“ เขาติดต่อมาทางอีเมลเมื่อสามวันก่อน ว่ามีที่ดินรกร้างแล้วมีสิ่งนี้”
ก้าวเดินไปที่แล็บท็อป หันจอมาทางพริมมี่ กระดาษน้ำตาลอ่อนที่มี ตัวหนังสือยึกยื้อในนั้น แต่ภาพถูกถ่ายมาแค่ส่วนเดียว
“เชื่อถือได้ไหมคะ อาจเป็นพวกต้มตุ๋น”
สมัยนี้เชื่อใครได้แต่ละคนร้ายๆทั้งนั้นร้ายแบบเปิดเผยแทบไม่มีให้เห็น หลอกลวงยักยอก และโกงแชร์ เตโชยิ้ม
“ผมให้คนตรวจสอบโปรไฟล์แล้วคนคนนี้ เป็นมหาเศรษฐีของจีนเขาให้เราเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แล้วส่งทีมงานไปพบเขาที่ปักกิ่งได้ในทันทีที่ตอบตกลง”พริมมี่ยังไม่วางใจ
“แล้วจะเชื่อได้อย่างไรค่ะว่าเขาไม่หลอก ไม่เสียอะไรแต่อาจเสียเวลาแล้วไหนจะค่าตั๋วเครื่องบิน”
“เขาโอนเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าเตรียมการมาให้แล้ว พริมมี่คุณลองทายสิว่าเท่าไหร่”
“ทายไม่ถูกหรอกค่ะ คงไม่เกิน หลักหมื่น”
“สิบล้าน”
พริมมี่ ตลึงจังงัง ในขณะที่เตโชทำท่าภูมิใจนักหนา
“เขา รู้ได้อย่างไรว่าสมบัติที่จะขุดเจอ หรืออาจไม่เจอนั้น จะมีมูลค่าสูงถึงขนาดนั้น”
เตโชส่ายหน้า
“บางทีอาจมีคุณค่าทางใจเพราะเขาบอกว่าลายแทงที่ได้มาเขาเก็บมาตั้งแต่สมัยรุ่นทวด”
แล้วทำไมไม่ขุดตั้งแต่ตอนนั้น พริมมี่คิดในใจ
“เดินทางเมื่อไหร่ค่ะ”เตโชยิ้ม
"ทันทีที่พร้อม ผมไม่ได้เตรียมทีมงานอะไรให้คุณให้ สมศักดิ์ไปกับคุณเพื่อประสานงานแทนคุณที่เป็นหัวหน้าทีม ส่วนทีมขุดก็ชุดเดิม ที่คุ้นเคยกัน”
พริมมี่พยักหน้าลุยป่าลุยเขา ถ้ำ โกฏ วัด ขุมทรัพย์เมืองลับแล ขุดค้นปราสาทเก่าแถวๆ แนวชายแดนก็เคยมาแล้ว นี่ปักกิ่ง คงไม่ลำบากอะไรในเมื่อเป็นถึงเมืองหลวงของจีน ยิ้ม ทั้งสีหน้าและดวงตา……
สมศักดิ์ชายร่างเตี๊ยกระทัดรัด เดินสะพายกระเป๋าหนึ่ง เป้หนึ่งแล้วลากอีกสองตาม หลังพริมมี่ คนงานขุดค้นอีกเกือบสิบคน เดินตามไปยังรถตู้ที่นายจ้างส่งมารับถึงท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง ในเขตเซาหยางและบางส่วนของเขตซุ่นอี้ ห่างจากใจกลางกรุงปักกิ่ง32กิโลเมตร
“เรากำลังจะไปไหน”สมศักดิ์ส่งภาษาจีนกลางได้อย่างคล่องแคล่ว
“@$&*$”
พริมมี่กะพริบตาปริบๆๆ ไม่เข้าใจที่โซเฟอร์พูดแม้แต่คำเดียวแต่สมศักดิ์พยักหน้าหงึกหงัก
“กำลังจะกลับเข้าเมืองครับพี่พริม แป๊บเดียวเขาบอกไปถึงก็กินข้าวเที่ยงแล้วคุณซุนเยี่ยเต๋อ…จะมาพบพวกเราเองในที่พักที่เขาจัดให้”พริมมี่พยักหน้าขึ้นลง
“คุณเต หมายถึงคุณเตโชบอกว่าที่พักของพวกเราอยู่ในบริเวณที่จะให้ขุดนั่นล่ะ”
“ดีเลยไม่ต้องเดินทางให้ลำบาก”
“*&*) (@$*^^^”
“อ่อ เขาบอกว่าที่นั่นรกร้างแต่มีบ้านโบราณหลังใหญ่ ให้พักได้ครับ”
พริมมี่ยิ้ม ดีเลยบ้านโบราณไม่เสียเที่ยว คงมีอะไรตื่นตาตื่นใจบ้างล่ะน่า
นั่งรถพอเพลินๆ ยังไม่ทันเบื่อทิวทัศน์สองข้างทางก็น่ามอง รถตู้ใหม่เอี่ยมก็แล่นเข้าไปยังถนนที่ รกครึ้มรถสวนไม่ได้ตามความคิดของพริมมี่สองข้างทางเป็นรั้วต้นไม้ใหญ่
“@#$$%#@@#$%%$##@@”สมศักดิ์พยักหน้า
“เขาบอกว่าที่ดินตรงนี้กว้างเกือบสามพันไร่ ด้านนอกเป็นแหล่งธุรกิจและร้านค้าที่เปิดให้เช่าพื้นที่ โอบรอบไว้ข้างในนี่เป็นบ้านเก่ากับพื้นที่รกร้างเกือบ50ไร่ ที่บริเวณนี้มีเจ้าของเดียวคือคุณซุนเยี่ยเต๋อ”
พริมมี่กลืนน้ำลายลงคอยากเย็น รวยคอดๆ แล้วทำไมไม่จ้างคนที่มีฝีมือด้านการขุดค้นทำไมต้องจ้างทีมงานโนเนมแบบทีมของพริมมี่ หรืออาจเพราะว่าไม่อยากจะให้รัฐบาลรู้แน่ๆ
“@#$%^&*&^&*^!”
“คุณซุนแกเป็นนักการเมืองด้วย สืบทอดตำแหน่งทายาททางการเมือง”
เหมือนกับเข้ามานั่งในใจของพริมมี่ คนขับทำไมอ่านใจออกมาว่าพริมมี่คิดอะไรอยู่
สุดทางรถหักเลี้ยวเข้าไปในประตูเหล็กขาดใหญ่ประตูเหล็กที่เป็นเหล็กจริงๆ เหล็กแผ่นใหญ่เหมือนกับ ที่แห่งนี้เคยเป็นประตูด่านผ่านเข้าออกสมัยโบราณมีไว้ ป้องกันข้าศึกที่จะบุกเข้าไปด้านใน พริมมี่ตื่นตาตื่นใจที่สุดเมื่อประตูเปิดอ้าออกช้าๆ ด้านในเป็นทางเดินปูด้วยหินทอดยาวเข้าสู่ตัวบ้าน ที่มองเห็นเพียงซุ้มประตูที่เขียนเป็นภาษาจีนตวัดด้วยพู่กันลวดลายพลิ้วไหวงดงาม แต่อ่านไม่ออกว่า เขียนว่าอะไร เพราะพริมมี่ไม่เคยเรียนภาษาจีนมาก่อน
“เราจะย้อนอดีตกันไหมสมศักดิ์ถ้าเข้าไปในนั้น”สมศักดิ์อมยิ้ม
“ถ้าย้อนไปอย่างผมนี่คงเป็นได้แค่ขันที พี่พริมฮ่าาา …ส่วนพี่ก็คงนางในหอซักล้าง”
ยิ้มขำกันทั้งสองคน รถแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านไม้ชั้นเดียว ในแบบบ้านเก่าของจีนโบราณ ที่เคยเห็นในซีรีย์จีน พริมมี่กับสมศักดิ์เงยหน้ามอง ป้ายไม้ขนาดใหญ่ที่มองเห็นไม่ชัดในตอนแรก
”ตำหนักชมดาว”
สมศักดิ์พึมพำเบาๆ พริมมี่ขนลุกซู่ ภาพวิ่งเข้ามาในหัวคือ การรัดนิ้วเสียงร้องโอดโอย ม้าแยกร่าง การประหารด้วยดาบคมกริบ หัวที่กระเด็นหลุดออกจากบ่า กลิ้งมาที่แทบเท้า พริมมี่ยกขาขึ้นด้วยความตกใจราวกับว่าภาพที่เห็นเกิดขึ้นจริงๆ
“พี่พริมเป็นอะไร” ยิ้มเจื่อนๆ
“แค่คิดอะไรเพลินๆ ”
สมศักดิ์มองหน้าที่แสดงออกถึงความเสียวสยองของพริมมี่
“เขาบอกว่าที่นี่เป็นห้องหอขององค์ชายสร้างขึ้นเพราะความรัก เหมือนทัชมาฮาลเป็นสัญลักษณ์ของความรักในพระมเหสี ไม่สิต้องใช้คำว่าชายา พี่พริมคิดไปถึงไหนกัน..ชื่อออกเพราะ…ตำหนักชมดาว…”
“ฮ่าาาา พี่คิดมากไปเองเราพักที่นี่ใช่ไหม”สมศักดิ์พยักหน้า
“ไปเถอะกินข้าวหิวแล้ว เดี๋ยวคุณซุนก็คงจะมา”1442 คำแก้ไข
ประตูไม้ เปิดอ้าออกช้าๆ พริมมี่รู้สึกเหมือนตัวเองย้อนเข้าไปยังต้อนต้นของยุคราชวงค์หมิง
ซึ่งนั่นฮ่องเต้ที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ จูหยวนจาง สถาปนาเป็น “หมิงไท่จู่ฮ่องเต้” ฟื้นฟูเศรษฐกิจ พัฒนาศิลปวัฒนธรรมจีนเป็นอย่างดี และปกครองราษฎรด้วยความผ่อนปรน ปลดแอกชาวฮั่นจากราชวงค์หยวนและชาวมองโกล แต่ในทางการเมืองการปกครองพระองค์ใช้ความเด็ดขาด ปราบปรามผู้ต่อต้าน และผู้รังแกราษฎรอย่างเข้มงวด
พระองค์มีรัชทายาทชื่อ จูเปียว แต่สิ้นพระชนม์ จึงแต่งตั้งลูกของรัชทายาทจูเปียว เป็นรัชทายาท ทำให้โอรสองค์อื่น ๆ ไม่พอใจ หลังจากพระเจ้าหมิงไท่จู่สิ้นพระชนม์รัชทายาทที่เป็นหลานได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์ชื่อ “เจี้ยนเหวินฮ่องเต้” ต่อมาโอรสองค์ที่ 4 ของพระเจ้าหมิงไท่จู่ ชื่อเจ้าเอี้ยนหวาง ผู้เป็นอาของพระเจ้าเจี้ยนเหวิน ก่อกบฏยึดเมืองหนานจิงซึ่งเป็นเมืองหลวง และพระเจ้าเจี้ยน เหวิน สูญหายไป
ที่ได้ยินมาแบบนี้ว่าแต่องค์ชายที่ว่าเป็นคนไหนกัน รัชทายาทจูเปียว เจี้ยนเหวินฮ่องเต้ หรือว่าเจ้าเอี้ยนหวาง แต่จะว่าองค์ชาย ก็คงเป็นจูเปียว หรือไม่ก็เจ้าเอี้ยนหวาง หรือเอี้ยนอ๋องจูตี้ที่ต่อมาคือจักรพรรดิหย่งเล่อที่เป็นคนสร้างพระราชวังต้องห้ามกำลังคิดอะไรเพลินๆ สมศักดิ์ที่สะกิดเบาๆ
“พี่พริม ระวังสะดุด”
ธรณีประตูที่ทำจากไม้ตีประกบไว้บนพื้นก่อนทางเข้าห้องที่มองปราดเดียวก็รู้ว่านี่คือห้องรับแขก บรรดาแจกันลายครามลวดลายงดงามไม่ใช่ของใหม่ที่ทำเลียนแบบขึ้นแน่ คงเป็นของที่เคยอยู่ที่นี่มานานมากแล้ว
บนโต๊ะมีอาหารจัดวางไว้พอสมควรไม่ได้ล้นทะลักเหมือนที่คิดไว้แต่แรก พริมมี่กลืนน้ำลายลงคอเพราะความหิวเกือบบ่ายสองแล้วยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง
“@#$@#$#$#@& ( ((_+#@”
สมศักดิ์ยิ้ม เมื่อคนดูแลบ้านที่เป็นลุงแก่ๆ หนวดยาวเรียงตัวเป็นระเบียบสีขาว มัดไว้ที่ปลายคาง เหมือนจะตลกแต่ก็ดูเรียบร้อยดี พูดอะไรบางอย่าง
“เขาให้เราจิบชารอ พี่พริมไหวไหม คุณซุนกำลังมาที่นี่ พร้อมกับลายแทง”
ไม่ไหวก็ต้องไหว หญิงวัยกลางคนคงเป็นแม่บ้านหรือคนดูแลด้านอาหารของที่นี่ยก กาชงชาเข้ามาพร้อมกับขนมก้อน สองจานหอมฟุ้งมาแต่ไกล
