนโบกมือปัดเล็กน้อยอย่างเบื่อหน่ายและพูดว่า
“ฉันยังชอบที่จะทำงานร่วมกับทุกคนในออฟฟิศ ส่วนเธอก็อยู่ที่นี่ต่อไปนั้นแหละ อย่างไรก็ตาม ฉันมีข้อแม้ว่า ห้ามไม่ให้เธอเปิดเผยเกี่ยวกับสถานะของฉันในปัจจุบัน รวมไปถึงผู้ร่วมทุนด้วย ไม่อย่างนั้น...ฉันจะถอนเงินลงทุนกลับมา”
“เข้าใจแล้วค่ะท่าน”
“หุหุ...ตอนนี้เธอก็เข้าใจแล้ว แต่ฉันยังมีคำถามจะถามเธอ ถ้าหวังเฉียงต้องการขับไล่ฉันออกจากบริษัทแห่งนี้ ฉันควรทำยังไงดี?”
“แน่นอนค่ะ! ฉันจะไล่เขาออกทันทีและเลื่อนตำแหน่งผู้จัดการให้กับท่าน”
จ้าวเฉียนที่ได้ยินดังนั้นก็โบกมือปัดทันที และกล่าวว่า
“ไม่จำเป็น ปล่อยให้เจ้านั้นอยู่ที่นี่ต่อไป ฉันยังไม่ได้เล่นสนุกกับมันเลย ฮิฮิ...พอฉันเบื่อเมื่อไหร่ เดี๋ยวถีบมันทิ้งไปเอง”
จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นขอตัวลาและเดินออกจากห้องไป
ฟางนี่พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งแบบไหนเธอก็ทำได้แค่ก้มหน้าทำตามคำสั่ง
หวังเฉียงและเจวียงหยวน กำลังรอให้จ้าวเฉียนออกมา เมื่อใดที่เห็นเขาออกมาจากห้องก็เตรียมถ่มถุยได้เต็มที่!
แต่ขณะที่ทั้งสองกำลังจะเอ่ยปากขึ้น จ้าวเฉียนก็เหลือบมองเจ้าสองคนนั้นด้วยสายตาแสนเหยียดหยาม และกล่าวขึ้นทันทีว่า
“ฉันบอกแล้วว่า ไม่มีบริษัทไหนไล่ฉันออกไปได้!”
“ทำไมแกยังคิดว่าตัวเองมีโอกาสยังอยู่ที่นี่ได้? หรือตำแหน่งแกสูงกว่าประธานฟางรึไง? ฮ่าๆๆ...!”
สำหรับคำพูดของหวังเฉียน ฟานนี่เธอได้ยินเต็มสองรูหู
“เอะอะอะไรหน้าห้องฉัน!”
ทันทีที่ได้ยินเสียงของฟางนี่ดังขึ้นมาจากด้านหลัง หวังเฉียงพลันรู้สึกเสียวาบ รีบหันไปกล่าวขอโทษด้วยความกลัวว่า
“ขอโทษครับประธานฟาง ผมจะไม่...”
“ฉันไม่สน แล้วใครที่ไหนมีอำนาจในการไล่คนในบริษัทของฉันออก? ทำไมนายถึงร้องเรียนไปแบบนั้น?”
หวังเฉียงตกใจอย่างมากเมื่อได้ยิน และรีบตอบกลับไปทันทีโดยไว
“จ้าวเฉียนทำผิดคำสั่งของบริษัท แล้วประธานฟางเองก็บอกให้ไล่เขาออก!”
ในขณะเดียวกัน จ้าวฉินที่กำลังจะเดินจากไปพลันฉะงักหยุดโดยพลัน
“ประธานฟาง ผมได้แก้ไขงานตามที่อีกฝ่ายขอให้ปรับเปลี่ยนไปแล้ว ถึงเขาจะไม่พอใจ แต่ก็ไม่ควรยกเลิกสัญญาความรวมมือกระทันหันขนาดนี้ ผมว่าเรื่องนี้มันไม่สมเหตุสมผล...จริงไหม?”
