ตอนที่ 1
"บ้าฉิบ!"
แฟ้มเอกสารสีดำปลิวว่อนเฉียดหน้าลลินาไปนิดเดียว เธอคิดไม่ถึงว่าจะมีอาวุธลับซ่อนอยู่ในห้องทำงานของเจ้านายหนุ่ม นัยน์เองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าจะมีคนเปิดประตูเข้ามาในจังหวะประจวบเหมาะ เขาไม่ได้ตั้งใจจะเขวี้ยงแฟ้มเอกสารใส่เธอ เพียงแค่อยากโยนมันไปให้พ้นตาด้วยอารมณ์โกรธ
เมื่อเช้านี้หลังจากเข้ามาในห้องทำงาน เห็นแฟ้มประวัติพนักงานใหม่วางอยู่บนโต๊ะ นัยน์จึงหยิบมาเปิดออกดู ทว่าทันทีที่เห็นรูปถ่ายในใบสมัครที่เขาเซ็นอนุมัติออนไลน์อย่างเร่งรีบเมื่อสามวันก่อนทุกอย่างก็เป็นอย่างที่เห็น...
แฟ้มประวัติปลิวว่อนแบบไม่ต้องพึ่งภาพสโลว์โมชัน
พับผ่าเถอะ! เธอคือคนเดียวกันกับลลินา ผู้หญิงที่เคยอยู่ในความสัมพันธ์อันคลุมเครือกับเขาเมื่อสามปีก่อน การจากลาครั้งนั้นไม่ได้จบสวย ใครบ้างจะไม่เจ็บใจที่จู่ ๆ ถูกทิ้ง ความผิดหวังและความเสียใจครั้งนั้น รอดมาได้จนถึงวันนี้ไม่ตายก็บุญหัวมากแล้ว
"คุณนัยน์"
เธอเอ่ยเรียกชื่อเขาอย่างคนคุ้นเคยดี หญิงสาวหลุบตามองแฟ้มเอกสารที่กองอยู่พื้น ก้มลงเก็บมันขึ้นมาเปิดดู พบว่าในนั้นเป็นแฟ้มประวัติส่วนตัวของเธอ ความทรงจำวันเก่า ๆ ทวนย้อนกลับเป็นฉาก ๆ รู้สึกเจ็บในอกอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อก่อนนัยน์ไม่ใช่คนอารมณ์ร้อนหรือชอบทำลายข้าวของ แม้อาจจะมีบางครั้งที่ทะเลาะกันด้วยความไม่เข้าใจ แต่เขาไม่ใช่คนโมโหร้ายแบบนี้แน่นอน เขาเป็นคนอ่อนโยนมีเหตุผล ดูแลเธอดีประดุจเจ้าหญิง ภาพจำของลลินาที่มีต่อเขาเป็นแบบนั้น และเธอก็เชื่อมาตลอดว่าเวลาเปลี่ยนคนไม่ได้เปลี่ยนไปกันทุกคน
...แต่เพิ่งรู้ซึ้งวันนี้ว่าเธอคิดผิด
นั่นมันคือแฟ้มใส่เอกสารพลาสติกแข็งแรงพิเศษนะเพ้ย! หวิดหน้าเสียโฉมแล้วไหมนั่น! แท่งซิลิโคนกลางหน้าเพิ่งจะเข้าที่ได้ไม่นาน สิ่งสำคัญคือของที่เขาโยนทิ้งเหมือนขยะมันคือแฟ้มประวัติส่วนตัวของเธอเอง เธอบรรจงยัดเกียรติบัตรทั้งหลายแหล่ใส่มาในนั้น ต้องโกรธแค้นชิงชังกันขนาดไหนถึงได้ระบายอารมณ์กับสิ่งของแบบนั้นได้ ลลินาเม้มปากเล็กน้อย เดินถือแฟ้มกลับไปวางบนโต๊ะทำงานของเขาดังเดิม ฝ่ายนั้นก็พูดเสียงห้วนขึ้นทันที
"ทำไมถึงเป็นคุณ"
สรรพนามเดิมที่เขาเรียกเธอเมื่อหลายปีก่อนไม่ใช่แบบนี้ แต่วันนี้ฟังดูเปลี่ยนไปเป็นห่างเหิน ซึ่งข้อนี้ลลินาก็พอรับได้ การกลับมาพบกันใหม่เตรียมใจไว้แล้วระดับหนึ่ง รู้ว่าความสัมพันธ์ของเธอและเขาจะต้องยอดแย่ แต่จะทำยังไงได้ในเมื่อกลิ่นเงินมันหอมหวาน ที่ทำงานใหม่แห่งนี้ให้เงินเดือนสูงเป็นสามเท่าจากที่เดิม และเธอก็ไม่เกี่ยงที่จะตอบรับข้อเสนอนี้ เสียอย่างเดียวเพิ่งมาเห็นว่าบอร์ดผู้บริหารมีชื่อเขาแปะอยู่ช้าเกินไป
แต่ไม่เป็นไร เธอจะแสดงให้เห็นเองว่ามืออาชีพเป็นยังไง ดูท่าว่าเขาจะแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกันไม่ได้ถึงได้มีอาการหัวเสียอย่างนี้ แต่สำหรับคนอย่างลลินา เธอมั่นใจว่าตัวเองต้องแยกแยะได้แน่นอน...
นัยน์ ชัชวาลเกียรติ์ ตำแหน่งรองประธานผู้บริหาร ตอนที่อยู่ด้วยกันลลินาพอจะรู้ว่าบ้านเขารวยมาก แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าทำธุรกิจอะไรบ้าง บริษัทที่เธอยืนอยู่ตอนนี้มีชื่อว่า มีดีจริง กรุ๊ป ดำเนินกิจการเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าทางเรือ มีท่าเรือขนาดใหญ่ในเครือชัชวาลเกียรติ์ถึงสองแห่ง ตั้งอยู่ในจังหวัดหนึ่งติดทะเลของประเทศไทย
"ถามว่าทำไมถึงเป็นคุณ"
"เป็นหนู...เป็นฉันแล้วมันยังไงคะ"
"ถ้าเป็นคุณ ผมจะไม่เอาไง ลาออกไปซะ ผมจ้างคุณออก"
"ไม่ออกค่ะ"
เขากัดฟันกรอด ย่างสามขุมเข้าหา คิ้วดำหนาขมวดเป็นปมยุ่งเหยิง
"ทำไมถึงไม่ออก"
ออกแล้วจะเอาอะไรกิน...
ไอ้เงินเก็บที่สะสมมาเพิ่งเอาไปทำสัญญาซื้อคอนโดเมื่อเดือนก่อน ส่วนหนึ่งก็รวบรวมไว้รอใช้หนี้เขานั่นแหละ เมื่อสามปีก่อนเขาคือพ่อบุญทุ่มตัวยง พอเดินจากเขามาแล้วลลินาไม่เคยคิดจะเอาเงินเขาฟรี ๆ เธอยังมีความมุ่งมั่นอยากหาคืนเขาทุกบาททุกสตางค์ และตอนนี้ก็เก็บจวนจะครบจำนวนนั้นแล้ว
ตลอดสามปีที่ห่างหายจากนัยน์ ลลินาเพียรพยายามทำงานอย่างหนัก ทั้งทำงานและเรียนป.โทไปด้วยจนประสบความสำเร็จมีหน้าที่การงานและเงินเดือนที่ดี นอกจากมีดีเรื่องหน้าตาเธอยังเป็นผู้หญิงที่ทำงานเก่ง สามารถจัดการทุกอย่างได้หมดจด สื่อสารได้หลายภาษา และสามารถดีลลูกค้าสำคัญปิดจบเด็ดขาดทุกราย
นี่คือข้อดีที่ทำให้ผู้หญิงดูมีคุณค่า ลลินาเชื่ออย่างนี้มาตลอด หลังจากชีวิตพลิกผันจนต้องโบกมือลานัยน์ เธอก็ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น จนวันนี้มองย้อนกลับไปพบว่าตัวเองมาได้ไกลมาก
ลลินาไม่เสียดาย...
ขอแค่มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายมีเงินใช้ก็ไม่อาวรณ์ ชีวิตของเธอมันดีกว่าเมื่อก่อนมาก ไม่ต้องหนีพ่อเลี้ยงชั่วช้าสารเลวหัวซุกหัวซุน ไม่ต้องอาศัยอยู่ในเพิงคับแคบ มีชีวิตอยู่เพื่อผลาญเงินที่ตัวเองหามาได้ก็สนุกดี ยิ่งหามายากมากเท่าไหร่ตอนใช้สอยมันยิ่งทำให้บันเทิงมากเท่านั้น
"ถ้าอยากให้ลาออกจ่ายมาสิบล้านค่ะ"
เธอยื่นข้อเสนอพลางโปรยยิ้มหวานล้ำ นัยน์จ้องใบหน้างามตาขวาง แม้วันนี้ลลินาจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น สวยสะพรั่งและไม่ติดความเป็นเด็กเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ไม่อาจทำให้เขาหัวใจหวั่นไหวอีก อย่าว่าแต่หวั่นไหวเลย แม้แต่มองเฉียดด้วยหางตายังไม่อยากมอง อากาศในห้องเขาก็ไม่อยากใช้ร่วม ไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องราวของเขาและเธอมาจะถึงจุดนี้ได้
ภาพในหัวลลินาคือเขาเซ็นเช็คสิบล้านแล้วโยนให้เธอเหมือนแฟ้มประวัติ ส่วนเธอก็เชิดหน้าฉีกยิ้มรับประหนึ่งมิสเวิลด์มงลง ประโยคที่ว่าเงินซื้อฉันไม่ได้จะไม่เกิดขึ้น ขอแค่คุณนัยน์บอกมาว่าพร้อมโอนหรือจ่ายสด!
