ตอน 1

***คุณพ่อทวงรัก เดิมชื่อ คุณพ่อแบดบอยทวงรัก สนพ.อินเลิฟนะคะ 

รินนา

สัตวแพทย์สาวผู้ยืนหยัดทำหน้าที่ซิงเกิลมัม เลี้ยงดูลูกชายตัวน้อยด้วยตนเองโดยที่ไม่อยากกล่าวถึงพ่อของลูกอีกแล้ว แต่ทว่าจู่ๆ เขาก็หวนกลับมาเพื่อแย่งลูกคืนกลับไป เธอจึงต้องกัดฟัน ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าแลกแม้ว่าจะรู้ดีว่าไม่อาจต้านทานอำนาจของเขาได้เลยก็ตาม

เลออง เวอร์ริเซีย

เขาคือชายแปลกหน้าผู้มาพร้อมกับจุดประสงค์ร้ายกาจ เขาคือ CEO หนุ่มแห่งวงการค้าอาวุธสงคราม ดุร้าย จอมหึงหวงและไม่มีวันยอมให้เหยื่อสาวหลุดมือไปได้เด็ดขาด กว่าสี่ปีแล้วที่เธอกล้าแอบซ่อนทายาทเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลเวอร์ริเซียไว้เงียบเชียบ ผู้หญิงจอมพยศ ดื้อดึงและแสนจะหยิ่งทรนงอย่างเธอไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นคู่แต่งงานของเขาเลยสักนิด แต่พอได้หวนกลับมาสบตาคู่งามนั้นอีกครั้ง ตอนแรกก็อยากจะได้แค่ลูกอยู่หรอก แต่ตอนนี้เขาชักจะอยากได้แม่เสียแล้วสิ

1 ในซีรีย์ชุด Like a Boss -คุณพ่อทวงรัก (พี่ใหญ่) -เล่ห์ร้ายจอมอิทธิพล (น้องชาย) -อ้อนรักเจ้านาย (เพื่อนร่วมก๊วน)

(มีอีบุ๊คจำหน่ายที่เว็บ MEB นะคะ ^^)

บทที่ 1 คนแปลกหน้า

โรงพยาบาลสัตว์ประจำมหาวิทยาลัย...

ตึกสูงเก้าชั้นตั้งอยู่ชานเมืองกรุงเทพ เป็นโรงพยาบาลสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งและงานยุ่งตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง รักษาสัตว์เจ็บป่วยกว่าหกหมื่นตัวต่อปี ชื่อเสียงที่สร้างความเชื่อมั่นมายาวนานทำให้มีเจ้าของข้ามน้ำข้ามทะเลพาสัตว์มารับการรักษาก็มี ดังนั้นสำหรับที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นภาพสุนัขพูเดิ้ลนอนให้น้ำเกลือ นกฮูกเป็นมะเร็งกระดูก งูเหลือมกำลังงัวเงียฟื้นจากยาสลบ เต่าบกเป็นโรคโลหิตจาง หรือแมวท้องแก่ที่กำลังเข้าคิวตรวจเอกซเรย์ หากได้ใช้เวลาอยู่ที่โรงพยาบาลสัตว์แห่งนี้นานพอ ทุกคนก็จะได้เห็นสัตว์ทุกชนิดบนโลกเลยทีเดียว

ในห้องผ่าตัด หมอรินนามองผ่านกล้องจุลทรรศน์ซึ่งเล็งไปยังดวงตาข้างหนึ่งของสุนัขชิสุห์ที่กำลังนอนสลบ เธอจรดมีด กรีดกระจกตาและเลนส์ตาของมันอย่างระมัดระวังเพื่อรักษาอาการต้อกระจกขนาดใหญ่ ก่อนจะใช้เครื่องมือสลายต้อแล้วดูดมันออกมา จัดการสอดเลนส์เทียมเข้าไปแทนที่แล้วเย็บรอยกรีดอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

“สุนัขส่วนใหญ่จะมองเห็นได้ทันทีหลังผ่าตัดนะคะ” รินนาเขียนใบสั่งยาส่งให้พยาบาลพลางยิ้มแย้มพูดคุยกับเจ้าของให้คลายกังวล “พรุ่งนี้เจ้าหมูหวานก็กลับบ้านได้ค่ะ”

เมื่อเคลื่อนย้ายเจ้าชิสุห์ไปยังกรงพักฟื้นหลังผ่าตัดแล้ว โต๊ะผ่าตัดก็มีแมวซึ่งคลอดลูกไม่ออกเข้ามาแทนที่ ส่วนห้องฉุกเฉินนั้นก็กำลังมีสุนัขที่โดนยาเบื่อรออยู่ งานของรินนาจึงยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพัก เธอเป็นสัตวแพทย์มือฉมังวัยยี่สิบหกปี ครองตัวเป็นโสดมานานแล้วทั้งที่หน้าตาสะสวยหวานบาดตา จึงมีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มาต่อคิวซื้อขนมจีบ แต่เธอไม่สนใจนัก

“หมอพายค่ะ มีแขกมาขอพบค่ะ”

“ใครเหรอ? บอกให้เขานั่งรอก่อนนะ” รินนากำลังง่วนยุ่งจนหัวฟูในห้องฉุกเฉิน ไม่พร้อมจะรับแขก ผู้ช่วยสัตวแพทย์ชื่อเปิ้ลจึงยื่นกระดาษจดให้ รินนาจึงเห็นแว่บๆ ว่าคนที่มาพบชื่อ ‘เวอร์ริเซีย’

“คนต่างชาติ?”

“ใช่ค่ะ มารอได้สักครึ่งชั่วโมงแล้วค่ะ”

“ใครกันน้า... นึกไม่ออก สงสัยจะเป็นคนจากบริษัทยา น่าจะนัดล่วงหน้าก่อน” รินนาบ่นอุบ เมื่อเหลือบดูนาฬิกาบนฝาผนัง รินนาจึงต้องรีบเคลียร์ผู้ป่วยตัวน้อยให้พ้นขีดอันตราย “ใกล้บ่ายสี่แล้ว เดี๋ยวพี่ต้องไปรับลูกที่โรงเรียนซะด้วยสิ”

“ผู้ชายคนนั้นเขามากับน้องมิลานแล้วค่ะหมอพาย”

“อะไรนะ?”

รินนาขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าหวานสวยชักจะเคี้ยวฟัน ไม่ชอบใจเลยแม้แต่น้อยที่ครูโรงเรียนอนุบาลยอมให้ใครก็ไม่รู้พาลูกชายของเธอออกไปจากรั้วโรงเรียนแบบนี้ ร่างบางรีบเย็บแผลให้คนไข้สี่ขา ถอดเสื้อกาวน์ก่อนจะล้างไม้ล้างมือแล้วเดินดุ่มๆ ไปตามทางเดินอย่างรวดเร็ว

“หมอพายหวงน้องมิลานจะตาย ใครกันนะกล้าล้วงคองูเห่า” น้องพยาบาลคนหนึ่งซุบซิบ

“ไม่แน่... บางทีอาจจะเป็นคนที่มาจีบคุณหมอก็ได้ เก๋เนอะ เข้าทางลูก...” เพื่อนอีกคนทำนิ้วเป็นสัญลักษณ์รูปหัวใจพลางหัวเราะคิกคัก

“โอย ไม่มีทางหรอก คุณหมอพายน่ะตั้งแต่มีน้องมิลานก็ไม่เคยชายตาแลใครสักคน เขาลือกันว่าคุณหมอถูกทิ้งตอนท้องได้สองเดือน ตอนนั้นยังเรียนไม่จบเลยด้วยซ้ำ ที่บ้านก็ไม่ยอมรับ คุณหมอพายก็เลยเข็ดผู้ชายน่ะสิ”

“จริงเหรอแก?”

