บทนำ
“แกต้องแต่งงานกับหนูมิริน” ชายวัยกลางคนพูดบอกหลานชายคนโตของบ้านบนโต๊ะอาหารในมื้อเย็น สร้างความอึดอัดได้เป็นอย่างดีสำหรับผู้ที่ได้ยิน
“......” เรย์เจ้าของใบหน้าหล่อสันจมูกคมรับรูปได้แต่เงียบไม่ตอบกลับรับคำของผู้เป็นปู่
“ฉันจะจัดการเรื่องงานแต่งที่จะจัดขึ้นกับเรื่องแขกในงานให้”
“คุณพ่อครับ ให้หลานๆ ทานข้าวกันก่อนดีไหมครับ เดี๋ยวเราค่อยคุยเรื่องนี้กับเรย์ก็ได้” เอเดียนพูดขึ้นห้ามผู้เป็นพ่อที่นั่งข้างกัน
“เพราะแกให้ท้ายมันตลอดแบบนี้ไงมันเลยเอาแต่ใจไม่ยอมฟังใคร!” แต่เขากลับโดนคำพูดว่าจากลาคอสตอบกลับมาแทน
“ถ้าทำทุกอย่างแทนแล้วก็แต่งแทนไปด้วยเลยสิ” เสียงนิ่งเรียบของเรย์พูดขึ้นขัดจังหวะ เขาไม่ได้ต้องการให้พ่อต้องเดือดร้อนแทนอยู่แล้ว
“พี่เรย์...” น้องสาวคนเล็กอย่างเอวาพูดขึ้นปราบพี่ชาย เรย์ปรายตามามองแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรตอบ เธอสนิทกับเรย์มากอยู่แล้วและสองคนปู่หลานคู่นี้มักจะมีปากเสียงกันอยู่บ่อยๆ ก็ได้เธอที่เป็นคนห้ามศึกให้ตลอด
“แกดูลูกของแกสิ มันจองหองมากขนาดไหน!” ลาคอสพูดขึ้นอีกรอบในท่าทีที่โกรธจัด ถึงแม้เรย์จะไม่ได้อยู่ที่บ้าน นานๆ ทีเข้ามากินข้าวด้วยแต่ก็ต้องมีปากเสียงกันทุกครั้ง
“ไม่พูดกับปู่แบบนั้นสิเรย์” พ่อเขาเองก็คงจะไม่เห็นด้วยมากเท่าไหร่กับคำพูดของเขา
“ผมขอตัว” ร่างสูงของเรย์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับคำก่นด่าที่ตามหลังมาไม่หยุดจากคนที่เขาต้องเรียกปู่มาตลอดยี่สิบสี่ปี
ใครกันที่เป็นต้นเหตุให้แม่เข้าต้องตายถ้าไม่ใช่คน ๆ นั้น คนที่เขาต้องจำใจเรียกว่าปู่มาตลอดเพียงเพราะไม่อยากให้พ่อเดือดร้อนและเขากับเอวาก็คงไม่เป็นลูกที่ไม่มีแม่แบบนี้ ลำพังตัวเองไม่อะไรเท่าไหร่เพราะอย่างน้อยก็ได้ใช้ชีวิตร่วมกับแม่ถึงสี่ปี ตัดมาที่น้องสาวตัวเล็กที่ไม่มีโอกาสได้ดื่มนมจากอกของแม่เลยด้วยซ้ำ
พรึบ
เสียงทิ้งตัวหนักของเรย์ดังขึ้นกลางห้องคอนโดหรูที่ตนเป็นเจ้าของ วันนี้มันช่างเป็นวันที่น่าเบื่อหน่ายที่สุดในรอบเดือนที่เขาจะต้องไปกินข้าวที่บ้านใหญ่เพราะน้องสาวขอร้อง
‘คุณพ่อทำอะไรเมียผมครับ!?’ เสียงโวยวายพูดขึ้นดังในห้องทำงานใหญ่ภายในบ้าน