ฟางนี่ทราบดีว่า จ้าวเฉียนที่ลงเงินไปมาถึงสามล้านหยวนให้แก่บริษัท และเขาไม่มีทางทำเรื่องเสียๆหายๆให้แก่บริษัทแน่นอน คนรวยแบบนี้ไม่ปล่อยให้สิ่งที่ตนเองลงทุนไปพังลงง่ายๆแน่นอน
ดังนั้นเธอจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ฉันเองก็คิดว่ามีบางอย่างผิดปกติกับเรื่องนี้ เดี๋ยวฉันจะไปตรวจสอบอีกทีหลังจากนั้นค่อยว่ากันใหม่”
หวังเฉียงไม่กล้ากล่าวคำพูดหักล้างใดๆ ได้แต่พยักหน้าตอบตกลงไป
เจวียงหยวนเห็นท่าว่าสถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนัก จึงเดินกลับไปประจำตำแหน่งตัวเองอย่างเงียบๆ เขาในตอนนี้ใจเสียหนัก เพราะแผนการที่จะขับไล่จ้าวเฉียน เป็นเขาที่แอบไปมีส่วนได้ส่วนเสียกับพนักงานของบริษัทซิงหยวน หากฟางนี่ไล่สืบเรื่องนี้ละก็ มีความเป็นไปได้สูงมาดที่จะค้นพบความจริงในข้อนี้ แล้วนั้นไม่นับว่าเป็นหายนะของเขาเลยงั้นเหรอ?
“เร็วเข้า! นำข้าวของบนโต๊ะจ้าวฉิงกลับไปจัดเรียงดังเดิม! มาย้ายข้าวของของคนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต น่ารังเกียจสิ้นดี!”
ฟางนี่เอ่ยปากดุหวังเฉียงอีกยกใหญ่ ก่อนจะหันหลังกลับไปยังห้องทำงานของตัวเอง หวังเฉียนไม่กล้าขัดคำสั่ง รับยกข้าวของจ้าวเฉียนกลับไปวางที่เดิมโดยทันที
“จ้าวเฉียน แกกล้ารายงานเรื่องของฉันต่อหน้าท่านประธานฟางเหรอ? ได้! ได้! แกยังทำงานภายใต้การควบคุมของฉัน แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!”
จ้าวเฉียนรวนหัวเราะดังลั่นราวกับได้ฟังเรื่องตลก ก่อนปริปากกล่าวอย่างไม่เกรงกลัวเลยว่า
“เฮ้...ฉันยังอยู่ที่นี่กับนายตลอด ไม่ต้องกังวลว่าฉันจะหนีนายไปไหน!”
“แก...หมาจรอย่างแก ท่านประธานฟางอยู่คุ้มกะลาหัวได้อีกไม่นานหรอก! เหอะ!”
หวังเฉียงเดินหยิบของทุกอย่างกลับไปวางบนโต๊ะของจ้าวเฉียนเรียบร้อยด้วยความไม่เต็มใจนัก
บรรยากาศในออฟฟิศ ณ ขณะนี้ค่อนข้างหดหู่ดูกดดันอย่างบอกไม่ถูก ทุกคนไม่กล้าคุยเล่นกันเพราะกล่าวว่าเจ้านายจะโกรธ
อีกไม่นานก็ใกล้เวลาเลิกงานแล้ว จ้าวเฉียนลุกขึ้นยืนพลางบิดขี้เกียจเล็กน้อย และหันมาพูดกับทุกคนว่า
“คืนนี้ฉันจะรักษาสัญญา ทุกคน เจอกันที่โรงแรมตงไห่ ตอนหนึ่งทุ่ม”
ทุกคนที่กำลังนั่งทำงานต่างตกตะลึงแทบสะดุ้งเมื่อได้ยิน ไม่มีใครคิดเลยว่า เจ้านั้นจะรักษาสัญญาจริงๆ! ขอเพียงทำตามสัญญา แค่ไปเลี้ยงอาหารข้างทางถูกๆก็เพียงพอแล้ว แต่นี่ถึงขนาดพาไปที่โรงแรมตงไห่ ซึ่งเป็นโรงแรมระดับห้าดาวที่ดีที่สุดของเมือง เขามีเงินไปที่นั่นจริงๆเหรอ?