“จริงสิ หลายปีก่อนเขาลือกันให้แซ่ด”

“โธ่... แบบนี้จะมีอัศวินขี่ม้าขาวมาหลงรักหมอพายบ้างไหมนะ หมอน่ารักออกแบบนี้น่าเสียดาย”

รินนาปล่อยให้ทุกคนคิดแบบนั้นจนชินแล้ว ลูกชายวัยสี่ขวบกำลังน่ารักของรินนาชื่อน้องมิลาน ด้วยความที่ไม่ต้องการรื้อฟื้นอดีต เธอจึงไม่เคยปริปากบอกว่าพ่อของเด็กเป็นใครมาจากไหน

ตอนที่รินนามีลูกช่วงนั้นยังเรียนไม่จบ ต้องทำงานหาเงินไปด้วยและเร่งสอบโปรเจคลำบากน่าดู รินนาก็อดทนสู้ผ่านมาจนประสบความสำเร็จ ทุกสายตาจึงจับจ้องและตั้งคำถามใส่ผ่านทางแววตา นึกเสียดายผู้หญิงแสนสวยและเก่งที่พลาดท่าถูกใครก็ไม่รู้ไข่ทิ้งไว้ให้ แต่รินนาไม่สนใจคำค่อนขอด ขยันทำงานเก็บเงินเดือน ดูแลเอาใจใส่เจ้าทารกตัวน้อยจนเติบโตกลายเป็นเด็กชายสดใส ช่างเจื้อยแจ้วเจรจาและเป็นที่รักของทุกคน

“มีใครเห็นมิลานบ้างไหมคะ” รินนาร้องถามเพื่อนร่วมงานที่เดินไปเดินมาแถวหน้าเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ แต่ไม่มีใครเห็นลูกชายเธอเลย รินนาจึงกดโทรศัพท์หาคุณครูที่โรงเรียนอนุบาลพลางก้าวเท้าไปตามทางให้เร็วขึ้นด้วยความร้อนใจ

“โฮ่งๆ” สุนัขพันธุ์อัลเซเชียนหรือเยอรมันเชฟเพิร์ด วัยประมาณสองปีตัวหนึ่งยืนจังก้า มันขวางทางเธอไว้พร้อมกับงับชายเสื้อให้เธอตามมันไป

“ว่าไงเจ้าหนู อยากบอกอะไรฉันเหรอ?”

รินนามองซ้ายมองขวาด้วยความแปลกใจที่สุนัขตัวนี้ไม่มีเจ้าของคอยควบคุมดูแล รินนาเห็นลักษณะของเยอรมันเชฟเพิร์ดตัวนี้แล้วรู้ทันทีว่ามันได้รับการฝึกมาอย่างดี เตรียมพร้อมรับคำสั่งและซื่อสัตย์ต่อเจ้าของมาก พออ่านชื่อจากป้ายห้อยคอแล้วมันชื่อบรูโน ตัวของมันใหญ่มาก แค่ลุกขึ้นยืนก็ทำให้ทุกคนเกรงกลัวแล้ว ถ้ามันคิดจะข่มขวัญใครสักคน แค่เห่าสองสามครั้งก็พอไล่คนร้ายให้กระเจิงได้

“โฮ่งๆ”

เจ้าหนูตัวนี้สุขภาพแข็งแรง แววตาเป็นประกายอารมณ์ดี ขนเงาวับเช่นนี้แสดงว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีเยี่ยม รินนาสบตามันครั้งแรกก็นึกชอบใจ ลูบสีข้างของมันเบาๆ บรูโนจึงมองและส่งเสียงงี้ดๆ อ้อนเธอเพิ่มขึ้นไปอีก ปกติแล้วสุนัขพันธุ์นี้ไม่ใช่สุนัขที่ก้าวร้าว ความที่มันเชื่อฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัดจึงมักได้รับเลือกให้ช่วยเหลือคนตาบอด เป็นสุนัขสงครามหรือมอบหมายหน้าที่ลาดตระเวนพร้อมนายตำรวจ... แล้วเจ้านายของมันอยู่ที่ไหนล่ะ? ร่างบางมองซ้ายมองขวาก็ไม่เจอใครแสดงตัว ถามใครก็ไม่มีใครรู้ มีเพียงบรูโนที่หอบหายใจฮักๆ ตอบกลับมา

“บึกบึนใช่เล่นนะเรา” เธอสั่งให้มันนั่งลง... แต่มันไม่เข้าใจคำสั่งภาษาไทยจึงทำหน้างงตอบกลับมา

“บรูโนมากับใคร? ไปรอเจ้านายของแกที่ห้องรับฝากดีกว่านะ” รินนากระตุกปลอกคอให้เจ้าบรูโนเดินตามมา มันกระดิกหางอย่างอารมณ์ดีและเป็นฝ่ายลากเธอออกไปที่ลานจอดรถด้านหลังโรงพยาบาลแทน “ดะ...เดี๋ยว แกจะไปไหนบรูโน?”

“บรูโนพาแม่มาได้จริงๆ ด้วย แม่ฮะ ดูสิฮะ... นี่ไงกันดั้ม!”

ทันทีที่เห็นแม่ มิลานก็วิ่งโผเข้ามากอดอย่างร่าเริง ในมือมีขนมกับหุ่นยนต์แปลงร่างใหม่เอี่ยมด้วย บรูโนทำหน้าที่ของมันจบก็นั่งลงโดยที่สายตาของมันจับจ้องร่างบางไว้ตลอดเวลา รินนาลืมเรื่องเจ้าสุนัขตัวนั้นไปเสียสนิท เธอลูบเนื้อลูบตัวมิลาน ตรวจดูคร่าวๆ ว่าไม่มีอะไรบุบสลายเพราะความซนของเจ้าลูกชายคนนี้เข้าขั้นพายุทอร์นาโด เสื้อผ้าเลอะเทอะมอมแมม กระเป๋าหนังสือกระจายกลับจากโรงเรียนทุกวัน ถ้าวันไหนคุณครูตีก้นนักเรียน หนึ่งในนั้นต้องมีลูกชายเธอรวมอยู่ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย แต่วันนี้มาแปลกที่เนื้อตัวของเด็กชายสะอาดสะอ้านเรียบร้อย แต่งกายด้วยชุดยอดมนุษย์ดูโก้ไม่หยอก รินนาจึงย่อตัวลงจนระดับสายตาตรงกับลูกชาย

“ชุดนักเรียนหายไปไหนเอ่ย?”