‘ฉันก็ช่วยทำให้แกหลุดพ้น’ เสียงนิ่งเรียบเย็นชาพูดขึ้นตอบอย่างไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป
‘แล้วลูกของผมจะอยู่ยังไงครับพ่อ ฮืออ’ นั่นเป็นครั้งแรกที่เด็กชายเรย์ในวัยสี่ขวบได้เห็นน้ำตาของผู้เป็นพ่อ
“ไม่มีวัน” ที่เขาจะให้อภัยคนชั่วคนนั้นเด็ดขาด ลาคอสจะต้องได้รับผิดในสิ่งที่ตัวเองทำกับแม่ของเขา ถ้ากฎหมายช่วยอะไรไม่ได้เขาก็พร้อมจะเป็นมัจจุราชในคดีนี้เอง
ครืดดดด~
‘ติ้ด’
หน้าจอโทรศัพท์เครื่องหรูขึ้นโชว์รายชื่อของเพื่อนสนิทในกลุ่มที่โทรเข้ามาก่อนที่เขาจะกดรับสายอย่างไม่ลังเล
“อืม”
(มึงอยู่ไหนวะ?) ซีโน่ หนึ่งในกลุ่มเพื่อนพูดขึ้นถาม
“คอนโด”
(คืนนี้ที่เดิม?)
“อืม”
(เวลาเดิม?)
“อืม” หลายคนต่างสงสัยว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันได้ยังไงแทบจะพูดกับน้อยคำขนาดนี้ แต่ความที่พูดกันน้อยนี่แหละที่ทำให้พวกเขาอยู่ด้วยกันได้
หลังจากสิ้นเสียงปลายสายก็ตัดไปโดยคนตัวโตก่อนที่เจ้าตัวจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงเดินออกไปที่ระเบียงห้องพร้อมกับซองบุหรี่นอกราคาแพง
เรย์เป็นนักสิงห์อมควันมาตั้งแต่อายุราว 18 ปี เพียงเพราะได้ยินคนบอกว่าถ้าเครียดมาก ๆ ของพวกนี้ช่วยได้และมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ตั้งแต่นั้นเขาก็ไม่สามารถทิ้งมันได้เลย
ควันขาวขุ่นสีเทาพ่นออกจากปากหนาหยักของเรย์เหมือนเป็นเรื่องปกติพร้อมกับความคิดในหัวของเขามากมาย
ครืดดดด~
เสียงโทรศัพท์เครื่องหรูดังขึ้นอีกรอบในห้อง เขาได้ยินแต่ไม่ได้ให้ความสนใจเพราะยังจัดการบุหรี่ม้วนในมือไม่หมดจนสายตัดไปในที่สุด
ครืดดดด~
เสียงเดิมดังขึ้นอีกครั้งสร้างความรำคาญให้กับเขาเป็นอย่างมากจนต้องรีบจัดการกับม้วนบุหรี่ในมือให้หมดก่อนเดินเข้าห้องไปรับสาย
‘ฟุ่ววว’ เสียงพ่นควันเทาดังขึ้นเป็นรอบสุดท้ายก่อนทิ้งก้นบุหรี่ในที่ของมัน ร่างสูงเดินเข้าไปในห้องเลื่อนสายตามองโทรศัพท์เครื่องหรูที่ยังดังขึ้นมาไม่หยุด
‘ติ้ด’
(พี่เรย์ ทำไมไม่รับสายเอวา) เสียงใสของน้องสาวเพียงคนเดียวดังขึ้นแหวใส่ผู้เป็นพี่ทันทีที่เขารับสาย
“ก็รับแล้ว ว่าไง” เขาตอบกลับพร้อมกับทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาหรูตัวเดิม
(ก็พี่เรย์รับช้า) เสียงปลายเสียงพูดขึ้นอย่างงอนๆ ก็ใครจะไปคิดว่าน้องสาวตัวแสบของเขาจะโทรมา ถ้ารู้เขาคงรียมารับให้เร็วกว่านี้
“โอเคพี่ขอโทษ เอวามีอะไรถึงโทรมาหาพี่" คงมีเพียงคนเดียวที่เขารักและยอมได้มากขนาดนี้
(ตอนเย็นคุณปู่โกรธมากเลย) พอได้ยินชื่อว่าเป็นเรื่องของปู่ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
(คุณปู่บอกว่าจะตัดขาดกันกับคุณพ่อถ้าพี่ไม่ยอมแต่งงาน) น้ำใสของหญิงสาวดูเศร้าลงเมื่อต้องพูดประโยคนี้ออกมา
“แล้วเขาได้พูดอะไรอีก?” เสียงนิ่งพูดขึ้นถาม
(คุณปู่บอกว่าถ้าไม่อย่างนั้นเอวาต้องแต่งงานกับอีกตระกูลแทนแลกกับการที่พี่เรย์ไม่ต้องแต่งงาน)
มือหนากำเข้าหากันอย่างโกรธเคืองกับคำสั่งที่เห็นแก่ตัวของคนเป็นปู่ หวังจะถวายลูกหลานให้คนอื่นเพื่อหวังผลประโยชน์ เห็นแก่ตัวไม่มีเปลี่ยน
“ไม่เป็นไรพี่จะแต่งงานเอง” เอวายังเด็กไปกับเรื่องแต่งงานและถ้ามีคนที่ต้องเสียสละคนคนนั้นก็จะเป็นเขาเอง
(พี่เรย์โอเคจริงๆ เหรอ?) เสียงใสดูเศร้าลงอย่างไม่มีท่าทีกลับมาสดใสเหมือนเดิม
“อืม” สีหน้านิ่งเรียบแต่เต็มไปด้วยความกังวลใจของเขามันชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดเสียอีก
(งั้นฝันดีนะคะพี่เรย์ เอวารักพี่เรย์นะ) เอวารู้ดีว่าพี่ชายของตนต้องการอิสระมาโดยตลอดแต่รอบนี้กลับต้องโดนคุมถุงชน เธออยากช่วยพี่ให้ได้มากกว่านี้แต่สุดท้ายแล้วเธอเองก็ทำอะไรไม่ได้มากอยู่ดี
“ฝันดีเอวา พี่ก็รักเรา” สิ้นเสียงสนทนาสายก็ถูกตัดไปก่อนที่โทรศัพท์เครื่องหรูจะถูกโยนลงบนนุ่มคิงไซส์ก่อนที่เจ้าของจะเดินเข้าห้องไปหวังชำระร่างกายตามที่บอกไปก่อนหน้า
@ผับ XX
“จริงเหรอวะ เดี๋ยวนี้แม่งยังมีคุมถุงชนอีก?” เอเดนเพื่อนหนึ่งในสามของกลุ่มพูดขึ้นหลังจากที่เรย์เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเย็นให้ฟัง
“อืม” เรย์พูดตอบก่อนจะยกวิสกี้สีใสขึ้นดื่มจนหมดแก้วด้วยสีหน้าไม่รู้สึกอะไร
“ความจริงมึงไม่เห็นต้องยอม เงินแม่งก็ไม่ได้ขอสักบาท” ซีโน่พูดขึ้นเสริมก่อนที่แขนแกร่งจะรั้งเอาร่างบางของเด็กดริ้งในผับเข้ามาโอบไหล่
“ถ้ากูไม่แต่งน้องกูก็ต้องแต่ง”