จ้าวเฉียนไม่เปิดโอกาสใดๆให้พวกเขาทุกคนได้เอ่ยถาม จากนั้นก็หยิบข้าวของตนเองและจากไป
เพื่อนร่วมงานกำลังลังเลใจว่าจะไปดีหรือไม่ไปดี
“นายจะไปไหม?”
“ไปสิ! มีคนรักษาสัญญาใครจะไม่ไป!”
“แต่เจ้านั้นบอกว่าให้ไปเจอที่โรงแรมตงไห่ ไม่ใช่ว่าพอจะจ่ายเงินจริงมันจะชักดาบ แล้วให้พวกเรารวมเงินกันจ่ายแทนหรอกนะ? มันคงแค้นไม่ใช่น้อยที่พวกเราทำไว้กับมัน! ถ้ามันกล้าทำแบบนั้นจริงๆ ฉันขอดูหน่อยสิว่า มันจะมีหน้ามาทำงานที่นี่ต่อได้ยังไง!”
เจวียงหยวนครุ่นคิดกับตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากเสียงดังขึ้นว่า
“หาโอกาสได้ยากที่คุณชายจ้าวนะเลี้ยงอาหารมื้อเย็นเรา หากพลาดโอกาสนี้ไปคงไม่มีโอกาสอีกแล้วในอนาคต ทุกคน ลองเชื่อใจคุณชายจ้าวนั้นสักครั้ง อีกอย่าง...มันบอกว่าโรงแรมตงไห่เชียวนะ! มันคงมีปัญญาจ่ายไหว ไม่อย่างนั้นคงไม่ชวนพวกเราเพื่อเอาหน้าแบบนี้หรอก!”
ทุกคนที่ได้ฟังดังนั้นล้วนรู้สึกสมเหตุสมผลกับคำพูดนี้ แม้ว่าจ้าวเฉียนจะยากจนไม่มีเงิน แต่เขาเองก็ไม่ได้โง่ หากไม่มีเงินขนาดนั้น มีเหรอจะกล้าไปที่โรงแรมตงไห่?
คิดได้ดังนั้น ทุกคนจึงรีบเก็บข้าวเก็บของและขึ้นรถรับส่งของบริษัทมุ่งหน้าไปยังโรงแรมตงไห่ในทันที
ตอนที่3 ฉันจ่ายเอง กินตามสบายเลย
ณ เวลาหนึ่งทุ่มตรง ทุกคนกำลังรอจ้าวเฉียนที่หน้าประตูของโรงแรมตงไห่
“นี่มันหนึ่งทุ่มแล้วนะ ทำไมจ้าวเฉียนยังไม่มาอีก? หรือมันจะแกล้งพวกเรา?”
“ฉันว่าไม่ ถ้ามันกล้าหลอกพวกเราทั้งหมดที่เป็นพนักงานในบริษัททั้งหมดจริงๆ มันทนทำงานอยู่ในบริษัทนี้ต่อไปไม่ได้แน่ๆ”
“แล้วที่มันบอกให้พวกเรารออยู่แบบนี้มันหมายความว่าไง? มันหายหัวไปไหน?”
ขณะที่เพื่อนร่วมงานกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นเอง ทันใดนั้นก็มีรถสปอร์ตสีเงินขับเข้ามาพร้อมเสียงเครื่องยนต์แรง ก่อนที่จะจอดอยู่ตรงหน้าทุกคน
พวกเขาต่างหันควับจับจ้องรถหรูคันนี้ที่โฉบเฉี่ยวเข้ามาราวกับสายลม แต่ไม่รู้เลยว่ามันเป็นรถยี่ห้ออะไร เพราะทั้งชีวิตของแต่ละคนไม่เคยเห็นโลโก้รถแบบนี้มาก่อน
เพื่อแสร้งแสดงความอวดรู้ของตนต่อหน้าทุกคน หวังเฉียงจึงรีบหยิบมือถือขึ้นมาค้นหา อันดับรถสปอร์ตที่แพงที่สุดในโลกทันที และเขาก็ได้พบกับรถสปอร์ตคันนี้ที่จอดอยู่ต่อหน้าจริงๆ
“พวกนายรู้หรือไม่ว่า รถสปอร์ตคนนี้ยี่ห้ออะไร?”
