บทที่ 1 : สวมร่างคืนชีพ
ณ เมืองฝู แคว้นเยี่ยน
ด้านหลังอารามเต๋าแห่งหนึ่ง นักพรตเฒ่านั่งยอง ๆ ยกฝ่ามือขึ้นลูบปิดเปลือกตาของเด็กน้อยวัยสามขวบ ผู้ซึ่งถูกสัตว์ร้ายคร่าชีวิตไป นางเดินเล่นอยู่หลังอารามเหมือนเช่นทุกวัน งูพิษร้ายผ่านมาฉกเข้าที่ขาจนสิ้นใจตาย
“อนิจจาวาสนาเด็กน้อยได้ดับสิ้นลงแล้ว จี้คงเตรียมพิธีสวดส่งวิญญาณให้นางเถอะ”
นักพรตเฒ่าสั่งการลูกศิษย์ตัวน้อย หันหลังหมายจะเดินกลับไปยังที่พักของตน
“ขอรับท่านอาจารย์” จี้คงขานรับคำสั่ง หันไปเตรียมสิ่งของสำหรับทำพิธีสวดส่งวิญญาณผู้ตาย
ทว่าผ่านไปเพียงอึดใจเดียว
“อ๊ากกก ! มีผี !” เสียงกรีดร้องดังลั่น ร่างเล็ก ๆ ของเขาวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังผู้เป็นอาจารย์
“จี้คงมีอะไร”
“นะนางลืมตาขอรับท่านอาจารย์” เด็กน้อยชี้นิ้วสั่น ๆ ไปที่ศพบนพื้น
“ว่าอย่างไรนะ” นักพรตเฒ่ารีบตรงไปคุกเข่าอยู่ด้านข้างศพ เห็นเปลือกตาของนางขยับไปมา ก่อนจะปรือลืมขึ้นอย่างลำบากยากเย็น
“นี่มัน...เป็นไปไม่ได้”
รีบคว้าข้อมือของเด็กน้อยมาจับชีพจรดู ดวงตาของนักพรตเฒ่ามืดมนลงในทันที แตะนิ้วทำนายชะตา นี่มันคือการสลับร่างเปลี่ยนวิญญาณ ดึงตัวลูกศิษย์ถอยหลังไปสามก้าว
“ผีร้ายตนไหนกล้ามาสวมร่างคนตาย จงออกไปเสีย !”
ผีร้ายที่ว่ากำลังมึนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า จำได้ว่าเธอกำลังขับรถกลับบ้าน ใช่แล้ว เกิดอุบัติเหตุขึ้น มีรถบรรทุกเสียหลัก พุ่งมาชนรถของเธอ จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบไป
ท่าทางเหม่อลอยไร้สติของนางทำนักพรตเฒ่าหวาดระแวงในทันที เตรียมหยิบยันต์ป้องกันภูตผีออกมา
ขณะที่เด็กน้อยยกฝ่ามือของตัวเองขึ้นเพ่งมองอย่างประหลาดใจ ดวงตาคู่กลมน้อยกลอกกลิ้งไปมาอย่างสับสน
นิ้วมือสั้น ๆ นี่มันอะไร ขยับปลายเท้าเข้าหากัน ขาก็สั้น พลิกฝ่ามือตัวเองไปมา สีหน้าคล้ายคนอยากร้องไห้ นี่มันโลกถล่มใส่หัวของเธอหรืออย่างไรกัน
เปรี๊ยะ ! ยันต์ขับไล่ภูตผีถูกปาใส่นางสุดแรง ก่อนที่มันจะปลิวร่อนลงไปกองอยู่บนพื้น ยันต์ไม่เกิดการเผาไหม้ ผีร้ายยังคงอยู่ในร่างกายของเด็กน้อย
“เจ้า ๆ ๆ ออกไปจากร่างของนางเดี๋ยวนี้ !” นักพรตเฒ่าชี้นิ้วพร้อมดึงยันต์สายฟ้าฟาดออกมาอีกแผ่น นี่นับเป็นยันต์ที่ทรงพลังที่สุดของเขาแล้ว รีบปาใส่เด็กน้อยสุดแรง เปรี๊ยะ ! ทว่าไร้ผลอยู่ดี...
ตาเฒ่านี่เล่นตลกอะไรกัน...
กองถ่ายหนังรึ ?
