บทสวาทเมื่อคืนจบลงในช่วงเวลาตีสาม ทำเอาแก้วลดาไร้เรี่ยวแรงทีเดียวกว่าหญิงสาวจะตื่นก็เป็นเวลาบ่ายของอีกวัน ทันทีที่ลืมตาขึ้นกลับพบใบหน้าคมคายซุกทรวงอกอวบอั๋นและแขนกำยำโอบกระชับเอวคอดแน่นราวกับกลัวเธอจะหาย
ดวงตากลมโตมองสำรวจหน้าคมคาย คิ้วเข้มดกดำ จมูกโด่งคมสัน ริมฝีปากหยักได้รูปและที่ทำให้เธอใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะก็ตรงบทรักสุดเร่าร้อน ยอมรับได้เลยตอนแรกเจ็บแต่ช่วงหลังกลับชอบก็เขาเอวดีเหลือเกิน
“แกคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ยแก้ว” มือเล็กยกขึ้นมาประคองหน้าจิ้มลิ้มพลางส่ายไปมา ส่งผลให้คนกำลังหลับใหลสะดุ้งตื่น ค่อย ๆ ปรือตาขึ้นทีละนิด
“ตื่นแล้วเหรอ กี่โมงแล้วล่ะ” เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
“ขอตัวก่อนนะคะ” แก้วลดาไม่ตอบคำถามคนตัวโตเนื่องจากยังคงอับอายกับฉากรักเมื่อคืน เธอรีบตวัดผ้าห่มออกจากเรือนร่าง เท้าเล็กแตะลงสู่พื้นหมายจะหยิบเสื้อผ้าบนพื้นขึ้นมาสวมใส่ แต่ไม่ทันจะลุกขึ้นยืนก็ล้มลงกองกับพื้นเสียก่อน
“โอ๊ย”
“เป็นอะไรไหม” อนาวิลรีบลงจากเตียงไปดูคนตัวเล็ก
“ไม่เป็นไรค่ะ” ส่ายหน้าไปมา เธอไม่กล้าบอกเขาว่าเจ็บตรงนั้น
“จะไปไหน”
“แก้วจะไปอาบน้ำ จะได้รีบกลับบ้าน”
“อืม” ตอบรับในลำคอสั้น ๆ ก่อนอนาวิลจะช้อนร่างอรชรเข้าสู่อ้อมแขน
“ท่านประธานคะ คือแก้ว…” เธอพูดเพียงเท่านั้นก็ต้องเงียบลง เนื่องจากสายตาคมจ้องเขม็งอย่างไม่พึงพอใจ เขาไม่ชอบให้ใครขัดใจ
“ถ้าไม่อยากให้ฉันเสียเวลามากกว่านี้ก็เงียบซะ”
“ค่ะ” ตอบเสียงแผ่วเบา ลมหายใจอุ่น ๆ ของเขาเป่ารดต้นคอขาวเนียนทำให้ใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ยิ่งนึกถึงบทรักเมื่อคืนหน้าเริ่มร้อนผ่าวขึ้นทันใด
“เป็นอะไร” อนาวิลสังเกตใบหน้างดงามแดงระเรื่อ
“เปล่าค่ะ”
“รีบอาบน้ำ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย” เขาวางคนตัวเล็กในอ้อมแขนลงทันทีที่ถึงห้องน้ำ
แก้วลดาใช้เวลาชำระร่างกายประมาณยี่สิบนาทีก็เรียบร้อย จากนั้นย่างกรายไปหาคนตัวโตที่นั่งปลายเตียงในสภาพสวมใส่ชุดคลุมอาบน้ำ
“เสร็จแล้วเหรอ” เงยหน้ามองคนตัวเล็ก
“แก้วขอตัวกลับก่อนนะคะ” เธอไม่ตอบคำถามเขาแต่เลือกเอ่ยจุดประสงค์ของตนเอง