หวังเฉียงรีบอ่านข้อมูลรถสปอร์ตคนนี้ในมือถืถือโดยไว ก่อนจะแสร้งทำเป็นอวดรู้ต่อหน้าทุกคนโดยคำถามเปิดประเด็นขึ้นมา และแต่ละต่างส่ายหัวอย่างว่างเปล่า
“นี่คือ... Koenigsegg One: 1 หนึ่งในรถสปอร์ตที่แพงที่สุดในโลก มีมูลค่าสูงถึง100ล้านหยวน! ทีแค่6คันในโลกเท่านั้น และ5คันแรกถูกขายให้กับประเทศของเรา ฉันคิดไม่ถึงเลยว่า ในเมืองแห่งนี้จะมีเจ้าของรถสปอร์ตที่ว่าเหมือนกัน อยากจะรู้จริงๆ เลยว่าเจ้าของเจ้าคันนี้เป็นใครกัน?”
ทุกคนที่ได้ฟังดังนั้นต่างอ้าปากค้างด้วยความตกใจ และด้วยความรอบรู้ของหวังเฉียง ก็สมแล้วที่เขาเป็นผู้จัดการ
หวังเฉียงใบหน้าเงียบนิ่งดูสงบเสงียม แต่ภายในใจรู้สึกมีความสุขอย่างมาก
เจียงเสี่ยวปิงจับจ้องเขาอย่างชอบอกชอบใจ แววตาสวยของเธอสะท้อนให้เห็นถึงความชื่นชมชายคนนี้อยู่ ไม่เพียงแต่เป็นผู้จัดการของบริษัทเกมยักษ์ใหญ่ และยังมีความรอบรู้ก้าวไกล จ้าวเฉียนไอ้ยากจนนั้นเทียบชั้นเขาไม่ติดเลยจริงๆ
รถสปอร์ตแล่นเข้ามาเทียบข้างอย่างช้า ๆ ทุกคนที่เห็นแบบนั้นอดใจเอ่ยปากอุทานชื่นชมไม่ได้
“ว้าว! สุดยอดไปเลย! รถสปอร์ตคันนี้โคตรสวย! ไม่รู้เลยว่าเจ้าของรถคนนี้จะเป็นคุณชายหรือคุณหนูจากที่ไหน!”
“อยู่ห่างๆ เขาไว้เถอะ ระวังพวกแกทำเสื้อผ้าของเขาต้องเปรอะเปื้อน หากเป็นอะไรขึ้นจริง พวกเราไม่มีปัญญาชดใช้แน่นอน!”
“ไม่ว่าใครที่สามารถขับรถสปอร์ตแบบนี้ จะต้องเป็นคุณชายหรือทายาทมหาเศรษฐีแน่นอน เฮ้ออ...พอเทียบกับคุณชายจ้าวของเราแล้ว กลับกลายเป็นเรื่องตลกไปเลย”
“ฮ่าฮ่าฮ่าๆๆ ...”
ขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะเยาะนินทาจ้าวเฉียนอยู่นั่นเอง ประตูรถสปอร์ตคันนั้นก็เปิดออก ยามนี้สายตาของทุกคนจ้องเขม็งไปที่ทิศทางประตูรถจนเป็นตาเดียว พวกเขาอยากจะรู้จริงๆ ว่า ใครกันที่เป็นเจ้าของรถสปอร์ตคันหรูนี่
ทว่าทันทีที่คนๆ นั้นก้าวลงมาจากรถ ทุกคนในบริษัทเกมฟางนี่ต่างตกตะลึงอ้าปากค้าง ดวงตาแทบถล่นหลุดออกมา
“จ้าวเฉียน?”