“ความจริงมันก็ล่าสมัยเกินไปกับการที่ต้องจับลูกหลานเพื่อหาผลประโยชน์เข้าตระกูล” เสียงธาราหรือธารเพื่อนคนสุดท้ายในกลุ่มดังขึ้นสมทบหลังจากที่เจ้าตัวยกแอลกอฮอล์ในแก้วดื่มหมดแล้ว
“ก็ลองดูว่าใครจะมีความอดทนได้มากกว่ากัน” ถ้าเราปฏิเสธฝั่งของเราเองไม่ได้งั้นก็คงต้องยืมมืออีกฝั่งมาทำแทน
“มึงหมายความว่าไง” เสียงเรียบนิ่งของธาราพูดขึ้นถามอีกรอบ
“ช่างเถอะ” เรย์พูดบอกก่อนที่ทั้งหมดจะคุยเรื่องงานกันต่อ
วัตถุประสงค์ของการนัดรวมตัวไม่ให้แค่ดื่มสังสรรค์อย่างเดียวเป็นแน่ ธุรกิจล่าสุดที่พวกเขากำลังทำร่วมกันเริ่มมีปัญหาเข้ามาให้จัดการช่วงนี้นักศึกษาปีสี่ที่ใกล้จบแบบพวกเขาเลยไม่มีเวลามานั่งเรียน ส่วนใหญ่เลยอยู่ที่คลังสินค้าสำหรับการส่งออกเสียมากกว่า
“ออกไปก่อน” เอเดนพูดบอกเด็กดริ้งข้างกายซีโน่ก่อนที่หญิงสาวจะเดินออกไปตามคำสั่งของเขา
“กูรู้ตัวคนทำแล้ว” เสียงนิ่งเฉยของซีโน่พูดขึ้นเรียกความสนใจของกลุ่มเพื่อนได้เป็นอย่างดี
“ใคร” สินค้าที่ส่งออกไปหายไปจำนวนมากในทุกล็อต รู้ได้เพราะการคอมแพลนของลูกค้าที่ตอบกลับมาในทุก ๆ ซีซั่นของการส่งออก
“ไอ้พอส มันเป็นลูกน้องอันดับท้ายๆ ของเรา มันติดยา มันบอกว่ามันขโมยของออกไปขายทุกรอบเพื่อเอาเงินไปซื้อยา”
“มึงแน่ใจไหมว่ามันทำคนเดียว” เพราะอาวุธที่หายไปแต่ละรอบจำนวนมันมหาศาลเกินกว่าที่คน ๆ เดียวจะทำเองไหว
“อืม มันบอกว่ามีอยู่เบื้องหลังของมันแต่มันไม่ยอมบอกว่าใคร” ซีโน่พูดบอกในประโยคสุดท้ายก่อนที่ความเงียบจะเข้าครอบงำบรรยากาศภายในห้องมีเพียงเสียงดนตรีเบาๆ จากด้านนอกโชยรอดเข้ามาให้ได้ยินเป็นช่วง
•••
อีกด้านของมิริน
“มิรินโตแล้วนะคะป๊า ทำไมป๊าถึงทำแบบนี้ล่ะคะ?” ฉันพูดขึ้นอย่างโวยวายเมื่ออยู่ ๆ ป๊าของตัวเองก็มีเซอร์ไพรมาให้ได้รับรู้ในมื้อเย็นของวัน
“เราปฏิเสธเขาไม่ได้มิริน”
“ทำไมเราถึงปฏิเสธเขาไม่ได้ล่ะคะป๊า มิรินไม่อยากแต่งงาน มิรินยังเรียนไม่จบเลยด้วยซ้ำ คนอื่นจะมองลูกป๊าเป็นยังไงคะ มิรินยังอายุแค่สิบเก้าปีเองนะคะป๊า” คนตัวเล็กเอาแต่หน้ายู่อยู่บนโต๊ะอาหาร หญิงสาววัยสิบเก้าปีต้องคิดอยู่แต่การกับเรียนมหาลัยที่ใฝ่ฝันสิไม่ใช่เรื่องแต่งงานแบบนี้
“มิริน...” เสียงหวานของม๊าพูดขึ้นห้ามปราบฉัน เรื่องอื่นมิรินยอมได้นะคะม๊า แต่เรื่องนี้มันเกินไป!