“อยู่ในกระเป๋าบนรถคันนั้นฮะ” บุ้ยใบ้ไปอีกทาง หัวอกคนเป็นแม่อย่างรินนาจึงยิ่งอยากจะเป็นลม... ลูกชายเธอขึ้นรถใครไป? “แม่ฮะ เราเลี้ยงหมาได้ไหม?” มิลานหมายถึงบรูโน

“ไม่ได้หรอกจ้ะ บรูโนมีเจ้านายของมันอยู่แล้ว มิลานคงไม่อยากเห็นมันเศร้าใช่มั้ยจ๊ะ”

“มันก็อยากอยู่กับผมฮะ” มิลานกอดบรูโนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ลูกชายคนนี้เคยร้องขอเลี้ยงสุนัขเมื่อปีก่อน รินนาก็คิดจะหาลูกสุนัขพันธุ์เล็กๆ ให้สักตัว จนแล้วจนรอดก็ทำใจหาให้มิลานไม่ได้สักที... รินนาหลับตาลงวูบหนึ่ง ปัดความอ่อนแอทิ้งไปเพราะไม่อยากให้มิลานรู้เหตุผลที่แท้จริง

“ทำไมแม่ถึงไม่ยอมเลี้ยงหมาสักตัวล่ะฮะ”

รินนาไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไรจริงๆ มีความลับหลายอย่างที่รินนาไม่ต้องการให้ลูกชายเอะใจถาม ทว่าดูเหมือนว่ามิลานจะหลงเสน่ห์เจ้าหมายักษ์ตัวนี้เสียแล้ว ตอนบรูโนนั่งลง ตัวมันสูงกว่าเด็กชายเสียอีก มันเลียหน้าเลียตาจนเด็กชายหัวเราะเอิ๊กอ๊ากและพร้อมจะไปวิ่งเล่นซนด้วยกันทันทีที่เธออนุญาต แต่รินนาไม่ไว้ใจสักนิดว่าเด็กเล็กกับสุนัขตัวเขื่องที่ยังไม่คุ้นเคยกันเมื่ออยู่ด้วยกันแล้วจะไม่เกิดเรื่อง รินนาจึงไขว้นิ้วเป็นกากบาทเป็นสัญลักษณ์ว่าไม่อนุญาต เมื่อสบแววตาไร้เดียงสาของเด็กตัวน้อยแล้วเธอก็รู้สึกปวดร้าวในใจลึกๆ

“ว่าแต่มิลานได้ขนมกับของเล่นมาจากใครครับ? ... ใครเป็นคนพามิลานออกมาจากโรงเรียนเอ่ย?”

รินนาถามอย่างนุ่มนวล แต่ที่จริงคือมีไม้เรียวแอบอยู่ข้างหลัง กะจะขอฟาดก้นนุ่มๆ สักสองป้าบ เพราะเธอสอนนักสอนหนาว่าอย่ารับของจากคนแปลกหน้า ถ้ามิลานหลงตามคนแปลกหน้าแล้วถูกลักพาตัวหายไป รินนาจะไปตามหาลูกชายที่ไหน

เธอถลกแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะค่อยๆ แปลงร่างเป็นนางยักษ์ที่มีอาวุธเป็นไม้เรียว แต่เจ้าหนูมิลานรู้ทันแม่จึงรีบวิ่งไปหลบหลังผู้ชายชาวต่างชาติที่กำลังเดินเข้ามาคนหนึ่ง

“มิลาน กลับมาหาแม่ก่อนลูก”

“แม่ดูสิฮะ ผมพาใครมาด้วยล่ะ”

ลูกชายของเธอวิ่งไปหาใครกัน? รินนากะพริบตายิบหยี มองเห็นลางเลือนว่ามีชายร่างสูงใหญ่คนหนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามา แสงอาทิตย์ยามบ่ายแก่ๆ ส่องสว่างเรืองรองอยู่เบื้องหลังร่างแข็งแกร่งกำยำ ทำให้ผู้ชายคนนี้ดูลึกลับ แววตาของเขาฉายแรงแกร่งกร้าว เต็มไปด้วยพละกำลัง รินนาเป็นคนตัวสูงเพรียวอยู่แล้ว สูงกว่าเพื่อนร่วมงานผู้ชายหลายคนเสียอีก ทว่ารินนากลับต้องแหงนหน้าจึงจะสบตาคมกริบคู่นั้นได้

ร่างบางผงะถอยโดยไม่รู้ตัว

แววตาของเขาเหมือนสัตว์ร้ายที่เพิ่งหลุดออกจากโซ่ รินนาเห็นกระแสเพลิงอะไรบางอย่างจุดประกายวาบในแววตาคู่นั้น เขาสูงใหญ่ บึกบึนล่ำสันกว่าชายใดที่เธอรู้จัก รินนาจึงยืดตัวยืนตรงเต็มความสูงและพบว่าพวงแก้มใสของตนเองสามารถซบลงตรงซอกไหล่ของผู้ชายคนนี้ได้สบายๆ

“โฮ่ง” บรูโนเห่าอย่างดีใจคำหนึ่งพลางวิ่งเหยาะย่างไปนั่งลงรอคำสั่งอย่างเคร่งครัดข้างกายนายหนุ่ม เรียกทั้งคู่ให้ละสายตาจากกัน ร่างบางไม่ทันสังเกตว่ากำลังถูกจ้องมองทรวงอกอวบอิ่มและไม่รู้ตัวว่าอาการเผยอริมฝีปากน้อยๆ นั่นสามารถตรึงสายตาของเขาไว้ได้โดยสิ้นเชิง

ดวงตาสีอำพันเหมือนดวงอาทิตย์จึงกวาดมองร่างบอบบางตรงหน้าอย่างรวดเร็วทว่าละเอียด

ดวงตาของเธอมีเสน่ห์ทรงพลัง ริมฝีปากอิ่มงามได้รูปน่าจูบ เสื้อเนื้อเนียนแหวกเห็นแผ่นหลังขาวลออนิดๆ กระตุ้นให้บุรุษเพศเปี่ยมล้นด้วยความต้องการอยากรู้อยากเห็น ผู้หญิงคนนี้สวยระทึก เนื้อหนังมังสาขาวสะท้าน เย้ายวนให้ซุกไซ้ไล่หาความหวานระริก รูปร่างอกเอวของเธองามกำลังดี สวยโดดเด่นกว่าที่เขาจำได้จากรูปถ่ายลิบลับ

“สวัสดีค่ะ”

รินนาเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายตามมารยาทก่อนด้วยท่าทีไม่ไว้วางใจเลยสักนิด เธอเลือกที่จะใช้น้ำเสียงเป็นทางการเพื่อให้อีกฝ่ายเลิกจ้องมองเธออย่างเสียมารยาทเสียที แต่ว่ามันไม่ได้ผล... ดวงตาสีอำพันคมกริบยังคงลูบไล้ไม่หยุด เขาชอบก้นงอนงามกลมกลึง เรียวระหงถึงปลีน่อง กางเกงยีนส์ฟิตเปรี๊ยะที่เธอใส่ยิ่งขับเน้นให้เขามองสันสะโพกและเนินหน้าท้องเรียบงามไม่วางตา ส่วนรินนาเองก็จ้องมองเขาเช่นกัน รถบูกัตติ เวย์รอนราคากว่าสี่สิบล้านที่จอดอยู่ไม่ไกลทำให้รินนามั่นใจว่าเขาไม่ใช่บุคคลธรรมดา

ต่างฝ่ายต่างประเมินกันและกันในชั่วพริบตาก่อนที่รินนาจะรู้สึกร้อนวูบวาบจนต้องหลบตาก่อน

“สวัสดีค่ะ” รินนากล่าวทักทายเป็นครั้งที่สองด้วยสีหน้าลังเลใจ ชีวิตของสัตวแพทย์สาวต้องเจอความเป็นความตาย เจอเรื่องโหดร้ายในห้องฉุกเฉินมาเยอะและต้องดูแลรับผิดชอบลูกชายด้วยตัวคนเดียวมาโดยตลอด บุคลิกของร่างบางจึงดูนิ่งๆ แต่เขาเป็นคนเดียวที่ทำให้รินนารู้สึกถึงความเป็นหญิงของตัวเองเป็นครั้งแรก

