ประตูตำหนักเย็นถูกปิดมิดชิด อดีตฮองเฮาสกุลหลิวกำลังนอนเกลือกกลิ้งด้วยความทรมานบนพื้นอันเย็นเยียบหลังได้รับพระราชทานยาพิษจากผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีของตนเอง
เบื้องหน้าคือบุรุษผู้หนึ่งใบหน้าคมคายหล่อเหลาอยู่ในอาภรณ์สีทองสูงส่งสง่างาม รอบกายคล้ายจะมีรัศมีบางอย่างแผ่กระจายออกมาดูเยือกเย็นน่ากลัวยิ่งนัก ทว่าบัดนี้เขาผู้นั้นกำลังมองนางด้วยสายตารังเกียจทั้งอำมหิต
หลิวฉูฉู่นอนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นเปล่งเสียงกรีดร้องโหยหวนดูน่าเวทนา ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสนใจเสียงร้องนั้นเลยแม้แต่น้อย นางค่อย ๆ ขยับร่างกายเข้าหาเขาผู้นั้นอย่างช้า ๆ อีกเพียงนิดเดียวนิ้วมือเรียวก็จะสัมผัสรองเท้าของเขาอยู่แล้ว ทว่าคนผู้นั้นกลับขยับกายห่างไม่ยอมให้นางได้แตะต้องตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
"ฝะ ฝ่าบาท มะ หม่อมฉัน ทรมานเหลือเกิน"
ดวงตาของหลิวฉูฉู่แทบจะหลุดออกมาจากเบ้า เมื่อความทรมานนั้นถึงที่สุด โลหิตสด ๆ ไหลออกมาจากปากของนางเป็นสายกระทั่งคำที่จะเอื้อนเอ่ยยังไม่อาจพูดได้มีเพียงเสียงแหบแห้งที่หลุดออกมา ยังมีสายตาเย็นชาของคนผู้นั้นที่เฝ้ามองการตายของนางด้วยความรู้สึกสาแก่ใจ
"เจ้ากล้าวางยารัชทายาททั้ง ๆ ที่เจ้าเป็นผู้ชุบเลี้ยงเขามากับมือตนเอง เขาอายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น หลิวฉูฉู่การตายของเจ้าครานี้ยังน้อยไปนัก สกุลหลิวเลี้ยงบุตรีให้เป็นคนต่ำช้าเลวทราม ต้องโทษประหารเก้าชั่วโคตร บิดามารดา ข้าก็ไม่ละเว้นแม้แต่ผู้เดียว"
เสียงกรีดร้องโหยหวนพลันดังขึ้นในขณะที่ร่างสูงค่อย ๆ สะบัดผ้าเดินออกจากตำหนักเย็นไป หลิวฉูฉู่ดวงตาเบิกค้างไม่อาจทนความเจ็บปวดได้อีกต่อไป ลมหายใจพลันขาดสะบั้นก่อนตายเจ็บปวดทรมานทั้งกายและใจสาสมกับความผิดที่นางได้ก่อเอาไว้
ความเงียบเข้าปกคลุมแสงตะเกียงรำไรสาดส่องร่างกายเล็กในอาภรณ์ขาว ทว่าแปดเปื้อนไปด้วยคราบโลหิต ปิดฉากชีวิตฮองเฮาผู้เคยมีอำนาจสูงสุดในวังหลัง ไร้คนเหลียวแล สิ้นวาสนากระทั่งชีวิตบัดนี้ยังไม่อาจรักษาเอาไว้ได้.....
"คัท"
หลังความสงบเงียบและเสียงของผู้กำกับพลันดังขึ้น ผู้จัดการของหลิวฉูฉู่รีบเข้ามาแล้วประคองร่างเล็กของเธอขึ้นมา
"เหนียวไปหมดแล้ว เช็ดหน้าก่อน"
ซ้อสี่พี่สะใภ้และผู้จัดการส่วนตัวของหลิวฉูฉู่พูดขึ้น
"ฉากสุดท้ายแล้วต้องทุ่มเทหน่อยไม่เป็นไร"
เธอรับผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตาจนสะอาดก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินมาดูที่จอมอนิเตอร์ ผู้กำกับเอ่ยชมเธอจนยิ้มหน้าบาน
"ทำได้ดีมากเลยอาจารย์หลิว สุดยอดเลย สมแล้วที่เป็นเบอร์หนึ่งของวงการ"
"ขอบคุณค่ะ ทั้งหมดนี้เพราะได้ผู้กำกับลี่ฉันเลยเข้าถึงบทบาทและทำได้ขนาดนี้ค่ะ"
แน่นอนว่า แม้ในใจของหลิวฉูฉู่จะลำพองแค่ไหนว่าตัวเองเก่งกาจ แต่เธออยู่ในวงการมานาน การอ่อนน้อมถ่อมตัวกับผู้กำกับและคนอื่นอยู่เสมอจึงกลายเป็นฉากหน้าบังตา และสุดท้ายกลายเป็นนิสัยถาวรของหลิวฉูฉู่ไปแล้ว
ผู้กำกับลี่ยิ้มหน้าบานเมื่อดาราสาวเอ่ยยกย่อง
"เฮ้ยเรื่องนี้ความจริงส่งกันทั้งหมด บทนี้ผู้เขียนบทเขาเขียนมาให้อาจารย์หลิวโดยเฉพาะ กระทั่งชื่อของตัวเอกยังยืมชื่อของอาจารย์หลิวมาใช้ เรตติ้งถึงได้เอาชนะซีรีส์ที่ออกฉายในเวลาเดียวกันนี้ทั้งหมด ใคร ๆ ก็เกลียดฮองเฮาหลิวเข้าไส้เพราะอาจารย์หลิวเข้าถึงบทบาทยังไงล่ะครับ"