“นั่งลงก่อนสิ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
นัยน์ตาคู่สวยปรายตามองพื้นที่ว่างข้างเขาก่อนเอ่ยตอบ
“ไม่เป็นไรค่ะ แก้วยืนได้”
“อืม ตามใจ” อนาวิลไม่ได้ซักไซ้มากมาย เขาเด้งตัวลุกขึ้นไปหยิบโทรศัพท์ที่โต๊ะข้างหัวเตียงก่อนเดินมาหาเธออีกครั้ง “ฉันขอเลขบัญชีด้วย”
“เอาทำไมคะ” คิ้วโก่งสวยเลิกขึ้น
“เรื่องเมื่อคืน”
แก้วลดารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ คำพูดของเขาไม่ต่างกับมีดเล่มคมปักกลางหัวใจ
“ท่านประธานจะคุยกับแก้วแค่นี้เองใช่ไหมคะ” ไม่อยากจะพูดกับเขาไปมากกว่านี้ เพราะรู้สึกเหมือนโดนด้อยค่ายังไงไม่รู้ ถึงเงินจะเป็นส่วนสำคัญของชีวิตแต่ก็ไม่ได้อยากได้มาด้วยวิธีแบบนี้ มันไม่ต่างกับการขายเรือนร่างให้กับคนรวย
“เธออยากได้เงินเท่าไรก็บอกมา ฉันยินดีจ่ายไม่อั้นถือว่าชดใช้ในสิ่งที่เธอสูญเสีย” อนาวิลคิดว่าแก้วลดาต้องการเป็นฝ่ายเรียกค่าตัวจึงไม่ได้ขัดข้อง ยอมให้เธอเสนอมาโดยดี
“ช่างมันเถอะค่ะ เมื่อคืนก็แค่ความผิดพลาด ท่านประธานก็คงไม่ได้อยากให้เกิดขึ้นใช่ไหมคะ” ถ้าเธอไม่เมาจนเดินเข้าห้องผิด คนที่อยู่ในห้องนี้กับเขาคงเป็นซอนย่า
“เอาเลขบัญชีมาเถอะ ฉันไม่อยากเอาเปรียบเธอ”
“แก้วขอตัวก่อนนะคะ” เอ่ยตัดบท มือเรียวคว้าเสื้อผ้าบนพื้นขึ้นมา แล้วตรงไปห้องน้ำก่อนจะรีบเปลี่ยนและออกไปจากห้องทันใด ไม่แม้เหลียวมองคนตัวโตสักนิด
เท้าเรียวก้าวลงจากแท็กซี่ พ่นลมหายใจเฮือกหนึ่งพลางทอดสายตามองบ้านขนาดกะทัดรัดเบื้องหน้า เธออาศัยอยู่กับครอบครัวของลุง พ่อแม่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุตั้งแต่เธออายุสิบขวบ
เมื่อก่อนเคยอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยความสุข ทว่าตั้งแต่ลุงเสียชีวิตเมื่อสามปีก่อน ภาระในบ้านทุกอย่างตกเป็นหน้าที่ของเธอ เธอต้องทำงานหนักตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อเลี้ยงดูป้าและลูกสาวของป้า
“กลับมาแล้วเหรอนังแก้ว”
แก้วลดากำลังจะก้าวเท้าขึ้นบันไดบ้านต้องหยุดชะงัก หันหลังกลับไปมองลูกพี่ลูกน้องของตัวเองที่มีอายุมากกว่าเธอสองปี แต่ชอบหาเรื่องกันไม่เว้นวัน ไม่รู้จะจงเกลียดจงชังอะไรนักหนา
“พี่นิดามีอะไรกับแก้วหรือเปล่าคะ”
“ทำไมแกเพิ่งกลับมาป่านนี้ เมื่อคืนบอกว่าจะไปงานเลี้ยงบริษัทไม่ใช่เหรอ” ภานิดามองแก้วลดาอย่างจับผิด