เขายืนหน้าเครียด ไม่พูดไม่จาและเอาแต่จ้องเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อเธออยู่นาน สามวินาทีก็แล้ว... สิบวินาทีก็แล้วจนปาเข้าไปหนึ่งนาทีเต็มๆ ... เขาทำให้เธอหวาดระแวง

“สวัสดีครับคุณรินนา”

“อะ...เอ่อ ค่ะ” รินนาตกใจ... ในที่สุดผู้ชายคนนี้ก็พูดออกมา น้ำเสียงของเขาสุภาพนุ่มนวล ภาษาอังกฤษที่ใช้ติดสำเนียงอิตาเลียน แต่รินนารู้สึกได้ทันทีว่าเขาไม่ใช่อย่างที่แสดงออก

“แม่ฮะ... รีบกลับบ้านกันเถอะ ผมอยากกินไข่เจียวชีส ไปกินด้วยกันนะฮะ”

“แน่นอน คืนนี้จะเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนด้วยนะ” เขาตอบเด็กชายด้วยภาษาอังกฤษอย่างอบอุ่น มิลานเป็นเด็กร่าเริงก็จริง แต่ลูกชายของเธอก็ไม่ใช่คนที่จะไว้ใจใครง่ายๆ การปรากฎตัวของผู้ชายคนนี้จึงทำให้เธอแปลกใจนัก มิลานดูสดใส หัวเราะคิกคักเพราะได้เจอคนที่รอคอยมานานแสนนาน เขาอุ้มมิลานด้วยแขนข้างเดียวสบายๆ ทั้งที่คนเดียวที่มิลานยอมให้อุ้มก็คือคุณแม่ แต่หนูน้อยยอมให้ผู้ชายคนนี้อุ้มโดยไม่อิดออด

“ขออภัยด้วยที่ผมรับมิลานออกมาจากโรงเรียนโดยพลการ...” เขากำลังจะพูดต่อ แต่รินนาตัดบททันที

“คืนลูกชายมาให้ฉัน แล้วขอร้องเลยว่าอย่าให้สุนัขของคุณมาใกล้ลูกชายฉันอีกเด็ดขาด”

“มันเพิ่งได้รับการฝึกให้ทำงานเป็นสุนัขตำรวจ บรูโนเป็นมิตรที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะหาได้เลยล่ะ” ร่างสูงสง่าเอ่ยเรียบๆ เด็กๆ จะนอนเล่นบนตัวบรูโนหรือดึงหางก็ได้ ไม่ว่าใครก็เดินเข้ามาลูบหลังมันได้สบาย แต่หากต้องการให้มันเกรี้ยวกราด เขาก็สามารถสั่งได้เหมือนกดปุ่มเปิดสวิตซ์ไฟ อาการดุร้าย ขู่คำราม ตะครุบกัดหรือไล่กวดล้วนเป็นการกระทำที่มีเหตุผลตามคำสั่ง บรูโนเองเหมือนอยากจะช่วยเจ้านายยืนยันด้วย มันจึงเห่าโฮ่งคำหนึ่งแล้วแกว่งหางอย่างอารมณ์ดี ทั้งคนทั้งหมากวนโมโหเธอดีไม่มีที่เปรียบ

“มิลานมาหาแม่เดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นแม่จะตีจริงๆ นะ”

“คุณตีลูกโดยไร้เหตุผลแบบนี้บ่อยแค่ไหนกัน?”

“ไม่เกี่ยวกับคุณค่ะ กรุณาอย่ายุ่งกับมิลานอีก” พูดพลางยื่นแขนเพื่อขอลูกชายวัยสี่ขวบคืน แต่เขานิ่งเฉย ยิ่งทำให้รินนาต้องเลือกใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง ไม่ให้น้ำเสียงหงุดหงิดไปมากกว่านี้ “คืนมิลานให้ฉันค่ะ ฉันเกรงว่าฉันไม่รู้จักคุณมาก่อน”

“แต่ผมรู้จักคุณ... ตามหาคุณกับมิลานมาหลายปีและเรายังมีเรื่องที่ต้องคุยกัน”

“ฉันคิดว่าคุณน่าจะมีโทรศัพท์นะคะ”

“ผมชอบคุยแบบสบตากันเวลาที่ต้องเจรจาเรื่องสำคัญ” รินนาผงะถอยเมื่อถูกเขาคว้าข้อมือไว้แน่น ดวงตาสีอำพันเข้มที่ฉายประกายทรงพลังและลุ่มลึกราวกับผืนมหาสมุทร ท่วงท่าของเขางามสง่าและผึ่งผาย เห็นกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดสูทอัครฐานบ่งบอกราคาแพง เด็กน้อยมองผู้ใหญ่ทั้งสองคนสลับไปมา ก่อนจะจูงมือเขาคนนั้นมาจับมือรินนาไว้ เชื่อมร้อยเป็นดั่งสายโซ่ข้อกลาง

“แม่จำพ่อไม่ได้เหรอฮะ... พ่อไปทำงานกลับมาหาเราแล้ว ผมมีพ่อแล้วนะฮะ”

ตอน 2

บทที่ 2 เขาเป็นลูกของฉันคนเดียว!

ครั้งหนึ่งตอนสมัยพามิลานไปสมัครเข้าเนิร์สเซอรี่เป็นครั้งแรก มิลานจะชอบมองเพื่อนเวลาที่มีพ่อมารับมาส่งเสมอ เพื่อนๆ พากันอวดว่าพ่อของตัวเองเจ๋งแค่ไหน บางคนก็คุยถึงของเล่นที่พ่อซื้อให้อย่างภูมิใจ แม้ว่ามิลานจะหัวเราะสนุกสนานไปกับทุกคน แต่รินนาก็รู้ว่าลูกชายกำลังเสียใจ เพราะเธอไม่เคยบอกเจ้าตัวน้อยว่าพ่อของเขาเป็นใคร... สิ่งที่รินนาทำได้คือกอดมิลานไว้แน่นๆ แล้วกระซิบบอกอย่างตรงไปตรงมาว่าพ่อของเขาไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว

“ทำไมล่ะฮะ” มิลานมักจะถามกลับมาแบบนี้เสมอ เด็กตัวแค่นี้ยังเล็กเกินไปที่จะเข้าใจเรื่องซับซ้อนของผู้ใหญ่ รินนาเองก็ยังไม่พร้อมที่จะให้ลูกชายรู้ความจริง

“คุณพ่อของหนูอยู่ไกลมากจ๊ะ”

“ไกลแค่ไหนฮะ ไกลถึงภูเขาเลยรึเปล่า?” มิลานกะพริบตาปริบๆ แล้วลุกไปรื้อสมุดแผนที่มาเปิดดูด้วยความไร้เดียงสา รินนาจึงเจ็บปวดเหลือเกินเมื่อเห็นแววตาเปี่ยมความหวัง ลูกต้องการให้เธอช่วยตัดสิน “ไกลถึงทะเลทรายเลยใช่มั้ยฮะ”

“ไกลกว่านั้นอีกจ๊ะ...” รินนาเอ่ยแผ่วเบาและลูบแก้มเจ้าตัวน้อย ดวงใจของแม่... ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างรินนามีเพียงแค่มิลานเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ใครๆ ก็อยากรู้ว่าพ่อของมิลานคือใคร ทำไมถึงปล่อยให้เธออุ้มท้องตามลำพังโดยไม่รับผิดชอบ บางคนก็ว่าเธอโง่ ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ผู้ชายง่ายๆ แต่คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่สนใจว่าใครจะพูดถึงเธออย่างไรหรอก ทว่าถ้าหากใครกล้าพูดจาทำร้ายจิตใจมิลานล่ะก็ รินนาไม่ปล่อยไว้แน่