แต่มันไม่เป็นเช่นนั้นเลย นัยน์คิดว่าหากหน้าด้านกล้าเรียกร้องถึงสิบล้านก็ควรดูสารรูปตัวเองบ้าง คนสวยและเก่งไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวในโลก
คิดในอีกแง่หนึ่ง ก็แล้วทำไมเขาต้องจ้างออกล่ะ ในเมื่อเธอดั้นด้นมาแล้วก็ควรใช้งานให้คุ้มหน่อย คำว่าคุ้มของเขาไม่รู้ว่าลิมิตอยู่ตรงไหน คิดถึงวันเวลาเก่า ๆ แล้วฉุนกึก เสียทองเป็นกิโลยังรั้งใจใครไว้ไม่ได้
เขาเคยรักและถนอมเธอเป็นที่สุด จึงให้เกียรติและให้ความสำคัญเธอมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่เธอก็ยังใจดำทิ้งเขาเหมือนเป็นขยะ สิ่งที่ทำมามันไม่มีความหมาย หากรู้ว่าจะเป็นแบบนี้คงไม่เปิดใจรักเธอตั้งแต่แรก คงจะทำกับเธอเหมือนผู้หญิงทุกคนที่ผ่านเข้ามา
เขาเคยมีความรักแค่สองครั้ง ครั้งแรกบอกเลยเกือบตาย ครั้งที่สองลลินาดันทิ้งรอยบาดแผลไว้ให้เจ็บปางตายอีก ตั้งแต่นั้นมานัยน์ก็ไม่เปิดใจให้ใครอีกเลย ต้องยอมรับว่ามุมมองความรักของเขาเปลี่ยนไปมาก เขาเคยสุภาพอ่อนโยนและมองโลกในแง่ดี เทิดทูนความรักเหนือทุกสิ่ง บัดนี้เหลือเพียงผู้ชายที่บ้างานไม่เคยสนใจเรื่องรัก ต่อให้มีผู้หญิงที่คู่ควรผ่านเข้ามามากมาย นัยน์ก็ไม่ยอมเปิดใจรักใครเป็นตัวเป็นตน สาเหตุเป็นเพราะลลินาคนเดียว เธอทำกับเขาเจ็บแสบมากเกินเยียวยา
"ตกลงจะได้มั้ยคะสิบล้าน" เธอย้ำถาม
นัยน์ยกยิ้มมุมปาก ภายใต้รอยยิ้มอันหล่อร้ายนี้ สร้างความรู้สึกคุ้นชินให้คนตรงหน้า เธอมองเขาอย่างระแวดระวัง อ้าปากจะพูดต่อแต่เขาชิงพูดก่อน
"ไม่ออกก็ไม่ออก"
ไม่เห็นจะยากตรงไหน เขามีวิธีที่ทำให้เธอออกโดยไม่ต้องเสียเงินสิบล้าน ไม่ใช่แค่ลลินาที่อยากแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นมืออาชีพ นัยน์เองก็เช่นกัน เมื่อสามปีที่แล้วมันก็เป็นแค่อดีต อีกอย่างอยากให้เธอได้เห็นกับตาว่าเขาไม่สนใจเธอสักนิดเดียว ในเมื่อเธอเปลี่ยนจากยัยจรจัดมาเป็นคุณลลินาสวยเก่งฉลาดได้ ทำไมเขาที่เป็นคุณนัยน์ผู้เพอร์เฟกต์มาตลอดต้องด้อยค่าตัวเอง ไม่เคยมียุคมืดสำหรับนัยน์ ชัชวาลเกียรติ์
การจมปลักกับอดีตครั้งนั้นมันกินเวลามากเกินไป เขาเสียเวลาชีวิตมามากพอแล้ว ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป นัยน์จะเปิดใจให้คนอื่นเข้ามาและลองคบหาอย่างจริงจัง เพื่อที่ผู้หญิงร้ายกาจคนนี้จะได้เห็นว่าไม่มีเธอแล้วชีวิตเขาไปได้ดีขนาดไหน
ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปชั่วครู่ อุณหภูมิเย็นเฉียบภายในห้องเริ่มทำให้ลลินาหนาว ๆ ร้อน ๆ ไม่นานเขาก็ดึงสติกลับมาเป็นคนที่สุขุมดังเดิม
"เอาเป็นว่าตั้งใจทำงานก็แล้วกันนะครับ นิสัยทำอะไรเล่น ๆ ไม่เคยจริงจังควรเลิกซะนะ"
"ฉันจริงจังกับงานค่ะ แต่สำหรับอย่างอื่นต้องดูก่อนว่าควรค่าแก่การจริงจังด้วยมั้ย"
ชายหนุ่มแค่นเสียงหัวเราะ "ถึงตอนแรกผมจะอยากได้คุณมาร่วมงาน แต่นั่นก็อีกเรื่องนึง อย่าเที่ยวไปป่าวประกาศบอกใครว่าเคยเป็นอะไรกัน"
"แน่นอนว่ามันไม่จำเป็นค่ะ"
"ออกไปได้แล้วครับ ประวัติคุณผมรู้ดีหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำความรู้จักอะไรกันอีก"
ลลินากำมือแน่น คิดถึงประวัติอันเน่าเฟะของตัวเองก็เจ็บปวดทุกครั้ง จริงอยู่ว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้ และเธอก็ไม่อยากเกิดเป็นลลินาคนนั้น คนที่มีภูมิหลังอันน่าสะอิดสะเอียน
ถึงในวันนี้รูปลักษณ์ของเธอจะดีกว่าเมื่อก่อนล้านเท่า ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเธอเคยเป็นนังนีลหมาขี้เรื้อนมาก่อน และแม้ว่าใครบางคนจะยังมองเธอเป็นหมาขี้เรื้อนตัวนั้นอยู่ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยวันนี้ก็พูดได้เต็มปากว่าเธอคือหมาขี้เรื้อนที่สามารถมีทุกอย่างได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง
เธอแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ได้ร้องไห้ซ้ำ ๆ กับเรื่องเดิม ๆ เหมือนวันวาน คนเราเมื่อก้าวผ่านความทุกข์ยากที่สุดจนรอดตายมาได้แล้วชีวิตที่เหลือถือเป็นกำไร ความเจ็บปวดครั้งนั้นเป็นแรงผลักดันให้พายุทุกข์ลูกใหม่เป็นเพียงลมหวนวูบสั้น ๆ มันทำให้เธอเข้มแข็งขึ้นอย่างประหลาด ไม่มีสักเสี้ยวเวลาที่นั่งเหงา ๆ แล้วคิดถึงเขา...สักนิดเดียวก็ไม่เคย
สามปีก่อน
ลลินา สาวน้อยวัยยี่สิบสอง เด็กยากจนเรียนดีสอบชิงทุนพิเศษเข้ามหาลัยเอกชนได้สำเร็จ ไม่รู้ว่าโชคช่วยหรือบุญหล่นทับ ทำให้เธอได้เป็นกาดำตัวเดียวในฝูงหงส์ และก็หนีไม่พ้นการถูกบูลลี่เรื่องฐานะอยู่ตลอด เธอไม่ได้เป็นที่รักของเพื่อน ๆ มิหนำซ้ำยังถูกกลั่นแกล้งอยู่บ่อย ๆ
วิถีชีวิตของเธอกับลูกคนรวยต่างกันโดยสิ้นเชิง คนเหล่านั้นมีพร้อมทุกอย่าง เงินทอง ฐานะทางสังคม เรียนจบไปก็มีงานดี ๆ รองรับ ไม่ต้องออกแรงดิ้นไขว่คว้าให้เหนื่อย ตัดภาพมาที่ลลินาซึ่งไม่มีอะไรพอจะเอาไปอวดคนอื่นได้เลย นอกจากบ้านจน พ่อเลี้ยงผีพนัน แม่ติดเหล้า ครอบครัวเปรียบเสมือนศูนย์รวมของความบรรลัย
ครั้งหนึ่งในวันหยุดสุดสัปดาห์ ลลินารับงานพิเศษเป็นเด็กเสิร์ฟในงานเลี้ยงวันเกิดลูกคนรวย งานถูกจัดขึ้นบนเรือยอร์ชสุดหรู มันวิเศษอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ปกติในวันหยุดลลินารับงานพาร์ตไทม์แบบนี้เป็นประจำ พอมีคนรู้จักติดต่องานมาให้ก็รีบตกปากรับคำโดยทันที เป็นงานบริการที่เงินดีกว่าทุกรอบที่เคยรับ ทำหน้าที่เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มและอาหาร และนี่จึงเป็นครั้งแรกที่เธอได้เจอกับนัยน์
ขณะที่ลลินากำลังตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ทว่าเผลอซุ่มซ่ามทำเครื่องดื่มหกใส่รองเท้าหรูของหนึ่งในแขกที่มาร่วมงาน เจ้าของรองเท้าเป็นถึงอดีตดาวเด่นมหาลัยที่เรียนอยู่ ไม่มีใครไม่รู้จักคนดังอย่างพิมพ์ชนก
พิมพ์ชนกโมโหและไม่พอใจมาก บอกว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด พูดจาดูถูกทางบ้านของลลินาสารพัด เธอเรียกร้องให้จ่ายค่าเสียหายร่วมแสน ตอนนั้นลลินาตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าชาตินี้จะไปหาเงินแสนจากที่ไหน ลำพังแค่ค่าแรงวันนี้ก็เพียงแค่หลักร้อย
"รองเท้าคู่ละเกือบแสน เธอทำไวน์หกใส่แบบนี้มีปัญญาชดใช้คืนให้มั้ย"
พิมพ์ชนกหน้าบูดบึ้ง ตรงเข้ากระชากแขนลลินาแล้วตะคอกเสียงดังลั่น พลอยทำให้แขกทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว เมื่อเห็นว่าตนเองเป็นจุดสนใจ พิมพ์ชนกก็ยิ่งอยากแสดงความโดดเด่น
"ขอโทษค่ะ เดี๋ยวหนูเช็ดให้นะคะ แต่ถ้าพี่พิมพ์ไม่พอใจเสร็จงานแล้วหนูเอาไปซักให้ค่ะ"
"พี่พิมพ์?"
