เสียงฮือฮาและสายตาหลายคู่มองมาด้วยความตกตะลึง ภาพตรงหน้าที่ทุกคนในบ้านเห็นพร้อมกันคือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่นอนอยู่บนฟูกกลางห้อง ส่วนข้างกายเขาคือเด็กสาววัยเพียงสิบห้า ผิวขาวผ่อง ตัดผมสั้นหน้าม้า ส่งผลให้เธออ่อนกว่าวัยกว่าเดิมอีกหลายปี ใบหน้าน่ารักไร้เดียงสา...นอนอยู่ในผ้าห่มผืนเดียวกัน
“มธุรดา! นี่มันอะไรกันลูก!” เสียงของยายแสงดาวแทบจะขาดใจขณะเดินเข้าไปคว้าหลานสาวจากที่นอน ดึงให้ลุกขึ้นด้วยมือที่สั่นระริก
เด็กสาวลืมตาขึ้นช้า ๆ พลางพึมพำเสียงแผ่ว
“ขวัญไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นค่ะ” สรรพสิ่งรอบกายดูเงียบงันกับประโยคนั้น
ในขณะที่ราชงัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจเช่นกันที่เขานอนอยู่กับมธุรดาเด็กสาววัยสิบห้า เพื่อนบ้านตัวน้อยที่เขาเห็นเธอมาตั้งแต่เด็ก
ก่อนจะมีเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างดุดัน
“แกมันเลวจริง ๆ นังขวัญ นี่อายุแค่สิบห้าร่านอยากจะมีผัว” เสียงของรจนา ป้าสะใภ้ตวาดลั่น
“แม่นาฉันว่าเธอพูดแรงไปนะ” คุณยายแสงดาวเอ่ยขึ้น ไม่พอใจที่ลูกสะไภ้ด่าว่าหลานสาวของตนเช่นนี้
“ก็มันจริงนี่คะคุณแม่” รจนายังไม่หยุด ยังหันไปถลึงตาใส่มธุรดาซ้ำอีกรอบ
“ดูไปดูมาคนที่เสียหายคือยายขวัญนะแม่นา หลานชายฉันทำตัวไม่ดี ทำไมหล่อนถึงเอาแต่ถลึงตาใส่ยายขวัญแบบนั้นล่ะ” คุณย่าสมพิศเอ่ยเสียงเข้ม ท่านเป็นย่าของราช และเป็นเพื่อนบ้านกับคุณยายแสงดาวมาช้านาน
“เอาล่ะแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วมาคุยกัน” คุณยายเป็นคนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบชวนอึดอัดนั้น เพราะวันนี้เป็นวันเกิดของท่าน คนในบ้านจัดงานวันเกิดให้ จึงเชิญเพื่อนบ้านมาร่วมด้วย ส่วนใหญ่ก็เป็นญาติกันทั้งนั้น
“ราช...นี่มันอะไรกัน อธิบายให้ย่าฟังสิ!” คุณย่าสมพิศเอ่ยถามหลายชาย เมื่อแขกทุกคนกลับไปแล้วเหลือแต่คนในครอบครัว
ชายหนุ่มขบกรามเข้าหากันแน่น ดวงตาดุดันวาบวาวหันไปมองเด็กสาวที่นั่งก้มหน้าอยู่ใกล้ ๆ คุณยายของเธอ
“ผมไม่รู้เรื่องว่าหลับไปตอนไหน ตื่นขึ้นมาก็เห็นเธอมานอนอยู่ข้างผมแล้วครับ”
“แล้วเธอจะเอายังไงแสงดาว ฉันเป็นฝ่ายชายจะรับผิดชอบทุกอย่าง”
“หลานต้องรับผิดชอบยายขวัญ!” คุณย่าสมพิศเอ่ยขึ้น
“ผมไม่ได้แตะต้องเธอเลยนะครับ!”
เสียงของราชดังขึ้นจนทุกคนเงียบกริบ เขาหันไปสบตาผู้เป็นย่าอย่างไม่ยอมรับ
“คุณย่าครับ ผมยังไม่ได้ทำอะไรเธอเลยนะครับ!”
“แต่มันเสียหายไปแล้ว คนเห็นกันทั่ว เดี๋ยวข่าวลือในหมู่บ้านก็หนาหู ยายขวัญจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน” ย่าสมพิศถอนใจพรืดใหญ่
ในหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านชนบท มีเรื่องอะไรก็รู้กันไปทั่ว มธุรดาคงไม่มีหน้าไปพบใครหากราชไม่รับผิดชอบ
“ผม” ราชกัดฟันกรอด สบตาเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ตรงหน้า เธอยังคงก้มหน้าไม่ปริปากอะไรสักคำ
“มธุรดาอายุสิบห้าเองนะครับ จะให้เธอแต่งงานกับผมเหรอครับ” เขาอายุยี่สิบเจ็ดแล้ว ให้แต่งงานกับเด็กอายุสิบห้า บ้าไปแล้ว ใครก็ได้บอกเขาที
“ก็รับผิดชอบแต่งงานในอนาคต ตอนนี้ก็หมั้นกันไว้ก่อน แล้วรอให้น้องเรียนจบ” สมพิศพูดอย่างใจเย็น กลัวเรื่องจะบานปลาย ไม่อยากเสียเพื่อนรักอย่างแสงดาวไปในบั้นปลายชีวิตอีกอย่างท่านก็รักและเอ็นดูมธุรดามาก ๆ อีกไม่กี่ปีก็เรียนจบ หลานชายเองก็อายุยังไม่มาก แต่งงานกันไปก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดอะไร
กานดาหันไปมองมารดาอย่างเจ็บใจ เธอนี่แหละวางแผนจะจับราชในงานวันเกิดของแสงดาว เพราะอยากหาพ่อของลูกในท้อง ธีธัชไม่ยอมรับผิดชอบเธอ เขาแค่เล่นๆ กับเธอเท่านั้น ไม่คิดว่ามธุรดาจะมาทำลายแผนการทั้งหมดของเธอ
มธุรดาได้ยินพี่สาวลูกพี่ลูกน้องคุยกับมารดาของหล่อนว่าจะให้ราชเป็นพ่อของลูกในท้อง นั่นทำให้เธอต้องช่วยเหลือราช พี่ชายข้างบ้านที่แสนใจดีและเอ็นดูเธอมาตลอด
ที่เธอยอมทำเช่นนี้เพราะไม่อยากให้ราชต้องเลี้ยงลูกคนอื่น และไม่อยากให้พี่สาวใจร้ายสมหวังด้วย และพ่อของลูกในท้องอีกฝ่ายก็คือธีธัชรุ่นพี่ที่เธอแอบคบหาอยู่ ไม่คิดว่าเขาจะนอกใจไปมีอะไรกับพี่สาวของเธอ ดังนั้นเธอก็เลยตลบหลังคนทั้งสองเสียเลย
ข้อแรกคือทำให้แผนการของกานดาไม่สำเร็จ ข้อที่สองก็คือจะได้เลิกรากับธีธัชอย่างถาวร เพราะเธอต้องหมั้นกับราช เขาคงไม่มายุ่งวุ่นวายกับคู่หมั้นของคนอื่น
เธอจะหาทางเล่าความจริงทุกอย่างให้ราชรู้ แล้วค่อยหาโอกาสถอนหมั้นกันทีหลัง เธอคิดว่าเขาคงเข้าใจ ตอนนี้ยังพูดอะไรไม่ได้ เพราะเขายังโกรธอยู่
“เอาเถอะครับ อยากให้เป็นแบบนั้นก็ได้ครับ ผมปฏิเสธอะไรไม่ได้แล้วนี่ครับ” ราชพูดเสียงเข้มก่อนจะเอ่ยขอตัวเดินจากไป
จนแล้วจนรอดมธุรดาก็ไม่มีโอกาสได้คุยเรื่องสำคัญกับราช ทำให้เขายังเข้าใจผิดเธออยู่แบบนั้น สถานการณ์ในบ้านก็สุดแสนจะตึงเครียด เมื่อกานดาไม่ได้สมหวัง สองแม่ลูกจอมวายร้ายก็หาเรื่องกลั่นแกล้งเธอตอนที่ลุงและยายของเธอไม่อยู่
“คุณขวัญคะ มีคนมาหาค่ะ” สาวใช้เข้ามารายงาน ทำให้มธุรดาต้องเอ่ยถาม ในขณะที่เธอกำลังยืนตัดแต่งต้นไม้อยู่หน้าบ้าน
สาวใช้ยังไม่ทันได้ตอบอะไร ร่างสูงของธีธัชก็ปรากฏกายขึ้นมา
“พี่เองน้องขวัญ”
“พี่ธี มาทำไมคะ” เธอถอยหนีตกใจที่เขาบุกมาหาถึงบ้าน เธอบล็อกเบอร์และบล็อกการติดต่อกับเขาทุกช่องทาง เนื่องจากไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก อีกอย่างเธอคบกับเขาผู้ใหญ่ในบ้านก็ไม่มีใครรู้ แค่แอบคบกันลับๆ เท่านั้น ดีที่ความสัมพันธ์ไม่ได้เกินเลยไปมีอะไรกัน ตอนนั้นเธอแค่ปลื้มเขา ตกหลุมรักเขาจึงยอมคบหากัน
แต่เพราะคุณยายหัวโบราณเธอจึงไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับคุณยาย เธอเป็นกำพร้าพ่อแม่ตายหมดแล้ว เหลือแต่คุณยายและครอบครัวของลุงเป็นญาติผู้ใหญ่ จะทำอะไรก็ต้องระมัดระวังตัว แต่ความรักมันห้ามกันไม่ได้นี่นา
ตอนเธอเข้าเรียนม.หนึ่งก็ตกหลุมรักธีธัชซึ่งเป็นรุ่นพี่ม.หกเข้าเต็มเปา เขาเรียนจบไปสองปีแล้ว กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยในตัวเมืองใหญ่ เธอกับเขานานๆ จะได้เจอกันที เขาก็โทร. มาหาบ่อยครั้ง วันหยุดก็จะกลับบ้านมาหาเธอ จึงนัดเจอกันที่ห้องสมุดหรือสวนสาธารณะ แต่เธอไม่เคยทำอะไรเสียหายเพราะไม่อยากให้ยายเสียใจ ไม่คิดว่าธีธัชจะคบซ้อนไปมีความสัมพันธ์กับกานดาพี่สาวลูกพี่ลูกน้องของเธอ เสียใจ เจ็บใจ ก็เลยเอาคืนแบบนี้
"มาหาเธอไง ทำไมถึงบล็อกพี่ทุกช่องทางแบบนี้”
“เราเลิกกันเถอะค่ะ”
“พี่ไม่เลิก พี่รักเธอนะขวัญ”
“ขวัญยังเด็ก ยังอยากเรียนหนังสือ ไม่อยากคิดเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ตอนนี้ค่ะ”
“เธอเป็นคนมาสารภาพรักกับพี่เอง บอกว่ารักพี่ชอบพี่ จู่ ๆ จะมาทิ้งกันกลางอากาศแบบนี้เหรอ พี่ทำอะไรผิด” ธีธัชทำหน้างง อีกทั้งยังไม่เชื่อว่าเธอจะบอกเลิกเขา
“ยังจะถามอีกเหรอคะ พี่ไปมีความสัมพันธ์กับพี่กานจนท้อง” เธอเอ่ยเสียงสั่น เสียใจแต่ตอนนี้ตัดใจได้แล้ว ไม่ฟูมฟายไม่กอดแข้งกอดขาแม้เขาจะเป็นรักแรกของเธอ
“เขายั่วพี่เอง พี่รักเธอคนเดียวนะ ไม่เลิกกันนะขวัญ” ธีธัชเข้ามากอดรัดเด็กสาวแนบอก
“พี่รักเธอคนเดียว เราคบกันมาตั้งนาน พี่ไม่เลิกกับเธอเด็ดขาด”
“นี่ปล่อยนะ” มธุรดาดิ้นหนีและปฏิเสธเสียงแข็ง
“ขอโทษนะที่มาขัดจังหวะ พอดีคุณย่าให้เอาผลไม้จากสวนมาให้น่ะ” เสียงเข้มของราชดังขึ้น เขาทันได้ยินประโยคที่ว่ามธุรดาแอบคบกับผู้ชายคนนี้แล้วเหยียดยิ้มออกมา
คุณย่าของเขาคงต้องถอนคำพูดแล้วกระมังที่ว่ามธุรดาเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียนไม่เคยเหลวไหล แฟนก็ไม่มี เขาได้ยินกับหูว่าเธอแอบคบกับหมอนี่ นี่คือกำลังงอนกันอยู่เลยกอดรัดฉุดกระชากกันอยู่แบบนี้
“พี่ราช!” มธุรดาตกใจ เรื่องกำลังจะดีอยู่แล้วเชียว เขามาหาที่บ้านแบบนี้เธอก็จะได้อธิบายความจริงเรื่องวันนั้นให้เขาได้ฟัง แต่เขาดันมาตอนที่ธีธัชกำลังกอดรัดเธออยู่ แถมยังประโยคที่ว่าแอบคบเธออีก
โอ๊ย! ทำไมซวยแบบนี้
“ฝากให้คุณยายของเธอด้วย” เขาเดินเข้ามาก่อนจะยัดตะกร้าผลไม้ใส่มือ ในขณะที่มธุรดากำลังอ้าปากค้างอย่างตกใจ
“พี่ราชมันไม่ใช่แบบนั้นนะคะ” เธอกำลังจะเดินตามเขาไปเพื่ออธิบาย แต่ธีธัชก็เข้ามาขวางเอาไว้เสียก่อน
“คุยกันให้รู้เรื่องก่อน”
“ยังจะคุยอะไรอีกคะ พี่นอกใจไปแล้ว เราเลิกกัน คนที่พี่ต้องไปรับผิดชอบคือพี่กาน”
“รับผิดชอบอะไร กานดาเขาคบผู้ชายตั้งหลายคน พ่อของลูกในท้องก็ไม่รู้ว่าลูกของพี่หรือลูกของใคร”
“พี่ช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ เลยนะคะ” เธอประชด ได้แต่มองตามราชไปอย่างเสียใจ เขาเดินกลับบ้านตัวเองไปเสียแล้ว
“ถอยไปค่ะ ถ้าพี่ทำอะไรอีก ขวัญจะแจ้งตำรวจ” เธอพูดอย่างเด็ดขาด แม้จะยังเด็กแต่ก็ไม่อ่อนไหวอ่อนแอ ในเมื่อเขานอกใจ เราก็ควรจบกันแค่นี้
“ก็ได้ วันนี้พี่ยอมถอย แต่พี่ไม่ยอมแพ้หรอก” ธีธัชกลับไปแล้ว มธุรดาก็ถึงกับผ่อนลมหายใจออกมา
เธอเรียกสาวใช้ที่กำลังทำงานอยู่หลังบ้านมารับตะกร้าผลไม้ แล้วรีบเดินไปยังบ้านของราชในทันที เพราะอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันบ้านติดกัน
บ้านของคุณยายกับบ้านของคุณย่าของเขามีรั้วติดกัน ที่ดินติดกัน และที่สำคัญเป็นเพื่อนรักกัน อีกทั้งยังมีฐานะเหมือนๆ กัน เรียกว่าร่ำรวยมากๆ ในจังหวัดนี้ก็ว่าได้
มธุรดาชะงักเท้าเมื่อเห็นว่าราชมีแขก แขกของเขาก็คือกนกเนตร หญิงสาวในหมู่บ้านที่ราชแอบชอบ เธอเห็นสายตาของเขาที่มองอีกฝ่ายก็รู้แล้ว แต่เพราะราชไม่ใช่คนเจ้าชู้ ที่สำคัญก็คือไม่เคยเห็นจีบผู้หญิงที่ไหน เอาแต่ทำงาน พี่ชายข้างบ้านของเธอก็เลยไม่เคยสารภาพความในใจออกให้กนกเนตรได้รับรู้
กนกเนตรก็เป็นผู้หญิง แถมยังเป็นครูสาวคนสวยที่สอนนักเรียนอยู่ในตำบล หล่อนเป็นหญิงจะสารภาพรักกับผู้ชายก่อนก็คงไม่งาม เพราะเธอเองก็เห็นว่ากนกเนตรแอบพึงพอใจราชอยู่เหมือนกัน
แรกเริ่มเดิมทีเธอจะช่วยเหลือราชให้สมหวัง แต่ตอนนี้เขาเหม็นขี้หน้าเธอที่สุด ต้องทำให้เขาหายเข้าใจเธอผิดเสียก่อน พอคุยกันเข้าใจ แล้วเป็นแม่สื่อให้เขาได้คบหาดูใจกับผู้หญิงที่ชอบ เขาก็จะให้อภัยเธอ กลับมาเป็นพี่ชายที่แสนดีใจของเธออีกครั้ง
คิดได้ดังนั้นเธอจึงถอยก่อน ไม่ไปเป็นก้างขวางคอ ปล่อยให้คนทั้งสองได้คุยกัน
ราชจีบผู้หญิงไม่เป็น ไม่เคยเอาใจผู้หญิง แล้วแบบนี้เมื่อไหร่จะมีเมียเสียที เธอแอบคิดคนเดียวในใจ
มธุรดายืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ของบ้านไม้สักหลังงามที่เต็มไปด้วยความทรงจำในวัยเด็ก
“คุณยายจะให้ขวัญมาอยู่กับคุณย่าจริง ๆ เหรอคะ” เด็กสาวถามอย่างไม่แน่ใจนัก
“จริงจ้ะ” คุณยายพูดด้วยความเอ็นดู รู้อยู่แก่ใจว่าลูกสะใภ้กับหลานสะใภ้อีกคนนิสัยเช่นไร ลับหลังท่านก็แอบรังแกมธุรดาอยู่บ่อยครั้ง
“มาอยู่กับย่านะจ๊ะ ต่อไปหนูก็คือหลานสะใภ้ของย่า” เสียงอบอุ่นแต่หนักแน่นของคุณย่าสมพิศทำให้เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น พร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูของหญิงชราผู้แสนใจดี
ตั้งแต่วันงานหมั้น ทุกอย่างเหมือนถูกล็อกไว้ด้วยความเงียบสงบ ราชไม่ได้พูดกับเธอแม้แต่คำเดียว ไม่แม้แต่จะสบตา เขาเพียงแค่สวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธอตามคำสั่งของผู้ใหญ่ แล้วจบพิธีไปเหมือนไม่เคยรู้จักกัน ที่สำคัญก็คือเขาหนีหน้าเธอ ไม่แม้แต่จะให้โอกาสได้อธิบายความจริงจากปากของเธอ
หลังงานหมั้นเพียงไม่กี่วัน เขาก็จากไป...ไม่แม้แต่จะหันมามอง
โทรศัพท์...เงียบ
ข้อความ...ไม่อ่าน
ไลน์...ถูกบล็อก
เขาตัดทุกทางที่เธอจะเข้าถึงเขา
เธอไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย
ไม่ได้งอแงเสียใจ
แต่ลึก ๆ ในใจเหมือนมีใครสักคนเดินจากไปพร้อมหัวใจของเธอ เขาคือพี่ชายที่แสนใจดีของเธอเสมอมา แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อีกแล้ว
เธอไม่เคยคิดจะจับเขา ไม่เคยคิดจะเอาชีวิตตัวเองไปผูกไว้กับใคร นอกจากอยากช่วยเขาจากคนที่ไม่คู่ควรกับเขาเลยแม้แต่น้อย
“ขวัญจะตั้งใจเรียนค่ะคุณย่า” เด็กสาวพูดขึ้นในที่สุด คุณย่าสมพิศพยักหน้า
“แค่นั้นแหละที่ย่าต้องการ ย่าไม่มีลูกหลานผู้หญิง ขวัญมาอยู่ด้วยก็เหมือนหลานแท้ ๆ ย่าจะส่งเสียให้เรียนจนจบเอง ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น”
“ขอบคุณค่ะคุณย่า” เธอก้มลงกราบบนตักของท่าน คุณย่าลูบผมนุ่มสลวยของเด็กสาวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
นับจากวันนั้น มธุรดาก็กลายเป็นว่าที่หลานสะใภ้ในบ้านหลังใหญ่ของคุณย่าสมพิศอย่างออกหน้าออกตา คนในหมู่บ้านรับรู้และเลิกนินทาไปโดยปริยาย
แม้จะมีสายตาของรจนาคอยจ้องหาเรื่องอยู่เป็นพัก ๆ แต่เพราะไม่มีโอกาสเพราะอยู่กันคนละบ้าน อีกฝ่ายก็ทำอะไรไม่ได้
กานดาท้องไม่มีพ่อ ดังนั้นป้าสะใภ้ของเธอจึงต้องหาผู้หญิงให้แต่งงานด้วย กานดาจึงแต่งงานกับเถ้าแก่รุ่นพ่อเมียตาย เพราะอีกฝ่ายต้องการเมีย และอีกฝ่ายก็ต้องการพ่อของลูก
“ขวัญต้องเข้าค่ายหนึ่งอาทิตย์นะคะคุณย่า” เธอเอ่ยขออนุญาตประมุขของบ้าน
“ไปเถอะลูก ย่าให้คนขับรถไปส่ง” ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยกิจกรรม เข้าค่ายอาสา ฝึกงานในเมือง เข้าร่วมโครงการพัฒนาชนบทกับเพื่อน ๆ หลายครั้งที่ไม่ค่อยอยู่บ้าน เพราะนั่นคือหนทางเดียวที่ราชจะกลับมาเยี่ยมผู้เป็นย่า ในระหว่างหลายปีมานี้ สิ่งที่มธุรดาไม่รู้คือราชไม่ได้ทิ้งย่าของเขา แต่เขากลับมาเยี่ยมท่านทุกครั้งที่มีโอกาส
เขาก็เลือก “กลับมาตอนที่เธอไม่อยู่”
และโทร. มาหาย่าของเขาบ่อยครั้ง
เขาไม่เคยเอ่ยถึงเธอเลย ไม่เคยเลยสักครั้ง เพราะย่าของเขาจะเล่าเรื่องของเธอให้เขาฟังทุกวัน
และเธอรู้เรื่องของเขา ผ่านคุณย่าของเขา รับรู้ว่าเขาได้ที่สวย เลยซื้อไว้นับร้อยไร่เพื่อทำไร่ผลไม้ผสมอย่างตั้งใจ เขาทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจลงไปในที่ดินผืนนั้น
มธุรดาไม่เคยโกรธเขาเลย ไม่ว่าจะถูกบล็อก ไม่ว่าจะถูกมองด้วยสายตาเย็นชาแค่ไหน เพราะเธอเข้าใจ...ว่าเขาไม่รู้ความจริง แต่ความจริงอย่างไรก็ยังต้องเป็นความจริง วันหนึ่งวันใดเขาจะต้องรับรู้
และวันนั้นกำลังจะมาถึง วันที่เธอจะได้บอกทุกอย่างด้วยปากของตัวเอง
เสียงรถกระบะคันใหญ่แล่นเข้ามาจอดในลานหน้าบ้านหลังใหญ่ที่เงียบสงบ ดวงตาคมใต้แว่นกันแดดสีเข้มกวาดมองไปทั่วบริเวณ พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่ปรากฎตัวในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนกับกางเกงยีนซีดที่เต็มไปด้วยฝุ่นจากไร่ที่ห่างไกลนับร้อยกิโล
เขากลับมาเพราะได้รับข่าวว่าคุณย่าป่วย
“มธุรดา” เขาพึมพำชื่อเด็กสาวในใจอย่างขุ่นเคือง
ภาพเด็กสาววัยสิบห้า ผมสั้นหน้าม้า แววตาซื่อ ๆ ที่เขาเคยเห็น ผุดขึ้นมาในห้วงความรู้สึก
เขาเชื่อว่าเธอทำทุกอย่างเพื่อต้องการจะจับเขา อายุแค่สิบห้าริอยากจะมีผัว ยายเด็กใจแตกนั่นประจบย่าของเขาเพื่ออยู่ในบ้านหลังนี้
แต่เมื่อประตูบ้านเปิดออก...
ภาพตรงหน้าทำให้ราชต้องชะงัก เขาถึงกับอึ้งไป ชายหนุ่มถอดแว่นกันแดดราคาแพงออก พร้อมกับสายตาตกตะลึง
หญิงสาวในชุดกระโปรงยาวสีครีมเรียบง่ายปรากฎอยู่ตรงหน้า ผมยาวสลวยถูกรวบไว้ด้านหลัง เธอผอมเพรียว อ่อนหวาน แต่สง่างาม
ใบหน้าที่เขาจำได้ กลับเปลี่ยนไปจนต้องกลืนน้ำลายอย่างลืมตัว
มธุรดายืนอยู่ตรงหน้า...เงยหน้ามองเขาอย่างตกตะลึงเช่นกัน ไม่คิดว่าจะได้เจอเขาหน้าประตูบ้านแบบไม่ทันตั้งตัว
“พี่ราชกลับมาแล้วเหรอคะ” เธอเอ่ยออกมาเหมือนเพิ่งหาเสียงเจอ น้ำเสียงของเธอบ่งบอกได้ถึงความดีใจจนเขาสัมผัสได้
เขาหรี่ตามองเธอเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าเย็นชาในทันที
“แล้วเธอล่ะ ยังอยู่ที่นี่อีกเหรอ” มธุรดายิ้มบาง ๆ ไม่ได้ถือสาความโกรธเคืองของเขาแต่เก่าก่อน
“อยู่ดูแลคุณย่าค่ะ คุณยายให้ขวัญมาอยู่เป็นเพื่อนท่านน่ะค่ะ เพราะท่านไม่เหลือใคร หลานชายก็ทิ้งไป” เธอพูดเสียงนิ่งๆ ยิ้มละไมให้เขา ราชกะพริบตาปริบๆ เขารับรู้ว่าเธอกำลังด่าเขากลายๆ แต่ใบหน้ายิ้มๆ นี่คืออะไร
ยายเด็กนี่โตขึ้นกลับยิ่งเจ้าเล่ห์กว่าเดิมเสียอีก
ราชไม่ตอบโต้อะไรอีก เพียงเดินผ่านเธอเข้าไปในบ้าน เพราะเขามีคนที่ต้องให้ห่วงใยรออยู่ในบ้าน
“คุณย่ารู้สึกยังไงบ้างครับ” ราชทรุดตัวลงข้างเตียงคนป่วยที่ตั้งไว้ริมหน้าต่าง คุณย่าสมพิศยิ้มอ่อนแรง พลางวางมือลูบศีรษะหลานชายเบา ๆ
“ดีกว่าก่อนหน้านี้เยอะเลยจ้ะ ขวัญดูแลย่าอย่างดีทุกวัน ย่าถึงได้ยังมีแรงนั่งคุยกับหลานอยู่นี่ไง”
ราชหันไปทางหญิงสาวที่กำลังนำน้ำสมุนไพรมาให้วางบนโต๊ะ
เธอไม่ได้พูดอะไร ไม่สบตาเขาด้วยซ้ำ เพียงค่อย ๆ หย่อนตัวนั่งลงบนเบาะเล็ก ๆ และยิ้มให้คุณย่าอย่างอ่อนโยน
“หนูขวัญคอยเช็ดตัว ป้อนข้าว ป้อนยา ดูแลย่าอย่างดี เราน่ะไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” คุณย่าสมพิศเอ่ยชมว่าที่หลานสะใภ้ไม่ขาดปาก
ชายหนุ่มไม่พูดอะไร แต่นัยน์ตาที่เคยแข็งกร้าวกลับอ่อนลงเล็กน้อย เขาเคยคิดว่าเธอทำดีเอาหน้า แต่สิ่งที่เห็นกลับไม่เป็นเช่นนั้น
หลายวันผ่านไป…เขายังอยู่ดูแลคุณย่า
และเขาก็ได้เห็นว่าคนร่วมบ้านอีกคนก็ดูแลคุณย่าของเขาอย่างดีเช่นกัน
เธอตื่นตั้งแต่เช้า หุงหาอาหาร เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ย่าของเขาสบายตัวตั้งแต่เช้าด้วยน้ำอุ่น โดยไม่มีท่าทีรังเกียจเลย เขานึกอยากรู้ว่าตลอดหลายปีมานี้เธอปรนนิบัติย่าของเขาเช่นนี้หรือไม่
เขาจึงแอบมองเงียบๆ ตอนที่ตัวเองไม่อยู่ เธอจะยังคงทำดีกับย่าของเขาไหม และเธอก็ยังทำเหมือนเดิม ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง โดยเธอไม่รู้ว่าเขาแอบมองเธออยู่ตลอดเวลา
ไม่มีการเสแสร้ง เธอดูแลย่าของเขาด้วยหัวใจ เธออาจจะดูแลย่าของเขาอย่างดี แต่นั่นคือกับย่าของเขา ไม่ใช่กับเขา
ราชยืนพิงกรอบประตู มองสาวน้อยในอดีตที่เขาเคยนึกโกรธเคืองกำลังจัดการงานบ้านอย่างใส่ใจ
ขณะที่เสียงของคุณย่าดังแผ่ว ๆ มาตามสายลม
“ขวัญเป็นเด็กดีนะราช... อย่ารังเกียจเด็กมันเลยนะลูก” เขาไม่ได้ตอบอะไร แค่หลับตาลงช้า ๆ แล้วถอนใจออกมายาว ๆ แรกเริ่มเดิมทีคิดจะอยู่ไม่กี่วัน แต่เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ปักหลักอยู่ที่บ้านมาหลายวันแล้ว และยังไม่คิดอยากจากบ้านไปไหน
"พี่ราชคะ ขวัญขอคุยด้วยหน่อยสิคะ" เสียงหวานที่เอ่ยดังตามหลังมาทำให้ราชจำต้องหยุดฝีเท้า แม้เขาจะตั้งใจจะเดินเลี่ยงขึ้นห้องโดยไม่ตอบโต้ก็ตามที
เขาหลุบตามองมือเล็ก ๆ ที่ดึงชายเสื้อของเขาไว้ ก่อนจะตวัดสายตาขึ้นสบกับดวงหน้าหวานที่ดูจะโตขึ้นจากวันวานมากโขนัก แววตากลมใสที่เคยมีแต่ความสดใสซื่อซื่อบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความกังวล
"มีอะไร" เขาถามเสียงเรียบ ดวงหน้าหล่อคมยังเย็นชาไม่ต่างจากวันที่กลับมา
"ขวัญอยากคุยเรื่องสำคัญกับพี่ราชค่ะ ขอเวลาแค่แป๊บเดียวจริง ๆ นะคะ แค่หนึ่งนาทีก็ได้ แล้วขวัญจะไม่รบกวนพี่อีกเลย"
ราชนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ
"พูดมา ให้เวลาหนึ่งนาที" เขาพูดเหมือนไม่อยากสนทนากับเธอ ทำเอามธุรดานึกน้อยใจ การคุยกับเธอมันน่ารำคาญขนาดนั้นเชียวหรือ
เอาเถอะ! บอกความจริงเขาเสร็จ เธอจะได้เคลียร์ใจกับเขาและยกเลิกเรื่องแต่งงานที่จะเกิดขึ้น
มธุรดาสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ อย่างรวบรวมความกล้า เธอรู้ว่ามันช้าไปนานหลายปี แต่หากไม่พูดตอนนี้เธอคงไม่มีวันได้พูดอีกเลย
"วันนั้นที่บ้านจัดงานวันเกิดคุณยาย" เธอรีบพูดเสียงรัวเล่าทุกอย่างให้เขาฟังแทบลืมหายใจ
"เรื่องราวก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ ขวัญไม่อยากให้พี่ราชต้องเลี้ยงลูกคนอื่น ก็เลยพังแผนการของพี่กานค่ะ แต่ยังไม่ทันอธิบาย พี่ราชก็เข้าใจขวัญผิด บล็อกขวัญทุกช่องทาง ขวัญเลยไม่มีโอกาสอธิบายให้พี่ฟังเลย"
ราชชะงักไป ดวงตาเข้มเบิกกว้าง กับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ราวกับสมองกำลังประมวลผลสิ่งที่ไม่เคยนึกคิดมาก่อน สิ่งสำคัญคือเขายืนฟังเธอพูดมากกว่าหนึ่งนาที เพราะก้าวขาหนีหน้าเธอไม่ได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาพร้อมถอยหนีให้ไกลจากเธอไปไกลแสนไกล
"กานดาวางแผนเหรอ" เขาถามเสียงเบาหวิว พลางสูดลมหายใจเข้าปอดแรงๆ เหมือนเรียกสติตัวเองกลับมา
"ค่ะ ขวัญมีหลักฐาน ถ้าพี่อยากดู จะได้เชื่อว่าขวัญไม่ได้คิดจับพี่ราช" ยังไม่ทันที่ราชจะได้ถามอะไรเพิ่มเติม เสียงหัวเราะของเด็กน้อยคนหนึ่งก็ดังแว่วมาจากหน้าบ้าน ชายหนุ่มหันขวับไปยังต้นเสียง ก่อนที่สายตาคมจะพบร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งในชุดเดรสสีอ่อนอุ้มเด็กชายตัวน้อยลงจากรถ
“ไม่ต้องรีบเดินนะจ๊ะลูก เดี๋ยวหกล้ม” ก่อนจะจูงมือเด็กชายเดินเข้าบ้านหลังข้างๆ ไป
เจ็ดปี... เจ็ดปีที่เขาบล็อกเธอทุกช่องทาง ไม่ให้แม้แต่โอกาสอธิบาย ทั้งยังเกลียดชังเธอโดยที่ไม่เคยถามความจริง และตอนนี้ ทุกอย่างที่เคยเข้าใจมันผิดไปหมด