หลิวฉูฉู่ยิ้มหวานพร้อมกับพยักหน้ารับอย่างนอบน้อมยังพูดคุยกับผู้กำกับหลิวอีกหลายคำก่อนที่จะปลีกตัวออกมาเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องแต่งตัวส่วนตัวของเธอเอง
"พรุ่งนี้ยังมีคิวอะไรอีกหรือเปล่าคะ"
หลิวฉูฉู่ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ด้วยความอ่อนเพลียก่อนจะหลับตาลงแล้วปล่อยให้ช่างแต่งตัวช่วยกันแกะวิกผมออกจากศีรษะของตัวเอง
ซ้อสี่ตอบคำถามอย่างรวดเร็ว
"พรุ่งนี้ไม่มีพี่จัดตารางให้เธอพักสามวันหลังจากนั้นต้องออกรายการโทรทัศน์เพื่อโพรโมตซีรีส์เรื่องนี้อีกหลายรายการ เธอจะไม่ว่างไปอีกสองเดือน"
"แล้วซีรีส์เรื่องใหม่ล่ะคะ พี่ว่ายังไง"
"ติดต่อเข้ามามากเกินไป พี่ต้องให้เธอดูก่อนว่าอยากแสดงบทแบบไหน จะเอาปัจจุบันหรือเป็นย้อนยุคดีล่ะ พี่จะได้เลือกให้"
หลิวฉูฉู่ส่ายหน้า
"ย้อนยุคพักก่อนค่ะ เดี๋ยวจะเข้าหน้าร้อนแล้วขอเป็นแนวปัจจุบันก็แล้วกันถ้าให้ถ่ายย้อนยุคตอนหน้าร้อนฉันได้ตายแน่ ๆ ต้องใส่ชุดแบบนี้ทั้งหนาแล้วยังถูกมัดเป็นบ๊ะจ่าง ไม่ไหวค่ะ"
"ก็ได้ งั้นพี่เลือกแนวปัจจุบันให้เธอก็แล้วกัน"
หลิวฉูฉู่พยักหน้า ช่างทำผมแกะวิกออกจากผมของเธอจนหมดแล้วหลังจากนั้นเลยช่วยเธอเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว จู่ ๆ ท้องของหลิวฉูฉู่ก็ร้องขึ้นมาเธอเพิ่งคิดขึ้นได้ว่าเธอถ่ายละครตั้งแต่เที่ยงวันจนตอนนี้เกือบจะตีสองแล้วเธอยังไม่ได้กินอะไรเลย
ซ้อสี่ได้ยินเสียงท้องร้องของหลิวฉูฉู่เธอจึงพูดขึ้นทันใด "พี่จะไปหาอะไรมาให้กินนะ รอก่อนก็แล้วกันยังมีอาหารแฟนคลับที่ส่งมาซัปพอร์ตเธอข้างนอก เดี๋ยวพี่ไปเอามาให้กิน"
หลิวฉูฉู่ยิ้มกว้างขอบคุณพี่สะใภ้ที่เอาใจใส่เธอจริง ๆ
"ขอบคุณค่ะ"
ตอนนี้ในห้องมีเพียงหลิวฉูฉู่อยู่เพียงลำพัง เธอจึงนอนพักสายตาเงียบ ๆ หลังจากพี่สะใภ้หายไปไม่ถึงห้านาที ประตูก็ถูกเคาะ ใครบางคนโผล่หน้าเข้ามาพร้อมกับน้ำส้มคั้นสดในมือ
"ฉันเป็นทีมงานค่ะ ผู้จัดการของอาจารย์หลิวให้มาเชิญอาจารย์หลิวไปทานข้าวค่ะ ดื่มน้ำส้มก่อนนะคะ"
หลิวฉูฉู่ยิ้มขอบคุณ เพราะหิวเธอจึงดื่มน้ำส้มไปเกือบหมดแก้ว ก่อนจะลุกขึ้นยืนพร้อมกับบิดขี้เกียจเล็กน้อย คิดว่าอาหารแฟนคลับคงมีเยอะมากจนซ้อสี่เอามาไม่ไหวแน่เลยให้คนมาตามแบบนี้
หลิวฉูฉู่เดินตามทีมงานคนนั้นไปโดยเงียบ ๆ ปกติเธอไม่ค่อยคุยกับคนแปลกหน้าอยู่แล้วและทีมงานคนนี้ก็ไม่ช่างพูดเช่นกัน
"ด้านโน้นค่ะเห็นหรือเปล่าคะ ที่แสงไฟตรงนั้น"
หลิวฉูฉู่พยักหน้าเดินนำหน้าทีมงานคนนั้นในขณะที่กำลังเดินข้ามสะพานจู่ ๆ ก็เกิดอาการเวียนหัวกระทั่งหน้ามืดจนมองไปรอบตัวรู้สึกว่ารอบบริเวณหมุนคว้างเหมือนแผ่นดินกำลังไหวอย่างแรง ร่างกายของหลิวฉูฉู่โงนเงนหน้าแทบจะพุ่งลงพื้นดินเธอขยับตัวจับราวสะพานเอาไว้ยกมือจับศีรษะของตัวเองเอาไว้
"โอ๊ะ ฉันหน้ามืดช่วยพยุงฉันหน่อย"
ในตอนแรกหลิวฉูฉู่คิดว่าเพราะตัวเองทำงานโดยไม่ได้พักจึงเกิดอาการแบบนี้ แต่ตอนนี้เธอรู้สึกได้ว่ามีความผิดปกติบางอย่าง เมื่อร่างกายถูกกระแทกอย่างแรง กระทั่งหลิวฉูฉู่คล้ายจะพุ่งถลาลงจากที่สูงจนร่างกระแทกเข้ากับผิวน้ำอย่างแรง
เธอพยายามกระเสือกกระสนที่จะว่ายน้ำขึ้นมา แต่เจ้ากรรมหลิวฉูฉู่กลับไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กับสายน้ำ ปกติแล้วเธอก็ไม่ถูกกับน้ำเพราะเคยเล่นบทใต้น้ำแล้วทำให้เกือบตายในอดีตและตอนนี้เธอยังมีความหวาดกลัวฝังใจ
สายน้ำเย็นเยียบแทบจะคร่าชีวิตของเธอแล้ว ทีมงานคนนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยไม่มีทีท่าว่าจะมีใครมาช่วยเธอเลยแม้แต่คนเดียว
ร่างกายของหลิวฉูฉู่ค่อย ๆ จมลงไปที่ก้นสระลึกทั้งมืดมิดและเย็นเยียบในตอนนี้ที่เธอได้ไร้สติไปแล้ว!