“จ้าวเฉียน!”
บางคนถึงกับหน้าถอดสี และบางคนเผยสีหน้าประหลาดใจยิ่งกว่าเห็นผี เจ้าของรถสปอร์ตคันนั้นคือจ้าวเฉียน? รถสปอร์ตมูลค่า100ล้านจะไปเป็นของจ้าวเฉียนได้ยังไง! เจียงเสี่ยวปิงหัวเราะเสียงแห้ง ภายในใจพลางสงสัยว่า เธอตาฟาดไปหรือไม่? จ้าวเฉียนเหรอคือทายาทเศรษฐี? ทำไมเธอไม่เคยรู้มาก่อน?
ในไม่ช้า เธอก็รับปฏิเสธความคิดนี้ทิ้งไปทันที ถ้าเป็นทายาทเศรษฐีจริงจะตกระกำลำบากได้ยังไง? นี่ต้องเป็นรถเช่าแน่นอนและน่าจะเช่าด้วยเงินกู้ด้วยซ้ำ ช่างเป็นคนไร้เดียงสาอะไรขนาดนี้ ทำเรื่องโง่ๆ และน่าเบื่อจริงๆ หลังจากที่จ้าวเฉียนเดินลงมาจากรถสปอร์ต ก็เดินไปคุยกับพยักงานรับรถเล็กน้อย จากนั้นก็ให้พนักงานขับรถไปจอดในทันที รถสปอร์ตคันนั้นถูกขับออกไปลับสายตาพวกเขาอย่างรวดเร็ว
ทุกคนต่างไม่มีใครเชื่อว่ารถคนนี้เป็นของจ้าวเฉียน และคิดกันไปว่าเจ้านี่ต้องเช่ามาแน่นอน
เจวียงหยวนหัวเราะยกใหญ่และพูดว่า
“จ้าวเฉียน แกคิดว่าตัวเองเป็นใคร? แค่ต้องการจะเอาคืนพวกฉัน ถึงกับต้องกู้เงินมาเช่ารถสปอร์ตหรูมาเลยเหรอ! หน้าอย่างแกจะไปมีปัญญากู้เงินที่ไหนได้? หรือกู้เงินนอกระบบมา?”
ทุกคนต่างหัวเราะเยาะกันยกใหญ่เมื่อได้ฟังคำอธิบาย ก่อนจะพบว่านี่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
ในฐานะผู้นำกลุ่ม หวังเฉียงกล่าวขึ้นพร้อมน้ำเสียงจริงจังว่า
“จ้าวเฉียน ฉันว่านายกำลังคิดผิดนะ คงไม่มีใครคิดว่าจู่ๆ นายจะได้รับสืบทอดมรดกแล้วจะรวยขึ้นในข้ามคืน แค่เช่ารถมาอวดกันแค่นี้ ใครจะเชื่อง่ายๆ? ไร้เดียงสาเกินไปหรือเปล่า ถึงขนาดไปกู้เงินมาเพื่อเช่ารถสปอร์ต?”