ไม่เห็นมีคนอื่นเลย ตรงนี้มีแค่นักแสดงนักพรตกับลูกศิษย์
เด็กน้อยขยับลุกขึ้นยืน โอ้ นี่เธออายุเท่าไหร่กันแน่ สูงได้ไม่ถึงเอวของตาเฒ่าคนนี้เลย
ทันใดนั้นเด็กน้อยรู้สึกปวดศีรษะจนแทบระเบิด พร้อมเรื่องราวมากมายไหลผ่านเข้ามาในความทรงจำ เป็นชีวิตที่ผ่านมาสามปีของเจ้าของร่างเดิม ที่แท้นางก็คือก้อนเนื้อไร้ค่าที่มารดาไม่ต้องการ กระทั่งชื่อยังถูกเรียกขานว่าหยางท่ง ไร้แซ่จากตระกูลบุพการีทั้งสอง
เป็นเพราะบิดาทำร้ายจิตใจและร่างกายของมารดาจนตั้งครรภ์ จากนั้นบิดาเกิดคลุ้มคลั่งเสียสติ ถูกท่านตาของนางสังหารด้วยมือของเขาเอง เป็นความปรารถนาที่บิดเบี้ยวของบุรุษวิปลาสผู้หนึ่ง เด็กที่เกิดมาจึงไม่มีผู้ใดต้องการ ถึงขั้นส่งไปทิ้งไว้ที่หน้าประตูวัดเต๋าแห่งนี้
เจ้าอาวาสให้แม่ม่ายขาเป๋คนหนึ่ง เลี้ยงดูนางที่กระท่อมร้างด้านหลังของวัด แต่พอนางอายุได้สามขวบแม่ม่ายขาเป๋ได้พบเจอญาติจากแดนไกล ตัดสินใจเดินทางกลับบ้านเดิมไปกับพวกเขา แน่นอนว่าไม่มีใครอยากนำตัวภาระ อย่างเด็กน้อยหยางท่งไปด้วย นางจึงถูกทอดทิ้งเอาไว้ที่นี่ กระทั่งถูกงูพิษร้ายกัดจนสิ้นใจตาย
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เรื่องราวที่ผ่านดวงตาของเด็กน้อยตั้งแต่เกิดจนถึงตาย กลับชัดแจ้งอยู่ในความทรงจำของหลินลู่ฉีด้วย เป็นเรื่องราวที่แปลกประหลาดเสียจริง ทารกที่ไหนจะมีความทรงจำเช่นนี้ได้ แต่พอนึกว่าตัวเองได้สวมร่างผู้อื่นอยู่ คงไม่มีเรื่องไหนแปลกประหลาดไปกว่านี้แล้ว
เหตุการณ์ก่อนหน้านี้
ณ ยมโลก
ยมทูตหน้าใหม่กำลังร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าหัวหน้าของตน เนื่องจากได้ดึงวิญญาณมาผิดดวง ซ้ำยังเป็นดวงวิญญาณที่เป็นดาวมงคล ก่อให้เกิดการผันผวน ในกระบวนการเวียนว่ายตายเกิดของโลกวิญญาณ
“หัวหน้าทำเช่นไรดี ๆ ฮือ ๆ”
“หยุดร้องไห้เสียที ! หากเป็นดวงวิญญาณทั่วไป มีหรือจะจัดการไม่ได้ แต่นี่นางมีปราณมงคลเด่นชัด ดวงวิญญาณเช่นนี้ไม่อาจจมสู่ยมโลกในช่วงเวลานี้ได้ มิเช่นนั้นจะเกิดหายนะใหญ่หลวงขึ้น”
ผู้เป็นหัวหน้ายมทูตครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เช่นนั้นก็ส่งนางไปสวมร่างยังโลกอื่นเถิด ถือว่าไม่ผิดต่อกฎการเวียนว่ายตายเกิด”
ขอแค่ไม่ตกลงมาอยู่ในยมโลกก็เพียงพอ ไม่ใช่หรือ
“ส่งไปสวมร่างยังโลกอื่น” ยมทูตผู้ทำผิดถึงกับตกใจกับการชี้นำของหัวหน้า นี่มันเป็นการแหกกฎยมโลกชัด ๆ
“จะทำหรือไม่ทำ ถ้าไม่ทำเจ้าก็ไปรับโทษกับท่านยมบาลเองเถอะ”
“ทำขอรับ ๆ จะส่งนางไปเกิดยังโลกอื่นเดี๋ยวนี้แหละขอรับ”
ด้วยเหตุนี้วิญญาณของหลินลู่ฉีที่ยังไม่ถึงเวลาตาย จึงถูกส่งมาสวมร่างของเด็กน้อยเคราะห์ร้ายหยางท่ง
หลินลู่ฉีลุกขึ้นมานั่งบนตั่งด้วยความรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ได้ยินเสียงนักพรตเฒ่ากับลูกศิษย์กำลังหารือกันเรื่องของเธอ
ในโลกปัจจุบันตอนเธอเกิดนั้น บังเอิญได้พบร่างทรงคนหนึ่งในโรงพยาบาล คนผู้นั้นได้บอกแก่มารดาเธอไว้ ว่าเธอเกิดมาพร้อมดวงชะตาสูงส่ง เป็นดวงชะตาของดาวมงคลกลับชาติมาเกิด อยู่ใกล้ใครก็ทำให้คนผู้นั้นร่ำรวยด้วยโชคลาภวาสนา เรียกว่าแทบไม่มีภัยร้ายมากล้ำกรายด้วยซ้ำ