ไม่รู้ว่าหมดสติไปนานเท่าใด หลิวฉูฉู่ได้แต่ฝันถึงช่วงเวลาที่เธอกำลังจมน้ำ ในตอนนั้นยังรู้สึกเหมือนมีมือของใครบางคนที่กำลังดึงขาของเธอให้จมลงไปช้า ๆ เธอหายใจไม่ออก เธอกำลังจะตายและสุดท้ายมองเห็นเพียงความมืดมิดที่น่าหวาดกลัว
หลิวฉูฉู่หวีดร้องเสียงดังก่อนที่จะสะดุ้งตื่นขึ้นมา ใบหน้าเต็มไปด้วยหยดเหงื่อเม็ดโต เธอได้ยินเสียงของผู้หญิงหลายคนดังขึ้น หลิวฉูฉู่จึงค่อยลืมตาช้า ๆ กวาดมองไปรอบ ๆ กระทั่งสายตาปะทะเข้ากับใบหน้าเล็กของซ้อสี่ที่กำลังร้องไห้น้ำตานองหน้าพร้อมกับปาดน้ำตาก่อนจะเอ่ยว่า
"ฟื้นแล้ว ในที่สุดก็ฟื้นแล้วท่านหมอเจ้าคะ ท่านหมอ"
ซ้อสี่ผวาเข้ามาจับมือของหลิวฉูฉู่เธอยังมึนงงเล็กน้อย ดวงตายังพร่ามัวไม่กระจ่างใสเห็นผู้ชายไว้หนวดยาวคนหนึ่งเข้ามาใกล้ สัมผัสได้ถึงผ้าที่วางตรงข้อมือ เขาคุกเข่าอยู่ข้างเตียงแล้วเริ่มจับชีพจรของเธอท่าทางคล่องแคล่วเหมือนจริงยิ่งนัก
หลิวฉูฉู่กะพริบตาปริบ ๆ ขับไล่ฝ้าฟางให้พ้นจากดวงตากระทั่งเห็นใบหน้าอ้วนกรมและหนวดเคราของผู้ชายคนนั้นอย่างชัดเจน เธอยังงงงวยเมื่อเห็นว่าเขากำลังแต่งตัวด้วยชุดโบราณที่เธอคุ้นตาในกองถ่าย
หลิวฉูฉู่กำลังจะพูด แต่แล้วผู้ชายคนนั้นก็เอ่ยขึ้น
"พระอาการดีขึ้น หลังจากนี้ให้เสวยยาตามเวลาก็ไม่มีอะไรให้กังวลแล้ว"
หลิวฉูฉู่เข้าใจโดยพลัน
นี่ฉันทำงานเหนื่อยมากจนกระทั่งเผลอหลับในระหว่างการแสดงเหรอเนี่ย เอาอีกแล้วหลิวฉูฉู่เธอคงต้องพักจริงจังแล้ว
หลิวฉูฉู่มองไปที่ซ้อสี่ เห็นว่าพี่สะใภ้ยังแต่งตัวด้วยชุดโบราณเธอจึงคิดว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่พี่สะใภ้มาร่วมแสดงละครเรื่องนี้กับเธอ หรือว่าตัวเองจะเหนื่อยจนสมองทำงานผิดปกติจำอะไรไม่ได้สักอย่างเดียว
แล้วเรื่องที่เธอตกน้ำ เหมือนจริงขนาดนั้นคงไม่ใช่ความฝันหรอกนะ หมอหลวงตรวจเสร็จแล้วเธอยังไม่ได้ยินชัดเจนว่าพวกเขาคุยอะไรกัน
กระทั่งหลิวฉูฉู่หูแว่วได้ยินเสียงเหมือนผู้กำกับสั่งให้ 'คัท' เธอจึงถอนหายใจยาวออกมาคิดว่าถึงเวลาพักสักที คราวนี้เธอพยายามลุกขึ้นนั่งแต่กลับรู้สึกวิงเวียนคล้ายจะหน้ามืดอีกครั้ง
ให้ตายเถอะ ฉากนี้อะไรกัน ทำไมฉันจำไม่ได้ และฉันนอนไปมากแค่ไหนแล้วถึงได้รู้สึกบ้านหมุนแบบนี้
ซ้อสี่ของเธอผวาเข้ามาประคองให้เธอลุกขึ้น พร้อมกับเอ่ยว่า
"ฮองเฮาเพคะ ฮองเฮาเป็นอย่างไรบ้างเพคะ"
หลิวฉูฉู่ยิ้ม กระซิบเสียงเบา เธอเป็นดาราสาวที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ไม่อาจให้ใครได้ยินว่าเธอกำลังคุยอะไรกับผู้จัดการส่วนตัว
"ยังไม่เลิกเล่นอีกผู้กำกับสั่งคัทแล้วนี่คะ นี่ซ้อสี่ฉันฝันว่าฉันตกน้ำทรมานมากจริง ๆ นี่จะบอกความลับให้ ฉันเหนื่อยมากเลยหลับไปจริง ๆ ตอนนี้ลืมแล้วว่าเราแสดงฉากไหนอยู่ ช่วยบอกฉันหน่อย"
ซ้อสี่ที่อยู่ตรงหน้าเธอทำตาโตท่าทางตกตะลึง ยังพูดด้วยท่าทางอ่อนน้อมจนเกินจริง
"ฮะ ฮองเฮาเพคะ บ่าวอาเหมียนเองเพคะ ฮองเฮาจำบ่าวได้หรือไม่เพคะ แล้วฮองเฮาไม่ได้ฝันเพคะ ฮองเฮาตกน้ำไปจริง ๆ เพคะ และฮองเฮาก็เพิ่งฟื้นขึ้นมายามนี้เพคะ"
หลิวฉูฉู่กะพริบตาถี่ ๆ มองหน้าซ้อสี่แล้วทำหน้าตึงส่งเสียงเข้มออกไป
"อาซ้ออย่าล้อฉันเล่นสิคะ ฉันไม่ตลกด้วยหรอก"
ปกติหลิวฉูฉู่เป็นคนที่มักจะอดทนเป็นอย่างมาก ด้วยอาชีพนักแสดงที่ต้องฝ่าฟันและแข่งขันกันสูง เธอจึงเป็นคนเก็บอารมณ์ร้ายของตัวเองได้เป็นอย่างดี และเคยชินที่จะแสดงออกในแง่มุมที่ดีอยู่เสมอเช่นกัน ยิ่งผู้จัดการคนนี้ที่เธอเป็นคนแนะนำให้พี่ชายและกลายมาเป็นพี่สะใภ้ หลิวฉูฉู่แทบจะไม่เคยอารมณ์เสียใส่เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ผู้หญิงคนนี้กลับทำท่าตกใจคุกเข่าร่ำไห้ออกมา