“เมื่อคืนแก้วเมานิดหน่อยเลยไปค้างบ้านเพื่อน”
“แกไปค้างบ้านเพื่อนจริงเหรอนางแก้ว แล้วรอยแดงที่คอแกล่ะ”
“แก้วขอตัวก่อนนะคะ” แก้วลดาดึงผมมาปิดตรงรอยแดง จากนั้นหันหลังเพื่อจะขึ้นไปบนห้องแต่ถูกภานิดากระชากผมอย่างแรงจนแทบหงายหลัง
“เจ็บนะพี่นิดา ปล่อยแก้ว” มือเรียวพยายามจะแกะมือภานิดาออกจากศีรษะ
“แกนี้มันสำส่อนจริง ๆ”
“เอะอะเสียงดังอะไรกัน” ภาสินีมารดาของภานิดาเดินมาหยุดข้างบุตรสาว
“แม่ก็ดูนังแก้วสิ มันไปนอนกับใครไม่รู้กลับมาคอแดงเชียว”
“ไหนอีแก้ว” ภาสินีจับไหล่มนของแก้วลดาพร้อมมองดูบริเวณคอระหงตามคำบอกของลูกสาว
“อีแก้ว!! นี่แกไปเอากับใครมาสภาพถึงเป็นอย่างนี้ งามหน้าไหมล่ะ”
“แก้วจะไปนอนกับใคร มันก็เรื่องของแก้วเกี่ยวอะไรกับป้าด้วยล่ะ” เธอทนให้กับสองแม่ลูกนี้มากพอแล้ว คราวนี้ขอตอบโต้บ้างเถอะ พวกเขาจะได้รู้สักทีเธอไม่ใช่ที่รองมือรองตีนให้ใครมาทำร้าย
“อีแก้ว มึงกล้าเถียงกูเหรอ” ภาสินีง้างมือจะฟาดหน้าหวาน แต่ต้องหยุดชะงักเพราะเสียงของใครคนหนึ่ง
“หยุดนะ! แม่จะทำอะไรแก้ว” เมธัสเดินไปหยุดตรงหน้าภาสินีเพื่อบังร่างของแก้วลดา
“พี่เมฆมานี้เลย” ภานิดาดึงแขนแกร่งของสามีมายืนข้างตนเอง
“นี่มันเรื่องอะไร” เมธัสมองหน้าภานิดาสลับมองแก้วลดา
“จะอะไรอีกล่ะ ก็นังแก้วนะสิไปนอนกับใครไม่รู้ ดูคอมันสิ” ภานิดาชี้ไปยังลำคอขาวเนียนของญาติผู้น้อง
“จริงเหรอแก้ว” เมธัสถามเสียงอ่อน มองอดีตแฟนด้วยความเป็นห่วง
“ไม่ใช่เรื่องของคุณ” กล่าวจบ แก้วลดาวิ่งขึ้นบันไดบ้านอย่างไว ไม่สนใจว่าใครจะพูดอะไรบ้าง เมธัสกำลังจะวิ่งตามหลังแก้วลดาขึ้นบันไดไปแต่ถูกภานิดารั้งไว้
“พี่เมฆไปไหนจะตามมันไปเหรอ”
“พี่ก็จะขึ้นไปดูแก้วไง”
“ฉันไม่ให้พี่ไปดูมันหรอก อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ว่าพี่ยังอาลัยอาวรณ์แฟนเก่าของพี่อีก”
“โธ่เว้ย!! น่ารำคาญจริง” เมธัสแกะมือของภานิดาออกจากแขนแกร่งแล้วเดินจากไป นี่เขาคิดถูกหรือคิดผิดกันแน่ที่ทิ้งแก้วลดาแล้วแต่งงานกับภานิดาผู้หญิงคนนี้ไม่มีอะไรดีเลย
หลังจากแก้วลดาเข้ามาในห้องนอนรีบล็อกประตูทันใด เท้าเล็กก้าวไปล้มตัวนอนบนเตียงขนาดกะทัดรัด เธออยากออกจากบ้านหลังนี้เหลือเกินแต่ติดตรงที่ว่าก่อนลุงเสียชีวิตได้ฝากฝังให้ดูแลภาสินีและภานิดา เธอจึงไปไหนไม่ได้เพราะไม่อยากผิดคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับลุงผู้ล่วงลับ