แต่เหตุใดถึงได้ด่วนตายเร็วนัก ไม่ใช่ว่าดาวมงคลเช่นเธอ ต้องมีอายุยืนยาวนับร้อยปีหรอกหรือ และยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไม ต้องมาสวมอยู่ในร่างของเด็กน้อยโชคร้ายผู้นี้ด้วย
หลินลู่ฉีจำเรื่องราวหลังความตายไม่ได้ รู้สึกเพียงว่าตัวเองได้ล่องลอย ตามหลังใครสักคนไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง และติดค้างอยู่ที่นั่นพักใหญ่ ๆ รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ในร่างของเด็กน้อยคนนี้เสียแล้ว
บานประตูห้องถูกเปิดออก นักพรตเฒ่าโยนห่อผ้าเก่า ๆ ให้เด็กน้อย
“เจ้าจงออกไปจากอารามของข้าเสีย ที่นี่ไม่ต้อนรับดวงวิญญาณชั่วร้าย”
“ฉัน เอ่อ ข้าไม่ใช่ดวงวิญญาณชั่วร้ายเสียหน่อย”
นักพรตเฒ่าไม่สนใจนาง ยืนกรานว่านางไม่สมควรอยู่ในอารามเต๋าแห่งนี้อีกต่อไป “ไปเสีย”
“ท่านไล่เด็กสามขวบออกจากวัด อีกทั้งยังเป็นเด็กที่ถูกงูกัดอีกด้วย ใจจืดใจดำเสียจริง”
หลินลู่ฉีพยายามไถลตัวลงจากตั่ง แต่เท้านางสั้นเกินไปทำเช่นไรก็ไม่สามารถลงมาได้
“เด็กสามขวบผู้นั้นดับสลายจากโลกนี้ไปแล้ว เจ้าอย่าได้เอ่ยให้ข้าขำนักเลย”
นักพรตเฒ่าแม้ไม่ได้มีวิชาเก่งกาจนัก แต่ยังพอมองออกว่า วิญญาณที่สวมร่างหยางท่งนั้นไม่ใช่เด็กอย่างแน่นอน เขาไม่อาจเลี้ยงดูดวงวิญญาณเร่ร่อน ที่มายึดร่างของเด็กน้อยผู้น่าสงสารได้ ยิ่งไม่สามารถกำจัดวิญญาณให้ออกจากร่างได้เหมือนกัน
ราวกับมีพลังบางอย่างต่อต้านเอาไว้ ทำได้ทางเดียวคือไล่นางออกจากอารามไปเสีย เด็กสามขวบจะมีชีวิตรอดข้างนอกได้อย่างไร หากนางตายอีกสักครั้งก็เป็นเรื่องถูกต้องแล้ว
หลินลู่ฉีใช้ความพยายามอย่างหนัก ไถลลงมาจากตั่งได้ในที่สุด นางจ้องนักพรตเฒ่าด้วยความไม่เข้าใจ “ท่านไล่ข้าจริงรึ”
“หากเจ้ายังไม่ไปอีก ข้าจะให้จี้คงจับเจ้าโยนออกไปเอง”
หลินลู่ฉีใช้มือน้อย ๆ คว้าห่อผ้าขึ้นมาเปิดดู ด้านในมีซาลาเปาแป้งข้าวโพดอยู่สองลูก กระบอกน้ำไม้ไผ่ไว้ดื่มอีกหนึ่งอัน ไม่มีเงินหรือเสื้อผ้าไว้เปลี่ยน ช่างยากจนจริง ๆ
“น่าเสียดายนัก หากท่านเลี้ยงดูข้าต่ออีกสักหน่อย อารามเต๋าแห่งนี้คงมีผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้น ไหนเลยจะแร้นแค้นเช่นนี้” นางหิ้วห่อผ้าขึ้นคล้องไหล่ ก่อนเดินออกจากอารามเต๋าไปด้วยท่าทางอุกอาจ
สายตาของสองศิษย์อาจารย์แลดูซับซ้อนลุ่มลึก จี้คงผู้เป็นศิษย์เอ่ยขึ้นก่อน
“ท่านอาจารย์ไล่นางไปเช่นนี้จะดีหรือขอรับ” จี้คงเติบโตมาพร้อมกับหยางท่ง เขารู้สึกผิดไม่น้อยที่ต้องมองดูนาง ถูกไล่ออกจากอารามไปเช่นนี้
“จี้คงเอ๋ยนางไม่ใช่หยางท่ง เจ้าอย่าได้คิดเช่นนั้น”
เจ้าอาวาสไม่มีทางเลือก หากมีคนล่วงรู้ว่าเขาเลี้ยงดูวิญญาณร้ายที่มาสวมร่างผู้อื่น เกรงว่าชื่อเสียงอันน้อยนิดของตน จะพังพินาศไม่เหลือชิ้นดี สู้ตัดขาดกันไปเลยจะดีกว่า
แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือคำพูดสุดท้ายของเด็กน้อยที่ว่า หากเลี้ยงดูนางต่อสักหน่อย จะทำให้มีผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าอย่างไร
ด้านหน้าประตูทางเข้าวัด ป้ายอารามซานหยวนเก่าผุพัง แกว่งห้อยลงมาด้านหนึ่ง หากมีลมพัดแรง ๆ คงหล่นลงพื้นทันที หลินลู่ฉียืนนิ่งเงยหน้ามองมันอยู่กับที่ นางรู้ว่าเจ้าอาวาสทำเช่นนี้เพราะไม่อยากเกี่ยวข้องกับนาง ที่เป็นดวงวิญญาณมาสวมร่างผู้อื่น