"ฮะฮองเฮาของบ่าว ฮือ ฮือ ฮือ แย่แล้ว ศีรษะกระทบกระเทือนหรือไม่ เหตุใดท่านหมอบอกปลอดภัยแล้วอย่างไรเล่า"
หลิวฉูฉู่มองซ้อสี่เขม็ง
"ยัง ยังไม่เลิกเล่นอีก อาซ้ออย่าทำแบบนี้สิคะ"
น้ำเสียงของเธอไม่ได้อ่อนลงเลยแม้แต่น้อย ยิ่งทำให้คนที่นั่งตัวสั่นอยู่ตรงนั้นก้มหน้าติดพื้นเก็บปากเก็บคำเงียบได้ยินเพียงเสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมา
ซ้อสี่ของเธอกลับพูดว่า
"ท่านหมอ เร็วเข้าตรวจดูฮองเฮาอีกครา ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นอีกเหตุใดยังจำสิ่งใดไม่ได้เล่าเจ้าคะ"
ท่านหมอผู้นั้นกำลังจะออกจากตำหนัก ใบหน้าซีดเผือดไม่แน่ใจว่าตัวเองตรวจสิ่งใดพลาดไป จึงรีบวางข้าวของลง และขยับกายมาใกล้ร่างของหลิวฉูฉู่อีกครั้ง ยังไม่ทันได้ตรวจสตรีสูงวัยผู้หนึ่งพร้อมด้วยบ่าวใกล้ชิด พลันเดินอ้อมม่านบังตาเข้ามาในตำหนักอย่างเร่งร้อน เอ่ยถามน้ำเสียงสั่นเครือ
"ฮองเฮา เป็นอย่างไรบ้างเพคะ ในที่สุดก็ฟื้นแล้วท่านหมอหลวงเร็วเข้ารีบถวายการรักษา เร็วเข้า"
หลิวฉูฉู่ขมวดคิ้วเมื่อมองไปรอบ ๆ พร็อพจัดเต็ม ทุกอย่างล้วนเป็นของโบราณ ทุกคนแต่งตัวในชุดโบราณเต็มยศ ยังเห็นฉากที่คุ้นตาในละคร และผู้หญิงอายุมากคนนี้ยังปรี่เข้ามาจับมือของเธอ
หลิวฉูฉู่จำได้แล้ว
นี่ไม่ใช่ฉากที่เธอถ่ายทำไปแล้วเมื่อเดือนที่แล้ว ทำไมถึงถ่ายซ้ำ ละครเรื่องนี้จบไปแล้วไม่ใช่หรือ
หลิวฉูฉู่เอาแต่คิดจึงไม่ทันได้สนใจว่าคนรอบข้างกำลังทำอะไรพูดอะไรกับตัวเธอ ในที่สุดเธอก็คิดออกอย่างรวดเร็ว
เอ๊ะ หรือมีการถ่ายซ่อม แต่เธอไม่รู้ตัว หรือว่าเธอจะเผลอนอนหลับไปในระหว่างแสดง ตื่นขึ้นมาก็เลยมึนงง แย่แล้ว ซ้อสี่คงร่วมแสดงด้วย คนอุตส่าห์ส่งบทมาแล้วแต่ฉูฉู่ เธอเกือบจะทำเสียเรื่องแล้ว ดีที่ผู้กำกับไม่สั่งคัทให้ขายหน้าอีก ฉันคือมือหนึ่งเทคเดียวผ่าน ฉันต้องตั้งสติแล้ว!
เมื่อคิดได้แบบนี้ หลิวฉูฉู่ผู้เก่งกาจพยายามนึกถึงบทนี้ที่เคยแสดงมาแล้ว พร้อมกับกระแอมเบา ๆ แน่นอนว่าเธอไม่คุ้นหน้าผู้หญิงที่กำลังจับมือของเธอในตอนนี้ แต่บทบาทนี้คือแม่ของเธอแน่นอน สงสัยมีการเปลี่ยนตัวแสดงแทนเช่นกัน
ด้วยความเป็นมืออาชีพ หลิวฉูฉู่จึงตั้งใจแสดงในบทของตัวเองอย่างดี
หลิวฉูฉู่คิดทบทวนและจำบทได้แล้ว บทในตอนนี้ไม่ยาก เพียงแต่นอนนิ่ง ๆ ในขณะที่ปล่อยให้หมอหลวงตรวจร่างกาย จนเสร็จหลังจากนั้นให้พูดประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยสุดชีวิต
"ลูกไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ เพียงแต่การตกน้ำครานี้มีคนร้ายลอบทำร้าย ท่านแม่ต้องแจ้งให้ท่านพ่อทราบและต้องช่วยสืบหาตัวคนร้ายให้ลูกนะเจ้าคะ"
แน่นอนว่าหลิวฉูฉู่ย่อมทำได้อย่างแนบเนียน เธอคือเบอร์หนึ่งของประเทศแค่ถ่ายซ่อมแค่นี้ย่อมผ่านได้สบาย เพียงแต่ว่าหลังจากเสร็จงานต้องไปเช็กสมองสักหน่อย ว่าทำไมเธอถึงได้บ้าบอจำอะไรไม่ได้ขนาดนี้
ในตอนนี้นี่เอง ผู้หญิงที่สวมบทบาทเป็นแม่ได้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น
"แม่ต้องให้ท่านพ่อจัดการเป็นแน่ ผู้ใดบังอาจคิดทำร้ายฮองเฮา กระทั่งเรื่องนี้ไทเฮาก็มิได้ปล่อยวางเช่นกัน ฝ่าบาทจะกลับมาจากราชกิจในอีกไม่กี่วันนี้แล้ว ท่านพ่อของพระองค์คงนำความเข้ากราบทูลทันที คนที่คิดทำร้ายฮองเฮาโทษเดียวคือประหารชีวิตเท่านั้น"