“พ่อแม่ แก้วจะทำยังไงดี” ดวงตากลมโตแหงนหน้ามองเพดานห้องสีขาวล้วน ก่อนจะนึกถึงใบหน้าของเมธัสอดีตคนรัก แววตาที่เขามองเธอเมื่อสักครู่เต็มไปด้วยความห่วงใย เธอและเขาคบกันตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัยปีสาม ซึ่งเขามีอายุมากกว่าเธอหลายปี
ความสัมพันธ์คนทั้งคู่เริ่มต้นมาจากตอนเธอทำงานพาร์ทไทม์ในร้านหนังสือ ซึ่งเขาเป็นลูกค้าประจำ เธอตกหลุมรักเขาเพราะเห็นเป็นคนดี ชอบเรียนรู้และรักเดียวใจเดียว
ตลอดเวลาที่คบกันเขาให้เกียรติเธอเสมอไม่เคยล่วงเกินเลย เขาเคยสัญญาจะแต่งงานกับเธอหลังจากเรียนจบ แต่ความฝันของเธอดันพังทลายลงเมื่อเขาขอเลิกและไปแต่งงานกับภานิดาแทน
ถึงจะเสียใจแต่ก็ทำใจได้แล้ว และไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมกับเมธัสเพราะเจ็บและจำ
“น้องแก้วคะ รบกวนนำแฟ้มเอกสารอันนี้ไปให้ท่านประธานเซ็นหน่อยค่ะ แล้วรับกลับมาเลยนะพี่ต้องการใช้ด่วน” มณีนุชหัวหน้าแผนกการตลาดยื่นเอกสารแก่แก้วลดา
“ได้ค่ะพี่มณี” ส่งยิ้มหวานแก่หัวหน้า
“ฝากด้วยนะ” ตบบนไหล่มนแผ่วเบาก่อนเดินจากไป
แก้วลดานำแฟ้มเอกสารมาแนบอกพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วตรงไปยังชั้นผู้บริหาร แต่เมื่อมาถึงกลับไม่พบกับซอนย่าเลขาของอนาวิล
“เฮ้อ เอาไงดีทีนี้” พ่นลมหายใจเฮือกหนึ่ง
นับจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นซึ่งผ่านมาแล้วเกือบสองเดือน ระหว่างเธอและอนาวิลทุกอย่างกลับมาสู่สถานะเดิม เขาเป็นเจ้านาย ส่วนเธอก็เป็นแค่ลูกน้อง ทุกครั้งบังเอิญเจอหน้ากันไม่มีการพูดถึงคืนนั้นอีกเลย
“เอาเถอะแก้ว แกทำได้อยู่แล้ว” รวบรวมความกล้าก่อนเอื้อมมือเคาะประตูห้อง รอเพียงไม่นานเจ้าของห้องก็ตอบกลับมา
“ขออนุญาตคะท่านประธาน”
เสียงหวานคุ้นหู ส่งผลให้คนกำลังวุ่นวายกับกองเอกสารถึงกับเงยหน้าขึ้นมอง
“มีอะไร” เอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่าในใจกลับเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ เพราะตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมาเขาแทบไม่มีอะไรกับใครเลย เนื่องจากติดใจในเรือนร่างของคนตรงหน้า