เพราะเห็นว่าพิมพ์ชนกเป็นอดีตรุ่นพี่ร่วมสถาบัน ลลินาจึงเรียกคำนำหน้าชื่อเล่นของเธอว่าพี่ อีกอย่างภาพลักษณ์ที่พิมพ์ชนกแสดงออกทางโซเชียลก็เป็นคนเฟรนด์ลี่แสนดี ลลินาแอบชื่นชมพิมพ์ชนกอยู่ในใจมาตลอด ลึก ๆ แล้วก็รู้สึกอิจฉาที่พิมพ์ชนกเป็นผู้หญิงสวยและเพียบพร้อม แต่อีกฝ่ายกลับมองเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า และมองตั้งแต่ปลายเท้าไล่ขึ้นบน ก่อนจะแสยะยิ้มราวกับว่าลลินาเป็นสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน
"ยูเป็นญาติกับยัยขยะนี่เหรอ"
หนึ่งในบรรดาผู้ที่กำลังยืนมุงดูพูดขึ้น ตามมาด้วยเสียงหัวเราะขำขันของคนทั้งหมดใน ลำเรือ พิมพ์ชนกโกรธจนหน้าแดงก่ำ รีบสวนกลับเจ้าของเสียงนั้นทันควัน
"ยัยกระจอกนี่นะจะเป็นญาติกับไอ ไอไม่นับญาติด้วยหรอก"
"อ้าว ก็เห็นมันเรียกยูว่าพี่"
พอฝั่งนั้นตอกกลับ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอีก ครั้งนี้ดังกว่าครั้งแรกมาก พิมพ์หันกลับมามองลลินาเหมือนจะกินหัว
"สะเหล่อ อย่างน้อยก็ควรรู้ที่ต่ำที่สูงซะบ้าง ฉันเป็นใครเธอเป็นใคร ต้องให้บอกมั้ย"
"ขอโทษค่ะ คุณพิมพ์"
"ไหน ๆ ก็อยากตีสนิทฉันขนาดนี้ สวะอย่างเธออยากมีซีนฉันก็จะช่วยดัน เอาล่ะ...เช็ดรองเท้าให้ฉันซะ"
พิมพ์ชนกยื่นเท้าออกมาข้างหน้า ลลินาพยักหน้ารับอย่างโล่งอก แม้อาจจะดูเสียศักดิ์ศรีไปบ้างแต่ก็ยังดีกว่าเสียเงินแสน หญิงสาวนำผ้าสำหรับเช็ดโต๊ะที่ยังสะอาดอยู่ออกมา นั่งคุกเข่าลงทำท่าจะเช็ดให้ ทว่าพิมพ์ชนกกลับชักเท้ากลับพร้อมกับปล่อยเสียงหัวเราะ
ลลินาชะงัก เงยหน้าขึ้นมองสาวสวยเจ้าของรองเท้าแพง
"ใครบอกว่าฉันจะให้เอาผ้าสกปรก ๆ แบบนั้นมาเช็ดรองเท้าฉัน"
"ละ...แล้วต้องเอาอะไรเช็ดคะ ถ้างั้น รอสักครู่นะคะเดี๋ยวหนูไปหยิบทิชชูมา"
"เสื้อเธอ ถอดเสื้อเธอออกมาเช็ดรองเท้าคู่นี้ ที่จริงมันก็ไม่ได้ดูสะอาดหรอกนะ แต่ทั้งตัวเธอไม่ได้มีอะไรดีไปกว่าเสื้อสีขาวตัวนี้แล้ว"
ทุกคนต่างโห่ร้องพร้อมกับหัวเราะคิกคัก คิดไม่ถึงว่าพิมพ์ชนกจะเล่นแรงถึงขั้นบอกให้ลลินาถอดเสื้อมาเช็ดรองเท้าให้ มีสองสามคนเตรียมหยิบมือถือขึ้นมาไลฟ์สด แต่ก็ไม่รอดพ้นสายตาของพิมพ์ชนกอยู่ดี แค่มองปราดเดียวก็ต้องรีบเก็บมือถือลง ไม่มีใครอยากมีปัญหากับลูกสาวผู้มีอิทธิพล ส่วนคนอย่างพิมพ์ชนกก็ไม่ยินยอมให้ภาพลักษณ์ของตัวเองเสียหายเช่นกัน
"เอาสิ ถอดเสื้อเธอมาเช็ดเร็วเข้า"
ลลินาในวัยที่ยังอ่อนต่อโลกบิดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวด้วยมือสั่นเทา เสียงร้องเชียร์ให้รีบถอดของคนในเรือดังกระหึ่ม บ้างโยนธนบัตรที่เป็นเหมือนเศษเงินของพวกเขามาเป็นค่าจ้างให้เธอถอด พอคนแรกโยนมาคนที่สองสามสี่ก็โยนตามหลัง ลลินาเหม่อมองธนบัตรที่ปลิวว่อนในอากาศด้วยสายตาพร่ามัว
ทำไมถึงได้รังเกียจเงินพวกนี้ล่ะ ทั้ง ๆ ที่เธอแสวงหาแทบเป็นแทบตาย
มันจุกในอกจนขอบตาร้อนผ่าว หญิงสาวชะงักจากกระดุมเสื้อแล้วกำมือไว้แน่น เมื่อไม่ยอมแกะกระดุมเม็ดต่อไป เสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นใหม่
"โห ถอดสิ ไม่ถอดแล้วเหรอ"
"ไม่ถอดก็ต้องชดใช้ค่ารองเท้านะ"
"ใช่ ๆ มีปัญญาเหรอ"
"อย่างมันเหรอจะไปมีปัญญา รู้ไหมบ้านมันจนจะตายไป ไม่รู้เหรอว่ามันเป็นนักเรียนทุน อยากเข้าเรียนที่เดียวกับพวกเราแต่บ้านโคตรกระจอก"
สายตาที่แสดงออกถึงการรังเกียจและเสียงดูถูกเหยียดหยามของผู้คน ทำเหมือนลลินาเป็นตัวอะไรสักอย่าง เธอกวาดตามองผู้คนเหล่านั้นที่ส่งเสียงร้องเชียร์สนุกสนาน พลันน้ำตาก็ปริ่มออกจากดวงตาคู่สวย
"ฮ่า ๆ เอาจริงดิ ร้องไห้ด้วยว่ะ ตลกชะมัด"
แทนที่คนพวกนั้นจะหยุด กลับยังคงแหกปากตะโกนบังคับให้เธอถอด พิมพ์ชนกเยาะยิ้มอย่างถูกอกถูกใจแล้วหยิบแชมเปญขึ้นมาเขย่าเปิด ฟองในขวดพุ่งอาบร่างลลินาเต็ม ๆ สภาพไม่ต่างจากลูกหมาถูกน้ำน้ำ คนรอบข้างหัวเราะลั่นเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่แล้วเสียงโหวกเหวกก็ต้องหยุดลงเมื่อมีอีกเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้น
"ทำอะไรกัน"
ตอนที่ 2
น่าเหลือเชื่อไหมล่ะ ในที่สุดก็มีเจ้าชายขี่ม้านิลมาช่วยเธอจนได้ กลางทะเลแบบนี้คงไม่มีม้าขาวที่ไหนหรอก เขาคือเจ้าของวันเกิดหรือที่ใครต่อใครเรียกสั้น ๆ ว่าคุณนัยน์ อายุมากกว่าลลินาถึงเจ็ดปี ตอนนั้นนัยน์อายุยี่สิบเก้าปี เป็นหนุ่มเนื้อหอมที่มีสาว ๆ หมายปองมากมาย หุ่นทรงสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย สีผิวไม่ได้ขาวจัดจนรู้สึกว่าเป็นหนุ่มเจ้าสำอางเกินไป ที่เด่นสุดคือคิ้วดำคมขลับให้ดวงตาคู่นั้นมีเสน่ห์ แม้กระทั่งน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยยังเสนาะหูน่าฟัง ดีแบบดีมาก! ดีไปหมดทุกส่วน แต่น่าเสียดายที่สถานะหัวใจไม่ว่างแล้ว เพราะแว่ว ๆ มาว่ากำลังคบหาอยู่กับพิมพ์ชนก
นัยน์สบตาลลินาครู่สั้น ๆ แล้วยื่นเสื้อแจ็กเกตของเขาให้ เธอก็รีบรับมาคลุมตัวไว้โดยเร็ว ทั้งโมโหและสมเพชตัวเองเป็นที่สุด เพราะต้อยต่ำกว่าก็เลยถูกรังแกง่าย ๆ หากเธออยู่ระดับเดียวกันกับคนพวกนี้สาบานว่าจะไม่ยอมโดยเด็ดขาด เรื่องจะจบลงภายในไม่กี่วินาที ไม่ใช่ตบกลับสักฉาดหรอกนะ แต่จะใช้เงินแก้ปัญหาให้จบแบบสวย ๆ ต่างหากล่ะ
รองเท้าลิมิติดอิดิชันแค่แสนเดียวเองเหรอ เอาไปซะสิ! สะดวกโอนนะไม่พกเงินสด
แต่ความเป็นจริงนั้น...
"ทำไมพี่นัยน์ต้องอารมณ์เสียคะ พิมพ์ก็แค่แกล้งน้องมันเล่น ๆ เห็นว่าเคยเรียนที่เดียวกัน"
"แกล้งเล่นจนน้ำตาร่วงเนี่ยนะ"
พิมพ์ชนกหน้าตึง เดินเข้ามาหาเขาแล้วเกาะแขนเขาไว้แน่น
"ก็น้องทำไวน์หกใส่ร้องเท้าพิมพ์ พิมพ์ไม่เอาเรื่องก็ดีเท่าไหร่แล้ว ถ้าให้ชดใช้ก็เกือบแสนจะเอาไหมล่ะแบบนั้น นี่ถือว่าพิมพ์ใจดีมากแล้วนะ"
ชายหนุ่มก้มลงมองรองเท้าส้นสูงสีครีมที่เปียกชุ่มด้วยไวน์แดง มันเป็นรองเท้าหรูแบรนด์ดังอย่างที่พิมพ์ชนกบอก แต่ก็ไม่สมควรกลั่นแกล้งลลินาให้อับอายต่อหน้าคนตั้งมากมายเลย
"ไม่แกล้งแล้วก็ได้ แต่ค่ารองเท้ายังต้องชดใช้อยู่ ตกลงจะเอาไง"
"ก็แค่รองเท้าคู่เดียว เอาไปให้ร้านรองเท้าทำความสะอาดให้ก็จบแล้วมั้ย"
นัยน์แย้ง ฝ่ายพิมพ์ชนกก็รีบพูดขึ้น
"จบได้ไง นี่มันลิมิติดอิดิชันนะคะ ถ้าเป็นรุ่นธรรมดาพิมพ์ไม่ฉุนขาดขนาดนี้หรอก"
"งั้นผมจ่ายแทนเอง แสนเดียวใช่มั้ย"
นัยน์ตัดปัญหาเพราะรำคาญเต็มที พิมพ์ชนกไม่ได้ดีใจที่จะได้ค่ารองเท้าคืนแต่ยิ่งโมโหมากขึ้นไปอีก เรื่องอะไรเขาจะต้องมาจ่ายเงินค่ารองเท้าแทนยัยจรจัดนี่ด้วย พิมพ์ชนกกำลังจะถามแบบนั้น แต่ชายหนุ่มเดินหนีไปไกลแล้ว ส่วนตัวต้นเรื่องวิ่งตามหลังนัยน์ไปติด ๆ
อีกฝั่งของเรือ บริเวณนี้มีที่สำหรับนั่งดื่ม ลลินาวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้านัยน์ อยากขอบคุณที่เขาช่วยเหลือเธอเอาไว้
"ขอบคุณที่ช่วยค่ะ เดี๋ยวเสื้อตัวนี้หนูจะเอาไปซักมาคืนให้"
นัยน์เปลี่ยนจากท่านั่งเดิมเป็นนั่งไขว่ห้าง ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
"ใครบอกว่าจะช่วยฟรี"
ลลินาเบิกตาโต คนรวยที่ไหนก็คงจะหมือนกันหมด เขาไม่ได้ช่วยเธอฟรีก็พอเข้าใจได้ เพราะราคารองเท้าที่เธอทำเสียหายมันแพงเกินกว่าจะช่วยเหลือกันแบบฟรี ๆ และเธอเองก็ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะหาเงินมาคืนเขา
"ถ้าอย่างนั้นหนูจะรีบหาเงินมาคืนคุณนะคะ"
นัยน์หัวเราะออกมาราวกับว่าสิ่งที่ได้ยินเป็นเรื่องตลก ดูก็รู้ว่ายังเป็นนักศึกษาอยู่ สิ่งที่คนในเรือพูดจาดูถูกเธอเขาได้ยินหมดแล้ว ลลินาจะหาเงินที่ไหนมาคืนเขา หากเขาอยากได้คืนไม่แน่ว่าอาจจะต้องรออีกปีหรือสองปี ก็รอจนกว่าเธอจะเรียนจบมีงานทำนู่นแหละ
"ไม่ได้อยากได้คืน แต่อยากให้ทำอะไรให้สักอย่าง"
นัยน์ลุกขึ้นยืน ความสูงของเธออยู่เพียงระดับอกของเขา ลลินามองตอบคนตรงหน้าไม่ละสายตา อีกฝ่ายก็โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ รอยยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากของชายหนุ่มทำให้หัวใจหญิงสาวเต้นแรง เธอเดาใจเขาไม่ถูก หรือว่าเขาอาจจะอยากแกล้งเธอเล่นเหมือนคนพวกนั้น เมื่อขึ้นเรือแล้วไม่อาจกระโดดลงทะเลว่ายน้ำหนีไปได้ ถ้าบนเรือลำนี้เจอสิ่งเหนือคาดหมายต่าง ๆ นานา ลลินาก็ต้องทำใจยอมรับ
"ไม่ได้พูดเล่นนะ ผมอยากให้ทำบางอย่างให้จริง ๆ"
"คุณอยากให้หนูทำอะไรให้คะ หนูจะมีความสามารถขนาดนั้นเหรอ"
"อยากเลิก"
ยังไม่ได้คบเลย...