อารมณ์ของคนแสดงเป็นแม่คนนี้เก่งกาจมาก ส่งความแค้นออกมาให้เธอได้เต็ม ๆ
หลิวฉูฉู่หันหน้าไปยังทิศทางที่เธอคิดว่าจะมีกล้องจับอยู่ แอบลอบยิ้มอย่างสะใจ บทในตอนนี้คือในใจต้องคิดว่า เรื่องที่ตัวเองตกน้ำ คือสิ่งที่หลิวฉูฉู่คิดขึ้นมาเพื่อเป็นแผนการใส่ร้ายเฉียนกุ้ยเฟย นางคนนั้นต้องได้รับผ้าแพรขาวพระราชทาน สุดท้ายต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถ
เอาล่ะเมื่อได้มุมกล้องแล้ว หลิวฉูฉู่จึงแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ตามบทบาทเป๊ะปังเวอร์มากแม่ตามที่เธอคิด
หลังจากนี้หมอหลวงรายงานว่านางปลอดภัยดีแล้วหลังจากสลบไปถึงสามวันสามคืน ต่อไปเพียงแต่ให้ระวังอย่าได้ให้สัมผัสน้ำเย็นอีก เพราะร่างกายตอนนี้เต็มไปด้วยไอเย็นอาจมีผลถึงปอดและทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังและล้มป่วยลงมาอีกได้ ส่วนเรื่องความทรงจำที่หายไปอาจเกิดขึ้นได้ ทั้งยังอาจเกิดความสับสน ทว่าไม่นานก็จะหายเป็นปกติ
หลิวฉูฉู่ยังท่องบทของท่านหมอคนนี้เอาไว้ในใจ หลังจากฉากนี้องค์ชายน้อยจะเข้ามาเพื่อแสดงความห่วงใยพร้อมกับแม่นมของเขา
ในบทบาทฮองเฮาหลิวนี้ต่อหน้าคนอื่น หลิวฉูฉู่ต้องแสดงว่าเป็นแม่ที่แสนดีขององค์ชายน้อยคนนี้ แม้ว่าในใจจะคิดกำจัดไม่ให้เขาขึ้นเป็นองค์รัชทายาทในอนาคตก็ตาม
แน่นอนว่าบทไปตามนั้น หลังจากหมอหลวงออกไปแล้ว ตัวเอกอย่างองค์ชายน้อยก็ขอเข้าเฝ้า หลิวฉูฉู่จึงถูกแม่ในบทของเธอประคองให้ลุกนั่งก่อนจะเอ่ยว่า
"ฮองเฮายังไม่หายดี ให้องค์ชายน้อยกลับไปก่อนดีหรือไม่"
หลิวฉูฉู่ใบหน้าซีดเซียวแต่ยังงดงามจนบุปผาม้วนอาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงแห่งความเมตตาปรานี
"ลูกทำให้องค์ชายน้อยเป็นห่วง เราสองแม่ลูกแม้ไม่ใช่สายเลือดแต่ก็เลี้ยงดูกันมาผูกพันลึกซึ้งยิ่งนัก ท่านแม่ให้องค์ชายเข้ามาเถิดเจ้าค่ะ"
มารดาของหลิวฉูฉู่พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า
"ให้องค์ชายเข้ามาเถิด"
หลิวฉูฉู่จึงเอ่ยตามบทบาทว่า
"ท่านแม่พวกท่านก็กลับไปเสียเถิด ข้าอยากอยู่กับบุตรชายเพียงลำพัง"
"แต่ว่า"
มารดาทำท่าไม่ยอมไป หลิวฉูฉู่จึงเอ่ยว่า
"ข้ารู้สึกสบายดีจริง ๆ แล้ว ท่านแม่ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ"
ในที่สุดผู้เป็นมารดาก็ยอมตัดใจ ปล่อยให้หลิวฉูฉู่อยู่กับองค์ชายน้อยเพียงลำพัง ฉากนี้นางต้องปลอบขวัญองค์ชายน้อยผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นบุตรชายของนางด้วยน้ำเสียงเมตตาปรานีเมื่ออยู่ต่อหน้าบ่าวไพร่นางกำนัล
เด็กน้อยอายุเจ็ดขวบนามโจวหลิวหยางเป็นบุตรชายคนโตของฮ่องเต้โจวจื่อเหลียงพระสวามีของหลิวฉูฉู่ สองข้างแก้มออกจะกลมเล็กน้อย ทว่าองอาจและเปิดเผยความหล่อเหลาตั้งแต่ยังเด็กเดินนำหน้าแม่นมเข้ามาอย่างอาจหาญ
องค์ชายน้อยผู้นี้เดิมเป็นลูกชายคนเดียวของอดีตฮองเฮาที่คลอดเด็กแล้วตายเพราะไร้วาสนา หลิวฉูฉู่จึงได้เลื่อนฐานะจากกุ้ยเฟยมาเป็นฮองเฮาเพราะมีไทเฮาหนุนหลังแทนในทันที
แม้จะไม่ชอบเด็กคนนี้แต่เพราะไทเฮาต้องการให้นางใกล้ชิดกัน จึงให้หลิวฉูฉู่เป็นผู้ดูแลเด็กคนนี้ประดุจมารดาผู้ให้กำเนิด หลิวฉูฉู่จงใจรับเพราะเธอไม่ชอบเด็กและยังเห็นองค์ชายน้อยเป็นเสี้ยนหนามจึงคอยคิดกำจัดให้พ้นทาง
สักวันหนึ่งฮองเฮาตัวร้ายต้องมีบุตรชายเป็นของตนเอง และมีเพียงบุตรชายของนางเท่านั้นที่จะได้ดำรงตำแห่งองค์รัชทายาท
หลิวฉูฉู่ขมวดคิ้วทันใด เมื่อเห็นหน้าเด็กที่เพิ่งเดินเข้ามาชัดเจน