แต่จากความทรงจำของหยางท่งแล้ว อารามเต๋าแห่งนี้คือบ้านของนาง เป็นไปได้นางอยากตอบแทนบุญคุณสถานที่แห่งนี้ แทนเจ้าของร่างสักครั้ง
“เอาเถอะหากข้าร่ำรวยเมื่อใด จะกลับมาบริจาคน้ำมันตะเกียงให้มากหน่อยก็แล้วกัน” นางเอ่ยเพียงเท่านี้ก็หันหลังเดินจากไป
บทที่ 2 : ข้าถูกครอบครัวเอามาทิ้ง
หลินลู่ฉีไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับบ้านเมืองยุคนี้ นางยังเด็กนักรู้เพียงว่าที่นี่คือเมืองฝู แคว้นเยี่ยน แต่นางไม่รู้ว่าสภาพความเป็นอยู่ ของผู้คนนั้นเป็นอย่างไร
สองขาสั้นกับรองเท้าฟางเก่า ๆ คู่หนึ่ง จะพาเด็กสามขวบเดินไปได้ไกลแค่ไหนเชียว นางพักเหนื่อยอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง หลังเดินลงเขามาได้ราวหนึ่งลี้ เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ รีบยกกางเกงดูบาดแผลที่ถูกงูกัด
นี่นางเดินด้วยเท้าน้อย ๆ ที่มีบวมเป่งขนาดนี้โดยไม่รู้สึกเจ็บได้อย่างไร นี่มันวิญญาณกับร่างกายไม่สัมพันธ์กันเกินไปไหม ได้แต่พิงโคนต้นไม้อย่างท้อแท้ เมืองฝูนั้นต้องเดินลงเขาไปอีกไกลพอสมควร หากเป็นผู้ใหญ่คงไม่ใช่ปัญหา แต่ขาของนางสั้นเกินไป
ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าม้าวิ่งมาแต่ไกล หลินลู่ฉีตื่นตัวในทันที รีบวิ่งออกไปยืนอยู่ข้างทาง เขย่งเท้าชูมือโบกไว้บนศีรษะ เผื่อว่าจะมีคนเห็นตัวเอง ไม่กล้าลงไปยืนอยู่กลางถนน เกรงว่าจะถูกม้าเหยียบตาย
“ช่วยด้วย ๆ”
“มีเด็ก ๆ หยุดก่อน !” เสียงคนที่อยู่ด้านหน้าตะโกนขึ้น พร้อมดึงเชือกบังเหียนม้าเอาไว้แน่น ม้าที่เขานั่งยกขาหน้าขึ้นตะกายอากาศอย่างโมโห พร้อมพ่นลมหายใจฟืดฟาดออกมา ด้านหลังมีรถม้าหนึ่งคันพร้อมคนคุ้มกัน
หลินลู่ฉีเพิ่งสังเกตเห็นว่าพวกเขาดูไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไป ชาวบ้านที่ไหนจะขี่ม้าพกอาวุธกันเล่า แต่ดูแล้วไม่ใช่พวกลักเด็กไปขาย นางรีบเดินไปใกล้ ๆ กับคนที่อยู่หน้าขบวน
“ท่านลุงช่วยข้าด้วย ข้าถูกครอบครัวเอามาทิ้ง ไม่รู้จะไปทางไหน ท่านช่วยพาข้าไปส่งในเมืองได้หรือไม่” นางคิดดีแล้วว่าหากเข้าเมืองได้ อย่างน้อยก็น่าจะรอดตายมากกว่าอยู่ในป่าเขา
บุรุษคนที่อยู่หน้าขบวนทำหน้าหนักใจเล็กน้อย เขากระโดดลงจากหลังม้าวิ่งไปด้านหลัง พร้อมกับเสียงรายงานเจ้านายผ่านม่านกั้น
ไม่ช้าบุรุษผู้นั้นก็กลับมา พร้อมกับหิ้วคอเสื้อของหลินลู่ฉีขึ้น โยนเข้าไปในรถม้าคันด้านหลัง ร่างเด็กน้อยกลิ้งขลุก ๆ ไปบนพื้นรถม้า
“โอ๊ย !” นางลุกยังไม่มั่นคง รถม้าก็ออกตัวไปเสียก่อน ร่างน้อย ๆ จึงเซถลาไปอยู่บนตักของใครคนหนึ่ง โชคดีที่เขาจับตัวนางไว้ จึงไม่กระแทกโดนผนังรถม้าจนเกิดบาดเจ็บ
“ขอบคุณพี่ชาย” หลินลู่ฉีทำตัวให้เป็นเด็กมากที่สุด นางทำท่าหวาดกลัวคุณชายน้อยตรงหน้า ดูไปแล้วเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาดีใช่เล่น ให้เดาอายุเขาคงราว ๆ สิบสองสิบสามปี
นิ้วของเขาจิ้มที่แก้มตอบ ๆ ของนางเล่น
“เจ้าทำผิดอะไรมา ถึงได้ครอบครัวทอดทิ้ง”
หลินลู่ฉีมองเขาอย่างจนใจ เหตุใดยังจิ้มแก้มนางอยู่อีก รีบจับนิ้วของเขาเอาไว้ “พี่ชายข้าถูกงูกัด” นางถลกขากางเกงให้เขาดู สีหน้าของคุณชายน้อยตื่นตกใจในทันที เขารีบบีบเอาเลือดพิษออกจากแผลของนาง พร้อมตะโกนสั่งคนด้านนอก
“ลุงหวังรีบไปโรงหมอเร็ว ! นางถูกงูพิษกัด !”