"อยากเลิกกับคนนั้น"
ผู้ชายก็เป็นอย่างนี้ทุกคนสินะ เขาหมายถึงอยากเลิกกับพิมพ์ชนก ถึงแม้ว่าพิมพ์ชนกจะนิสัยเสีย แต่ลลินาก็ยังมองว่าไม่ยุติธรรมกับเธออยู่ดี ในเมื่อวันแรกที่คบกันเขายอมรับข้อเสียของพิมพ์ชนกได้ทุกอย่าง วันนี้ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น อาจจะมีวิธีอื่นที่สามารถทำให้ความรักของคนสองคนไปต่อได้ ลลินายังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรช่วยเขาหรือไม่ต้องช่วยดี แต่ด้วยนิสัยของลลินาก็คงจะเทไปอย่างหลัง ต่อให้พิมพ์ชนกจะย่ำแย่เพียงใดแต่ลลินาก็ไม่สมควรทำลายความรักของคนอื่น
"ไม่ไหวหรอกค่ะ หนูจะรีบหาเงินมาคืน...เอ่อ ให้เรียกคุณว่าอะไรคะ"
"ควรเรียกว่าอะไรล่ะ"
ชายหนุ่มตีหน้าซื่อ เผยรอยยิ้มจาง ๆ เขาดูขี้เล่นและผ่อนคลายไม่เหมือนคนอื่น ๆ ในเรือ
"เรียกคุณนัยน์เหมาะสมแล้วค่ะ หนูไม่กล้าเรียกอย่างอื่นหรอก"
เขาเอียงคอยักไหล่เป็นการอนุญาต
"ถ้าคุณอยากเลิกกับคนนั้นก็ควรบอกเธอตรง ๆ จะดีกว่า ให้หนูทำอย่างอื่นทดแทนเถอะค่ะ กลัวจะโดนคุณพิมพ์กินหัวเอา"
ลลินาพูดจบก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เปิดแอปพลิเคชันแชตสีเขียวแสดงคิวอาร์โคดแล้วยื่นให้เขา
"ช่องทางติดต่อค่ะ คุณแอดไลน์หนูไว้ หนูสัญญาว่าไม่ชิ่งหนีแน่นอน หรือถ้าอยากเรียกใช้งานก็ทักมาได้ตลอด หนูถนัดงานใช้แรงงานหักค่าแรงออกจากเงินส่วนนั้นก็ได้"
นัยน์ทำตามที่เธอบอก หยิบมือถือของตัวเองมาแอดไลน์ของลลินาไว้ มือถือราคาถูกของลลินาเทียบกับมือถือราคาแพงของเขาไม่ได้เลย มองจากตรงนี้ก็รู้ว่าต่างกัน แค่เขาไม่รังเกียจที่ต้องถือมันไว้ในมือก็ทำให้เธอประทับใจแล้ว
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน
ลลินาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า และนั่งคิดถึงเรื่องในอดีตอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง แล้วเดินไปหยิบผ้าขนหนูรีบเข้าห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย ธารน้ำที่อาบชโลมร่างทำให้รู้สึกตื่นเต็มตา บรรยากาศข้างนอกอึมครึมราวกับมีพายุเข้า ห้องที่พักอยู่เป็นห้องเก็บเสียงจึงไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง พอจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพก็ลงมาข้างล่าง เห็นสายฝนโปรยปรายจนบรรยากาศรอบ ๆ ขมุกขมัว
นี่ไม่ใช่วันดีแน่ ๆ รถน่าจะติดจนอาจไปเข้างานไม่ทัน เพราะคนส่วนมากขับรถยนต์ออกจากบ้านแทนมอเตอร์ไซค์เล็ก ลลินาติดเหง็กอยู่บนท้องถนนราวครึ่งชั่วโมงกว่าจะแทรกออกมาได้ มองนาฬิกาก็เป็นเวลาแปดโมงสิบห้านาทีแล้ว
ในวันที่สี่ของการทำงานที่บริษัทแห่งใหม่ ลลินามาสายไปสิบห้านาที เธอไม่อยากถูกมองว่าไร้ความรับผิดชอบแต่ก็ยังมีข้อผิดพลาดที่เลี่ยงไม่ได้ ถึงอย่างนั้นก็ไม่โทษสภาพอากาศแต่โทษตัวเองที่เตรียมตัวมาไม่ดีมากกว่า หากตื่นเช้ากว่านี้อาจจะพอมีเวลาเหลือเฟือ และอาจจะมาทันเข้างานก่อนแปดโมงเช้า จะได้ไม่ต้องถูกมองว่าเป็นคนไม่ตรงต่อเวลา
ขณะที่กำลังจะนั่งลงที่โต๊ะทำงานของตนเอง เสียงหวานใสก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เป็นเสียงของสาวสวยวัยยี่สิบห้าที่มีชื่อว่ามัดหมี่ หุ่นทรงรูปร่างไล่เลี่ยกับลลินา เป็นผู้หญิงที่มีรอยยิ้มสดใส ในมือถือแก้วเซรามิกสองใบ บนปากแก้วไอร้อนกำลังพวยพุ่งส่งกลิ่นหอมสบายจมูก
"น้ำขิงอุ่น ๆ ค่ะคุณนีล วันนี้อากาศเย็น มัดชอบดื่มน้ำขิงอุ่นเลยชงมาเผื่อคุณนีลแก้วนึง ส่วนป้าแหม่มไม่ชอบดื่มน้ำขิงมัดก็เลยไม่ได้ชงเผื่อ"
มัดหมี่วางแก้วน้ำขิงลงบนโต๊ะลลินาแล้วหันไปทางสายป่าน หรือที่ใครเรียกกันว่าป้าแหม่ม เธอคือพนักงานอาวุโสสุดของที่นี่ ทำงานกับมีดีจริงกรุ๊ปเกือบสามสิบปีแล้ว ซึ่งไม่ต้องบอกอายุปัจจุบันก็พอจะรู้ว่าเฉียดเลขห้า ทว่าใบหน้าของสายป่านอ่อนกว่าอายุมาก ดูคล้ายกับคนสี่สิบต้น ๆ สายป่านชอบใส่แว่นหนาเตอะ สวมเสื้อชีฟองลายดอกไม้ นุ่งกระโปรงทรงเอยาวครึ่งแข้ง น้ำเสียงอ่อนนุ่มฟังดูเป็นคนใจดี
"ขอบใจค่ะคุณมัด"
ลลินายกแก้วน้ำขิงขึ้นมาแล้วโอบมือแนบแก้วเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น ก่อนจะหันไปทางสายป่าน
"ป้าแหม่มคะ นีลขอโทษที่มาสายนะคะ"
สายป่านหันมายิ้มบาง ๆ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร มัดหมี่ก็พูดขึ้นก่อน
"มัดก็เพิ่งมาถึงก่อนคุณนีลแค่นาทีเดียวเอง ในห้องนี้มีแค่พวกเราสามคนถ้าป้าแหม่มไม่พูด มัดไม่พูด คุณนีลไม่พูด พี่นัยน์ก็ไม่รู้หรอกค่ะ"
พี่นัยน์? ได้ยินอีกฝ่ายเรียกชื่อนัยน์อย่างสนิทสนม ลลินากระตุกยิ้มน้อย ๆ เธอไม่ได้สนใจความสัมพันธ์ระหว่างมัดหมี่กับเขา เพราะไม่มีสิทธิ์ไปละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของใคร อีกอย่างฝ่ายนั้นก็ย้ำชัดว่าไม่ให้เธอพูดถึงเรื่องในอดีตให้ใครได้รู้ เขาตั้งท่ารังเกียจเธอยิ่งกว่าอะไร ส่วนตัวเธอก็ไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องนั้น ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็เพียงพอแล้ว เธอทำงานให้เขา เขาจ่ายเงินให้เธอ ความสัมพันธ์ต่อจากนี้เป็นเพียงเจ้านายกับลูกน้องไม่มีทางแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น
"โห วันนี้ฝนตกแต่เช้าเลย สายไปกี่นาทีวะเนี่ย"
เป็นเสียงทุ้มของผู้ที่เพิ่งจะเดินผ่านประตู ปรินทร์มาทำงานในสภาพที่เปียกโชกไปทั้งตัว เขาขับบิ๊กไบค์คู่ใจและไม่ได้สวมเสื้อกันฝนก็เลยเปียก ทีแรกกะว่าจะจอดรอให้ฝนหยุดตกค่อยออกจากคอนโด แต่รอแล้วรอเล่าฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเสียที จึงจำใจมาทั้งอย่างนี้ พอมัดหมี่เห็นว่าปรินทร์มาช้ากว่าใครเพื่อนเธอก็ได้พูดแซว
"มาสายไปยี่สิบนาทีเลยนะพี่ปิน เสื้อกันฝนก็ไม่ยอมใส่ปอดแข็งแรงมากรึไงคะ"
"รู้หรอกน่าว่าเพิ่งมาถึงเหมือนกัน"
ปรินทร์เดินเลยมัดหมี่ไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะทำงานของลลินา ยิ้มให้บาง ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งโต๊ะของตนเอง หลังจากนั้นไม่นานโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะของลลินาก็ดังขึ้น ต้นสายโทร.มาจากห้องของนัยน์
"มาห้องผมหน่อย"
น้ำเสียงของเขาฟังดูรีบร้อน ลลินาลุกจากเก้าอี้ตรงไปที่ห้องเขาทันที พอไปถึงก็เห็นนัยน์นั่งคิ้วขมวดอยู่ที่โต๊ะประจำตำแหน่ง
"คุณนัยน์คะ"
"มีลูกค้ากำลังจะหมดสัญญา ข่าวแว่วมาว่าจะไม่ต่อสัญญากับเราอีก เขาไม่อยากใช้บริการขนส่งท่าเรือของเราแล้ว ขอดูฝีมือคุณหน่อยสิ"
ลลินารู้ในทันทีว่านัยน์ต้องการให้หาวิธีเปลี่ยนใจลูกค้ารายนั้นให้กลับมาใช้บริการของท่าเรือดังเดิม เธออยากถามกลับเหลือเกินว่าเพราะอะไรลูกค้าถึงเปลี่ยนใจ แต่ก็ทำได้แค่เก็บคำถามนี้ไว้ในใจ เอาไว้ถามหลังจากพบลูกค้ารายนั้นแล้วดีกว่า
"ลูกค้าไม่คุยผ่านโทรศัพท์ เราต้องออกไปเจอลูกค้าข้างนอก ไปหาลูกค้าที่บ้านเลย"
"ตอนนี้เหรอคะ"
ข้างนอกฝนกำลังตกหนัก ลลินามองเลยผ่านไหล่เขาไปด้านหลัง เห็นสายฝนโปรยปรายผ่านกระจกใสไม่มีทีว่าจะซาลงง่าย ๆ แต่ก็ดีหน่อยที่ผ่านช่วงเวลาเร่งรีบไปแล้ว ท้องถนนน่าจะโล่งกว่าตอนที่เธอออกจากคอนโดเมื่อเช้านี้
"ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย รถก็มีหลังคาไม่ได้ขี่ควายไปสักหน่อย"
หากเป็นเมื่อก่อนคำพูดแบบนี้คงไม่หลุดจากปากเขา กวนประสาทกันเห็น ๆ
ลลินาหน้าแข็งค้าง ในเมื่อเป็นคำสั่งของเจ้านายลูกน้องอย่างเธอจะทำอะไรได้ กลิ่นเงินของเขามันหอมหวาน หอมเป็นสามเท่าของบริษัทอื่น ขอเพียงอดทนอยู่ที่นี่ให้ได้สักสามปีรับรองเก็บเงินก้อนได้แน่นอน ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปลลินาคิดว่าจะเก็บเงินจริงจังสักที อะไรที่อยากมีก็มีแล้ว อะไรที่เป็นปมในอดีตก็ถมจนเต็มแล้ว เหลือก็แต่เรื่องของเขา...
ก่อนออกจากบริษัทนัยน์สั่งงานสายป่านไว้สองสามอย่าง แล้วเดินดุ่มนำหน้าลลินาอย่างไม่เหลียวหลังเพื่อไปที่ลานจอดรถ เขาเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย เธอก็เปิดประตูไปนั่งข้าง ๆ สีหน้าของนัยน์ตึงเครียดเป็นอย่างมาก แม้อุณหภูมิข้างนอกจะเย็นฉ่ำแต่ดูเหมือนว่าภายในจะร้อนยิ่งกว่าไฟ
ที่ว่าร้อนนั้นหมายถึงอารมณ์ไม่ใช่อย่างอื่น คนใจเย็นและอบอุ่นเมื่อสามปีก่อนไม่รู้หายไปไหน หรืออาจจะเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนที่เธอลาจาก ลลินานั่งข้างเขาเงียบ ๆ กลัวว่าหากพูดอะไรอาจจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจได้ กระทั่งเวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมง จุดหมายปลายทางที่ต้องพบลูกค้าก็ยังไปไม่ถึง ลลินาจึงเอ่ยปากถามออกไปหนึ่งประโยค
"เราจะไปพบลูกค้าที่ไหนคะคุณนัยน์"
"บ้านลูกค้าที่จันทบุรี"
แล้วก็กลับเข้าสู่ห้วงความเงียบงันอีกรอบ บรรยากาศข้างนอกมีฝนตกปรอย ๆ พลอยทำให้หญิงสาวรู้สึกง่วงขึ้นมา พยายามฝืนเพื่อถ่างเปลือกตาที่หนักอึ้งให้ค้างอยู่ บ่อยครั้งที่เอามือป้องปากหาว ส่วนเขาก็มีบ้างที่เหล่มองเธอด้วยหางตาแล้วเบะปาก
"มาพนันกันไหม"
นัยน์พูดโดยที่ตามองตรงไปยังถนนเบื้องหน้า เพราะถนนเปียกชื้นจึงต้องขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ รถบนท้องถนนก็มีบ้างแต่ไม่ได้มากเท่าเมื่อเช้า
"พนันอะไรคะ"
"ถ้าลูกค้าไม่เปลี่ยนใจกลับมาใช้บริการท่าเรือ คุณลาออก"
ที่แท้เอาลลินามาเชือด...
ริมฝีปากจิ้มลิ้มยกขึ้นเล็กน้อย เธอเองก็มองไปยังถนนทอดยาวโดยไม่หันมามองเขาเช่นกัน หยาดฝนเม็ดเล็ก ๆ เกาะกระจกไหลลงเป็นเส้น ๆ ลลินาไม่ได้ตอบรับคำท้าโดยทันที แต่ประวิงเวลายั่วโมโหเขาไปสักพักจนนัยน์ต้องเอ่ยท้าทายอีก
"กลัวเหรอ"
"ไม่กลัวค่ะ แต่ไม่เห็นจะต้องลาออกเลย ถึงแม้ว่าจะดีลลูกค้าไม่ได้ก็ไม่ใช่ความผิดของหนู"
หลุดปากพูดหนูเพราะความเคยชินจนได้ นัยน์ได้ยินเธอพูดกับเขาอย่างเป็นกันเองเหมือนครั้งในอดีตก็กะพริบตาหลายครั้ง เขาเสียอาการ พยายามขับไล่ความทรงจำครั้งเก่าออกจากสมอง ไม่อยากให้ตัวเองดิ่งลึกลงไปสู่ห้วงอารมณ์นั้นอีก
ลลินาใช้ปลายนิ้วแตะริมฝีปากเมื่อสำนึกได้ อันที่จริงอยากตบปากตัวเองเสียด้วยซ้ำ เธอไม่ควรหลุดพูดแทนตัวเองเหมือนว่ายังเป็นยัยเด็กเมื่อวานซืนคนเดิม ทั้งเขาและเธอต่างเดินมาไกลหลายขุม ไกลเกินกว่าจะกลับไปเป็นแบบเดิมได้อีก
"ฉันอยากรู้ว่าลูกค้าเคยใช้บริการท่าเรืออยู่ดี ๆ ทำไมถึงเปลี่ยนใจ แล้วปัญหาที่ทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจไปใช้บริการที่อื่นคืออะไร ปัญหาที่ลูกค้าเจอก่อนหน้านี้ฉันก็ต้องผิดชอบด้วยมั้ยคะ"
"แต่ถ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้คุณก็ไม่เหมาะสมที่จะอยู่ต่อไม่ใช่เหรอ ผมจ้างคุณมาช่วยแก้ปัญหา แนวคิดที่ว่าไม่ต้องร่วมรับผิดชอบน่ะ...เด็กไป คำพูดแบบนี้ถ้าเป็นที่อื่นเขาไล่คุณออกไปแล้ว"
"แล้วจะบอกว่าเพราะยังมีเยื่อใยเหรอคะ ถึงไม่ไล่ออก"
"บรรยากาศดีน่านอนจนฝันกลางวันสินะ ตื่นครับ"
หรือพูดอีกอย่างก็คือฝันไปเถอะ เขายังมองเธอเป็นเด็กเหมือนเมื่อก่อนจริง ๆ แต่ตอนนี้ลลินายี่สิบห้าแล้ว ทว่าหน้าตากลับไม่ต่างไปจากเดิมเท่าไร นัยน์ในตอนนี้ดูเป็นผู้ใหญ่และสุขุมกว่าเดิมมาก เขาไม่ใช่หนุ่มขี้เล่นคนเดิม แต่เป็นคุณนัยน์ที่มีแต่คนชื่นชม หากให้พูดถึงหนุ่มฮอตที่สุดในตอนนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นนัยน์ ชัชวาลเกียรติ์ และตอนนี้ก็คงจะเป็นเช่นนั้นอยู่