“หอมจัง”พริมมี่อดจะพูดเสียไม่ได้
หญิงคนนั้นยื่นจานขนมในมือให้พริมมี่ เหมือนเข้าใจภาษาไทยอีกจานวางไว้บนโต๊ะ หรือว่าพริมมี่เข้าใจอะไรผิดแม่บ้านฟังภาษาไทยไม่ออกแค่พอจะเดาได้ลางๆ ว่าพริมมี่คือคนสำคัญหัวหน้าทีม หรืออาจใช้ ค่านิยมเลดี้เฟริส พริมมี่ยิ้มอย่างภูมิใจ
บนจานใบนั้นมีขนมสองชนิดคือขนมกุ้ยฮวา (ผสมดอกหอมหมื่นลี้) กับขนมเฉียวกั่ว ขนมแห่งความฉลาดกินเข้าไปจะฉลาดเฉลียวเขาว่างั้น พริมมี่หยิบขนม เฉียวกั๋วขึ้นมาชิม รสหวานนุ่มลิ้น รับจอกชามาจิบเบาๆ แล้วหันไปทางขนมกุ้ยฮวาที่เป็นต้นตอของกลิ่นหอม ขนมสองชนิดเป็นขนมโบราณของจีนจะด้วยความหิวหรืออะไรไม่รู้ทำให้ พริมมี่กินขนมไปหมดจานเพียงคนเดียว
“อร่อยไหม ขอรับ”
พริมมี่พยักหน้าก่อนจะอ้าปากค้าง เมื่อคำพูดที่ได้ยินเป็นคำพูดของลุงคนดูแลบ้านที่ส่งภาษาจีน แต่ทำไมพริมมี่ถึงเข้าใจความหมายได้ดี
“อร่อยก็มีให้กินทุกวันขนมเฉียวกั่วจะช่วยคุณหนูได้มากในโอกาสต่อไป คุณท่านซุนมาแล้ว”
ลุงคนดูแลบ้านพูดขึ้นขัดความคิดของพริมมี่ที่กำลังจะถามว่าลุงพูดว่าอะไรแต่ พริมมี่สิ้นสงสัยในทันทีเมื่อครั้งนี้ลุงแกก็พูดภาษาจีนเหมือนก่อนนั้นแต่พริมมี่กลับฟังออกทุกคำ หรือว่าขนมนี่ผสมออะไรเข้าไป
ชายชราร่างเล็กลงมาจากรถโรลลอยส์พร้อมไม้เท้าคู่กาย ให้เดาอายุคงไม่ต่ำเก้าสิบปี แต่ทว่ายังเดินด้วยตัวเองมีแค่เพียงไม้เท้าช่วยพยุงบอดี้กร์าดเฝ้าระวังกลัวว่าจะล้ม
เงยหน้ามองพริมมี่ ใบหน้าแย้มยิ้ม
“หนินห่าว หนินหาวมะ” (ทำไมใช้คำว่าหนินห่าวที่ใช้กับคนที่อาวุโสกว่า) พริมมี่ขมวดคิ้วไม่ใช่แต่พริมมี่ที่ขมวดคิ้ว สมศักดิ์เองก็ทำสีหน้าตกใจกับคำที่ได้ยิน หรือว่าคุณปู่ท่านนี้จะเลอะเลือนไปชั่วขณะ
“หนินห่าว เหล่าซือห่าวค่ะ”
ใบหน้าชรา เลิกคิ้วสูง ยิ้มพึงใจพริมมี่ออกเสียงภาษาจีนได้คล่องแคล่วจนพริมมี่เองก็แปลกใจ
“ไม่ได้ขอรับ ดีใจเสียจริงที่ในที่สุดก็มาที่นี่”
คำพูดมีเลศนัย แต่ก็คงเป็นไปตามวัยด้วยคุณปู่ชรามากแล้วนั่นเอง
พริมมี่ยิ้มเจื่อนๆ
“เชิญ ด้านในดีกว่า กินข้าวเสียก่อนแล้วก็คุยกัน เด็กๆหยิบกล่องไม้ในรถมาด้วย” บอดี้การ์ดร่างสูงตามมาตรฐานสองคนโค้งคำนับอย่างนอบน้อม ท่านลุงหนวดขาวพยุงคุณซุนเข้าไปด้านในอีกทอด
คุณซุนเยี่ยเต๋อ นั่งหัวโต๊ะ พริมมี่และสมศักดิ์ นั่งขวาซ้าย
“กินไปคุยไปได้ หว่อ (หว่อ) ไม่ถือสา เข้าเรื่องเลยดีไหม หว่ออยากให้คุณช่วยดูของสิ่งนี้”
อยู่ๆก็เปลี่ยนท่าทีจากนอบน้อมเป็นจริงจัง1289 คำแก้ไข