แน่นอน จ้าวเฉียนคนนี้เป็นทายาทตระกูลใหญ่ที่ร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศตัวจริงเสียงจริง แม้ก่อนหน้าเขาจะปิดบังตัวตนและแสร้งใช้ชีวิตอย่างคนยากจนมาก่อน แต่จนถึงตอนนี้ที่เขาได้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนมาหมดแล้ว ทว่าเขายังไม่คิดที่จะอธิบายเรื่องราวใดๆ ให้ทุกคนฟังอยู่ดี
“เอาล่ะๆ ฉันหิวแล้ว เข้าไปกินกันเถอะ”
จากนั้นจ้าวเฉียนก็เดินตรงเข้าสู่โรงแรมไห่ตงทันทีที่พูดจบ และเอ่ยปากถามพนักงานเสิร์ฟหน้าฟอนต์ถึงอาหารจานหรูที่แพงที่สุด
ในฐานะร้านอาหารโรงแรมที่หรูหราและแพงที่สุดของเมือง แม้จะสั่งแค่ข้าวไม่กี่จานในชั้นล็อบบี้ แต่ราคาขั้นต่ำก็สูงกว่าหลายหมื่นหยวน ส่วนเซทอาหารที่หรูหราที่สุดของที่นี่มีราคาสูงถึง200,000หยวน พนักงานเสิร์ฟมีความสุขอย่างยิ่งเมื่อได้ยิน แต่เมื่อเธอคนนั้นเห็นเสื้อผ้าการแต่งกายของจ้าวเฉียน เธอก็ถึงกับกลั้นยิ้มแทบไม่ทัน
‘ก็แค่พวกยากจนแสร้งทำเป็นรวย เงินในการเป๋าของนายมันไม่มีเพียงพอแม้แต่จะซื้อข้าวจานหนึ่งของที่นี่ด้วยซ้ำ! นับประสาอะไรกับเซทอาหารหรู?’ พนักงานเสิร์ฟคิดในใจ
“ต้องประทานโทษค่ะ จำนวนเงินขั้นต่ำในการรับประทานอาหารที่นี่คือ10,000หยวน ส่วนเซทอาหารใหญ่จะอยู่ที่200,000หยวน ซึ่งนี่อาจจะไม่เหมาะสมกับคุณลูกค้า...”
“หมายความว่าไง? กลัวผมจ่ายไม่ไหวงั้นเหรอ?”
“ฮิฮิ...คุณลูกค้าอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ดิฉันแค่ไม่อยากให้คุณลูกค้าเสียหน้าต่อเพื่อนๆ ในโรงแรมตงไห่แห่งนี้รับเฉพาะแขกระดับสูงเท่านั้น ต้องขอประทานอภัยด้วยค่ะ”
สีหน้าของจ้าวเฉียนมืดลงเล็กน้อย ก่อนกรนเสียงต่ำกล่าวขึ้นว่า
“ไปเรียกไอ้เจ้าหวังอี้มา!”
พนักงานเสิร์ฟคนนั้นตกใจอย่างมากเมื่อได้ยิน หวังอี้เป็นผู้จัดการล็อบบี้แห่งนี้และไม่เคยมีใครเรียกชื่อของเขาห้วนแบบนี้มาก่อน แต่...ชายคนนี้กลับสั่งให้ไปเรียกหวังอี้มา หาเรื่องตายรึไงกัน?
แต่เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองเดือดร้อน พนักงานเสิร์ฟคนนั้นจึงรับโทรหาผู้จัดการโดยทันที
หวังอี้รีบวิ่งหน้าตั้งมาทันทีที่เห็นจ้าวเฉียน
“คุณชายจ้าว ทำไมจะมาที่นี่ถึงไม่โทรมาบอกล่วงหน้าก่อน? ผมจะได้จัดเตรียมเซทอาหารไว้รอ!”
“ฮิฮิ...หยุดพูดเรื่องนั้นไปเลย ก็พนักงานคนนี้เพิ่งบอกว่า ที่นี่ต้อนรับเฉพาะแขกระดับสูง คนชั้นต่ำอย่างผมจะกล้าโทรหาได้ยังไง?”
หวังอี้ได้ยินอีกฝ่ายประชดประชันแบบนั้นก็สะดุ้งเฮือกขึ้นทันที เขาเหลือบมองไปที่พนักงานเสิร์ฟคนนั้นด้วยความโกรธ ตะคอกเสียงดังลั่นขึ้นว่า
“แกถูกไล่ออกแล้ว! รับเงินเดือนงวดนี้แล้วไสหัวไปซะ!”
เหล่าพนักงานทุกคนในบริษัทเกมฟางนี่ ต่างสับสนงุนงงอย่างยิ่งกับเหตุการณ์ตรงหน้า จ้าวเฉียนต้องแอบยัดเงินให้ผู้จัดการคนนี้ใช่ไหม? ถึงแสดงได้เนียนแบบนี้?