“เราไปหาพ่อกันได้ไหมฮะ เพื่อนล้อผมว่าผมไม่มีพ่อ” มิลานสะอื้น น้ำตาไหลเงียบๆ คำล้อของเพื่อนๆ ไม่กี่คำแต่ทำให้เด็กชายคนนี้ปวดร้าวเหลือเกิน

“มิลานมีพ่อจ๊ะ” เธอยืนยันหนักแน่น ไม่ต้องการให้เด็กน้อยมีปมด้อยเด็ดขาด “พ่อของลูกแค่กลับมาตอนนี้ไม่ได้เท่านั้น”

“แล้วพ่อจะกลับมาตอนไหนฮะ ผมจะเตรียมหมอนให้พ่อนอนกับผม” ดวงตาของเจ้าลูกชายมีความหวัง จัดแจงลุกขึ้นจัดเตียง ยอมแบ่งหมอนกับผ้าห่มผืนโปรดให้พ่อ “แม่นอนฝั่งซ้าย พ่อนอนฝั่งขวาแล้วผมจะนอนตรงกลางฮะ”

“มิลานจ๊ะ” รินนาตัดสินใจเก็บงำความเศร้า กอดลูกชายไว้และพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “พ่อของลูกเขาตายไปแล้ว”

“ตายแปลว่าอะไรฮะ” เด็กตัวเล็กแค่นี้ยังไม่เข้าใจความตาย รินนาจึงไม่อาจใจร้ายทำลายหัวใจแสนไร้เดียงสาได้ลงคอ

“หมายถึงคุณพ่อของลูกเขาไปอยู่กับเทวดาบนท้องฟ้าแล้วยังไงล่ะจ๊ะ”

มิลานรับฟัง แต่ก็ยังไม่เข้าใจ “ให้พ่อกลับมาอยู่ที่บ้านกับเราก็ได้นี่ฮะ ผมไม่โกรธที่พ่อไม่กลับบ้านตั้งนานหรอกฮะ ผมแค่อยากขี่คอพ่อเหมือนเพื่อนคนอื่นบ้าง”

“ถ้าพ่อยังอยู่ พ่อจะต้องทำอย่างนั้นแน่นอนจ๊ะ พ่อรักมิลานมากเลยนะ ตอนที่ลูกเกิดมาใหม่ๆ ร้องโยเยทั้งคืน พ่ออุ้มมิลานนั่งเก้าอี้โยกปลอบใจทั้งคืนเลยล่ะ” มิลานยิ้มกว้างพลางเช็ดน้ำตาให้แม่ กลายเป็นฝ่ายกระซิบปลอบว่าเดี๋ยวพ่อก็กลับ คงเป็นเพราะเด็กมักจะจัดการความเศร้าได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ดูได้จากตอนที่รินนากำลังจะจนปัญญาอธิบายอยู่นั้นเอง มิลานก็หาคำตอบให้ตัวเองได้

“อ๋อ... ผมรู้แล้ว พ่อไปทำงานอยู่ใช่มั้ยฮะ พ่อของเพื่อนผมคนนึงก็ต้องนั่งเครื่องบินไปทำงาน กลับมาแค่ปีละสองเดือนเอง”

“เอ่อ... จ๊ะ พ่อไปทำงาน”

บทสนทนาหลังนิทานก่อนนอนต้องจบลงแบบนี้เสมอ มิลานเกี่ยวก้อยสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี ยอมกินผักให้หมดจาน เทวดาจะได้ปล่อยพ่อจะกลับมาเร็วๆ รินนาได้แต่ยิ้มทั้งน้ำตาและเฝ้ามองความหวังแสนบริสุทธิ์ของมิลานอยู่ข้างๆ กลัวเหลือกลัวว่าความรู้สึกเปราะบางนี้จะพังทลายลง

“แม่สัญญานะฮะว่าพ่อจะกลับมา”

“แล้วแม่จะบอกพ่อให้จ๊ะ แม่รักลูกนะ”

“ผมก็รักแม่ฮะ” รินนาหอมแก้มลูกชาย กระชับผ้าห่มแล้วปิดประตูห้องนอนอย่างเบามือ เธอทำได้แต่เดินวนไปเวียนมาหลังจากมิลานหลับไปแล้วเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับความเจ็บปวดนี้ดี คนเป็นแม่ทำได้แค่ประคับประคองและปกป้องลูกชายไว้ ตั้งใจว่าจะค่อยๆ อธิบายความจริงว่าพ่อของเขาตายไปแล้ว แต่ทุกวันเด็กน้อยจะคอยยืนชะเง้อคอมองออกไปนอกรั้วโรงเรียน เผื่อว่าจะมีใครเดินเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าแล้วบอกเขาว่า ‘พ่อกลับมาแล้ว’

และเมื่อวานนี้เขาก็กลับมาแล้วจริงๆ

ผู้ชายคนนั้นชื่อเลออง เวอร์ริเซีย เขาบอกว่าต้องการมิลานคืน...

ตระกูลเวอร์ริเซียเป็นตระกูลชั้นนำในอิตาลี มั่งคั่ง ร่ำรวยและทรงอิทธิพลในเงามืด ทำธุรกิจค้าขายอาวุธที่ปลดประจำการจากกองทัพแล้ว โดยหลักการฟังดูเรียบง่ายแต่ในความเป็นจริงคือธุรกิจสีเทานี้ จะทำให้อาวุธที่ยังใช้การได้ดีจำนวนมากรั่วไหลอย่างถูกกฎหมายผ่านทางเพนตากอนหรือกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน อาวุธสงคราม ยุทโธปกรณ์ตลอดจนชิ้นส่วนขีปนาวุธ คิดเป็นเม็ดเงินมูลค่านับพันล้านเหรียญต่อเดือน และบุคคลผู้ซึ่งกุมอำนาจสูงสุดในวงการค้าอาวุธนี้ก็คือชายหนุ่มวัยสามสิบห้า... เลออง เวอร์ริเซีย

แล้วเธอล่ะ? ...

นางสาวรินนา พรหมมินทร์ มีรถเต่าหนึ่งคัน บ้านเล็กๆ หนึ่งหลัง ปลาทองหนึ่งฝูงในตู้กระจกและก็เงินในบัญชีนิดหน่อย แล้วเธอจะเอาอะไรไปสู้คะคานกับบุคคลผู้เปี่ยมล้นอำนาจคนนั้น รินนากำหมัดแน่นระหว่างเปิดอ่านเอกสารที่เขายื่นให้... ไม่สิ ต้องเรียกว่าเขายัดเยียดใส่ในมือ เธอโกรธจนพูดอะไรไม่ออก ทำได้ดีที่สุดก็เพียงคว้าตัวมิลานมาจากเขาแล้วหนีกลับบ้านเตลิดเปิดเปิง แม้จะล๊อกกุญแจประตูกี่ชั้นแต่รินนารู้ดีว่าไม่มีวันหนีตระกูลเวอร์ริเซียพ้น