หากไม่ติดตรงที่ว่าเขาเพิ่งจะกลับจากเมืองนอกได้แค่สามเดือน และยังไม่ได้มีบทบาทในหน้าที่การงานมากนัก เพิ่งจะลุยงานได้เพียงสามเดือนเท่านั้น จึงยังไม่เป็นที่ประจักษ์ในฝีมือการทำงาน บอร์ดบริหารสูงวัยหลายคนยังกังขา พูดง่าย ๆ คือเพิ่งรับช่วงต่อจากคุณปู่ เขาคือหลานชายเพียงคนเดียวในบรรดาหลานสาวของตระกูลชัชวาลเกียรติ์ คุณปู่จึงตั้งความหวังกับนัยน์ไว้สูงมาก ส่วนพ่อของเขาเสียไปเมื่อห้าเดือนก่อน นี่จึงเป็นสาเหตุที่ถูกเรียกตัวกลับมา ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกตลอดชีวิตแล้วแท้ ๆ
ลลินาเผลอกลับไปคิดเรื่องเก่า ๆ อีกจนได้ จู่ ๆ ก็อยากถามถึงคุณปู่ใจดีคนนั้น คนที่ส่งเสียค่าเล่าเรียนและจ่ายค่าเทอมให้จนเธอเรียนจบ ผู้ที่มอบทุนพิเศษให้เธอได้เข้าเรียนที่มหาลัยดี ๆ คือคุณปู่แท้ ๆ ของนัยน์ชื่อว่าชยุต ปัจจุบันนี้เป็นผู้ป่วยโรคเส้นเลือดสมองตีบติดเตียง ต้องมีพยาบาลพิเศษดูแลไม่ห่าง อาการก็เหมือนคนแก่วัยชราทั่วไป ได้หลานสาวคนโตซึ่งเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของนัยน์ดูแลอย่างดี
ส่วนนัยน์ตั้งแต่กลับมาจากต่างประเทศเขาก็ไม่ได้กลับไปอยู่ที่บ้านใหญ่ แต่แยกตัวมาพักคอนโดเหมือนอย่างเคย ระยะเวลาเดินทางจากคอนโดมาที่ทำงานขับรถเพียงยี่สิบนาทีเท่านั้น
"ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ"
"ถ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องงานไม่สะดวกตอบ"
"คุณปู่ชยุต...เอ่อ สบายดีไหมคะ"
เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับงานแต่ลลินาก็ยังดึงดันถาม เธอได้เจอกับชยุตครั้งล่าสุดก็เมื่อสามปีที่แล้ว มีหลายเหตุการณ์ซับซ้อนทำให้ลลินาไม่กล้าไปเจอชยุตอีก แม้จะอยากกราบขอบคุณในหลาย ๆ เรื่องก็ตาม
แววตาที่เคยว่างเปล่ากลับมามีประกาย เหมือนเขาจะชะงักไปชั่วครู่ แต่พอได้สติคืนมาก็ยังเลือกไม่ตอบคำถามของเธออยู่ดี เขาไม่อยากตอบ ไม่อยากพูดถึงเรื่องในอดีต ไม่อยากให้ลลินาพูดถึงเรื่องนั้นด้วย อย่ามาทำเป็นรู้จักครอบครัวของเขาดี
ตอนที่ 3
หญิงสาวถอนหายใจเบา ๆ เขาไม่อยากตอบเธอก็ไม่บังคับ ในเมื่อไม่ได้เป็นอะไรกับเขาแล้วก็ไม่ควรไปอยากรู้ ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอดีตอย่างที่มันควรจะเป็น
ลลินาเบือนหน้าไปอีกทาง มองสายฝนผ่านกระจกใสที่กำลังลงเม็ดหนา ฝนน่าจะตกอยู่อย่างนี้ทั้งวัน เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนคิดว่าซาลงไปบ้างแล้ว แต่จู่ ๆ ก็เทลงมาอีกครั้งจนได้ วันนี้บรรยากาศช่างเป็นใจ แต่ระยะห่างของคนสองคนเหมือนไกลทั้งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กัน
"ตกลงค่ะ ถ้าฉันเอางานนี้กลับมาให้มีดีจริงกรุ๊ปไม่สำเร็จฉันจะลาออก"
เธอพูดด้วยโทนเสียงที่ราบเรียบ ถ้าเขาอยากยื่นบททดสอบให้ก็จะรับไว้ ลลินาไม่ได้มั่นใจว่าจะทำได้ขนาดนั้น แค่เริ่มรู้ตัวว่าตนเองอยู่ในที่ที่ไม่สมควรจะอยู่ ฝืนทนต่อไปต่างฝ่ายต่างอึดอัดใจกันทั้งคู่
ขณะที่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย นัยน์ก็กดเปิดเพลงทำลายความเงียบ ทว่ามีแต่เพลงเศร้า ๆ ทั้งนั้น ในเมื่อไม่มีอย่างอื่นให้เลือกฟังเขาจึงจำใจปล่อยให้มันบรรเลงต่อไป ไม่รู้กระทบกระเทือนใจลลินาบ้างหรือเปล่า
...แต่ที่รู้ ๆ กระทบใจเขาเต็ม ๆ ทำไมมันถึงได้โคตรโศกโคตรเศร้า
ทั้งที่บอกตัวเองตลอดว่าอย่าไปคิดถึง แต่ความทรงจำเจ้ากรรมก็กลับมาวนลูปอยู่ได้
สามปีที่แล้ว
"คุณคะ หนูจะช่วยคุณค่ะ"
เป็นเสียงกังวานใสของหญิงสาว หลังจากนัยน์เปิดประตูออกมาก็พบกับใบหน้าไร้เดียงสา ทว่าน้ำเสียงของเธอหนักแน่นกว่าทุกครั้ง ที่ลลินามาคอนโดเขาถูกเพราะวันหยุดที่ผ่านมานัยน์ได้ทักไปหาบอกให้มาช่วยทำความสะอาดห้องแทนแม่บ้านที่เพิ่งลาออก ส่วนลลินาก็รีบรับปากโดยไม่เกี่ยง ค่าแรงหักลบไปได้ไม่กี่ร้อย แต่ถ้ามาบ่อย ๆ ก็คงจะลดหนี้ส่วนนั้นไปได้เยอะ นอกจากนี้เธอยังเสนอตัวว่าจะมาทำความสะอาดห้องให้เขาทุกวันหยุด ในหนึ่งเดือนก็อาจจะได้ทำประมาณสี่ถึงห้าวัน คงจะสามารถลดหย่อนค่าหนี้ไปได้หลายพัน
"ทำไมอยู่ ๆ เปลี่ยนใจ"
"หนูเห็น...เอ่อ เห็น..."
เธอพูดด้วยน้ำเสียงค่อนข้างสั่นเครือ เหมือนลังเลอยู่ว่าควรพูดต่อดีหรือไม่
"เห็นเขาอยู่กับคนอื่น"
เป็นนัยน์ที่พูดแทน เรื่องที่พิมพ์ชนกมีคู่ขาเขารู้มานานแล้ว เขาเองก็ไม่ได้พิศวาสอะไรพิมพ์ชนกนักหรอก ไม่เคยคบไม่เคยผูกพัน รู้เพียงว่าต้องแต่งกับคนนี้เพราะแม่ชอบและมีสัญญาหมั้นหมายรออยู่ข้างหน้า เขาจึงไม่อยากเปิดโปงเธอให้ญาติผู้ใหญ่สองฝ่ายรับรู้ กลัวว่าจะกระทบต่อบริษัทที่คุณปู่บริหารอยู่ อีกอย่างนัยน์ก็ไม่มีหลักฐานไปยืนยันกับคุณปู่ชยุต
"คุณ...คุณเจ็บไหมคะ"
เจ็บอะไรวะ?
คิดไม่ถึงว่ามือเล็กจะยืนออกมาสัมผัสต้นแขนเขาเบา ๆ เธอทำเพื่อปลอบใจเขาอยู่ เขาไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลยเพราะไม่ได้รักพิมพ์ชนก แต่คนที่เข้าใจผิดและคิดไปไกลคือลลินา เธอคิดว่าหากทำแบบนี้แล้วจะเยียวยารักษาหัวใจอันบอบช้ำของเขาได้ โดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายเผลอมองเธอด้วยแววตาที่อ่อนโยนราวกับว่าเธอเป็นลูกแมวตัวน้อยที่เพิ่งเผชิญโลกได้ไม่นาน
"คุณนัยน์ต้องเจ็บปวดแค่ไหน คุณนัยน์รู้อยู่แล้วเหรอคะว่าถูกนอกใจ รู้นานแล้วใช่มั้ยคะ เจ็บปวดขนาดนี้ทำไมถึงยังเก็บไว้คนเดียว ทำไมไม่บอกหนูตั้งแต่วันนั้น"
"ถ้าบอกแล้วจะไปเอาคืนให้เหรอ"
"ไม่กล้า..."
ลลินาตอบพลางก้มหน้าลง น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาและไร้เดียงสามาก ใครจะกล้าไปยั่วโมโหพิมพ์ชนก วันที่อยู่บนเรือหากไม่ได้นัยน์ช่วยไว้ก็คงจะเอาตัวไม่รอด ลลินาไม่มีความสามารถมากพอจะปกป้องเขาได้เธอรู้ตัวดี แต่ที่พูดแบบนั้นออกไปก็แค่อยากแบ่งเบาความเจ็บปวดของเขา เธอคิดไปอย่างใสซื่อว่าบางทีหากเธอเป็นผู้ฟังที่ดี นั่งฟังเขาระบายความในใจก็จะทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาได้
"ยังอยากเลิกกับคนนั้นอยู่มั้ยคะ"
เขาพยักหน้า ถึงเธอจะเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเขามีใจให้พิมพ์ชนกแต่เขาก็ไม่คิดว่านี่เป็นการหลอกใช้ลลินา คนที่ผิดไม่ใช่เขาพิมพ์ชนกต่างหากที่ผิด ผิดที่ทำอะไรประเจิดประเจ้อจนมีคนเห็น โชคร้ายหน่อยตรงที่คนเห็นคือลลินา
ย้ำอีกครั้งว่านี่ไม่ใช่การหลอกใช้ นัยน์คิดแล้วก็หัวเราะในใจ
"แล้วหนูจะช่วยยังไงคะ"
เขาพูดคะขาฟังแล้วเพราะเป็นพิเศษ จังหวะนี้ลลินาหายใจติดขัดไปชั่วขณะ จู่ ๆ ก็หน้าแดงก่ำขึ้นมาดื้อ ๆ เธอรีบชักมือที่ลูบต้นแขนเขาเพื่อปลอบประโลมกลับคืนมา แล้วเดินเข้าไปนั่งที่โซฟาในห้อง
"คุณพิมพ์ไม่ยอมเลิกเพราะคุณนัยน์ไม่มีหลักฐาน ถ้าหนูหาหลักฐานมาได้ล่ะคะ"
"ดีเลย"
"หนูจะคอยจับตาดูแล้วหาหลักฐานมาให้คุณนัยน์ค่ะ"
นัยน์ยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วนั่งลงที่โซฟาข้าง ๆ เธอ มองขนตางอนยาว ดวงตากลมโต ริมฝีปากเล็กสีแดงระเรื่อ แล้วอมยิ้มบาง ๆ หากแต่งนิยายให้เธอฟังอีกสองสามเรื่อง หวังว่าเธอจะอินมากกว่าเดิม ชายหนุ่มตีหน้าเศร้าสร้อยโน้มตัวลงนั่งในท่าวางศอกกับเข่า ถอนหายใจยาวเหยียดพูดน้ำเสียงเบาหวิว
"เจ็บแต่จบมันดีกว่าเจ็บไปเรื่อย ๆ ถูกมั้ยครับ ช่วยทำให้เรื่องมันจบทีเถอะนะ ผมไม่อยากจมปลักอยู่กับความสัมพันธ์คลุมเครือแบบนี้อีกแล้ว ถ้ารักจริงเขาก็คงไม่มีคนอื่น"
"...คุณนัยน์ หนูเข้าใจคุณนัยน์นะคะ"
"คนอกหักกว่าจะผ่านไปได้แต่ละคืนมันทรมานมากเลยนะ มองแต่นาฬิการอเวลาว่าเมื่อไหร่จะเช้า ถ้าคืนนี้มีใครสักคนอยู่เป็นเพื่อนก็คงจะดี แต่ก็รู้อยู่ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่สมควรจะขอกันง่าย ๆ"
นี่ขนาดไม่กล้าขอ ถ้ากล้าขึ้นมาจะขนาดไหน คุณนัยน์เริ่มแสดงละครต่อหน้าลลินา ส่วนเธอก็ใสซื่อเชื่อเขาสนิทใจ
ลลินานิ่งเงียบไปหลายอึดใจ เธอไม่ได้ไว้ใจเขาขนาดนั้น ถึงแม้ว่าจะเคยมาที่นี่หลายครั้งแต่ก็ยังระวังตัวอยู่ นัยน์ไม่เคยทำอะไรเกินเลยให้ต้องอึดอัดใจหรือรู้สึกว่าเป็นการคุกคาม แต่ก็ไม่รู้หรอกว่าเขาซุ่มเงียบเพราะอยากจะกินเธอหรือเปล่า ลลินาในวัยยี่สิบสองไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น เธอเห็นเขาเป็นคนใจดีที่เข้ามาช่วยเหลือเธอ และไม่รู้ตัวเลยว่าเขาหวังผลอะไรจากเธอบ้าง หญิงสาวยิ้มบาง ๆ ก่อนจะตอบกลับไปอย่างเข้าอกเข้าใจ
"หนูเป็นกำลังใจให้คุณนัยน์นะคะ หนูรับรู้ความเจ็บปวดของคุณนัยน์ถึงแม้ว่าหนูจะไม่เคยมีความรักก็ตาม เอ่อ...แต่หนูคงอยู่เป็นเพื่อนคุณนัยน์ไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าคืนนี้หนูไม่กลับไปนอนบ้านแม่ต้องฆ่าหนูแน่ ๆ หนูขอตัวกลับก่อนนะคะ มีธุระสำคัญต้องไปทำต่อ"
ไม่เคยมีความรักก็เท่ากับว่ายังไม่เคยมีแฟน นัยน์รู้สึกดีกับคำพูดนี้ ถึงจะถูกปฏิเสธก็ไม่เป็นไร อันที่จริงเขาก็ไม่ได้คาดหวัง รู้อยู่แล้วว่าเธอยังไม่ได้ไว้ใจเขาเต็มร้อย เพิ่งรู้จักกันไม่นานใครจะเชื่อใจง่าย ๆ แค่ลลินายอมมาทำความสะอาดห้องให้ก็แสดงว่าเธอไว้ใจเขาแล้วระดับหนึ่ง
สาวน้อยลุกขึ้นยืนหยิบเอากระเป๋ามาสะพายข้าง กระโปรงพลีทที่เธอสวมใส่อยู่ยาวพอดีเข่าเผยให้เห็นท่อนขาเรียวชวนมอง เมื่อเธอหันกลับมามองเขาอีกครั้งเขาก็รีบเบือนหน้าหนี กลัวเธอจะคิดว่าเขาเป็นไอ้บ้าลามก
"หนูขอตัวกลับก่อนค่ะ วันหยุดหน้าหนูขอมาทำความสะอาดห้องให้คุณนัยน์อีกนะคะ ถึงยังไงคุณนัยน์ก็ยังหาแม่บ้านไม่ได้"
"มาได้เลย มาทุกวันหยุดนั่นแหละ"
ถ้าไม่มากเกินไปจนกระทบการเรียนจะบอกให้เธอมาทุกวันหลังเลิกเรียนด้วยซ้ำ เธอยกมือไหว้เขาเหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ทว่าอีกฝ่ายกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นลุงแก่ ๆ ที่กำลังรับไหว้เด็กสาว ทั้ง ๆ ที่ถูกปฏิเสธเขาควรจะเก็บอาการไว้สักหน่อย แต่ปากเจ้ากรรมดันไวเสียเหลือเกิน
"เดี๋ยวก่อน"
ขณะที่ลลินากำลังจะดึงประตูเปิดเสียงของนัยน์ดังขึ้น ทำให้ต้องหันกลับมาสบตากับเขาอีกครั้ง
"มีอะไรเหรอคะ"
"มีค่าเทอมรึยังคะ"
เต็มใจให้ปอกลอกมาก!
ตัดภาพมาสิ่งที่ลลินาคิด นี่เขาจะปล่อยเงินกู้บังคับให้เธอติดหนี้ไปเรื่อย ๆ หรือไง แค่หนี้แสนเดียวลลินายังคิดว่ามันมากจนจะหามาจ่ายคืนไม่ไหว แล้วเธอควรจะตอบว่ายังไงดี ถ้าบอกว่าไม่มีจะดูเรียกร้องเกินไปหรือเปล่า แต่ว่าเขาก็เป็นคนเสนอให้เธอเองนี่นา พร้อมเป็น My sugar daddy เสียขนาดนั้น แสดงออกนอกหน้าจนอีกฝ่ายเริ่มชักจะกลัว ลลินาคิดหนัก
"หนูทำงานพาร์ทไทม์หลังเลิกเรียนที่ร้านไอติมอาทิตย์ละสามวัน คงจะพอใช้เป็นค่าขนม ส่วนค่าเทอมผู้มอบทุนเป็นคนจ่ายให้ค่ะ ขอบคุณนะคะ"
หลังจากร่างเล็กจากไปแล้ว นัยน์ก็นั่งยิ้มกริ่มอยู่คนเดียวอีกนาน เขาไม่ใช่คนไม่มีการมีงานทำ แต่ทุกครั้งที่เธอบอกว่าจะเข้ามาหาก็สแตนบายรอเธอเสมอ เลื่อนธุระอื่นออกไปก่อนเพื่อเธอคนเดียว กว่าจะรู้ตัวว่ามีนัดกับคุณปู่ก็ตอนหยิบมือถือขึ้นมาดู เห็นหน้าจอแสดงเวลาเกือบจะเที่ยงแล้ว
นัยน์มีนัดทานข้าวเที่ยงกับชยุตที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ในโรงแรมเครือชัชวาลเกียรติ์ ตอนนี้ชยุตยังไม่วางมือและบริหารเองอยู่ แต่ก็มีหลานสาวคนโตอย่างวันวิสาช่วยดูแล เธออายุห่างจากนัยน์เจ็ดปี นอกจากนั้นเขายังมีพี่สาวคนรองชื่อว่าแพรวพราว อายุห่างจากนัยน์สามปี และน้องสาวคนสุดท้องชื่อว่าโปรดปราน อายุน้อยกว่าเขาสองปี ส่วนเขาอยู่ในฐานะลูกชายคนเดียวลำดับที่สาม
ภายในร้านอาหารที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา ชยุตนั่งรออยู่ที่โต๊ะก่อนแล้ว ชายแก่ยกข้อมือขึ้นมามองดูนาฬิกาเรือนแพงอย่างจดจ่อ พอเห็นว่าผู้ที่เพิ่งจะเดินผ่านประตูกระจกเข้ามาคือหลานชายคนโปรดก็เผยรอยยิ้มกว้าง
"มาเร็วเข้า"
นอกจากนั้นที่โต๊ะยังมีใครอีกคนนั่งหันหลังอยู่ นัยน์มองเรือนผมสลวยจากทางด้านหลังรู้สึกคุ้นตาเป็นอย่างมาก กระทั่งเดินมาถึงโต๊ะแล้วสบตากับเจ้าของแผ่นหลังนี้ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างเล็กน้อย
ลลินา นี่เหรอธุระสำคัญที่เธอบอก โลกมันชักจะกลมเกินไปแล้ว
เธอเองก็ตกใจไม่แพ้กัน แต่เมื่อตั้งสติได้ก็รีบยกมือไหว้ ชยุตแนะนำให้หลานชายรู้จักกับลลินาในฐานะเด็กนักศึกษาทุนพิเศษที่เขากำลังส่งเสียอยู่ บอกว่าเธอแค่ขอเข้ามากราบขอบพระคุณ ก็เลยชวนมาร่วมโต๊ะอาหารเพราะอยากคุยอะไรต่ออีกหลายอย่าง ชยุตถามลลินาเกี่ยวกับการเรียนและอนาคตที่อยากจะเป็น ถ้าเรียนจบอยากเข้าทำงานที่ไหน รวมไปถึงเรื่องครอบครัว ซึ่งอย่างหลังลลินาเลี่ยงที่จะไม่พูดถึง
ชยุตเป็นผู้ใหญ่ที่ใจดีมาก ไม่ถือตัวและเป็นคนมีเมตตา ไม่ยึดติดว่าหากลลินาเรียนจบไปจะต้องเข้าทำงานเพื่อตอบแทนบุญคุณเท่านั้น เขาเปิดโอกาสให้เธอเลือกงานที่อยากทำ แต่หากเรียนจบแล้วยังหางานไม่ได้ ถ้าต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมก็ติดต่อมาหาเขาได้ทุกเมื่อ แค่นี้ลลินาก็รู้สึกว่าเธอได้รับโอกาสมากพอแล้ว มากจนไม่รู้ว่าชาตินี้จะตอบแทนไหวหรือเปล่า