เจวียงหยวนและหวังเฉียง ทั้งคู่แอบหัวเราะกันอย่างลับๆ ขณะนี้กำลังรอสั่งอาหาร อยากจะรู้จริงๆ ว่าจ้าวเฉียนยังจะแสดงตบตาไปได้อีกซักกี่น้ำ
พวกเขาทั้งหมดตรงเข้ามาในห้องรับประทานอาหการส่วนตัวที่ผู้จัดการหวังอี้จัดแจงไว้ให้ ทุกคนรับจับจองที่นั่งจากนั้นก็ลุกไปล้างมือในอ่างทองแดงลวดลายวิจิตสวย นี่แสดงให้เห็นแล้วว่าโรงแรมแห่งนี้หรูหราแค่ไหน
จ้าวเฉียนหยิบเมนูขึ้นมาดูและสั่งอาหารแต่ละรายการที่เหล่าเพื่อนร่วมงานของเขาทั้งรู้จักบ้างไม่รู้จักบ้าง
ยกตัวอย่างเช่น ซอสคาเวียร์ที่มีส่วนผสมของไข่ปลาสเตอร์เจียนสีขาวและสีทอง ปลาชนิดนี้จะใช้เวลาวางไข่ประมาณยี่สิบปีโดยประมาณ ดังนั้นมูลค่าไข่พวกนี้แพงแค่ไหนก็พอจะเดาได้
นอกจากนี้ยังมี หูฉลาม รังนกที่เป็นอาหารทานเล่น เพื่อร่วมงานของเขากวาดสายตามองไปที่โต๊ะอาหารอันแสนล้ำค่าจัดแจงเอาไว้ตรงหน้า พวกเขาไม่กล้าแม้แต่ใช้ตะเกียบคืบกินด้วยซ้ำ
เจวียงหยวนกลืนน้ำลายอึดใหญ่และพูดว่า
“จ้าวเฉียน ฉันขอถามแกก่อน แกไม่คิดที่จะชักดาบให้พวกเราจ่ายเองทีหลังใช่ไหม?”
“ถูกต้องแล้ว! ฉันลืมเอากระเป๋าตัวมาด้วย ถ้าเป็นเรื่องหารจ่ายคงไม่ได้!”
“ใช่ๆ! ฉันเองก็ลืมกระเป๋าเงินกับโทรศัพท์มา ดังนั้นเรื่องหารจ่ายนายลืมไปได้เลย”
เพื่อนร่วมงานเหล่านี้กลัวว่า จ้าวเฉียนจะไม่มีเงินจ่าย หากกินของพวกนี้เข้าไปแล้ว พวกเขาคงเป็นหนี้อาหารมื้อนี้ไปตลอดชีวิต
จ้าวเฉียนรวนหัวเราะเล็กน้อยและตอบไปว่า
“อย่ากังวลไป กินอาหารพวกนี้ให้หมดก็พอ คุณชายคนนี้เลี้ยงเอง!”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ดังออกมา ทุกคนก็แอบเก็บมือถือลงใต้โต๊ะทันที พวกเขาได้บันทึกเสียงและวีดีโอที่จ้าวเฉียนพูดไว้หมดแล้ว ดังนั้นจึงหมดกังวลไปเลยถึงเรื่องที่จ้าวเฉียนจะแอบชักดาบ
โดยไม่รอช้า ทุกคนรีบหยิบช้อนส้อมบนโต๊ะอาหารขึ้นมา และตักอาหารกินอย่างเอร็ดอร่อย ราวกับหิวโหยอดอาหารมาจากไหนก็ไม่ทราบ ทั้งเจวียงหยวนและหวังอี้ยังอาหารเข้าไปไม่ยั้งปากจนแทบหายใจไม่ทัน
ชายสองคนนี้มักจะชอบทำให้จ้าวเฉียนต้องอับอายอยู่ตลอดเวลา แต่ตอนนี้กลับกินของที่อีกฝ่ายเลี้ยง นี่มันช่างไร้ยางอายเกินไปจริงๆ
ขณะที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารกันอย่างมีความสุข ทว่าเจียงเสี่ยวปิงกลับตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เธอรู้สึกว่า จ้าวเฉียนแค่พยายามเสแสร้งเท่านั้น ดังนั้นนางจึงยอมตามน้ำมาจนถึงที่นี่ แม้ตัวเธอเองจะมีหนี้ก้อนโตที่ต้องจัดการ แต่อย่างน้อยสภาพทางการเงินของเธอก็ยังดูดีกว่าเขา เหอะ ใช้วิธีนี้เพื่อซื้อความเชื่อใจคืนมาจากเธอรึเปล่า?