ตอน 3

เธอยังจำได้ว่ารอยยิ้มของเขาน่ากลัวเพียงใด ไม่นับเสียงเห่ากรรโชกของเจ้าบรูโนที่ตามคุกคามไล่หลังอีก รินนาพยายามสงบจิตใจ เปิดโคมไฟที่โต๊ะทำงานพร้อมชงกาแฟดำเข้มร้อนกรุ่นส่งควันหอม รินนาสูดลมหายใจลึกๆ พลางเปิดเอกสารที่เลอองมอบให้ซึ่งเป็นคำสั่งเด็ดขาดจากศาลในอิตาลี ดวงตาดำขลับจึงไล่อ่านรายละเอียดรายการคำสั่งศาลกว่าร้อยหน้ากระดาษ

เลอองแจ้งความประสงค์ว่าต้องการเป็นผู้ปกครองลูกชายของเธอแต่เพียงผู้เดียว... และบัดนี้เขายื่นความจำนงในฐานะผู้ปกครองตามกฎหมายของมิลานเรียบร้อยแล้ว

คนเลว! ขี้ขลาดตาขาว! เก่งทำแต่เรื่องลับหลังคนอื่น! เอกสารคำสั่งศาลในมือรินนาถูกขยำยับไม่มีชิ้นดี ไม่มีทางเด็ดขาด! รินนาจะไม่มีวันยอมให้ผู้ชายคนนั้นทำตามอำเภอใจ สิ่งที่ผู้ชายคนนี้ทำไม่ต่างอะไรจากการแอบลอบเข้ามาขโมยลูกชายของเธอไปหน้าด้านๆ

รินนาพยายามโทรศัพท์ปรึกษาทนายและเปิดกฎหมายเข้าสู้แต่พบว่าตนเป็นฝ่ายช้าไปหนึ่งก้าว เมื่อกาแฟหมดไปแก้วแล้วแก้วเล่าพร้อมกับเอกสารกองโตรอบตัว ร่างบางต้องจำใจสรุปได้ว่าเขามีสิทธิ์ดูแลปกครองมิลานในฐานะบุตรชายเช่นกัน...

และเขาต้องการพามิลานกลับไปอิตาลี

ร่างบางเม้มริมฝีปากแน่น กล้ามเนื้อทุกส่วนเคร่งเครียด รินนาต้องหาทางผ่อนคลายด้วยการนวดหว่างคิ้วเบาๆ แล้วครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาอย่างสับสน อยู่ดีๆ ก็จะมีคนมาพรากลูกไปจากเธอ หากว่ารินนาจะลองขอร้องเลอองให้เธอเป็นผู้ร่วมดูแลเด็กด้วยก็อาจจะพอเป็นไปได้ แต่พอรินนาลองวาดภาพก็นึกไม่ออกว่าผู้ใหญ่สองคนที่อยู่กันคนละมุมโลกจะช่วยกันดูแลเด็กหนึ่งคนได้อย่างไร แล้วเวลาที่ผ่านมาเขาหายไปไหนกันล่ะ ทำไมถึงเพิ่งจะโผล่มาแสดงตัวโอ้อวดรับผิดชอบอะไรเอาป่านนี้...

รินนาซบหน้าลงบนท่อนแขน นึกใจแป้วว่าเลอองจะใช้อิทธิพลกดดันให้เธอยินยอมเซ็นยกมิลานให้ แต่รินนาเองในฐานะแม่ที่ดูแลปกป้องลูกเท่าชีวิต ไม่มีวันที่เธอจะยอมยกมิลานให้ใครไปอย่างเด็ดขาด...

.

.

.

เช้ามืดวันนี้ฝนตกซู่ ช่วยดับความร้อนอบอ้าวได้ไม่น้อย บรรดานกพิราบซอนไซ้ขน ขันคูและอาบน้ำที่น้ำพุเล็กๆ ตรงวนเวียนถนนในหมู่บ้าน บนทางเท้ามีแอ่งน้ำสะท้อนแสงวาววับ สายลมก็พัดโบกโบยพอให้เย็นฉ่ำใจ รินนาถือข้าวของจากตลาด ทั้งไข่สด ผักหลายอย่าง เนื้อปลาแล้วก็ไส้กรอกหอมกรุ่น ส่วนอีกมือจูงเด็กชายเดินไปด้วยกัน ตอนนี้สายมากแล้ว รินนาจึงตัดความกังวลทิ้งไปแล้วรีบลงมือทำมื้อเช้าและข้าวกล่องให้ลูกชาย

“แม่ทะเลาะกับพ่อเหรอฮะ” เด็กน้อยถามขึ้นระหว่างที่กำลังทานข้าวก่อนไปโรงเรียน มิลานก้มหน้าลง ความมีชีวิตชีวาหายไปเหมือนดวงตะวันลับขอบฟ้า หนูน้อยเศร้าสร้อยจนคนเป็นแม่อย่างเธอพลอยปวดใจไปด้วย

“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะจ๊ะ”

“ก็พ่อไปทำงานกลับมาแล้ว แต่แม่ไม่ยอมให้พ่อกลับบ้านกับเรานี่ฮะ”

“มิลานจ๊ะ... คุณพ่อยังต้องทำงานอีกนิดจ๊ะ” รินนาหยิบนมกล่อง ห่อขนมคุกกี้และพับผ้ากันเปื้อนใส่กระเป๋าเป้นักเรียนให้ลูกชาย ในขณะเดียวกันก็เอ็ดลูกที่เอาแต่เขี่ยไข่ดาวไส้กรอกเล่น เธอแนบหน้าผากเข้าหาหน้าผากน้อยๆ หอมแก้ม เช็ดคราบนมเปื้อนที่มุมปากให้แล้วร้องเพลงเจ้าขุนทองด้วยกันทุกเช้า

“แม่ไม่ได้ทะเลาะกับพ่อจริงๆ นะฮะ”

“นะ...แน่นอนจ้า เจ้าเด็กคนนี้ชักจะกลายเป็นตาแก่เข้าไปทุกทีเลยนะ” รินนาแกล้งเป่าลมใส่ซอกคอพอให้ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคัก ก่อนจะจูบพวงแก้มหอมกลิ่นสบู่และกลิ่นของเสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน “คุณพ่อเพิ่งจะเดินทางไกลมาจากอิตาลี คงต้องเดินทางไปประชุมสองสามที่แล้วก็มีธุระที่จะต้องคุยกันนิดหน่อย”

“แม่จะไปคุยกับพ่อเรื่องผมใช่ไหมฮะ”

“เอ่อ... ใช่จ๊ะ” ยิ่งลูกโตขึ้นก็ยิ่งจะปิดความลับไว้ไม่ได้ รินนายอมรับตรงๆ เพราะแพ้ต่อดวงตาใสแจ๋วคู่นี้ วันนี้เธอมีนัดคุยกับเลออง เวอร์ริเซียพร้อมกับทนายของเขาเรื่องสิทธิ์ในการเลี้ยงดูมิลาน เธอครุ่นคิดหาทางออกจนเผลอขมวดคิ้วมุ่นจนมิลานสัมผัสได้ เด็กชายตัวน้อยจึงสบตาแม่อย่างเคร่งขรึม

“แม่จะหย่ากับพ่อเหรอฮะ”

“มิลานรู้จักคำว่า ‘หย่า’ ด้วยเหรอจ๊ะ” รินนาใจหายหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

“รู้สิฮะ หย่าหมายถึงพ่อกับแม่ไม่อยู่ด้วยกันไง พ่อแม่เพื่อนผมหย่ากันตั้งหลายคน แต่ผมไม่อยากให้แม่กับพ่อหย่ากัน” มิลานหอมแก้มแม่ อ้อนเสียงหวาน “แม่ต้องใจเย็นๆ นะฮะ ถ้าแม่ยังโกรธพ่ออยู่ ให้พ่อมานอนเตียงผมไปก่อนก็ได้ฮะ”

“พ่อเขาตัวใหญ่ จะนอนเบียดมิลานเปล่าๆ”

“งั้นก็ต้องให้พ่อนอนที่เตียงแม่สิฮะ พ่อจะได้ง้อแม่ไง”

ให้ตายเถอะ! เด็กที่กินนมทุกวัน วันละครึ่งลิตรนี่ชักจะฉลาดเกินไปแล้ว มิลานช่างเจื้อยแจ้วเจรจาและรู้ความเป็นไปของโลกใบนี้เกินตัว รินนาอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นรถเต่าพาไปส่งโรงเรียน เธอเฝ้ามองลูกชายคนนี้ทุกวัน คอยดูเขาเติบโตแข็งแรงและมีความสุข

“แม่กลัวว่าพ่อจะไม่รักผมเหรอฮะ”

“เอ้อ...”