ฝ่ายนัยน์ที่นั่งฟังการสนทนาของคนทั้งสองก็ยิ้มกริ่มตามไปด้วย ยกน้ำขึ้นจิบอย่างละเมียดละไมแต่ไม่ยอมละสายตาจากสาวสวยที่นั่งตรงข้ามกันสักนาที แต่เมื่อคุณปู่มองมาทีไรก็รีบปรับสีหน้าและแววตาให้เป็นปกติโดยเร็ว
ลลินาอยู่คุยกับชยุตอีกสักพักก็ขอตัวลา พอเธอจากไปจนลับตาแล้วชยุตก็ได้พูดขึ้น
"เมื่อวานแม่แกมาพูดเรื่องงานหมั้นของแกกับหนูพิมพ์"
"ครับ"
"ตกลงเอาไง อีกไม่นานหนูพิมพ์ก็จะเรียนจบแล้วนะ ใกล้ถึงเวลาตามสัญญาที่ผู้ใหญ่คุยกันไว้"
"ก็ให้เป็นไปตามนั้นแหละครับ"
ไม่เลย...มันจะไม่มีวันเป็นไปตามนั้น ข้อนี้นัยน์รู้ดีแก่ใจ เขาจะต้องหาวิธีล่มงานหมั้นไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ถึงไม่มีลลินาเข้ามาเขาก็จะไม่ยอมแต่งกับพิมพ์ชนกเด็ดขาด ไม่ใช่เพราะใจไขว้เขวไปทางอื่น แต่เพราะไม่เคยรักพิมพ์ชนกเลยต่างหาก ในสายตานัยน์พิมพ์ชนกเป็นผู้หญิงที่น่ารำคาญที่สุดเท่าที่เขาเคยพบเจอมา หากไม่ใช่เพราะสิเรียมผู้เป็นแม่พยายามจับคู่ให้เขา สาบานได้เลยว่าจะไม่ยอมทำความรู้จักกับพิมพ์ชนกเป็นอันขาด
ส่วนพิมพ์ชนก นัยน์ก็รู้แก่ใจดีว่าเธอไม่ได้พิศวาสเขาขนาดนั้น เธอแค่อยากได้ชื่อว่าคบหากับหนุ่มที่มีแต่สาว ๆ หมายปอง เขาเป็นเพียงแค่เครื่องประดับชิ้นหนึ่งที่ขับให้ทั้งตัวเธอดูดีขึ้นมา เน็ตไอดอลอะไรเขาไม่อยากคบ ไม่อยากแต่ง เธอไม่ใช่คนที่เขาอยากใช้ชีวิตร่วมกันจนวันตาย
เขาไม่ใช่พวกชอบตะล่อมเด็ก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลลินาถูกใจเขามาก เมื่อได้ยินเธอพูดอะไรออกมาอย่างใสซื่อไม่มีการประดิษฐ์คำหรือพูดเฉพาะสิ่งที่เขาอยากได้ยิน มันเป็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เขามีคนเอาใจเยอะแล้วและไม่อยากให้ใครเข้ามาประจบเพิ่มอีก แบบนั้นมันดูน่าหงุดหงิดจะตายไป
"บ้านลูกค้าอยู่อีกไกลมั้ยคะ"
เสียงของลลินาดังขึ้น ดึงสติให้นัยน์ออกจากภวังค์ในอดีต หันมาทางเธอวูบเดียวพร้อมกับคำถามหลายอย่างในใจ อยากถามแต่ก็ต้องเงียบไว้เพราะยังโกรธไม่หายที่ถูกทิ้ง แต่ดูเธอสิยังนั่งทำหน้าตาใสซื่อไม่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรเลย ทิ้งบาดแผลไว้ในใจคนอื่นตั้งมากมายยังทำตัวไร้เดียงสาแบบนี้อยู่อีก
"อีกไม่นาน เลี้ยวข้างหน้าครับ"
นัยน์รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนขับรถยังไงก็ไม่รู้ แม้น้ำเสียงที่ตอบกลับเมื่อครู่จะแข็งกระด้าง แต่ลลินาก็รู้สึกได้ว่าดีกว่าวันแรกที่วนกลับมาเจอกัน เขาพูดด้วยโทนเสียงที่อ่อนลง
"จะเป็นไรมั้ยคะ ถ้าฉันจะขอแวะร้านสะดวกซื้อ"
"ครับ"
ไม่กี่นาทีต่อมารถหรูก็ตีไฟเลี้ยวแวะปั๊ม ลลินารีบไปจัดการธุระส่วนตัวแล้วเดินมาที่ร้านสะดวกซื้อ เธอเดินเลือกขนมปังมาสองชิ้นพร้อมกับน้ำเปล่าสองขวด นั่นก็เพราะซื้อเผื่อเขาด้วย เขานั่งรอเธออยู่บนรถ กว่าลลินาจะกลับมาก็ใช้เวลาประมาณสิบนาที พอกลับมาถึงเห็นดวงตาคมคายปิดสนิท นัยน์อยู่ในท่าเอนหลังพิงเบาะพักสายตา ลลินานั่งประจำที่แล้วแต่เขายังอยู่ในท่าเดิม เธอจึงพยายามทำทุกอย่างให้เงียบที่สุด คิดว่าให้เขาได้พักสายตาสักห้านาทีแล้วค่อยปลุกคงไม่เป็นไร
แต่อีกฝ่ายไม่ได้งีบหลับอย่างที่เธอคิด นัยน์เรียกชื่อเล่นของเธอโดยที่ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมามอง
"นีล"
"คะ?"
"ทำไมถึง..." ทำไมถึงทิ้งเขาไป เขาอยากถามสิ่งที่ค้างคา แต่จู่ ๆ ก็กลืนคำถามคำนั้นลงคอไปทั้งอย่างนั้น "ทำไมถึงช้านัก"
"ขอโทษค่ะ ฉันนึกว่าคุณหลับ"
พอลืมตาขึ้นมาเต็มหน่วยแล้ว ชายหนุ่มก็เหยียบคันเร่งออกจากปั๊มน้ำมันมุ่งไปยังเส้นทางเบื้องหน้า จุดหมายปลายทางคือบ้านของลูกค้า สิบนาทีต่อมาทั้งคู่ก็มาถึงบ้านหลังใหญ่ ขณะนี้ฝนหยุดตกสนิทแล้ว แม่บ้านวิ่งออกมาต้อนรับดิบดี ทว่าพอถามหาเจ้าของบ้านกลับได้รับคำตอบว่าไม่อยู่
"คุณอาทิตย์จะกลับมากี่โมงครับ"
ชายหนุ่มถามอย่างสุภาพ ฝ่ายแม่บ้านก็ทำหน้าเหมือนกำลังคิดบางอย่าง
"เอ เมื่อเช้านายบอกจะไปบ้านสวนค่ะ ปกติถ้านายไปบ้านสวนก็จะค้างที่นั่นไม่กลับมาหรอก"
"บ้านสวนอยู่ไกลมั้ยครับ"
"ไม่ไกลค่ะ ออกจากนี่เลี้ยวซ้าย เจอป้ายหาเสียงแล้วเลี้ยวขวา เจอต้นมะม่วงใหญ่ ๆ แล้วเลี้ยวซ้ายอีก หลังจากนั้นจะเห็นรูปปั้นเจ้าพ่อหมีดำ"
"แล้วก็เจอบ้านสวนใช่มั้ยครับ"
"แล้วก็เลี้ยวขวา จากนั้นก็เลี้ยวซ้ายอีกค่ะ ซ้ายขวาซ้าย ซ้ายขวาซ้าย ซ้ายขวาซ้าย ซ้ายขวาซ้าย จะเห็นป้ายที่เขียนว่าบ้านสวนอาทิตย์ นั่นล่ะค่ะถึงเลย"
เยอะจัด...นี่ทางไปบ้านสวนหรือทางไปสวรรค์
ฟังป้าแม่บ้านบรรยายเส้นทางไปบ้านสวนแล้วหัวจะปวดเอา เขาจึงหยิบมือถือออกมาแล้วถามต่อ "พอจะปักหมุดให้ได้ไหมครับ"
"โอ้ย ป้าทำไม่เป็นหรอกค่ะ"
แล้วป้าแม่บ้านก็ฉีกยิ้มกว้างก่อนจะเลื่อนประตูเหล็กปิด นัยน์หันกลับมาหาลลินาด้วยใบหน้าสุดแสนจะเซ็ง เขาฟังเส้นทางที่ป้าแม่บ้านบอกไม่ทัน อีกอย่างก็ไม่ได้ชินเส้นทางแถวนี้ด้วย หากจะใช้จีพีเอสค้นหาก็ไม่รู้ว่าจะค้นหาว่าอย่างไร บ้านสวนที่ป้าแม่บ้านบอกคงหมายถึงกระท่อมเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในสวน ทำไว้สำหรับเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนวัยใกล้เกษียณ ไม่ได้มีทะเบียนราษฎร์ที่อยู่ชัดเจนให้สืบค้น
"ไปกันเถอะค่ะ"
ลลินาพูดน้ำเสียงสดใสเช่นเคย พร้อมกับชูมือถือขึ้นต่อหน้าเขา
"ฉันบันทึกเสียงป้าแม่บ้านไว้แล้ว คิดแล้วว่าคุณต้องฟังไม่ทันแน่เลย จังหวะซ้ายขวาซ้ายนี่เกือบจะเต้นใส่แล้วนะคะ"
"หึ"
เสียงหัวเราะเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากหนาอย่างลืมตัว แต่พอคิดว่าไม่น่าหลวมตัวขำมุกฝืด ๆ ของเธอ นัยน์ก็รีบดึงหน้ากลับมาตึงดังเดิม
ถ้าจะตึงขนาดนี้ก็ไม่น่าพาเธอออกมาตั้งแต่แรก ลลินายกยิ้มมุมปากพร้อมใช้นิ้วชี้เขี่ยข้างขมับ ทำปากยื่นเหมือนกำลังอยากบ่นอะไรบางอย่าง ก่อนจะหมุนตัวกลับไปนั่งตำแหน่งข้างคนขับ ตลอดทางก็เปิดเสียงที่บันทึกไว้ให้นัยน์ฟังไปด้วย จนกระทั่งมาถึงโค้งสุดท้าย ทางเบื้องหน้าเป็นทางลูกรังดินแดง ทั้งสองหันมาสบตากันครู่หนึ่ง เมื่อไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรนัยน์ก็ตัดสินใจขับต่อไป ถนนลูกรังทั้งเละและลื่น ต้องใช้ความพยายามบังคับพวงมาลัยให้ดีที่สุด กลัวเหลือเกินว่าจะติดหล่มก่อนจะถึงบ้านลูกค้า
ณ บ้านไม้หลังเล็กท่ามกลางสวนทุเรียนที่เพิ่งปลูกใหม่ได้ไม่นาน นอกจากทุเรียนยังมีผลไม้อีกหลายชนิด นัยน์ไม่คิดว่านักธุรกิจผู้มั่งคั่งอย่างอาทิตย์จะหลบมาใช้ชีวิตเรียบง่ายในสถานที่แห่งนี้ แต่ความสบายใจของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน เขาเองก็เคยคิดเล่น ๆ ว่าหากแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ระหว่างอยู่ในวัยทำงานก็จะทุ่มเทกับงานเต็มที่ก่อน ทำเพื่อลูก ๆ และภรรยา พอถึงวัยเกษียณก็อาจจะวางแผนชีวิตไม่ต่างจากอาทิตย์เท่าไร อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายโดยมีภรรยาที่รักข้างกาย อยู่กับธรรมชาติได้ฟังเสียงนกเสียงกาไปวัน ๆ คงสบายใจดี
อนาคตเคยวาดฝันเอาไว้มากมาย โดยมีภาพจำของลลินาเป็นส่วนร่วมในความฝันครั้งนั้น แต่ก็น่าเสียดายที่มันต้องมาพังทลายลง…