“เรายังต้องทำธุรกิจกับทางนั้นอีกเยอะ” ป๊าพูดขึ้นเสียงแข็งบ่งบอกว่ายังไงฉันก็ต้องแต่งงานให้ได้ตามคำสั่ง
“บ้านเราก็รวยแล้ว ทำไมเราต้องไปพึ่งทางโน่นอีกล่ะคะป๊า” ฉันไม่ได้ดูถูกค่าของเงินแต่ว่าที่บอกว่าบ้านฉันรวยและพร้อมไปทุกอย่างมันถือเรื่องจริง
“มันไม่เกี่ยวกับรวยหรือไม่รวยนะมิริน ที่ป๊าอยากให้มิรินแต่งงานกับเรย์ก็เพราะว่าป๊าอยากให้มิรินมีคนดูแลในวันที่ป๊ากับม๊าไม่อยู่” คนคนนั้นชื่อเรย์สินะ
“ทำไมป๊าจะต้องพูดบอกนั้นด้วย ป๊ากับม๊าก็อยู่กับมิรินนี่ไงคะ ยังไม่ไปไหนซะหน่อย” เสียงของฉันอ่อนลงเมื่อป๊าพูดขึ้นเรื่องนี้อีกแล้ว
ป๊าจะชอบพูดตลอดเลยว่าวงการที่ป๊าอยู่มันอันตราย ป๊าไม่ไว้ใจใครทั้งนั้นนอกจากคนที่ป๊าคิดว่าจะดูแลฉันได้ แล้วคนคนนั้นดันมาเป็นคนที่ชื่อเรย์อะไรนั้น
“เอาเป็นว่าป๊าขอ ถ้ามิรินตกลงป๊าจะยอมให้ย้ายไปอยู่คอนโดตามที่เคยขอไว้เมื่อต้นปี” ทำไมป๊าต้องเอาอิสระกับการย้ายไปอยู่คอนโดมาแลกกับการแต่งงานด้วย มันไม่เห็นจะคุ้มกันตรงไหนเลย
“ไม่ค่ะ มิรินไม่อยากแต่งงาน” ฉันยังยืนกร้านเสียงแข็ง
‘เฮ้อออ’ เสียงถอนหายใจของป๊าดังขึ้นจากหัวโต๊ะ นี่ฉันกำลังจะทำให้ป๊าหนักใจเหรอ ปกติป๊าไม่เคยทำหน้าเครียดขนาดนี้มาก่อนเลยนะ
“โอเคค่ะ มิรินแต่งงานกับเขาก็ได้ แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไร?” สีหน้าของป๊าเริ่มมีความหวังอีกครั้ง
“มิรินขอเวลา 3 เดือนหลังจากแต่งงาน ถ้ามิรินรักเขาไม่ได้ มิรินขอหย่าค่ะ” เป็นเรื่องที่น่าหนักใจของป๊าและม๊าอีกครั้ง
ยังไงคนเราเป็นสามีภรรยากันมันก็ต้องรักสิ ถ้าไม่รักกันเราจะอยู่ด้วยกันได้ยังไง
“โอเค ป๊ารับข้อเสนอ”
“ค่ะ มิรินก็รับข้อเสนอ งั้นพรุ่งนี้มิรินก็ย้ายเข้าคอนโดแล้วใช่ไหมคะ”
วันนี้เป็นวันย้ายเข้าคอนโดใหม่ของฉันหลังจากที่ตกลงยื่นข้อเสนอกับป๊าไปเมื่อคืน คอนโดที่ย้ายเข้ามาเป็นคอนโดที่ฉันดูไว้นานมากแล้วเหลือแต่เพียงคำอนุมัติเท่านั้นและแล้ววันนี้ก็มาถึงจนได้
“ขอบคุณมากนะคะป๊า” ฉันเดินเข้ากอดป๊าและม๊าพลัดกันอย่างออดอ้อนตามประสาลูกสาวเพียงคนเดียวที่วันนี้มาดูความเรียบร้อยของคอนโดและความเป็นอยู่ให้ฉันในวันแรกที่ย้ายเข้า