กระทั่งองค์ชายน้อยก็เปลี่ยนนักแสดงเหรอ นี่มันอะไรกัน เปลี่ยนนักแสดงกันทั้งกองตั้งแต่ตอนไหนกัน จะบ้ากันไปแล้ว ที่เธอจำได้คือเรื่องนี้ปิดฉากจบที่เธอกินยาพิษตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ
แต่ความสงสัยต้องถูกเก็บเอาไว้ เมื่อเด็กน้อยเดินเข้ามาแล้วคุกเข่าทำความเคารพเธออย่างอ่อนน้อม ท่าทางไม่เกรงกลัวยังคล่องแคล่วและรู้ธรรมเนียมเหมือนปฏิบัติมาตั้งแต่เกิด
เด็กคนนี้ดูดีกว่าเด็กคนเดิม ยังท่าทางองอาจสมศักดิ์ศรีองค์รัชทายาทในอนาคต หลิวฉูฉู่คิดว่าเลือกคนแสดงได้ดีกว่าเดิมมาก หลิวฉูฉู่ไล่คนออกไปหมดตามบทเหลือเพียงนางกำนัลอาเหมียนผู้รับใช้ข้างกายใกล้ชิดและองค์ชายน้อยเท่านั้น
หลิวฉูฉู่จึงกวักมือเรียกเด็กน้อยหน้าตาน่าเอ็นดูคนนั้นเข้ามานั่งข้างกาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงเมตตา
"หยางเอ๋อร์มานี่มานั่งข้างแม่"
เด็กน้อยใบหน้าเฉยเมย ส่งเสียงเล็กไร้คลื่นลมออกมาว่า
"พ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่"
หลิวฉูฉู่ยิ้มกว้าง คราวนี้ไม่ได้ยิ้มตามบทแต่เห็นเด็กตัวเล็กพูดคำโบราณแล้วรู้สึกเอ็นดูจริง ๆ เด็กน้อยก้าวขาเล็กมั่นคง ปีนขึ้นไปนั่งบนเตียงข้างกายของนาง
"แม่ไม่สบาย เป็นเด็กดีหรือไม่"
หลิวฉูฉู่เริ่มพูดตามบทบาท ในบทตอนนี้เธอต้องไม่แตะต้องตัวของเด็กน้อยเพราะเธอเกลียดลูกเลี้ยงคนนี้มาก แต่ตอนนี้ด้วยความน่าเอ็นดูและดูรู้ความของเด็กคนนี้ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะจับมือเล็กของเขาเอาไว้ ทว่าหลิวฉูฉู่กลับหูตั้งเมื่อไม่ได้ยินในสิ่งที่ตัวเองไม่คาดคิดมาก่อน
"ข้าเห็นวันนั้นท่านตกน้ำลงไปเอง ข้าเห็นกับตาและยังมีคนของข้าที่เห็นท่าน อย่าได้คิดใส่ร้ายผู้ใดเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้นข้าจะทูลเสด็จพ่อตามความจริง"
หลิวฉูฉู่กะพริบตา มองหน้าเด็กคนนี้ด้วยอาการตกตะลึง ในขณะที่เด็กน้อยจ้องเธอเขม็งสายตานั้นไม่ใช่สายตาของเด็กปกติ แต่เป็นสายตาของเด็กที่เกลียดชังเธอเข้าไส้ หลิวฉูฉู่ยกมือทาบอกเด็กคนนี้แสดงเก่งมากเพียงแต่หลิวฉูฉู่กำลังเข้าใจว่า
ให้ตายเถอะ แม่เจ้า เด็กนี่ กำลังจำบทผิด หนูน้อยหนูจำบทผิดแล้วลูก!
หลิวฉูฉู่กระซิบเสียงเบา
"หนูน้อย หนูต้องพูดว่า เสด็จแม่เป็นเช่นไรบ้าง ลูก พูดเร็วเข้า เร็ว"
เด็กคนนั้นกลับทำหูหนวกไม่สนใจสิ่งที่เธอบอกด้วยความหวังดี แล้วแค่นเสียงเล็กร้ายกาจออกมา
"ข้าเห็นจริง ๆ ท่านแสร้งตกน้ำลงไปหากท่านทำร้ายผู้ใดข้าจะฟ้องเสด็จพ่อ"
หลิวฉูฉู่ลุกขึ้นทันใด เอาล่ะ เด็กนี่จำบทผิด บทนี้ไม่มีแน่ ๆ สมองอัจฉริยะของเธอย่อมจำบทได้เป็นอย่างดี หลิวฉูฉู่ชี้นิ้วไปที่บังลม คิดว่ากล้องคงซ่อนอยู่ตรงนั้น และผู้กำกับรวมทั้งคนอื่นต้องอยู่ที่นั่นแน่ ๆ
"ทำไมยังไม่สั่งคัทคะ ฉันต่อบทไม่ได้นะคะ น้องชายจำบทผิดแล้ว"
อาเหมียนลุกขึ้นทันใด ก่อนจะเอ่ยทั้งน้ำตา
"ฮองเฮาเพคะ ฮองเฮา ไหนหมอหลวงบอกสบายดีแล้วไม่เป็นอันใดแล้ว เหตุใดยังเป็นเช่นนี้ พาองค์ชายออกไปก่อน แม่นมฮองเฮายังไม่หายประชวรรีบพาองค์ชายไปเร็วเข้า"
อาเหมียนรีบไปพยุงองค์ชายให้ลุกขึ้นเรียกแม่นมขององค์ชายเข้ามาแล้วรีบ ส่งร่างเล็กต่อให้แม่นมผู้นั้นทันใด ในขณะที่เด็กน้อยยกมุมปากเล็ก ๆ ขึ้นมา มองหลิวฉูฉู่ด้วยสายตาไม่ไว้เนื้อเชื่อใจทำความเคารพอย่างเย็นชาแล้วหันหลังเดินออกไป
หลิวฉูฉู่เห็นท่าทางนั้นยิ่งรู้สึกมึนงงสับสน เธอถามออกไปรัวเร็ว