“แก้วนำเอกสารจากแผนกการตลาดมาให้ท่านประธานเซ็นค่ะ”
“วางลงสิ”
“ค่ะ” แก้วลดาวางแฟ้มตรงหน้าชายหนุ่มและไม่ยอมออกไปทันใดเพราะต้องนำกลับไปด้วย ซึ่งทำให้อนาวิลมองเธออย่างฉงน
“มีอะไรอีก”
“รบกวนท่านประธานเซ็นเลยได้ไหมคะ คือแก้วต้องนำกลับไปด้วย” บอกอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เขาในตอนนี้ช่างแตกต่างกับคืนนั้นอย่างสิ้นเชิง คืนนั้นเขาอ้อนเธอหนักมากหนำซ้ำยังเซ็กซี่อีกต่างหากทำเธออ่อนระทวยไปหมด แค่น้ำเสียงทุ้มกระซิบข้างหูพร้อมลมอุ่นเป่ารดต้นคอ ใจก็เต้นแรงแทบปะทุออกนอกอก
“แก้วลดา แก้วลดา”
“คะ”
“เป็นอะไร ฉันเรียกเธอหลายครั้งแล้ว”
“ปะ เปล่าค่ะ”
“นี่แฟ้มของเธอ ฉันเซ็นให้แล้ว” เขายื่นแฟ้มแก่คนตรงหน้า
“ขอบคุณนะคะ” เธอรับมากอดแนบอกพร้อมส่งยิ้มหวานแก่เจ้านายหนุ่ม รอยยิ้มหวานกลับทำให้คนอีกฝ่ายหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
“แค่นี้เองใช่ไหม” ไม่ใช่อะไรหรอกที่รีบไล่เธอออกจากห้อง เพราะอยากกลบเกลื่อนความรู้สึกในใจ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันทำไมต้องหวั่นไหวกับผู้หญิงคนนี้
“ค่ะ”
อนาวิลมองตามแผ่นหลังเล็กจนลับหาย ทั้งที่มีคนมากมายเข้ามาในชีวิตกลับไม่เคยมีใครทำให้หวั่นไหวเท่านี้มาก่อน หากจะบอกว่าเพราะเขาได้เป็นคนแรกของเธอก็ไม่น่าจะใช่
“ช่างมันเถอะ” สลัดความคิดในศีรษะทิ้ง แล้วจัดการเอกสารตรงหน้าต่อ
ตลอดเวลาการทำงาน แก้วลดามักจะว้าวุ่นเพราะคิดถึงใบหน้าคมคายของเจ้านายหนุ่ม จนแทบไม่เป็นอันทำการทำงาน แค่ได้เจอเขาเพียงลำพังอีกครั้ง ฉากรักคืนนั้นก็วนเข้ามาในสมองอีกหนเป็นฉาก ๆ ราวกับหนังม้วนหนึ่ง
“น้องแก้วคะ เลิกงานแล้วกลับกันเถอะ” มณีนุชตบบ่าลูกน้องสาวแผ่วเบาก่อนจากไป
“แก้ววันนี้เงินเดือนออกแล้วไปกินปิ้งย่างกันไหม” ขวัญดาวเพื่อนในแผนกเอ่ยขึ้น
“ขอตัวละกัน วันนี้แก้วไม่ค่อยสะดวก”
“ไม่เป็นไร งั้นขวัญไปก่อนนะ พอดีคนอื่นรออยู่”
“อืม” ใจหนึ่งอยากไปนั่นแหละ แต่ติดตรงเงินเดือนเด็กจบใหม่น้อยกอปรกับมีภาระมากมาย จึงไม่อยากใช้เงินฟุ่มเฟือย
แก้วลดากลับมาถึงบ้านในช่วงเวลาหกโมงครึ่ง ไม่ทันจะก้าวเท้าขึ้นบันไดบ้านเสียงของป้าก็ดังขึ้น
“กลับมาแล้วเหรออีแก้วไหนเงินล่ะ เงินเดือนออกแล้วไม่ใช่เหรอ” ภาสินีแบมือขอเงินจากหลานสาวของสามี
“นี่คะ” แก้วลดาหยิบซองสีขาวในกระเป๋าสะพายยื่นแก่ผู้เป็นป้า
“แค่นี้เองเหรออีแก้ว ห้าพันมันจะพออะไร” ภาสินีมองเงินในซองก่อนโวยวายใส่คนตรงหน้า
“เงินเดือนแก้วแค่สองหมื่นเอง แก้วต้องจ่ายค่าผ่อนบ้านอีก ไหนจะค่าน้ำค่าไฟอีกต่างหาก แก้วให้ป้าห้าพันก็เยอะแล้ว ป้าเลิกเล่นการพนันเถอะจะได้มีเงินเก็บ”
เพียะ! ภาสินียกมือฟาดหน้างดงามอย่างจัง
“มึงมีสิทธิ์อะไรมาว่ากูอีแก้ว กูเลี้ยงมึงมาตั้งแต่พ่อแม่มึงตาย จำใส่สมองโง่ ๆ ของมึงไว้ด้วย กูคือผู้มีพระคุณของมึง อย่าเสือกมาว่ากู” ภาสินีเอานิ้วจี้หัวของแก้วลดาอย่างโมโห
“แก้วเหนื่อยที่จะต้องทนกับป้าแล้วนะคะ”
“ทำไมมึงจะทำอะไรกู” ภาสินีพูดอย่างท้าทาย
“แก้วไม่ทำอะไรป้าหรอกค่ะ แก้วแค่จะบอกว่าแก้วทนไม่ไหวอีกแล้ว แก้วจะไปจากที่นี่” แก้วลดาบอกอย่างที่ใจรู้สึก
“เออ มึงจะไปไหนก็ไป แต่ก่อนไปมึงเอาเงินค่าที่กูเลี้ยงดูมึงมาก่อน”
แก้วลดาสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ก่อนหยิบเงินในกระเป๋าที่ตั้งใจจะนำมาจ่ายค่าผ่อนบ้านยื่นแก่หญิงวัยกลางคน
“ก็แค่นี้” ภาสินีมองเงินในมือจำนวนหนึ่งพร้อมยิ้มกรุ้มกริ่ม
“รีบขึ้นไปเก็บของมึงสิ แล้วไสหัวออกจากบ้านกู” นับจากนี้เธอไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินของแก้วลดา เพราะเธอมีลูกเขยอย่างเมธัส
“ไม่ต้องไล่ค่ะ แก้วไปอยู่แล้ว” พูดจบ แก้วลดาหมุนตัวก้าวขึ้นบันได เพื่อเก็บสัมภาระ
หญิงสาวใช้เวลาไม่นานในการเก็บเสื้อผ้าก็เรียบร้อย ระหว่างกำลังยกกระเป๋าลงจากบันไดบังเอิญสวนทางกับเมธัสและภานิดา
“แก้วจะไปไหน” เมธัสคว้าท่อนแขนเรียว
“ไม่เกี่ยวกับคุณ” มือเรียวปัดแขนกำยำออกห่าง จากนั้นรีบก้าวลงบันไดแต่เมธัสยังคงวิ่งตามไม่เลิก
“เดี๋ยวก่อนสิแก้ว นี่แก้วจะไปไหน” เขาคว้าท่อนแขนเล็กอีกครั้ง
“พี่เมฆอย่าไปจับมัน” ภานิดาคว้าแขนแกร่งของสามีมากอด
“อย่ามายุ่งกับฉัน” แก้วลดาเอ่ยเสียงเย็น
“นังแก้วนั่นแกจะไปไหน” คราวนี้ภานิดาเป็นฝ่ายถามขึ้น เนื่องจากเพิ่งกลับมาจากทานอาหารนอกบ้านกับเมธัสเลยไม่รู้เรื่อง
“แม่ไล่มันออกไปเองแหละ เกลียดขี้หน้า” เสียงของภาสินีแทรกขึ้น
“ขอตัวก่อน” เธอไม่มีอะไรจะพูดกับคนในครอบครัวนี้อีกต่อไป นับจากนี้ถือว่าขาดกัน เมธัสจะวิ่งตามหลังแก้วลดาแต่ถูกภานิดารั้งไว้พร้อมพาขึ้นห้อง
วันนี้อนาวิลเคลียร์งานเสร็จเกือบสามทุ่ม ระหว่างทางกลับคอนโดเขาเห็นร่างคุ้นเคยของใครคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงป้ายรถเมล ไม่รอช้าจะหักพวงมาลัยรถไปอีกฝั่งก่อนแล่นรถไปจอด
“แก้วลดา”
“ท่านประธาน” แก้วลดาเงยหน้ามองคนตรงหน้าอย่างคาดไม่ถึง ไม่นึกเลยเวลานี้จะเจอคนรู้จัก
หลังจากออกจากบ้านของภาสินี เธอไม่รู้จะไปไหน ครั้นจะไปเปิดห้องเพื่อเช่าอยู่รายวันก็มีเงินแค่หนึ่งพันบาท เธอต้องเก็บไว้ใช้วันอื่น ๆ สุดท้ายไม่มีทางไปต้องมานั่งที่ป้ายรถเมล
“มานั่งทำอะไรตรงนี้” เอ่ยถามด้วยความห่วงใย ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว
“เอ่อ แก้ว...” พูดตะกุกตะกัก
“อย่าบอกนะว่าโดนไล่ออกจากบ้าน” เขามองดูกระเป๋าข้างลำตัวแก้วลดาก่อนช้อนตามองหน้าหวาน
“หน้าเธอเป็นอะไร โดนตบด้วยเหรอ” เขาเพิ่งสังเกตเห็นตรงแก้มนวลมีรอยแดง
“คือ แก้ว...”
“พูดมาสิแก้วลดา” เขย่าไหล่บอบบางทั้งสองข้างไปมา ส่งผลให้คนตัวเล็กเวียนศีรษะจนอยากอาเจียน
“ท่านประธาน แก้วเวียนหัว” มือเล็กดันอกแกร่งออกห่างก่อนวิ่งไปอาเจียน
“เธอท้องเหรอ”
“ฮะ!!” แก้วลดาหันไปมองหน้าคมคายอย่างฉงน
“ก็เธออาเจียน”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรคะ” เธอแค่โดนเขาเขย่าจนเวียนหัวแล้วอยากอาเจียนขึ้นมาเท่านั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับท้องสักหน่อย คราวก่อนตอนมีอะไรกับเขา เธอกินยาคุมฉุกเฉินทันและประจำเดือนเพิ่งหมดสองสามวันก่อน
“คืนนั้นฉันไม่ได้ป้องกัน เมื่อกี้เธอเพิ่งจะอาเจียน ถ้าให้ฉันเดานี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอโดนไล่ออกจากบ้าน” สรุปเองอย่างเสร็จสรรพ
“คือ...”
“เธอไม่ต้องกลัว ฉันไม่ไล่เธอไปทำแท้งหรอก ลูกทั้งคน”
“แต่แก้วไม่ได้...” กล่าวเพียงเท่านั้นก็ต้องเงียบลง เนื่องจากมีความคิดหนึ่งแวบเข้าในสมอง เธอจะยอมไหลไปตามน้ำก่อนแล้วค่อยอธิบายกับเขาทีหลัง ตอนนี้ขอเอาตัวรอดก่อน
“เธอท้องใช่ไหม” ถามย้ำอีกครั้งเพราะคนตัวเล็กเอาแต่เงียบ
“ค่ะแก้วท้อง”
“งั้นขึ้นรถ เรามีเรื่องต้องคุย” ไม่พูดเปล่าคว้ากระเป๋าพร้อมจูงมือแก้วลดาไปยังรถคันหรู