เธอรู้สึกเบื่อหน่ายจ้าวเฉียนตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนแล้ว ช่างเป็นผู้ชายที่โง่เขลาจริงๆ ไม่นานนักเธอก็ไม่มีอารมณ์กินอาหารอีกต่อไป ลัวางช้อนส้อมทันทีลงบนโต๊ะ
เมื่อเห็นว่าเจียงเสี่ยวปิงนิ่งเฉยไม่กินอะไรเลย เขาก็เอ่ยปากถามขึ้นว่า
“เจียงเสี่ยวปิง บนโต๊ะมีแต่อาหารดีๆ คงไม่มีใครไม่อยากกิน? หรือกินไม่เป็น? จะให้ผมสั่งอย่างอื่นมาให้ไหม?”
เขาแค่ต้องการให้เจียงเสี่ยวปิงรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เธอเคยตัดสินใจลงไป และกลับมาขอร้องอ้อนวอนเขาชนิดที่ว่าต้องมากราบต่อแทบเท้าเขา และเตะเธอออกไปอย่างไม่ใยดี ทั้งหมดก็เพื่อแก้แค้นที่เจียงเสี่ยวปิงเคยนอกใจ
แต่เจียงเสี่ยวปิงตะคอกขึ้นและทุบโต๊ะเสียงดังลั่นทันที พร้อมสีหน้าสุดเหยียดหยามว่า
“จ้าวเฉียน นายก็อายุยี่สิบสี่แล้ว ทำไมยังทำตัวไร้เดียงสาแบบนี้อยู่อีก? แค่สร้างหน้าตาให้ตัวเองแค่นี้ถึงกับยอมเป็นหนี้เลยรึไง? คิดเหรอว่าการทำแบบนี้แล้วจะช่วยให้ฉันกลับไปสนใจ? เหอะ เหอะ คนอย่างฉันไม่มีวันกลับไปหาไอ้งั่งแบบนายแน่นอน! ไร้สาระ!”
เจวียงหยวนและคนอื่นๆ ต่างกินไปดื่มไปอย่างมีความสุข พลางรับชมการแสดงตรงหน้าไปในตัว
จ้าวเฉียนยังคงไม่ได้ปริปากอธิบายอะไร เอาแต่ยิ้มระเรื่อน
เจียงเสี่ยวปิงที่เห็นแบบนั้นยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ และนั่งนิ่งไม่กินอาหารใดๆ อีกเลย
ส่วนหวังเฉียงยิ่งไม่ได้สนใจนางเข้าไปใหญ่ ในเวลานี้อาหารสุดหรูบนโต๊ะคือเป้าหมายสำคัญของเขา
ไม่นานทุกคนก็รับประทานอาหารกันเสร็จสิ้น สายตาเหล่านั้นจับจ้องไปที่จานเปล่าบนโต๊ะพลางเลียริมฝีปาก ลิ้มรสรสชาติที่ยังค้างอยู่ในลำคอไม่รู้จบ
จนถึงตอนนี้ช่วงเวลาสำคัญที่สุดก็กำลังจะมาถึงแล้ว เวลาจ่ายเงิน! จ้าวเฉียนจะมีปัญญาจ่ายค่าอาหารสุดหรูพวกนี้หรือไม่?
เพราะต่อให้พวกเขารวมเงินกันจ่ายก็มีไม่พอเช่นกัน ราคาค่าอาหารไม่ต่างอะไรกับพวกเขากินBMWไปคันหนึ่ง