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ฉันพูดไม่มีใครได้ยินเหรอคะ ซ้อสี่เกิดอะไรขึ้น"
หลิวฉูฉู่หันมามองซ้อสี่ที่มองเธอด้วยสายตาเหมือนมองตัวประหลาด
"ฮองเฮาเพคะ สงบพระทัยก่อนเถิดเพคะ"
"สงบใจเหรอ พี่กำลังล้อฉันเล่นใช่หรือเปล่า นี่ต้องล้อกันเล่นแน่ ๆ"
หลิวฉูฉู่เข้าใจแล้ว เธอยืนขึ้นแม้ว่าจะยังเวียนหัวอยู่บ้างแต่ในใจก็เต็มไปด้วยความสงสัย ซ้อสี่เห็นเธอท่าทางโซเซจึงรีบมาพยุง
"ฮองเฮา ยังทรงประชวรอยู่นั่งลงก่อนเถิดเพคะ"
แต่ถูกหลิวฉูฉู่สลัดมือออกทันใด "พี่แกล้งฉันไม่ได้หรอก พี่ก็รู้ว่าฉันไม่รับงานประเภทนี้พี่ยังจะรับงานนี้อีก"
หลิวฉูฉู่โกรธจริง ๆ แล้ว ในที่สุดเธอตัดสินใจวิ่งมาดูหลังฉากบังลมคิดว่าต้องมีกล้องหรืออะไรซ่อนเอาไว้ แต่สิ่งที่พบทั้งหมดนั้นเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น หลิวฉูฉู่มองหากล้องทุกซอกทุกมุม อาเหมียนเห็นท่าทางประหลาดของฮองเฮาก็ไม่กล้าเข้ามาใกล้
หรือระหว่างที่ฮองเฮาตกน้ำนั้นมีภูตผีวิญญาณร้ายมาเข้าร่างของฮองเฮาหรอกหรือ หลิวฉูฉู่ก้ม ๆ เงย ๆ ไปจนทั่วเพื่อค้นหาว่ากล้องซ่อนอยู่ที่ไหน แต่สุดท้ายเธอก็หากล้องไม่เจอสักตัว
หลิวฉูฉู่เท้าสะเอวแล้วพูดเสียงดัง
"รายการแกล้งอำกันใช่หรือเปล่า ซ่อนกล้องเก่ง คอยดูเถอะว่าฉันหลิวฉูฉู่จะจับไม่ได้"
"ฮองเฮาเพคะ ฮองเฮา"
เสียงของซ้อสี่ดังขึ้นตามหลัง เมื่อหลิวฉูฉู่วิ่งออกมานอกตำหนัก ด้านนอกนั้นเธอผ่านคนมากมายทุกคนล้วนแต่งกายด้วยชุดชาววังโบราณแบบที่เธอคุ้นเคยในกองถ่าย แต่ว่าเธอไม่เห็นใครแต่งตัวแบบปัจจุบันสักคนเดียว และเธอเองก็ไม่เห็นกล้องแม้แต่ตัวเดียว
หลิวฉูฉู่วิ่งเหมือนคนบ้า ข้างนอกอากาศหนาวจัดในตอนที่เธอตกลงน้ำนั้นใกล้จะเข้าฤดูร้อนแล้ว ไม่มีทางที่จะมีหิมะขาวโพลนแบบนี้
นี่เกิดอะไรขึ้นกันแน่!
หลิวฉูฉู่ตะโกนเรียกชื่อผู้กำกับ ยังมีชื่อของใครอีกหลายคน แต่คนที่อยู่รอบกายของเธอล้วนคุกเข่าและไม่มีใครกล้าสัมผัสร่างกายของเธอ ไม่ว่าเธอจะวิ่งไปที่ไหนพวกเขาต่างขานเรียกเธอว่าฮองเฮาและคุกเข่าอย่างร้อนรน
หลิวฉูฉู่สำรวจจนทั่ว หัวใจหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม ไม่มีคนในกองสักคนที่เธอคุ้นหน้า นอกจากซ้อสี่ที่ดูเหมือนจะกลัวเธอจนเกินไป เธอหันมามองอาเหมียนที่คุกเข่าร่ำไห้อยู่ตรงนั้น ทั้งพยายามบอกเธอให้สงบใจ เมื่อพิจารณาดี ๆ ถึงหน้าตาจะเหมือนกันแต่ว่าท่าทางนั้นไม่ใช่ซ้อสี่แม้แต่น้อย หรือว่าคนนั้นจะไม่ใช่ซ้อสี่จริง ๆ
ในที่สุดหลิวฉูฉู่ที่วิ่งวนรอบตำหนักก็เหนื่อยหอบ ร่างกายของเธอก็เหมือนคนจมน้ำมาและเพิ่งฟื้นไข้มาจริง ๆ ในตอนนี้นั่นเองที่เธอกำลังโงนเงน ร่างกายใกล้จะล้มลงกับพื้น อาเหมียนวิ่งเข้ามาใกล้แต่ถูกเธอชี้หน้าจนอาเหมียนไม่กล้าขยับ
"พี่คือซ้อสี่ใช่หรือเปล่า ใช่หรือเปล่า อย่าโกหกฉัน อย่าเด็ดขาด"
อาเหมียนคุกเข่าลง ร่ำไห้ออกมา
"ฮองเฮา นี่อาเหมียนเองเพคะ ฮองเฮาจำบ่าวไม่ได้แล้วหรือเพคะ ฮองเฮา"
ท่าทางแบบนี้ แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ซ้อสี่เป็นคนที่แสดงละครไม่เก่งที่ผ่านมาแม้จะเคยผ่านกล้องมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยได้พูดสักคำ แน่นอนว่าต้องไม่สามารถแสดงได้แนบเนียนแบบนี้ ยังมีผู้ชายที่อยู่ในชุดองครักษ์เหล่านี้อีก ยังมีสนมนางกำนัลมากมายที่คุกเข่าให้เธอ หลิวฉูฉู่ทึ้งผมตัวเองอย่างแรงเพื่อพิสูจน์บางสิ่งบางอย่าง
"ไอ้หยา เจ็บ เจ็บฉิบหาย นี่มันไม่ใช่ฝันแล้ว นี่ไม่ใช่ฝันแล้ว ไม่นะ!"