“สัญญากับม๊าก่อนว่าจะดูแลตัวเองดีๆ” เสียงเข้มของม๊าพูดขึ้น
“ค่าาา มิรินจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดีเลย” ใครกันจะกล้ายุ่งกับฉัน ลำพังแค่คนเข้ามาจีบยังคิดแล้วคิดอีก ไม่ใช่ว่าหน้าตาฉันเป็นอุปสรรคแต่ทุกคนที่เข้ามาต่างรู้ดีว่าฉันเป็นลูกสาวของใครมากกว่า
“เรียบร้อยแล้วครับท่าน” บอดี้การ์ดพูดขึ้นรายงานเจ้านายหลังจากที่สำรวจภายในห้องเรียบร้อยแล้ว
“มิรินอยู่ได้จริงๆ ใช่ไหมลูก? ที่นี่มันเล็กกว่าบ้านเราเยอะเลยนะ” เธอเพียงเป็นห่วงลูกสาวเท่านั้น
“สบายค่ะม๊า ม๊ากับป๊าไม่ต้องเป็นห่วงมิรินนะคะ อีกอย่างที่นี่ไม่ได้เล็กเลยนะคะม๊าตั้ง 75 ตร.ม. แหน่ะ” ห้องนี้กว้างมากพอสำหรับสองคนเลยด้วยซ้ำ ลำพังแค่เธอคนเดียวยังไงที่นี่ก็อยู่ได้แบบสบาย
“ถ้าอยู่ไม่ได้บอกป๊านะ ป๊าจะให้คนมาพากลับบ้าน” ป๊าพูดบอกกับฉันอีกรอบพร้อมกับท่าทีเป็นห่วงไม่หาย
“มิรินอยู่ได้จริง ๆ ค่ะ”
“แต่...”
“ป๊าคะ...”
“โอเค แล้วก็อย่าลืมข้อเสนอของเราด้วย” หลังจากที่ป๊าได้ทวงข้อเสนอแล้วทั้งคู่ก็กลับไปทำงานต่อที่บริษัทพร้อมบอดี้การ์ที่ติดตามมาด้วย
ม๊ายังทำใจไม่ได้ที่ฉันออกมาใช้ชีวิตคนเดียว ฉันเลยสัญญาไปว่าจะพยายามกลับบ้านให้บ่อยเท่าที่จะทำได้แต่ถึงจะบอกแบบนั้นไปท่านทั้งสองก็ยังดูไม่สบายใจขึ้นมาอยู่ดี
ครืดดดด
ไม่ทันที่ฉันจะได้นั่งชมคอนโดใหม่นานเสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์เครื่องหรูในกระเป๋าใบแพงก็ดังขึ้นจนต้องลุกขึ้นไปเอามารับสายอย่างตัดความรำคาญ
“ว่าไงริต้า” ฉันพูดขึ้นอย่างไม่ลังเลเมื่อคนที่โทรเข้ามาเป็นเพื่อนสนิทในกลุ่มของฉันเอง
(มึงอยู่ไหนเนี่ย?) ยัยริต้าพูดตอบมาอย่างเป็นกันเอง
“อยู่คอนโด เพิ่งย้ายเข้ามาเมื่อกี้เอง มึงจะมาหากูไหม?” เราสนิทกันมากจริงๆ ถึงได้พูดกันแบบนี้ตอนนี้ก็เข้าปีที่ 2 แล้วที่เรารู้จักกันและเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง
(เออไปดิ เดี๋ยวคืนนี้ตอนพวกกูไปรับมึงจะได้ดูคอนโดหนูของคุณหนูอย่างมึงด้วยว่าจะสวยหรูมากขนาดไหน)
“มึงหมายความว่ายังไง?”