เธอเป็นแม่ ดังนั้นเธอมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะระแวงผู้ชายคนนั้น รินนานึกถึงตอนที่มิลานอายุได้เพียงสามเดือน ตอนที่เธอกำลังลำบากเลือดตาแทบกระเด็น เพราะเด็กทารกน้อยแผดเสียงร้องไห้จ้าเล่นเอาคุณแม่มือใหม่ต้องตื่นทั้งคืน เธอซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์กับเสียงร้องของเด็กแบบนี้ถึงกับเดินเป็นหนูติดจั่น อุ้มหนูน้อยนั่งเก้าอี้โยกกล่อมจนสุดท้ายก็หมดแรงหลับไปด้วยกันทั้งคู่ตอนเจ็ดโมง

มาบัดนี้เจ้าหนูน้อยจอมโยเยคนนั้นจากไปแล้ว แทนที่ด้วยเด็กวัยตั้งไข่ วัยเดินเตาะแตะ ตอนนี้มิลานวัยอนุบาลร่าเริงแข็งแรงและช่างพูดช่างจาเป็นที่สุด อีกหน่อยก็จะเข้าชั้นประถม มัธยมแล้วก็มหาวิทยาลัย บางทีโตขึ้นเขาอาจจะเป็นทหาร เป็นหมอ เป็นคุณครูหรือเป็นวิศวกร รินนาลองจินตนาการแล้วก็มีรอยยิ้มเป็นสุข ขอแค่เด็กชายโตขึ้นอย่างมีความสุข เธอก็พอใจแล้ว แค่คิดความเหนื่อยยากลำบากที่ผ่านมาหายวับไปกับตา...

“แม่ฮะ... แม่อย่าทะเลาะกับพ่อนะฮะ”

“เดี๋ยวนี้หายใจเข้าก็พ่อ หายใจออกก็พ่อเลยนะ เดี๋ยวแม่ก็น้อยใจหรอก”

“ผมก็รักแม่ฮะ

“แม่รู้จ๊ะ” รินนาแกล้งแซวพลางลูบผมลูกชายอย่างอ่อนโยน เธอรักเด็กคนนี้เหลือเกิน มิลานสะพายกระเป๋านักเรียนแล้วหอมแก้มแม่อีกฟอดแต่ยังไม่ทันเดินก็ดันสะดุดล้ม ถ้าเป็นเด็กคนอื่นก็คงจะร้องไห้โฮ แต่มิลานลุกขึ้นเอง ปัดเนื้อปัดตัวแล้วก็หันมาส่งยิ้มเขินๆ ให้แม่ รินนาจึงอดขยี้ศีรษะเล็กๆ ด้วยความเอ็นดูไม่ได้ก่อนจะปิ๊งไอเดียเอาใจคนเก่ง

“เพื่อเป็นรางวัลให้คนเก่ง เย็นนี้อยากทานผัดมักกะโรนีของโปรดไหมจ๊ะ”

“ยอดเลยฮะ” มิลานชูมือร้องเย้ แค่ดูแววตาของลูก รินนาก็รู้แล้วว่าลูกอยากจะพูดอะไร “ให้พ่อมากินมื้อเย็นกับเราด้วยนะฮะ”

“คงจะไม่ได้หรอกจ๊ะ”

“แม่รักผมไหมฮะ” มิลานถามเธอเสียงหงอยๆ รินนาจึงย่อตัวนั่งลง สบตาอย่างอบอุ่นพลางยืนยันอย่างหนักแน่นด้วยการสวมกอด

“แน่นอน! รักสิจ๊ะ ลูกคือคนสำคัญที่สุดในโลกของแม่เลยนะ”

“งั้นแม่รักมิลานแล้ว แม่ก็ต้องรักพ่อด้วยสิฮะ ให้พ่อกลับบ้านเรานะฮะ” เจ้าเล่ห์ไม่เบานะเด็กคนนี้... มิลานคิดถึงพ่อทุกลมหายใจเข้าออกจริงๆ

“แม่จะพยายามจ้ะ”

การเฝ้าดูลูกๆ เติบโตถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เจ้าหนูคือบทพิสูจน์ว่าคนตัวใหญ่ไม่จำเป็นต้องดุร้ายเสมอไป ถึงแม้ตอนนี้มิลานจะตัวโตกว่าเพื่อนร่วมชั้นเท่าตัวและโครงสร้างแข็งแรงกว่าใครๆ แต่มิลานก็ไม่เคยใช้กำลังกับใคร แกร่าเริงเหมือนซานตาคลอสตัวน้อย หน้ายิ้มตลอดเวลาและหัวเราะง่าย ทั้งกล้าและแกร่งตามประสาเด็กผู้ชาย

“พ่อบอกว่าอยากเจอแม่มาก แล้วก็บอกว่าผมต้องเปลี่ยนไปใช้นามสกุลเวอร์ริเซียด้วยล่ะฮะ”

“ไม่ได้หรอกจ้ะ... มิลานนามสกุลพรหมมินทร์ต่างหาก” รินนายืนยันหนักแน่นทันที แต่ในใจก็นึกหวั่น แม้ว่าจะพยายามเก็บสีหน้าลำบากใจไว้ลึกๆ เพียงใด แต่เธอรู้ดีว่าความขัดแย้งของผู้ใหญ่กำลังส่งผลให้เด็กเครียดไปด้วย และหากการต่อสู้แย่งชิงลูกครั้งนี้จะทำให้เด็กตัวน้อยถูกผู้ใหญ่รุมฉีกทึ้งเป็นเสี่ยงๆ รินนาก็ยอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด

.

.

.

ในขณะเดียวกันตรงถนนฝั่งตรงข้ามโรงเรียน บุรุษหนุ่มผู้นำตระกูลเวอร์ริเซียก้าวลงจากรถบูกัตติ เวย์รอน แสงแดดแผดเปรี้ยงสาดเข้ามาเต็มที่จนเขาต้องคว้าแว่นกันแดดขึ้นสวม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับอากาศร้อนสุดหฤโหดของเมืองไทยทำให้เลอองไม่ค่อยสบอารมณ์นัก เขาถอดเสื้อสูทตัวนอก ยืนพิงฝากระโปรงรถพลางจุดซิการ์ขึ้นสูบระหว่างเฝ้ามองรินนากับมิลานซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอดูเป็นแม่ในอุดมคติ รักลูกด้วยเหตุผล อ่อนโยน ดูแลเอาใจใส่ดีเยี่ยมและที่วิเศษที่สุดก็คือ เธอสวยเด็ด...