ร่างกายโอนเอน เธอใกล้จะวูบเพราะขาดสติลงทุกขณะ ในขณะที่เหมือนตัวเองจะหัวฟาดพื้นนั้นเอง ฉับพลันมีมือแข็งแรงของใครคนหนึ่งคว้าร่างของเธอเอาไว้ ร่างเล็กของหลิวฉูฉู่ลอยขึ้นจากพื้น เธอรู้สึกได้ถึงอกกว้างอันแข็งแกร่ง ศีรษะเล็กแนบกับอกนั้นทันใด หลิวฉูฉู่ปวดหัวราวกับว่ามันกำลังจะระเบิดในขณะที่มีลำแสงบางอย่างวูบวาบขาวสลับดำพุ่งเข้าสู่สายตาของเธอ
เสียงของผู้คนรอบข้างขานขึ้นพร้อมเพรียงกัน
"ถวายบังคมฝ่าบาท"
หลิวฉูฉู่พยายามมองเขาแต่ว่าตอนนี้เธอเห็นหน้าของเขาไม่ชัดเจนนักเพราะอาการวูบทั้งปวดหัวในตอนนี้ จึงได้แต่หลับตาและปล่อยให้เขาอุ้มเธอเข้ามาในตำหนักอย่างเร่งร้อน
หลังจากดื่มยาเวลาผ่านพ้นมาราวหนึ่งก้านธูป หลิวฉูฉู่ก็รู้สึกดีขึ้น โจวจื่อเหลียงนั่งอยู่ข้างเตียงยังพินิจใบหน้างามของหลิวฉูฉู่โดยไม่เอ่ยคำใดกับนาง เขาเพิ่งกลับมาถึงพระราชวังเรื่องหลิวฉูฉู่ตกน้ำนั้นเขาได้รับรายงานแล้ว เพราะไม่ได้ห่วงใยนางจึงไม่คิดจะมาเยี่ยมเยียน ทว่าเมื่อมาถึงไทเฮากลับส่งคนสนิทมากดดันจนเขาต้องจำใจมาดูนางสักครั้ง
โจวจื่อเหลียงเป็นบุตรชายกตัญญู เพราะที่ผ่านมารู้ดีว่ามารดาทุ่มเทเพื่อเขามามากมายนักกว่าเขาจะครองราชย์ได้ในวันนี้ จึงได้แต่ตามใจไทเฮา ยอมมาดูอาการของฮองเฮาผู้ที่เขาไม่ชอบหน้าสักครั้ง
อาเหมียนรายงานอาการของหลิวฉูฉู่ไม่มีขาดตกบกพร่อง ในขณะที่หลิวฉูฉู่กำลังหลับตาแล้วฟังสิ่งที่อาเหมียนพูดไม่ให้ขาดหล่นเช่นกัน
ตอนนี้เธอคือฮองเฮาใจร้ายคนนั้นที่เธอรับบทการแสดงและเธอก็คงย้อนเวลาเข้ามาอยู่ในร่างของหลิวฉูฉู่ในยุคโบราณ
หลิวฉูฉู่ได้แต่คิดในใจ ว่าเธอย้อนเวลามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง เธอตายไปแล้วจริง ๆ เหรอ วิญญาณถึงได้ถูกดึงและมาฟื้นในร่างนี้ แล้วเจ้าของร่างเดิมล่ะ ฮองเฮาใจร้ายคนนั้นก็ตกน้ำ ไม่ใช่ตายไปจริง ๆ แล้วเหรอ
ละครเรื่องนี้เป็นละครอิงประวัติศาสตร์พูดง่าย ๆ คือเป็นเรื่องจริงผสมแต่งขึ้นหากจะให้สัดส่วนเห็นว่าจะแต่งขึ้นประมาณเจ็ดสิบถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์จู่ ๆ เธอก็มาโผล่ที่นี่ได้แต่สงสัยว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเธอกันแน่จะเหมือนในบทละครมากน้อยแค่ไหนกัน
หลิวฉูฉู่รู้ดีว่าสามีคนนี้ของเธอก็ไม่ได้รักใคร่เจ้าของร่างเดิมยังค่อนข้างเกลียดชังไม่น้อย ยังหาทางกำจัดให้พ้นจากตำแหน่งฮองเฮาและสุดท้ายยังฆ่าเจ้าของร่างเดิมด้วยมือของเขาเอง หลิวฉูฉู่เกิดขนลุกชันตอนนี้เจ้าของร่างเดิมไม่อยู่แล้วกลายเป็นเธอที่มารับเคราะห์ตายอย่างทรมานแทนใช่หรือเปล่า
คำถามนี้แน่นอนว่าไม่อาจตอบได้ รู้แค่เพียงว่าตัวเองกลัวจนหัวหด ให้ตายเถอะเธอจะทำยังไงล่ะคราวนี้
โจวจื่อเหลียงเพียงแค่ฟังนางกำนัลคนนั้นรายงานอาการ หลังจากตกน้ำแล้วทำให้ฟื้นขึ้นมาแล้วอาจเกิดอาการคลุ้มคลั่งแต่หลังจากกินยาแล้วนางก็สงบลงโดยพลัน เขาเองก็ไม่ได้แสดงว่าห่วงใยอะไรนางมาก ยังคงนิ่งสงบไม่พูดจา ท่าทางเมินเฉยไม่สนใจและฟังเพียงผ่านเหมือนตอไม้ท่อนหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงนี้
สำหรับโจวจื่อเหลียงแล้วหลิวฉูฉู่คนนี้ก็แค่ผู้หญิงที่ไทเฮายัดเยียดตำแหน่งฮองเฮาให้โดยที่เขาไม่เต็มใจและหาทางปลดนางออกจากตำแหน่งทุกลมหายใจ ความห่วงใยของเขานั้นแน่นอนว่าหลิวฉูฉู่ที่แสนน่ารังเกียจคนนี้ย่อมไม่มีวาสนาได้รับเป็นอันขาด
เขามองนางผ่าน ๆ แล้วเบนสายตาไปทางอื่น คล้ายกับว่าใบหน้าของนางนั้นสามารถทำให้โทสะที่มีในใจของเขาพุ่งขึ้นสูงยิ่ง ทว่าหากนางเกิดบ้าจริง ๆ เล่า เช่นนี้เขาก็คงหาทางปลดนางได้แล้วกระมัง