รถม้าเพิ่มความเร็วเป็นเท่าตัว หลินลู่ฉีเวียนหัวตาลายไปหมด นางไม่อยากเป็นลมก็ไม่ได้แล้ว
ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในโรงหมอเมืองฝูเสียแล้ว ได้ยินเสียงของท่านหมอเอ่ยกับคุณชายน้อย ว่าพิษงูที่นางถูกกัดนั้นร้ายแรงยิ่งนัก ยิ่งถูกทิ้งระยะไว้นานแบบนี้ ความจริงไม่น่าจะรอดชีวิตมาได้ นางเงี่ยหูฟังทั้งที่ยังไม่ลืมตา
“นางดวงดีมากกว่า ตอนข้ารีดพิษออกจากบาดแผลให้นาง เลือดก็เป็นสีดำสนิท ยังคิดว่าเด็กตัวเท่านี้ไม่น่าจะรอด”
“คุณชายน้อยท่านเป็นญาติของนางหรือ”
“ไม่ใช่นางเป็นเด็กที่ถูกทิ้งไว้ข้างทาง ข้าเพียงเจอนางเท่านั้น”
“เกรงว่าเพราะครอบครัวของนางคิดว่านางไม่รอด ถึงได้ทิ้งไว้เช่นนั้น”
เดากันได้จริงจังมาก
หลินลู่ฉีคิดว่าคนเหล่านี้มองนางเป็นเด็ก ไม่รู้ประสา จึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
คุณชายน้อยรีบเดินไปหานางที่เตียง “เจ้าฟื้นแล้ว”
“พี่ชายข้าหิวน้ำ” นางเปล่งเสียงแหบแห้งออกมา มีคนของโรงหมอมารินน้ำให้นางดื่ม
นางหลับต่อไปอีกสองชั่วยาม จากนั้นคุณชายน้อยก็เดินเข้ามาลานาง
“ข้าต้องกลับเมืองหลวงแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องค่ารักษา ข้าจ่ายให้โรงหมอจนกว่าเจ้าจะหายดี แล้วได้ฝากให้ทางการจัดการเรื่องหาครอบครัวของเจ้า”
หลินลู่ฉีมองไฝใต้ตาซ้ายของเขาอย่างเหม่อลอย นางเพียงอยากจดจำผู้มีพระคุณของตนเองเอาไว้
“เป็นอะไรไปอาลัยอาวรณ์ข้าหรือ ฮึ ช่างไม่เจียมตัว”
เจ้าเด็กนี่ !
นางกลอกตาอย่างหมดคำจะเอ่ย ทันใดนั้นก็เห็นกลุ่มไอหมอกสีดำหม่น ๆ ตรงกลางอกของเขา นี่เป็นความสามารถพิเศษของนางที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด นางมองเห็นลางร้ายของผู้คนได้ เกรงว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับเขา เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าจะสามารถมองเห็นได้ทุกคน เฉพาะคนที่มีวาสนาต่อกันเท่านั้น นางถึงจะมองเห็นได้
“พี่ชายท่านชื่ออะไร ภายภาคหน้าข้าจะได้ตอบแทนบุญคุณให้ท่าน”
“ไม่จำเป็น จากนี้ไปข้ากับเจ้าคงไม่ได้พบเจอกันอีก”
“ได้ ๆ แต่ว่าพี่ชายท่านมีสิ่งของพกติดตัวหรือไม่”
“เจ้าถามทำไม”
“เอ่อ ข้าจะอวยพรให้ท่านเดินทางปลอดภัย แต่ว่าข้าต้องสัมผัสสิ่งของติดกายท่าน จึงจะเป็นผล”
คุณชายน้อยถอนหายใจดัง ๆ นี่มันตรรกะอันใดกัน
“จริง ๆ นะ ข้ามีความสามารถพิเศษ ปัดเป่าภัยร้ายให้ผู้คนได้” อันนี้นางแอบโม้เกินจริงไปหน่อย มองหยกห้อยเอวทรงกลมของเขา ชี้นิ้วไปที่มัน “อันนั้นก็ได้”
“ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้า จะปัดเป่าภัยร้ายได้จริงไหม” แน่นอนว่าเขาไม่เชื่อ แต่เมื่อเด็กน้อยเจตนาดี เขาจึงยอมปลดเชือกหยกห้อยเอว ที่มารดามอบให้ในวันเกิด ออกมายื่นให้นาง
หลินลู่ฉีนำหยกห้อยเอวของเขามาประกบที่ฝ่ามือ หลับตาอธิษฐานให้เขาเดินทางปลอดภัย ขอเพียงนางตั้งจิตให้มั่นคง อธิษฐานออกมาจากใจจริง พรนั้นย่อมสัมฤทธิ์ผล
“เสร็จแล้ว” นางยื่นหยกกลับคืนให้เขา “กลางอกของพี่ชายไม่ดีนัก ทางที่ดีสวมเสื้อเกราะไว้จะดีกว่า”
คุณชายน้อยนึกขำคำของเด็กน้อย แต่คนสนิทที่ติดตามมาด้วยกลับนิ่วหน้าอย่างแปลกใจ คุณชายน้อยของตนอายุน้อยก็จริง แต่ก็อยู่กลางสมรภูมิรบตั้งแต่เด็ก มีทั้งคนชื่นชมและปองร้ายอยู่เสมอ
เมื่อต้องเตรียมตัวเดินทางกลับเมืองหลวง คนสนิทของคุณชายน้อยก็เดินกลับเข้ามาหาหลินลู่ฉี
“นังหนูที่เอ่ยเมื่อครู่นี้เจ้าจริงจังไหม”
หลินลู่ฉีมองเขามีไอหมอกสีดำเข้มกว่าผู้เป็นนายเสียอีก ทว่าอยู่ตรงท่อนขาซ้ายด้านล่าง
“ท่านลุงเชื่อข้าไหม”
“ก็เชื่อไว้ไม่เสียหาย” เขาเกาศีรษะแก้เขินอายเล็กน้อย
“เช่นนั้นเอาของติดกายมาให้ข้า ท่านลุงเองก็ตกอยู่ในอันตรายเหมือนกัน”
เขาไม่รีรอหยิบผ้าเช็ดหน้าของคนรักออกมาให้นาง
“เอ่อ ข้าพกเพียงผ้าผืนนี้ติดตัว อย่างอื่นไม่มีแล้ว”
เห็นสีหน้าแปลกใจของอีกฝ่าย จึงต้องรีบอธิบาย มองซ้ายขวาเกรงว่าจะมีคนมาเห็น เขาไม่อยากเชื่อเรื่องพวกนี้ แต่ที่บ้านเดิมของเขานั้น มีคนร่างทรงมากฝีมืออยู่จริง ๆ จำไม่อาจเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ได้
หลินลู่ฉีรังเกียจผ้าเช็ดหน้าของเขาเป็นอย่างมาก แต่นางก็ตั้งใจอธิษฐานให้เขาปลอดภัย พร้อมกับบอกว่าหาเกราะมาป้องกันท่อนขาซ้ายล่างเอาไว้ให้ดี ๆ ถ้าไม่อยากเสียขาข้างนี้ไป
ดังนั้นก่อนออกเดินทาง เขาจึงไปหาซื้อเสื้อเกราะมามอบให้คุณชายน้อย และสวมเกราะที่ท่อนขาซ้ายล่างอีกด้วย สหายร่วมทางต่างพากันหัวเราะเยาะเขากันหมด
“ลุงหวังท่านเสียสติไปแล้วหรือ ถึงได้ไปฟังคำของเด็กน้อยนั่น” คุณชายน้อยเมินเสื้อเกราะของเขา ปฏิเสธไม่สวมมัน
“คุณชายน้อยเชื่อไว้ไม่เสียหายนะขอรับ นังหนูนั่นไม่มีเหตุผลที่ต้องโกหกพวกเรา สวมเกราะไว้ก่อนนะขอรับถือว่าข้าน้อยขอร้อง หากเกิดอะไรขึ้นกับคุณชายน้อยจริง ท่านแม่ทัพคงไม่ปล่อยข้าน้อยไว้แน่ อีกอย่างที่บ้านเกิดของข้าน้อยมีร่างทรงที่มองเห็นอนาคตของผู้คนได้จริง ๆ ไม่แน่นังหนูนั่นอาจจะเป็นทายาท ของร่างทรงสักคนก็เป็นได้ คุณชายน้อย”
“ท่านพอเถอะ ข้าสวมแล้วก็ได้” เขาตัดบทอย่างรำคาญใจ
ทว่าภายหลังคุณชายน้อยก็ต้องตกตะลึง กับเหตุการณ์ลอบฆ่าระหว่างทาง ก่อนที่จะถึงเมืองหลวงเพียงสิบลี้ ลูกธนูพุ่งตรงเข้ากลางอกของเขาตรง ๆ ลุงหวังถูกฟันขาซ้ายล่างเข้าอย่างจัง หากไม่มีเกราะป้องกันคงได้ขาซ้ายขาดอย่างแน่นอน ผู้เป็นนายกับลูกน้องถึงกับมองตากันปริบ ๆ ไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ยคำพูดใดออกมา
ในใจของลุงหวังได้คิดว่า เหตุใดข้าไม่นำตัวร่างทรงน้อยผู้นั้นกลับมาด้วย น่าเสียดายจริง ๆ
บทที่ 3 : ถูกลักพาตัวไปขาย
หลินลู่ฉีรักษาอาการอยู่ในโรงหมอต่ออีกสองวัน จากนั้นมีคนของทางการมารับตัวนางไป พวกเขาสอบถามถึงที่มาที่ไปของนาง นางจึงบอกพวกเขาว่า ครอบครัวของนางเป็นคนในเมืองหลวง แต่คงพลั้งเผลอลืมนางไว้ระหว่างทาง หากจะส่งนางกลับไปหาครอบครัว ต้องส่งไปยังเมืองหลวง
นั่นเพราะนางรู้ว่า ตระกูลบิดามารดาย้ายไปอยู่ที่เมืองหลวงกันหมด น่าแปลกยิ่งนักที่บุตรหลานของพวกเขาได้รับตำแหน่งในเมืองหลวง เลยต้องย้ายไปอยู่ที่นั่นทั้งสองตระกูล แม้ว่าจะห่างกันคนละปีก็เถอะ ช่างเป็นเวรเป็นกรรม ตัดกันไม่ขาดจริง ๆ
หลินลู่ฉีรู้เพราะบังเอิญได้ยินนักพรตเฒ่าพูดคุยกับหญิงชราผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือท่านย่าในสายเลือดของนางนั่นเอง พวกเขาคงคิดว่า เด็กน้อยอายุขวบสองขวบที่เล่นเขี่ยดินอยู่ข้าง ๆ คงไม่รู้เรื่องราวอันใด แต่เพราะหลินลู่ฉีที่มาสวมร่างของหยางท่ง กลับสามารถซึมซับทุกเหตุการณ์ ที่หูและตารวมถึงความรู้สึกของเจ้าของร่าง สัมผัสผ่านมาได้อย่างชัดเจน
สิ่งที่นางรับรู้เพิ่มก็คือ ท่านย่าผู้นี้เป็นคนมอบเงินให้นักพรตเฒ่าในการเลี้ยงดูนาง
เดิมทีนางคิดว่าพวกเขา จะส่งนางไปอยู่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือไม่ก็ส่งตัวไปยังเมืองหลวง แต่ใครจะไปคิดว่าเจ้าหน้าที่พวกนี้ กลับชั่วร้ายกว่านั้นเ วางยาสลบนางแล้วพาไปขายให้กับพวกค้ามนุษย์ พวกเขาไม่เชื่อคำพูดของเด็กน้อยสามขวบ คิดว่านางคงถูกครอบครัวทิ้งไว้กลางทาง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจริง
หลินลู่ฉีลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที ก็พบว่าตัวเองอยู่ในรถม้าคันมืด ๆ ด้านข้างมีเด็กอีกสามคนนั่งอยู่ด้วย เด็กชายอายุราวห้าปีสองคนและเด็กสาวอายุราวสิบปีอีกหนึ่งคน แต่ละคนมีท่าทางหวาดกลัวเป็นอย่างมาก ดูไปแล้วนางน่าจะอายุน้อยสุดในที่นี้
“น้องสาวเจ้าฟื้นแล้ว” เด็กสาวคนด้านข้างพยุงนางขึ้นมานั่ง แล้วโอบกอดนางเอาไว้ ทั้งที่ตัวของนางเองก็สั่นกลัวไม่ยอมหยุด
“พี่สาวพวกท่านถูกจับมานานหรือยัง”
“ข้าถูกจับมาหลายวันแล้ว พวกเขาก็ด้วยถูกจับมาจากอีกเมือง” เอ่ยแล้วนางก็ร้องไห้ออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“พี่สาวอย่าร้อง ๆ พวกท่านรู้หรือไม่ว่าพวกนั้นจะพาพวกเราไปที่ไหน”
“ข้ารู้ ๆ” เด็กผู้ชายผอมเพรียวรีบเอ่ย “ข้าแอบได้ยินพวกมันพูดว่าจะพาไปส่งที่ชายแดน”
“ชายแดน !” เจ้าอ้วนอีกคนร้องไห้หาแม่ทันที
หลินลู่ฉีไม่รู้ว่าชายแดนคือที่ไหน “ชายแดนที่ว่าอยู่ไกลไหม”
“น้องสาวพวกเราไม่รู้เหมือนกัน” เด็กสาวด้านข้างส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง
หลินลู่ฉีได้แต่ทอดถอนหายใจออกมา รถม้ามีหน้าต่างปิดทึบมองไม่เห็นด้านนอก ได้เห็นข้างนอกแค่เวลาต้องพักเพื่อทำธุระข้างทาง ระหว่างนั้นจะมีคนเดินตามไปเฝ้าด้วย ให้หนีอย่างไรก็คงไม่พ้น
ดูไปแล้วไม่ได้มีแค่รถม้าคันที่เด็กนั่งอยู่ ยังมีอีกคันด้านหน้า พวกเขาเป็นเด็กสาวแรกรุ่น แต่ละคนใบหน้างดงามทั้งนั้น ในใจของหลินลู่ฉีรู้สึกไม่สู้ดีนัก คนร้ายมีกันเกือบยี่สิบคนจะหนียังไงพ้น นางก้มลงมองขาของตัวเอง แล้วส่ายหน้าไปมา ดาวมงคลของนางใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างใจนึก คราวคุณชายน้อยผู้นั้น นางมองเห็นไอหมอกได้ชัดเจน แต่กับเด็กที่อยู่ในรถคันเดียวกัน นางกลับมองไม่เห็นอะไรเลย ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะเจออันตรายหรือไม่
เฮ้อ แล้วแต่บุญแต่กรรมแล้วกัน
การเดินทางผ่านไปสิบเอ็ดวัน เด็ก ๆ เหนื่อยล้าจนหมดเรี่ยวแรงไปหมด หลินลู่ฉีสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ ระหว่างที่จอดพักทำธุระข้างทาง นางพบเห็นผู้คนมากมายเดินกันตามข้างทาง แต่ละคนสภาพผอมแห้งคล้ายกินไม่อิ่มท้อง
“พี่ใหญ่ไม่ดีแล้ว อีกตั้งสองเมืองกว่าจะถึงชายแดน ถ้ายังเจอผู้ลี้ภัยตลอดทางเช่นนี้อีก ข้าว่ายุ่งยากแล้ว”
“จะยุ่งยากอะไร พวกเรามีกันทั้งยี่สิบกว่าคน มีอาวุธครบมืออีก ใครมันจะกล้ามาบุกรถม้าพวกเรา” คนเป็นหัวหน้าใหญ่ เอ่ยออกมาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด
“จริงอย่างพี่ใหญ่ว่า พี่ซ่งท่านก็อย่าได้วิตกเกินกว่าเหตุนักเลย”
“เออ ๆ ข้าคงคิดมากไป ข้าฟังพี่ใหญ่” แม้ในใจของหลี่ซ่งไม่เห็นด้วย เพราะเขาเคยเจอขบวนผู้ลี้ภัยมาก่อน คนพวกนั้นสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด แต่เมื่อหัวหน้าของเขาไม่กลัว ลูกน้องอย่างเขาก็ต้องทำตาม
ทว่าเรื่องที่หลี่ซ่งกลัวนั้นย่อมมีมูลเหตุ หลายเมืองข้างหน้าเกิดภัยแล้งขึ้น เท่านั้นยังไม่พอเจ้าเมืองยังชั่วร้าย ไม่เปิดคลังเสบียงช่วยเหลือ
จึงเกิดการก่อจลาจลขึ้น บุกเข้าไปที่คลังเสบียง พบว่าคลังเสบียงนั้นว่างเปล่า เพราะเจ้าเมืองลักลอบนำข้าวสารที่เมืองหลวงส่งมาให้ ออกไปขายต่อให้พ่อค้าหน้าเลือด
ด้วยความเคียดแค้นของชาวเมือง จึงพากันจุดไฟเผาจวนเจ้าเมือง และที่ว่าการจนมอดไหม้ เมื่อเสบียงไม่เหลือผลผลิตไม่มี แม้แต่น้ำยังขาดแคลน ชาวบ้านจึงต้องพากันอพยพออกไปยังเมืองอื่น
เพื่อหาหนทางอยู่รอดของตัวเอง กระทั่งมาเจอเข้ากับขบวนรถม้าสองคันพร้อมคนคุ้มกัน พวกเขาคิดว่าคนคุ้มกันมากขนาดนี้ ด้านในรถม้าต้องเป็นของมีค่าอย่างแน่นอน
หากแค่สิบยี่สิบคนคงบุกเข้าไปไม่ได้ แต่ผู้ลี้ภัยมีนับร้อยคน เจ้าบุกข้าบุก อาวุธไหนเลยจะสู้แรงคนเยอะกว่า ไม่ช้าคนร้ายก็ทิ้งรถม้าของตนวิ่งหนีไป
เสียงกรีดร้องของเด็กสตรีดังลั่น แต่ละคนถูกกระชากลงจากรถม้า เพื่อหาเสบียงของมีค่า ไหนเลยจะสนใจเด็กสตรีที่ถูกจับมา
หลินลู่ฉีดวงไม่ดีนัก นางถูกบุรุษร่างใหญ่เหวี่ยงลงจากรถม้า หัวไปกระแทกเข้ากับต้นไม้จนสลบเหมือดคาที่ ส่วนเด็กคนอื่น ๆ ไม่มีใครสนใจใคร พากันวิ่งหนีไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม
“เด็กนี่ตายแล้วมั้งน่าสงสารจริง ๆ”
“เจ้าอย่าไปเข้าใกล้นาง นางป่วยหรือเปล่าครอบครัวถึงทิ้งไว้แบบนั้น”
“อย่าไปสนใจนางเลย”
“เฮ้อ ปาบกรรม ๆ”
เสียงฝีเท้าคนแล้วคนเล่า แต่ไม่มีใครกล้าแตะต้องตัวของนางแม้แต่คนเดียว หลินลู่ฉีฟื้นมาได้สักพัก แต่นางไม่มีแรงจะยันตัวลุกขึ้น นางได้ยินคำพูดเหล่านั้น ในใจรู้สึกปล่อยวาง หากจะตายอีกก็ตายเถอะ คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้แล้ว
ก่อนหน้านางใช้ชีวิตอย่างสงบสบาย หญิงสาวในวัยยี่สิบสองปี ประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นอย่างมาก แม้ต้องสูญเสียบิดามารดา จากอุบัติเหตุทางน้ำไปตอนอายุได้สิบปี แต่ญาติที่เหลือก็รักและดูแลนางเป็นอย่างดี
หากถามว่าเธอทำอาชีพอะไรในยุคปัจจุบัน คงต้องบอกว่าแทบไม่ได้ทำอะไรเลย ซื้อสลากก็ถูกรางวัลที่หนึ่ง ซื้อหุ้นก็ได้กำไร เก็งกำไรด้านไหนก็ทำรายได้มหาศาล อายุแค่ยี่สิบห้าปีมีเงินเก็บนับหมื่นล้าน สามารถใช้ชีวิตท่องเที่ยวรอบโลกได้แล้ว ทว่าชีวิตในโลกนี้นั้นช่างแตกต่าง คาดว่าดาวมงคลเช่นเธอ ยังต้องผ่านด่านเคราะห์อีกมากมาย
“ฉินซื่อเจ้าอย่าไปยุ่งกับเด็กคนนั้น !”
“ท่านแม่ข้าว่านางยังไม่ตายนะเจ้าคะ” ฉินซื่อหรือชื่อเดิมนั้นคือฉินอี้เป็นลูกสะใภ้สามของนางเจียง
“ยังไม่ตายแล้วเกี่ยวอะไรกับบ้านเรา น้องสามข้าว่าเจ้าคุมเมียตัวเองหน่อยเถอะ อย่าได้หาเรื่องใส่ตัวนักเลย”
จ้าวซื่อเป็นสะใภ้ใหญ่ของตระกูลหวง เดิมทีนางชื่อจ้าวหมิง รู้สึกไม่พอใจน้องสะใภ้สามผู้นี้ ช่างใจดีไม่ดูเวล่ำเวลา ตัวเองจะอดตายอยู่แล้ว ยังมีแก่ใจไปสงสารผู้อื่นอีก
“พี่ชางนางยังไม่ตายจริง ๆ” ฉินซื่ออุ้มเด็กน้อยขึ้นมาให้หวงชางผู้เป็นสามีดู
หลินลู่ฉียังไม่ลืมตาขึ้น นางอยากรู้ว่าคนเหล่านี้มีนิสัยใจคอเช่นไร พอจะฝากชีวิตเด็กน้อยไว้ด้วยได้ไหม หากเป็นคนไม่ดี นางจะไม่ไปกับพวกเขาเด็ดขาด
“ท่านพ่อท่านแม่เด็กคนนี้ยังไม่ตายจริง ๆ ขอรับ” หวงชางรีบบอกบิดามารดา แววตาของเขาประหม่าขาดความมั่นใจ
หวงจงส่ายหน้าอย่างระอาใจ หันไปมองภรรยาเล็กน้อย ส่งสายตาให้นางจัดการกับบุตรชายแสนโง่เขลาคนนี้
“เจ้าสามโยนนังเด็กเหลือขอนั่น ทิ้งไปเดี๋ยวนี้ !” นางเจียงสั่งเสียงเด็ดขาด