(ไหนๆ มึงก็เป็นอิสระแล้ว วันนี้เราไปฉลองกัน) ฉันคิดแล้วว่าจะต้องไม่พ้นเรื่องฉลองแต่ถึงแม้จะไม่มีวันสำคัญอะไรพวกเราก็ฉลองบ่อย ๆ อยู่ดี
“อืม เอาดิ ใบพลูไปด้วยใช่ไหม?” ไม่ลืมที่จะถามถึงเพื่อนสนิทอีกคนในกลุ่มด้วยและเดาว่าตอนนี้ทั้งคู่กำลังอยู่ด้วยกัน
(แน่นอน)
“โอเค เจอกัน เดี๋ยวส่งโลเคชั่นคอนโดใหม่ให้”
(เออได้ดิ) พูดจบฉันจะเอาหูออกเพื่อหารายชื่อเพื่อนในไลน์เพื่อส่งโลเคชั่น จนกระทั่ง...
ครืดๆ
“เอ๊ะ?” เป็นเสียงแจ้งเตือนของไลน์ที่มีคนเพิ่มเพื่อนเข้ามาจากเบอร์โทรศัพท์มือถือและฉันเองก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปดูว่าคนคนนั้นเป็นใคร ไม่มีบทสนทนาเก่า ไม่มีรูปโปร ไม่มีแม้แต่ชื่อไลน์เพราะมีเพียงอิโมจิตัวเดียวเท่านั้น
(เป็นไรวะ?) ปลายสายพูดถามเมื่อได้ยินเสียงแปลกใจของฉันเมื่อครู่
“เปล่า เดี๋ยวกูส่งให้”
(เออ เจอกันสองทุ่ม) หลังจากนั้นเราก็วางสายกันไปก่อนที่ฉันจะกดเข้าไอคอนเพื่อส่งโลเคชั่นให้เพื่อนตามที่บอกไว้ก่อนหน้า
‘ก๊อก ก๊อก ก๊อก’
แต่ไม่ทันได้กดส่งอะไรทั้งนั้นแหละเสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะอีกแล้ว วันนี้มิรินจะได้ย้ายเข้าคอนโดแบบสงบสุขสักวันเลยไม่ได้หรือไงกัน แต่ถึงแบบนั้นฉันรีบกดส่งโลเคชั่นให้เพื่อนรักก่อนไม่งั้นคงจะโดนบ่นเอง
คุณได้ส่งตำแหน่งปัจจุบัน : มิริน.
อ่านแล้ว
มือถือเครื่องหรูถูกวางลงบนโซฟากลางห้องก่อนที่ร่างบางของฉันจะเดินไปมองหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กหลังประตูบานใหญ่เพื่อดูผู้ที่มาเยือน
“บอดี้การ์ดของป๊าหนิ?” ฉันเปิดประตูออกให้เขา ที่กล้าเปิดเพราะว่าป๊าไว้ใจลุงคนนี้มากดังนั้นไว้ใจได้แน่นอน
“คุณหนูลืมแมคบุคในรถคุณท่านครับ” เขาพูดบอกก่อนจะยื่นเอาแมคบุคในมือส่งต่อมาให้ฉัน
“มิรินลืมสนิทไปเลย ขอบคุณมากนะคะ เสียเวลาวนรถกลับมาแย่เลย” ฉันพูดบอกก่อนจะรับเอาแมคบุคมาถือไว้
“คุณท่านถึงบริษัทปลอดภัยแล้วครับ ผมตามเอามาให้คุณหนูทีหลัง” นั่นแหละฉันยิ่งรู้สึกเกรงใจเข้าไปใหญ่เลยแต่ยังไงก็ขอบคุณจริง ๆ ไม่งั้นฉันคงไม่มีอะไรทำงานส่งอาจารย์ไปอีกหลายวัน
“ขอบคุณอีกรอบนะคะ ยังไงฝากดูแลป๊ากับม๊าแทนมิรินด้วยนะ”
“ครับคุณหนู คุณหนูไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ คุณท่านมีบุญคุณกับผมมากผมจะดูแลคุณท่านให้ดีที่สุดครับ” บอดี้การ์ดรับปากฉันด้วยเสียงหนักแน่นก่อนที่เราจะแยกย้ายกันตรงนั้นและฉันที่เดินถือแมคบุคเข้ามาในห้อง
เหลือเวลาอีกมาก กว่าจะถึงเวลานัดก่อนที่ฉันจะตัดสินใจจัดของส่วนตัวที่เตรียมมาให้เข้าที่เข้าทางก่อน หลังจากนั้นก็จะได้อาบน้ำเตรียมตัวสำหรับนัดเย็นนี้ ว่าเลยก็เริ่มเลยดีกว่า
19.10 น.
การเก็บของของฉันไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด ถึงแม้ว่าของจะมีไม่เยอะแต่เวลาทั้งหมดกลับยกให้การนั่งระลึกความหลังสิ่งของชิ้นนั้นกว่าจะได้อาบน้ำเวลาก็กระชั้นชิดเวลานัดอยู่ไม่ถึงชั่วโมง
ฉันใช้วิชานินจาที่ตัวเองมีรีบพาสังขาลเข้าไปอาบน้ำทันทีด้วยความเร็วสูงเพราะรู้นิสัยแก๊งตัวเองดีว่าตรงต่อเวลากันมากขนาดไหนกับเรื่องเที่ยว มันน่าภูมิใจตรงนี้แหละ
ร่างเปลือยโพกผ้าขนหนูรอบอกเพียงชิ้นเดียวเดินออกจากห้องน้ำหลังจากอาบน้ำเสร็จ พอได้อาบน้ำก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีเลย ฉันพาตัวเองเดินมาถึงเตียงนอนหวังนั่งพักเหนื่อยที่ยังเหลืออยู่อีกนิดหน่อย
“อ่าว ยัยริต้าโทรมาหนิ” เมื่อฉันเอาโทรศัพท์ขึ้นมาดูก็เจอว่ายัยริต้าโทรมาแต่ฉันไม่ได้รับสายถึงสามสายเลย โทรกลับไปคงโดนบ่นเป็นแน่
‘ตึ๊ด ตึ๊ด’ เสียงต่อสายดังได้ไม่นานปลายสายอย่างริต้าก็กดรับทันทีเหมือนรออยู่ก่อนแล้ว
“ออกมาแล้วเหรอ?” ฉันถามขึ้น
(ถึงกับผีมึงดิ ไหนโลเคชั่นที่บอกจะส่งให้?) สิ้นเสียงของริต้าฉันเองก็ถึงกับขมวดคิ้วยุ่งเหมือนกัน ฉันจำได้ว่ากดส่งไปแล้วหนิ?
“กูส่งไปแล้ว” ฉันยังยืนยันเสียงแข็ง ไม่มีทางที่จะลืมเพราะกดส่งไปหลังจากที่วางสายรอบก่อนทันทีเลยนะ อีกอย่างริต้าเองก็กดอ่านเรียบร้อยแล้วด้วย จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง
(ก็มันไม่มี ลองดูในแชทกูสิถ้าไม่เชื่อ) ยัยริต้าเองก็ยืนยันเสียงแข็งไม่แพ้กันว่ายังไม่ได้รับโลเคชั่นจากฉัน
ฉันรีบกดเข้าแชทข้อความของตัวเองที่ส่งโลเคชั่นไปเพื่อแคปหน้าจอช่วยยืนยันคำพูดของตัวเองกับเพื่อนสาวแต่เรื่องที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของฉันก็เกิดขึ้นเมื่อ..
“เฮ้ย!” ฉันกดส่งโลเคชั่นให้ใครก็ไม่รู้ เป็นคนนั้นที่เพิ่งแอดเฟรนด์เข้ามาล่าสุดในขณะที่ฉันคุยกับยัยริต้าเมื่อตอนบ่าย
(เป็นยังไง สรุปมึงไปส่งให้ใคร?) ริต้าเหมือนกับมีตาทิพย์มองเห็นการกระทำของฉันไม่มีผิด
“มึง..กูส่งให้ใครไม่รู้ เดี๋ยวกูอันเซนก่อน”
คุณยกเลิกส่งข้อความ : มิริน.