“ดูสิบรูโน... แกเคยเห็นผู้หญิงคนไหนสวยขนาดนี้รึเปล่า?”

‘สวยแถมใจดีด้วยล่ะ แย่หน่อยนะครับ... เธอไม่มีช่องโหว่เป็นจุดอ่อนให้เจ้านายเล่นงานได้เลย’

ถ้าบรูโนมันพูดได้ มันคงจะบอกเขาแบบนั้น เจ้าสุนัขหน้าดุหอบหายใจฮักๆ ยื่นหน้าออกมาจากรถคันหรูซึ่งเปิดแอร์เย็นฉ่ำไว้ให้ สายตาของบรูโนจ้องมองนายหญิงกับนายน้อยขวัญใจไม่วางตา เลอองจึงถอนหายใจพลางลูบหัวมันเบาๆ

“หวังว่าเธอคงจะคืนทายาทของเวอร์ริเซียมาให้เรา”

ชาวอิตาเลียนทุกคนจะให้ความสำคัญแก่สายสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นอันดับหนึ่ง ทันทีที่รู้ว่ามีทายาทของตระกูลเวอร์ริเซียหลุดหลงอยู่ที่เมืองไทย... มิลานคือลูกชายของคนสำคัญที่เขาอยากชดเชยความผิดให้เสมอมา เมื่อโอกาสมาถึงเขาจึงออกหน้าจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง แต่ไม่เคยนึกไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่าจะต้องรับมือกับผู้หญิงคนนี้

“แกคิดว่าเธอจะยอมทำตามคำสั่งศาลรึเปล่า?”

ตอนแรกเขาตั้งใจว่าหากรินนาคิดฟ้องสู้ เขาจะหยิบยกเรื่องที่รินนาขาดคุณสมบัติความเป็นแม่มาเสริมให้ศาลตัดสินได้ง่ายขึ้น แต่ยิ่งมองเขาก็ยิ่งพบว่าเธอรักเจ้าหนูน้อยคนนี้จากหัวใจจริงๆ

‘เธอน่ารักดีนะครับ ตัวหอมด้วย จี๊ดเลย ผมรู้ว่าเจ้านายก็ชอบเธอ’ บรูโนเหลียวหน้ามาสบตา คุยผ่านทางแววตากับเขาอีก ‘ตอนแรกก็สงสัยว่าคนอย่างเจ้านาย มีผู้หญิงตั้งมากมายอยากจะใกล้ชิด แต่ไม่รู้ถูกใจอะไรขึ้นมา ถึงขนาดบินมาเองเลยนะเนี่ย’

บรูโนมันครางในลำคอคุยกับเจ้านายด้วย ชายหนุ่มจึงยักไหล่ สูบซิการ์รสขมเข้าเต็มปอด บนเบาะหลังรถมีข้อมูลทุกอย่างของสองแม่ลูก เขาสารภาพว่าเพิ่งรู้เรื่องมิลานเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้เอง... ดังนั้นเขาจึงเร่งดำเนินการและยื่นเรื่องขอรับผิดชอบเด็กชายคนนี้ให้อยู่ในความดูแลของตระกูลเวอร์ริเซียทันที

‘จะให้ผมไปทักเธออีกก็ได้นะ... นะๆๆ ’ บรูโนส่ายหางระริก มันมองหน้านายหนุ่มไปพลางส่งสายตาหวานให้นายหญิงไปพลาง เลอองจึงต้องปรามมันไว้ด้วยการปิดกระจกรถซะ

ควันจากซิการ์ลอยเป็นสายยาวตามแรงลมริมถนน เขาไม่ได้สนใจมันนักหรอก แค่อยากจะมีอะไรถือไว้ในมือขณะเฝ้ามองรินนาเท่านั้นเอง คนระดับเลอองเคยเจอผู้หญิงสวยมาเยอะแยะมากมายเกินนับไหว แต่ไม่มีใครที่ทรวดทรงองค์เอวบอบบางละไมมือเช่นนี้ ดวงตาดำขลับของรินนาบ่งบอกนิสัยดื้อรั้นเด็ดเดี่ยวเป็นที่สุด ดังนั้นเพียงพบสบตากัน เลอองจึงรู้แล้วว่าต้องพบกับเรื่องยุ่งยากวุ่นวายจากเธอคนนี้อีกหลายเท่านัก แต่ถึงอย่างไรก็ต้องขอบคุณที่รินนาเป็นธุระช่วยเลี้ยงดูทายาทของตระกูลเวอร์ริเซียมาหลายปี เลอองครุ่นคิดอย่างเหม่อลอย ปล่อยให้ควันซิการ์ล่องลอยไปตามสายลม

เขามาทวงลูกคืนเพียงอย่างเดียว แต่ตอนนี้ชักอยากจะได้แม่แล้วด้วยสิ

รินนาเป็นสาวสวยน่ารัก พวงผมหางม้าหนานุ่มขดม้วนนิดๆ เหมือนหางกระรอกดูสวยดี สัดส่วนเต่งตึงเบ่งบานสะพรั่งเหมือนดอกไม้แรกแย้มและมั่นใจได้เลยว่ากลีบอ่อนไม่คุ้นมือชาย โดยเฉพาะหน้าอกหน้าใจนั้น พวงถันเธออวบอั๋นงามกระชับ เลอองจึงหรี่ตามองแล้วถอนหายใจด้วยใจระทึก นึกอยากจะทำหน้าที่โอบอุ้มสองเต้างามนั้นแทนบราเซียร์สีดำตัวจิ๋วนั่น!

แม่คุณเอ๊ย...

แค่ได้มอง อากาศที่ว่าร้อนอยู่แล้วก็ยิ่งร้อนทุรนทุราย เลอองนึกอยากให้ฝนตกปรอยๆ เวลานี้ชะมัด อยากเห็นเนื้อขาวๆ แนบชุดฉ่ำชื้น ต่อให้ยืนขาแข็งทั้งวันเขาก็ยินดีมอง เมื่อวานนี้คนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อค้าความตายถึงกับกลายเป็นเจ้างั่ง อ้ำอึ้งตะลึงงันเมื่ออยู่ต่อหน้าเธอ ไม่ว่ารินนาจะเคลื่อนไหวไปทางใด สายตาของเขาก็ต้องตามติด เอิบอิ่มเต็มตาเต็มใจด้วยผิวพรรณเกลี้ยงเกลากลมกลึง เนื้อตัวเต่งตั่งเป็นยองใย เลอองถึงกับระบายยิ้มออกมาเมื่อเห็นเรียวขาหนั่นงามโผล่วับแวมจากชายกระโปรงผ่าข้าง

ถ้าเขาได้เป็นคนถอดจะดีสักแค่ไหนนะ...

ทันใดนั้นหูทั้งสองข้างของบรูโนก็ตั้งขึ้น มันหยุดนิ่งระวังภัยและจ้องไปยังสองแม่ลูกเขม็ง ส่งสัญญาณให้เจ้านายทราบถึงความผิดปกติทันที มิลานกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นโดยที่ร่างบางนั่งย่อเข่าลงพลางยึดแขนลูกทั้งสองไว้แน่น เลอองจึงขยี้ดับซิการ์ด้วยการเด็ดปลายทิ้งพลางจับจ้องรินนาด้วยสายตาดุดันขึ้น ถ้ารินนากล้าทำร้ายมิลานแม้แต่นิดเดียวล่ะก็... เขาจะไม่ไว้หน้าเธอแน่

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED