หลังการล้อมเมืองอย่างยาวนานถึงสามเดือนจบลง
เมืองอวีก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อทัพของแคว้นลู่ แม่ทัพหานชางเหยียนนำกำลังทหารกว่าสามหมื่นนายเข้าไปเหยียบยังที่ทำการเจ้าเมืองอย่างอาจหาญ
การรบครานี้นับว่าเสียกำลังไพร่พลของแคว้นลู่น้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ด้วยเพราะเป็นการล้อมเมืองอวีเอาไว้อย่างยาวนานจนไม่สามารถส่งเสบียงอาหารเข้าไปภายในได้จนทำให้เมืองอวีต้องยอมแพ้เพราะกำลังจะอดตาย
อีกประการหนึ่งที่ทำให้เมืองอวียอมแพ้นั่นเป็นเพราะฝ่าบาทแคว้นเฝินผู้ซึ่งเป็นผู้ครองเมืองอวีถูกขุนนางถ่อยกล่าวหาว่าเจ้าเมืองอวีคิดคดทรยศสวามิภักดิ์แก่แคว้นลู่จึงทำให้ฝ่าบาทหลงเชื่อและมีโทสะไม่ยอมยกทัพมาช่วยเหลือ
สุดท้ายแล้วเมืองอวีจึงต้องจำยอมแพ้อย่างไร้กำลังหนุนหลัง
ฮ่องเต้แคว้นลู่มีพระราชโองการเร่งด่วนมอบสมรสพระราชทานให้หานชางเหยียนกับบุตรสาวเจ้าเมืองอวี นามเมิ่งสืออีอย่างเร่งด่วน
แม้ว่าหานชางเหยียนจะเกลียดคนสกุลเมิ่งเพียงใดเพราะในอดีตท่านปู่ของเขาได้ออกรบกับคนสกุลเมิ่ง ในสงครามอันยาวนานครานั้นได้ตกลงสงบศึกกันชั่วคราวเพราะอากาศที่หนาวจัด
แต่คนสกุลเมิ่งกลับใช้วิธีสกปรกไม่ยอมทำตามที่ตกลงยังลอบทำร้ายลับหลังฉีกสัญญากองทัพอย่างไร้ยางอายและสังหารท่านปู่จนตาย
หลังจากนั้นไม่พอคนเจ้าเล่ห์ยังตัดศีรษะของท่านปู่เสียบประจานบนกำแพงเมืองอย่างยาวนานจนศีรษะเหือดแห้งเหลือเพียงโครงกระดูก
หานชางเหยียนเสียบิดามารดาไปตั้งแต่ยังเด็ก เขาจึงถูกท่านปู่ท่านย่าเลี้ยงมาและคาดหวังให้เขาเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของสกุลหานคนต่อไป
หานชางเหยียนเคารพรักท่านปู่มากกว่าผู้ใดในโลกนี้ แค้นนี้เขาจึงจำฝังใจและต้องให้คนสกุลเมิ่งชดใช้คืน บัดนี้เขาทำสำเร็จแล้วแต่เขาต้องรับบุตรสาวของพวกศัตรูมาเป็นภรรยาจึงทำให้เขาไม่พอใจยิ่งนัก
ทว่าเขาก็ไม่อาจขัดรับสั่งได้ดังนั้นสมรสพระราชทานจึงได้จัดงานมงคลขึ้นอย่างเรียบง่ายแม้ว่าเจ้าสาวของเขานั้นจะงดงามเพียงใดหานชางเหยียนก็ไม่แม้แต่คิดจะชายตาแล และในที่สุดเขาก็สืบรู้มาจนได้ว่าสมรสพระราชทานนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุใด
แท้ที่จริงแล้วเป็นเจ้าเมืองอวีบิดาของเมิ่งสืออีที่เสนอเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเอาตัวรอดไม่ให้เขาเข่นฆ่าคนสกุลเมิ่งด้วยเรื่องในอดีตที่คนสกุลเมิ่งได้ก่อเอาไว้
ดังนั้นเจ้าเมืองอวีจึงคิดเกี่ยวดองเอาไว้ให้เขากลายเป็นบุตรเขยของตนเองเพื่อลบล้างเรื่องทุกอย่างให้จบสิ้น และฮ่องเต้แคว้นลู่ก็ทรงเห็นด้วยกับเรื่องนี้
เพราะเหตุนี้จึงทำให้หานชางเหยียนยิ่งเกลียดคนสกุลเมิ่งเข้ากระดูกดำที่เจ้าเล่ห์เพทุบายยิ่งนัก
เมิ่งสืออีกลับไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองเป็นที่รังเกียจของสามีเพียงนั้น นางเป็นเพียงสตรีในห้องหอที่วัน ๆ เอาแต่เย็บปักถักร้อยอยู่ในเรือน
ถึงสองแคว้นจะเป็นศัตรูกันแต่ชื่อเสียงการเป็นแม่ทัพผู้มีเมตตาไม่เข่นฆ่าชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องของหานชางเหยียนก็ลือกันกระฉ่อน
การศึกครานี้แม้เมืองอวีจะพ่ายแพ้ นอกจากอาหารที่ขัดสนแล้วทัพของหานชางเหยียนมิได้ทำให้ชาวบ้านได้รับความลำบากอย่างอื่น ทหารบาดเจ็บล้มตายน้อยยิ่งนักแม่ทัพหานเป็นบุรุษรูปงามแม้ภายนอกจะดูเย็นชาบ้างทว่าเขากลับมีใจที่เมตตากว่าผู้ใด
ชื่อเสียงนี้ของเขาทำให้นางยิ่งสงสัยว่าเขามีใบหน้าเป็นเช่นใดกันแน่
และเพียงได้พบหน้าเขาในวันแรก หัวใจน้อย ๆ ของสตรีที่แทบไม่ได้พบบุรุษใดเช่นคุณหนูเมิ่งสืออีก็พลันเต้นแรงขึ้น บุรุษผู้นั้นองอาจหล่อเหลาหาผู้ใดเทียบเคียงได้
หลังจากนั้นนางก็ได้รับสมรสพระราชทานจากฝ่าบาทแคว้นลู่ใจของเมิ่งสืออีจึงตกเป็นของว่าที่สามีได้อย่างง่ายดายนัก
ในวันแต่งงานเมิ่งสืออีอยู่ในชุดแต่งงานที่รีบเร่งจัดหาจึงมิได้งดงามและวิจิตรอย่างที่เคยฝันเอาไว้กระนั้นหัวใจของนางก็เปี่ยมสุข นางนั่งรอคอยเขาด้วยหัวใจที่เต้นระรัวกระทั่งครึ่งคืนผ่านไปนางจึงได้ยินเสียงประตูเปิดออก
ตั้งแต่เห็นหน้าเขาในวันที่รับสมรสพระราชทานวันนั้น นางกับเขายังไม่เคยพูดจากันเลยแม้แต่ประโยคเดียว ในคืนเข้าหอวันนี้นางเองก็ไม่รู้ว่าต้องพูดคำใดเช่นกัน ดังนั้นนางจึงได้แต่นั่งรอให้เขามาเปิดผ้าคลุมหน้าด้วยหัวใจเต้นระรัว
นางได้ยินเสียงน้ำถูกรินลงในจอก เมิ่งสืออีคิดว่าเขาอาจจะกำลังรินเหล้ามงคลอยู่กระมัง มือของนางสั่นโดยไม่อาจควบคุมนั่นคงเป็นเพราะนางตื่นเต้นจนเกินไป
ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ใบหน้าของนางเห่อร้อนขึ้นมาและแดงก่ำ หญิงสาวกลั้นรอยยิ้มเอาไว้อย่างขัดเขิน ในเวลานั้นนางกลับได้ยินเสียงเย็นของหานชางเหยียนเอ่ยว่า
"หึ สุนัขสกุลเมิ่งคิดจะส่งบุตรสาวปีนขึ้นที่สูงชดใช้ความผิดหรือ ฝันไปเถิดว่าข้าจะแตะต้องเจ้า"
เมิ่งสืออีนิ่งอึ้ง นางไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนเองได้ยิน คนผู้นั้นได้พูดคำว่า....สุนัขสกุลเมิ่งหรือ?
ดูเหมือนว่าหานชางเหยียนคงจะเมาสุราอย่างหนัก เขาคงดื่มไปไม่น้อยจึงได้กล่าวเพ้อเจ้อ
เมิ่งสืออีได้แต่ปลอบใจตนเองเช่นนั้น กระทั่งนางได้ยินเสียงข้าวของหล่นแตกกระจายพร้อมกับเสียงของหนัก ๆ หล่นกระแทกพื้น เมิ่งสืออีสะดุ้งครั้งแล้วครั้งเล่าแต่นางก็ไม่กล้าที่จะเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออกมาดู
นางไม่อาจทำผิดประเพณีได้ ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวนี้สมควรเป็นเจ้าบ่าวที่ต้องเปิดออก
เมิ่งสืออีไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นนางจึงเอ่ยถามเสียงสั่น
"ท่านพี่เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ"
นางได้ยินเสียงหัวเราะเย็นชาดังขึ้นมา หานชางเหยียนจ้องมองนางที่ยังนั่งอยู่บนเตียงนอนเพื่อรอคอยเขา
ในใจคิดว่านางคงหาทางเสวยสุขโดยการเป็นฮูหยินของเขาและใช้ความงามเข้าหลอกล่อ
ฉับพลันหานชางเหยียนก็บังเกิดความรู้สึกชิงชังขึ้นมาทันใด เขาจ้องนางดวงตาแข็งกร้าวยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมดแล้วเขวี้ยงลงบนพื้นจนจอกสุราหยกแตกกระจาย
เมิ่งสืออีได้ยินพลันสะดุ้งโหยงอีกคราจู่ ๆ ก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเย็นเยียบทำให้ร่างของนางสั่นเล็กน้อย หากว่านางเปิดผ้าคลุมหน้าออกและเห็นหน้าเขาในยามนี้คงหวาดกลัวจนวิ่งหนีไปเป็นแน่
หานชางเหยียนเห็นท่าทางของนางเช่นนั้นพลันแสยะยิ้ม
"สตรีแพศยา ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะวางท่าเป็นสตรีผู้อ่อนแอได้สักกี่น้ำ"
พูดจบเขาก็ถีบเก้าอี้ที่อยู่ข้าง ๆ จนล้มลงไปเพื่อข่มขวัญคน เมิ่งสืออีตกใจกับเสียงโครมครามและคำพูดกล่าวหาของเขาจนร่างกายแข็งค้างไปแล้ว
นางนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานโดยไม่รู้ว่าหานชางเหยียนออกจากห้องหอไปตั้งแต่เมื่อใด
บัดนี้ในห้องหอเงียบสงบนัก หลังจากนั้นราวครึ่งชั่วยามเมิ่งสืออีจึงตัดสินใจเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก
เมิ่งสืออีตะลึงงัน!
เมื่อเห็นว่าห้องหอที่ถูกประดับตกแต่งอย่างงดงามด้วยเครื่องประดับสีแดงบัดนี้ได้พังเสียหายยับเยิน กระทั่งโต๊ะกลางห้องก็พังลงไปกองที่พื้น
เมิ่งสืออีได้รับความตกใจจนแทบสิ้นสติกว่าที่นางจะตั้งสติได้ก็ผ่านไปครู่ใหญ่ ไม่มีคนของนางสักคนที่เข้ามาใกล้บริเวณนี้ นางคิดจะออกจากเรือนหอแต่กลับถูกทหารของหานชางเหยียนเฝ้าเอาไว้
และในยามนั้นนั่นเองที่นางเห็นหานชางเหยียนกำลังโอบกอดสตรีนางหนึ่งอยู่ที่สวนด้านหน้า ท่าทางของเขาเมามายอย่างหนัก ใบหน้าของเขาซุกไซร้ที่ลำคอของสตรีนางนั้น และนางผู้นั้นก็ทำท่าเอียงอายส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข
เมิ่งสืออีมองสามีด้วยหัวใจที่ปวดร้าว เขาไม่หันมามองนางเลยแม้แต่น้อยขณะที่พาสตรีนางนั้นเดินผ่านหน้าของนางไป
เข่าของเมิ่งสืออีอ่อนลงทันใด กระทั่งนางทรุดฮวบนั่งลงกับพื้น ทหารที่เฝ้านางเอ่ยเบา ๆ ว่า
"ฮูหยินสตรีนางนั้นเป็นแค่นางโลม ท่านอย่าถือสาท่านแม่ทัพเลยนะขอรับ"
หลังจากแต่งงานแล้วเมิ่งสืออีก็ไม่ได้พบหน้าสามีของนางอีกเลย และนางก็ไม่ได้รับอนุญาตให้พบกับบิดาและมารดาของตนเองเช่นกัน กระทั่งสิบวันผ่านมามารดาของนางจึงได้รับอนุญาตจากหานชางเหยียนให้มาพบกับบุตรสาวได้
ชีวิตของเมิ่งสืออีที่เคยวาดฝันอย่างงดงามเอาไว้บัดนี้พังทลายลงไปหลังจากแต่งงานกับเขา แต่เมื่อเห็นใบหน้าของมารดาเมิ่งสืออีกลับไม่อาจร้องไห้ออกมาได้
"แม่ขอโทษที่ปกป้องลูกไม่ได้ ทำให้ลูกต้องมากลายเป็นตัวประกันเพื่อพวกเราเช่นนี้ สืออีแม่ทำให้ลูกลำบากแล้ว ในคืนแต่งงานแม่ทัพหานเขาพาสตรีอื่นเข้าหอใช่หรือไม่"
เมิ่งสืออีฝืนยิ้มแม้ว่าภายในใจระทมทุกข์เพียงใดนางก็ไม่อยากให้มารดารู้
"การแต่งงานเป็นลูกที่ตัดสินใจเองเจ้าค่ะ ลูกได้แต่งกับบุรุษในดวงใจลูกมีความสุขมาก ท่านแม่อย่าฟังความคนอื่นให้มากเลยเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพอาจจะละเลยไปบ้างแต่เพราะมีงานราชการต้องทำมากมาย ท่านแม่ก็รู้ว่าการแต่งงานที่เร่งด่วนของพวกเราเช่นนี้ ไม่อาจจะทำตามประเพณีได้ทุกอย่าง"
ถึงแม้ว่าบุตรสาวจะยิ้มแต่ดวงตากลับเศร้าหมอง ที่ระหว่างคิ้วยังเกิดร่องรอยเล็ก ๆ ทั้งใบหน้ายังอิดโรยยิ่งนัก มารดาจึงอดเอื้อมมือออกไปสัมผัสระหว่างคิ้วแล้วคลึงเบา ๆ เพื่อผ่อนคลายให้บุตรสาว
สองแม่ลูกนิ่งเงียบไปชั่วขณะ แม้จะไม่เอ่ยออกมาแต่มารดาย่อมรู้ว่าบัดนี้ในใจของบุตรสาวเป็นเช่นใด
ในที่สุดมารดาก็พูดขึ้น
"แม่ทัพหานจะต้องกลับเมืองหลวงพรุ่งนี้ วันนี้จึงได้ให้แม่มาพบกับเจ้าได้"
เมิ่งสืออีตกตะลึง
"เร็วเพียงนี้หรือเจ้าคะ"
มารดาพยักหน้า สองมือเหี่ยวย่นค่อย ๆ ดึงร่างบอบบางของบุตรสาวเข้าไปกอด
"แม่เฝ้าฟูมฟักเจ้ามาอย่างทะนุถนอม หลายคราที่ทะเลาะกับท่านพ่อของเจ้าด้วยเขาต้องการให้เจ้าร่ำเรียนเพลงยุทธ์และแม่ไม่ยินยอม ในยามนี้แม่กลับคิดว่าเป็นแม่ที่ทำพลาดไป หากเจ้ามีวรยุทธ์ยามจากไปไกลแม่คงไม่ห่วงเจ้าเช่นนี้"
ก่อนหน้านี้เมิ่งสืออีทำใจล่วงหน้าเรื่องลาจากเอาไว้แล้ว แต่เมื่อถึงเวลาจริง ๆ นางกลับรู้สึกใจหายและหวาดกลัวเหลือเกิน เพราะนางรู้อยู่เต็มอกว่าสามีผู้นี้มิได้รักนางมิหนำซ้ำยังรังเกียจ แต่นางก็ยังฝืนเอาไว้ไม่อาจทำให้ท่านแม่ไม่สบายใจ
นางลูบหลังปลอบประโลมท่านแม่อย่างเงียบเชียบ กลืนก้อนน้ำตาลงไปในอก ตั้งแต่วันนี้นางมิใช่คุณหนูใหญ่ของจวนท่านเจ้าเมืองที่บอบบางและอ่อนแอคนเดิม แต่นางกลายเป็นภรรยาผู้อื่นที่สามีไม่รัก
มีเพียงความเข้มแข็งเท่านั้นที่จะเป็นเกราะกำบังและหลักยึดของนางเอาไว้ได้ในยามที่อยู่ห่างไกลบิดามารดา
"บุตรสาวที่แต่งงานแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออก ลูกจะอยู่กับท่านแม่ตลอดไปได้อย่างไรเจ้าคะ"
มารดาปาดน้ำตาของตนเองช้า ๆ ขยับกายออกจากอ้อมอกบอบบางของบุตรสาว
"สืออีของแม่โตแล้วสินะ เป็นเช่นนี้จริง ๆ"
"เจ้าค่ะ สืออีโตแล้วท่านแม่อย่าเศร้าโศกไปเลย ท่านยังจำได้หรือไม่ไยจึงตั้งชื่อของข้าว่าสืออี"
มารดาพยักหน้าพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ ทั้งน้ำตา
"ไยจะลืมได้เล่า ในวันที่แม่เพิ่งรู้ว่าตั้งครรภ์เด็กในท้อง แม่ไปขอพรที่วัดเพื่อเสี่ยงเซียมซี ยังได้หมายเลขสิบเอ็ด คำทำนายที่ได้เป็นมงคลยิ่งนัก ในครรภ์ของแม่คือบุตรสาว และบุตรสาวของแม่มีวาสนาได้เป็นใหญ่ อนาคตจะมีผู้มีบุญคอยช่วยเหลือหนุนนำ ผู้ใดจะคาดคิดว่าแม่จะคลอดเจ้าออกมาเป็นหญิงจริง ๆ เพราะเหตุนี้เจ้าจึงได้มีนามว่าสืออี[1]"
"ท่านแม่ลูกรู้สึกว่าคำทำนายนั่นย่อมเป็นจริง ท่านแม่อย่าห่วงลูกเลยนะเจ้าคะ ลูกเพียงหวังอยากให้ท่านแม่อยู่ดีมีสุข ไม่ต้องกังวลกับลูกจนเกินไป อาจมีคนพูดให้ท่านแม่ไม่สบายใจเกี่ยวกับท่านแม่ทัพว่าห่างเหินลูก แต่ความจริงมิได้เป็นเช่นนั้น ท่านแม่ทัพใส่ใจลูกมิใช่น้อยเจ้าค่ะ"
มารดาพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน
"แม่เชื่อเจ้า ลูกแม่เจ้าจากไปไกลแต่ไม่ต้องห่วงนะ สินเดิมของเจ้าแม่มีให้เป็นจำนวนมาก ถึงเวลานี้พวกเราจะแร้นแค้นแต่แม่ไม่ยินยอมให้ลูกลำบากเป็นอันขาด"
วันรุ่งขึ้นก่อนออกเดินทางเมิ่งสืออีทำพิธีกราบลาบิดามารดาด้วยความเศร้าโศก การกราบลาครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของนางก็เป็นได้
นางถูกสาวใช้ประคองขึ้นรถม้าโดยที่หานชางเหยียนตามนางเข้ามาด้วยสีหน้าราบเรียบท่าทางของเขามิได้เหมือนสามีที่เพิ่งแต่งภรรยา แต่เหมือนโจรป่าที่ฉุดคร่าหญิงงามมาเป็นตัวประกันเสียมากกว่า
เมิ่งสืออีทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่กับเขาเพียงลำพัง นางจึงรินชาปรนนิบัติแต่เขากลับปัดจอกชาของนางทิ้ง
เมิ่งสืออีเจ็บแต่ไม่ร้องออกมา นางกัดฟันเพราะถูกน้ำชาร้อนหกลวกมือ เขาเพียงปลายสายตามองเล็กน้อยและไม่เอ่ยคำใดและไม่ใส่ใจว่านางจะได้รับแผลน้ำร้อนลวกเพราะฝีมือของตนเอง
ถึงนางจะเจ็บแต่นางกลับไม่ลนลานและไม่กรีดร้อง สตรีนางนั้นยังนั่งตัวตรงสง่า ใบหน้าสะคราญนิ่วลงเล็กน้อยนางเก็บถ้วยน้ำชาที่หล่นลงพื้นขึ้นมาแล้วเปลี่ยนถ้วยน้ำชาใบใหม่
นางรินน้ำชาให้เขาใหม่แต่ไม่ยกให้แล้วเพียงแต่เลื่อนมาวางตรงหน้าโดยไม่เอ่ยคำใด จากนั้นก็คว้ากล่องไม้เล็กออกมาจากถุงผ้าที่ปักลวดลายดอกไม้แดงสลับชมพู ในนั้นคงเป็นกล่องยาของนาง เขาสังเกตได้ว่ามีขวดยาเล็ก ๆ หลายขวดวางเรียงอยู่ในนั้น
เมิ่งสืออีหยิบขวดยาที่เขียนว่ายาทาแผลน้ำร้อนไฟไหม้ออกมาขวดหนึ่ง
เขามองนิ้วเรียวของนางในยามที่สัมผัสเนื้อยาสมุนไพรสีเหลืองอ่อนแล้วทาลงบนหลังมืออย่างเพลิดเพลิน ท่วงท่าของนางช่างอ่อนช้อยนุ่มละไมดุจกิ่งหลิวต้องลม
ทหารที่วัน ๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับชายหนุ่มในสนามรบเห็นแล้วก็พลันรู้สึกว่าช่างแปลกตาและดึงดูดใจยิ่งนัก
นางตั้งหน้าตั้งตาทายาให้ตนเองอย่างเบามือจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อยจึงรู้สึกเหมือนว่าตนเองถูกจ้องมองอยู่ นางจึงเหลือบเนตรงามขึ้นมองเล็กน้อยพลันสบกับดวงตาคมของเขาโดยไม่ตั้งใจ
หานชางเหยียนถูกจับได้ว่าแอบมองคนจึงตัวแข็งทื่อจากนั้นจึงส่งเสียง "หึ" แก้เก้อออกไปคำหนึ่ง ท่าทางปั้นปึ่งเย็นชาเช่นเคย
เมิ่งสืออีก้มหน้าลง หัวใจของนางปวดร้าวยิ่งนักกับท่าทางเย็นชาของเขา นางเพิ่งเคยรักผู้ชายเป็นครั้งแรกในชีวิต และผู้ชายที่นางรักก็ยังเป็นสามีของนาง นางทำผิดอันใดไยสวรรค์จึงได้ลงโทษให้หัวใจของนางเจ็บปวดเช่นนี้
ดูท่าแล้วคำทำนายในเซียมซีของท่านแม่นั้นจะไม่แม่นเสียแล้ว!
หลังจากออกเดินทางได้หลายวัน เมิ่งสืออีก็เริ่มชินกับความเย็นชาของสามี จู่ ๆ หานชางเหยียนก็สร้างเรื่องที่ทำให้นางรู้สึกปวดใจร่างกายแข็งชาจนน้ำตาเล็ด เมื่อเขาพาสตรีนางหนึ่งขึ้นรถม้ามาด้วย
เขาบอกกับนางว่าสตรีนางนี้คืออนุของเขาที่จะพากลับเมืองหลวงไปพร้อมกัน
ชายหนุ่มหญิงสาวเอียงคอออเซาะ หานชางเหยียนก็ไม่เกรงใจนางแม้แต่น้อยเขาทำกับว่านางเป็นท่อนไม้ท่อนหนึ่งในยามที่เคลียคลอกอดประคองหญิงสาวนางนั้น
"อาหลันป้อนข้าสิ"
สตรีนางนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงถ่อมตน
"ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยเกรงใจฮูหยินเจ้าค่ะ"
หานชางเหยียนเอ่ย
"ไม่มีสิ่งใดให้เจ้าต้องเกรงใจทั้งนั้น อีกอย่างข้าคือสามีของเจ้า ไยต้องใช้คำห่างเหินเช่นนั้น เรียกข้าว่าท่านพี่สิ"
เมิ่งสืออีสะอึก นางเคยเรียกเขาว่าท่านพี่ แต่เขากลับตำหนินาง ทว่ากลับสตรีอื่นเขากลับร้องขอให้นางเรียกเขาว่าท่านพี่
เมิ่งสืออีกำมือแน่น หากว่าการแต่งงานครานี้ไม่ใช่เพราะว่านางต้องเป็นตัวประกันให้กับท่านพ่อท่านแม่ นางคงร้องขอหนังสือหย่าจากเขาไปแล้ว
เมื่อเห็นพวกเขาพลอดรักกันคาตา นางเจ็บปวดจนไม่อาจมองได้ จึงทำได้เพียงหลับตานั่งหันหลังให้คนทั้งคู่
ก่อนหน้านี้นางตระหนักได้แล้วว่าเขาไม่รักนาง แต่นางก็ทำใจได้แล้วและตั้งใจจะไม่ยุ่งกับเขาและจะอยู่เพียงเงียบ ๆ ลำพังแต่เขาก็ยังทำให้นางลำบากใจและเจ็บปวดไม่หยุดหย่อน เขาให้สตรีนางนั้นแต่งกายงดงามด้วยเสื้อผ้าไหมหนานุ่มราคาแพง ในขณะที่เมิ่งสืออีกลับถูกเขาสั่งให้สวมเพียงชุดธรรมดาและเสื้อกันลมแบบมีหมวกที่เนื้อหยาบกร้านด้วยเหตุผลที่ว่า
"ข้าไม่ชอบสตรีอวดตน ยิ่งสตรีที่มาจากสกุลเมิ่งเช่นเจ้าก็ยิ่งต้องเจียมตัว"
ที่แท้อาภรณ์งดงามเหล่านั้นเขาก็ตั้งใจมอบให้อนุของเขา ในที่สุดเมิ่งสืออีก็ทนไม่ไหว
"ท่านแม่ทัพ ให้ข้าลงไปเถิดเจ้าค่ะ พวกท่านทำสิ่งใดจะได้สะดวก หรือไม่ให้ข้าไปอยู่ด้านนอกก็ได้"
หานชางเหยียนหัวเราะหยัน ก้มลงจูบแก้มอนุฟอดใหญ่แต่น้ำเสียงที่เอ่ยกับนางช่างเย็นชายิ่งนัก
"ทำไมหรือ ทนดูไม่ได้หรือ หึ ถึงจะทนดูไม่ได้ก็ต้องทนดู เจ้าจะได้เห็นว่าการที่แต่งกับคนเช่นข้าโดยที่ข้าไม่เต็มใจแล้วรังเกียจเจ้าเช่นนี้ทำให้เจ้าทรมานเพียงใด ไม่ต้องไปที่ใดทั้งนั้นแม้จะขัดหูขัดตาข้าแต่การมีเจ้าอยู่ที่นี่ก็สนุกดีเหมือนกัน"
คนทั้งคู่คลอเคลียกันอยู่ทั้งวันกระทั่งเวลาล่วงเข้ายามเย็นก่อนที่จะถึงจุดพักรถม้า จู่ ๆ เมิ่งสืออีก็ได้ยินเสียงครึกโครมที่ด้านนอกพร้อมกับเสียงของทหารที่ตะโกนขึ้นมาว่า
"ท่านแม่ทัพ มีคนร้ายดักซุ่มโจมตีขอรับ"
อนุของหานชางเหยียนหวีดร้องขึ้นมาทันใด
"ว๊าย ท่านพี่ข้ากลัวเจ้าค่ะ"
เมิ่งสืออีเองก็หวาดวิตก นางไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ธนูหลายดอกพุ่งทะลุเข้ามาในรถม้า เมิ่งสืออีถูกมือใหญ่ข้างหนึ่งกดใบหน้านางลงไปบนโต๊ะเพื่อหลบลูกดอก จากนั้นเขาก็ตะโกนเสียงดัง
"จอดรถม้าข้างทางตรงที่สามารถหลบได้"
เพราะเขากดศีรษะของนางเร็วไปจนซีกแก้มข้างหนึ่งกระแทกกับโต๊ะตัวเล็กในรถม้าทำให้แก้มของนางแดงช้ำเมิ่งสืออีเจ็บจนพูดไม่ออกแล้ว
"หมอบลงกับพื้นหากไม่อยากถูกลูกธนู"
นางคิดว่าเขาบอกนาง แต่น้ำเสียงอ่อนโยนนั้นย่อมมิใช่ ที่แท้เขากำลังบอกอนุของเขานางนั้น แต่ในเมื่อได้ยินแล้วเมิ่งสืออีก็ไม่รอช้า นางหมอบลงไปบนพื้นมือคว้าถุงผ้าที่มีของสำคัญในนั้นมาได้
ในยามนั้นรถม้าก็จอดสนิท
"รีบลงมาเร็วเข้า"
เมิ่งสืออีรีบลงจากรถม้า จากนั้นก็ถูกสั่งให้วิ่งเข้าไปในป่ายังได้ยินเสียงของเขาตะโกนดังก้อง
"เมิ่งสืออีหากไม่อยากตายก็หลบให้ดี"
เขามิได้อยู่คอยปกป้องนางแต่รีบคว้าข้อมือของอนุอันเป็นที่รักและพาขึ้นม้าตัวหนึ่งควบจากไปอย่างไร้เยื่อใย เมิ่งสืออีไม่มีเวลาให้เสียใจแล้ว เมื่อทหารสองฝ่ายกำลังต่อสู้กันเอาเป็นเอาตายและรถม้าคันนั้นก็ถูกธนูไฟยิงกระหน่ำจนไฟลุกพรึ่บขึ้นมา
เมิ่งสืออีกอดถุงผ้าของตนเองแน่นจากนั้นก็ดึงหมวกขึ้นมาคลุมศีรษะโชคดีที่นางสวมชุดคลุมสีดำจึงกลืนไปกับความมืด เมิ่งสืออีทำตามที่หานชางเหยียนสั่ง
นางวิ่งไปหาที่หลบซ่อนอย่างรวดเร็ว เบื้องหลังก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งบัดนี้จึงมีสตรีที่น่าสงสารนางหนึ่งซ่อนกายอย่างเงียบเชียบ และใบหน้าของนางนั้นนองไปด้วยน้ำตาที่ไหลออกมาไม่ขาดสายด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจปนหวาดกลัว
หัวใจของนางแหลกสลายกลายเป็นผุยผงไปแล้วเมื่อเห็นคาตาว่าสามีของตนเองคว้ามืออนุแล้วพาขึ้นม้าหนีไปด้วยกัน ทิ้งนางซึ่งเป็นภรรยาแต่งเอาไว้เบื้องหลังโดยไม่แยแสว่านางจะเป็นจะตายเลยแม้แต่น้อย
เชิงอรรถ
1.^ สืออี คือ เลข 11 ในภาษาจีน
เมิ่งสืออีหลบอยู่ตรงนั้นจนกระทั่งครึ่งคืนผ่านพ้น เมิ่งสืออีจึงไม่ได้ยินเสียงดาบและเสียงต่อสู้กันแล้ว นางออกจากที่หลบซ่อนอย่างระมัดระวังจากนั้นจึงเดินตามเส้นทางเล็ก ๆ มาเรื่อย ๆ และในที่สุดนางก็พบกับศพคนกลุ่มหนึ่งที่ล้มตายเป็นจำนวนมาก
เมิ่งสืออีปิดปากตนเองเมื่อนางหวาดกลัวจนรู้สึกมวนท้องและเกือบจะอาเจียนออกมาเมื่อเห็นสภาพศพที่เต็มไปด้วยเลือดอันน่าสยดสยองนั้นในยามนั้นสายตาของนางก็กวาดมองไปจนพบร่างของสตรีผู้หนึ่งที่สวมอาภรณ์ผ้าไหมงดงาม
นะ...นั่นมิใช่อนุของท่านแม่ทัพหรอกหรือ
ถึงจะหวาดกลัวแต่เมิ่งสืออีก็ยังตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้กระทั่งนางเห็นสตรีนางนั้นชัดเจน ร่างทั้งร่างของสตรีนางนั้นถูกธนูยิงจนพรุนและตายสนิท
เมิ่งสืออีตัวสั่นขึ้นมาทันใด หากเป็นนางที่มากับหานชางเหยียนก็คงมีสภาพไม่ต่างกันแล้วหานชางเหยียนเล่าอยู่ที่ใด นางย่อมรู้ว่ากำลังคนของหานชางเหยียนมีน้อยยิ่งนัก ถึงเขาจะเก่งกาจเพียงใดแต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เกรงว่าหานชางเหยียนอาจจะไม่รอดแล้ว
เมิ่งสืออีเห็นคนตายเกลื่อนจึงรู้สึกหวาดผวา หูของนางแว่วเหมือนได้ยินเสียงของบุรุษตะโกนให้ฆ่า นางตกใจกลัวจึงสาวเท้าวิ่งหนีสุดชีวิตต้องรีบออกไปจากสถานที่อันซึ่งเต็มไปด้วยคนตายให้เร็วที่สุด ทว่าเมื่อวิ่งออกมาได้ครู่ใหญ่นางก็เหนื่อยจนต้องหยุดฝีเท้า
เมิ่งสืออีหอบหายใจได้ครู่หนึ่งและแล้วนางก็ได้ยินเสียงคนต่อสู้กันดังขึ้นไม่ไกลจากจุดที่นางยืนอยู่ เมิ่งสืออีหยุดเท้าแต่ไม่ทันแล้วเมื่อมีผู้ชายคนหนึ่งหันมาพบนางเข้าเสียก่อน
เมิ่งสืออีหันหลังคิดวิ่งหนี ผู้ชายคนนั้นก็ตะโกนเสียงดัง
"นั่นนางจับตัวนางเอาไว้"
จากนั้นก็มีคนวิ่งตามนางมา เพราะความมืดเมิ่งสืออีจึงสะดุดศพของคนผู้หนึ่งแล้วล้มกลิ้ง ทว่าก่อนที่นางจะถูกจับตัวก็มีใครคนหนึ่งมาช่วยนางเอาไว้
ที่แท้เป็นทหารในกองทัพของหานชางเหยียนที่เอาตัวบังดาบและถูกโจรสังหารแทนนาง โจรร้ายคิดจับตัวเมิ่งสืออีแต่ในยามนั้นก็มีคนหนึ่งมาช่วยนางเอาไว้ได้ทัน เขาจัดการสังหารคนร้ายสี่ห้าคนด้วยดาบเดียว เมิ่งสืออีตื่นตะลึง
"หานชางเหยียน"
เขาเดินมาใกล้นางร่างกายเต็มไปด้วยเลือด นางค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลโดยที่หานชางเหยียนไม่ช่วยนางเช่นเคย
"ท่านกลับมาช่วยข้าหรือ"
หานชางเหยียนมองนางเหยียด ๆ "เจ้าคิดเช่นนั้นหรือ หากอยากคิดเข้าข้างตัวเองก็เชิญคิดตามสบาย"
น้ำเสียงของเขาอ่อนแรงจนนางจับสังเกตได้ และดูเหมือนว่าร่างสูงใหญ่จะยืนไม่มั่นคง
เมิ่งสืออีถอนหายใจอย่างโล่งอก ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่นี่ด้วยเหตุใดก็ล้วนเป็นเรื่องดี นางไม่สนใจเรื่องน้อยเนื้อต่ำใจอะไรพวกนั้นแล้วนอกจากเรื่องรอดชีวิตออกไปจากที่นี่ก่อน แต่ท่าทางของหานชางเหยียนเหมือนว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัส
"ท่านแม่ทัพ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง"
ใบหน้าขาวหล่อเหลาของเขามีเลือดไหลลงมาเป็นทาง นางตกใจจนพูดไม่ออกแล้วและในยามนั้นหานชางเหยียนก็เหยียดยิ้มเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"เก่งนี่ เอาตัวรอดมาได้" และฉับพลันเข่าก็พลันอ่อนแรงร่างสูงทรุดลงทันใด
"ท่านแม่ทัพ!"
เมิ่งสืออีคว้าร่างของเขาเอาไว้ได้ทัน เขาเอ่ยเสียงเบาว่า
"ข้าถูกธนูอาบยาพิษจากคนที่ลอบสังหาร"
เมิ่งสืออีรู้มาเล็กน้อยว่ากำลังทหารของเขาส่วนใหญ่ยังรั้งอยู่ที่เมืองอวี เรื่องนี้คงเข้าถึงหูของศัตรูหรือไม่ก็พวกโจรที่หวังปล้นชิงสิ่งของ เพราะยามนี้รถม้าสินเดิมของนางก็หายไปจนเกลี้ยงแล้ว
คงเพราะเขาตัวโตจนเกินไปนางจึงรับน้ำหนักประคองเขาไม่ไหว สุดท้ายคนทั้งคู่จึงทรุดลงไปบนพื้น มือของเมิ่งสืออีสั่นระริกในยามที่นางสำรวจลมหายใจของเขาและพบว่ามันรวยรินยิ่งนัก
"ท่านถูกยาพิษหรือ"
หานชางเหยียนพยักหน้า พยายามเปิดดวงตาที่กำลังจะปิดขึ้นแล้วจ้องมองนาง
"เจ้าไปเถิดข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้า"
กล่าวคำถากถางระคายหูคนจบเขาก็ทรุดลงไปอีก หัวใจของนางนั้นปวดจนชาชินแล้ว กระทั่งก่อนตายคนผู้นี้ก็ยังไม่อยากเห็นหน้า นางกลายเป็นตัวอะไรในสายตาของสามีไปแล้วกันนะ
คนใจร้ายคนนี้สมควรตายไปให้พ้น ๆ!
แต่ถึงใจหนึ่งจะคิดเช่นนี้ แต่เขาก็คือคนเดียวที่ยังทำให้ท่านพ่อท่านแม่ของนางรอดชีวิต นางย่อมรู้ว่าหากหานชางเหยียนตายต่อไปฮ่องเต้แคว้นลู่ต้องส่งผู้อื่นมาควบคุมเมืองอวี
นางเคยได้ยินว่าแม่ทัพผู้อื่นโหดเหี้ยมนัก หากคนพวกนั้นไม่ละเว้นท่านพ่อท่านแม่เหมือนกับหานชางเหยียน พวกเขาอาจจะได้รับความลำบากกระทั่งอาจจะต้องเสี่ยงชีวิต
ดังนั้น หานชางเหยียนจะตายไม่ได้
เมิ่งสืออีปล่อยให้หานชางเหยียนพิงร่างของนางจากนั้นจึงเทของในถุงผ้าออกมาจนกระทั่งพบกล่องไม้ที่ใส่ยาของนาง ในนี้มียาวิเศษอยู่เม็ดหนึ่ง เป็นยาช่วยแก้สารพัดพิษของล้ำค่าที่มารดายกให้นางพกติดตัว
เมิ่งสืออีไม่รอช้ารีบยัดยาลูกกลอนเม็ดนั้นเข้าปากเขาทันใด
"ท่านแม่ทัพ นี่เป็นยาถอนพิษ ท่านกลืนลงไป"
หานชางเหยียนไม่ได้สงสัยอันใดหรือว่าเขาไม่มีใจคิดเรื่องอื่นเพราะกำลังจะตายแล้วก็เป็นได้จึงยอมกลืนยาเม็ดนั้นโดยดี เมิ่งสืออีรอคอยด้วยใจร้อนรน นางไม่กล้าขยับไปที่ใดได้แต่โอบร่างของเขาเอาไว้ท่ามกลางศพที่นอนตายเกลื่อนพื้น
ชีวิตนี้นางไม่เคยต้องหวาดกลัวสิ่งใด ทว่าตั้งแต่ได้พบกับหานชางเหยียนความน่ากลัวและความทรมานในโลกนี้ที่มีนางได้ประสบพบเจอมาทั้งหมดและเกือบจะทำให้นางกลายเป็นหญิงวิปลาศไปแล้ว
เดิมทีเมิ่งสืออีเป็นคนเชื่อในพระพุทธองค์ คิดว่าคนที่ทำดีย่อมได้ดีตามคำกล่าวสั่งสอนแต่ยามนี้นางรู้สึกสงสัยในคำสอนอยู่หลายครั้ง
นางไม่เคยร้ายกับผู้ใดแต่สิ่งที่ได้รับกลับตรงกันข้าม กระนั้นในเวลานี้นางก็ยังสวดอ้อนวอนขอให้ยานี้ช่วยชีวิตหานชางเหยียนได้ นางยังขอให้เขาปลอดภัย เพราะมีเพียงเขาเท่านั้นที่เป็นเกราะคุ้มกันภัยให้ครอบครัวของนางได้
หนึ่งก้านธูปต่อมาหานชางเหยียนจึงได้ลืมตาขึ้น เมิ่งสืออีดีใจจนร้องไห้ออกมา
"หานชางเหยียนท่านฟื้นแล้ว"
เมื่อนางกล่าวจบคำหานชางเหยียนก็ไอรุนแรงแล้วกระอักเลือดสีดำออกมาคำโต ดูเหมือนว่าชีวิตของนางจะยังไม่รันทดเพียงพอเมื่อจู่ ๆ นางก็ได้ยินเสียงของหมาป่าหอนดังสนั่น หานชางเหยียนที่พ่นเลือดออกมาจนหมดคล้ายเขาจะมีแรงขึ้นมาแล้วจึงเอ่ยว่า
"ต้องรีบไปจากที่นี่ ไม่เช่นนั้นสัตว์ป่าจะออกมาแทะศพ และพวกมันจะสนใจสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวได้มากกว่าศพพวกนั้น"
เมิ่งสืออีกลัวจนร่างเย็นเฉียบ แต่นางก็ยังฝืนพูดออกมา
"ท่านลุกไหวหรือไม่"
หานชางเหยียนพยักหน้าเขารวบรวมกำลังและปล่อยให้นางช่วยประคองลุกขึ้นยืนสำเร็จจากนั้นพวกเขาก็เริ่มเดินช้า ๆ เสียงฟ้าร้องพลันดังขึ้น เมิ่งสืออีตกใจเสียงฟ้าผ่าที่ดังอยู่ใกล้ ๆ จนเผลอหวีดร้องและกอดเขาแน่น เขาไม่ผลักนางออกคงเพราะไม่มีแรง
ฝนตกลงมาอย่างหนักเมิ่งสืออีกลัวว่าหานชางเหยียนจะไม่สบายนางจึงยอมสละเสื้อคลุมกันฝนของตนเองให้เขาสวม ส่วนตัวเองยอมตากฝนหนาวจนฟันกระทบกันดังกึก ๆ มือและเท้าของนางยังเย็นเยียบยังบังเกิดอาการชาและรู้สึกเหมือนร่างกายจะหลุดออกเป็นชิ้น ๆ
หานชางเหยียนใกล้จะไม่ได้สติแล้ว แม้ตอนนี้พิษจะถูกกำจัดออกไปแล้วแต่ก็ยังเหลือตกค้างหานชางเหยียนยังได้รับบาดเจ็บจากแผลที่ถูกธนูยิงและแผลจากดาบที่ไหล่เป็นทางยาวอีกหนึ่งแผลเขาจึงบังเกิดอาการไข้ขึ้น
ในเวลานั้นนั่นเองที่พวกเขาพบรถม้าคันหนึ่ง เมิ่งสืออีไม่แน่ใจว่าเป็นมิตรหรือศัตรูแต่หานชางเหยียนได้ยินเสียงเห่าของสุนัขดังขึ้นเขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
"พวกเรารอดแล้ว นั่นอาเจาลูกน้องของข้า"
ฉับพลันก็มีสุนัขตัวใหญ่วิ่งเข้ามาหาหานชางเหยียนพร้อมกับเด็กหนุ่มอายุราวสิบสี่สิบห้าผู้หนึ่งที่แต่งกายด้วยชุดทหารของแคว้นลู่ แต่ว่าเป็นคนที่เมิ่งสืออีไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
"หัวหน้า ข้าพบท่านแล้วข้าพบท่านแล้ว เพราะฝนตกทำให้กลิ่นของท่านหายไปยากแก่การติดตามข้าขอโทษ อ๊ะ หัวหน้าท่านได้รับบาดเจ็บ"
หานชางเหยียนบัดนี้ไม่มีแรงแม้จะตอบคำ และพร้อมที่จะทิ้งร่างลงบนพื้นตลอดเวลา
"หัวหน้า!"
เด็กหนุ่มไม่ได้สนใจเมิ่งสืออีรีบเข้ามาประคองหัวหน้าของตนเองขึ้นรถม้าเมิ่งสืออีตามขึ้นมาในรถ
เมื่อเห็นเขาชัดเจนจากแสงตะเกียงในรถม้าเช่นนี้ก็ทำให้นางตกใจยิ่งนักเพราะใบหน้าของหานชางเหยียนนั้นขาวเหมือนคนตายและเสื้อผ้าของเขาแม้ไม่ได้เปียกฝนแต่กลับเปียกชุ่มไปด้วยเลือดที่ไม่รู้ว่าเป็นเลือดของผู้ใดบ้าง
เด็กหนุ่มเองก็ดูตื่นตระหนกไม่ใช่น้อย เมิ่งสืออีจึงเอ่ยว่า
"เขาถูกธนูอาบยาพิษยิงเข้าไปที่ไหล่ แต่ข้าให้ยาถอนพิษแก่เขาแล้ว ยาของข้าเป็นยาวิเศษถอนพิษได้สารพัดเจ้าไม่ต้องห่วง"
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองนาง จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มงดงามคงเพราะเขายังโตไม่เต็มที่ใบหน้านี้จึงงดงามมากกว่าหล่อเหลา เขาประสานมือมองนางด้วยสายตาซาบซึ้งใจ
"ขอบคุณพี่สาวที่ช่วยหัวหน้าของข้าเอาไว้ แต่ข้าทำแผลไม่เป็นท่านจะช่วยเขาทำแผลหรือไม่ ข้าจะออกไปขับรถม้าพวกเราต้องรีบไปจากที่นี่ ยาและผ้าพันแผลอยู่ตรงนี้ อ้ะ อยู่ตรงไหนนะ"
เด็กหนุ่มค้นข้าวของในรถม้าครู่หนึ่งก่อนจะส่งให้นาง เมิ่งสืออีรับมามือของนางยังสั่นด้วยความหนาว
"อ้อ พี่สาวคงเป็นฮูหยินของหัวหน้า เช่นนั้นก็ช่วยเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยนะขอรับ ส่วนท่านก็ถอดเสื้อผ้าพวกนี้ออกเถิด เปียกหมดแล้วไม่ต้องห่วงข้าเป็นลูกน้องที่ซื่อสัตย์ ท่านคือฮูหยินของหัวหน้าก็คือหัวหน้าของข้าด้วย ข้าจะปกป้องท่านด้วยชีวิต"
เมิ่งสืออียอมรับว่ารู้สึกซาบซึ้งใจเช่นกัน เด็กหนุ่มคนนี้บอกจะปกป้องนางด้วยชีวิตแต่หัวหน้าของเขากลับพาอนุหนีไปอย่างไร้เยื่อใย และหากนางไม่เดินมาจนถึงที่นี่เขาอาจจะลืมไปแล้วก็เป็นได้ว่าได้ทิ้งสตรีนางหนึ่งเอาไว้ในป่า
ว่าแต่ว่าอนุของเขาหายไปที่ใดกัน
"น้องชาย เดี๋ยวก่อน"
"พี่สาวพวกเราไม่อาจช้าได้ ค่อยคุยกันนะขอรับ"
แม้ว่าเมิ่งสืออียังมีเรื่องอยากถาม แต่เด็กหนุ่มไม่ฟังนางเขารีบออกไปขับรถม้าอย่างรวดเร็ว เมิ่งสืออีจึงได้แต่หันมามองหานชางเหยียนพร้อมกับถอนหายใจยาวออกมา
ฝนยังตกหนักแต่รถม้าก็ค่อย ๆ เคลื่อนตัว นางมีเรื่องสงสัยมากมายแต่คงต้องรีบช่วยหานชางเหยียนเสียก่อน
เมิ่งสืออีใบหน้าแดงก่ำหลังจากถอดเสื้อผ้าของเขาออกจนเหลือเพียงกางเกงตัวในตัวเดียว ร่างกายของหานชางเหยียนร้อนมากราวกับทะเลเพลิง แต่ร่างของนางกลับเย็นยิ่งกว่าก้อนน้ำแข็ง
ในนี้ไม่ได้มีเสื้อผ้าให้เปลี่ยนแต่มีผ้าห่มอยู่หนึ่งผืนที่พอช่วยคลายหนาวได้
เมิ่งสืออีไม่มีทางเลือกในที่สุดนางก็จำเป็นต้องถอดเสื้อผ้าที่เปียกชื้นของตนเองออกจนหมดก่อนจะหนาวตาย นางห่มผ้าห่มปิดบังเนื้อขาวเนียนของตนเองแต่ความหนาวกลับไม่บรรเทาลงเลยแม้แต่น้อย กระนั้นก็ยังฝืนทนทำแผลให้หานชางเหยียน
เมิ่งสืออีพอมีวิชาแพทย์อยู่บ้างเพราะเคยช่วยท่านแม่ดูแลทหารที่บาดเจ็บจากสงครามอยู่หลายครั้ง แม้ว่าแผลของหานชางเหยียนจะลึกเพราะหานชางเหยียนใช้มีดคว้านลูกดอกธนูออกมาแต่นางก็ยังสามารถเย็บแผลได้อย่างเรียบร้อยราวกับท่านหมอเทวดาผู้หนึ่ง
แน่นอนว่านางมีฝีมือในการปักเย็บไม่ว่าจะแผลแบบใดนางก็ทำให้งดงามได้ทั้งนั้น
ร่างกายของหานชางเหยียนยังร้อนอย่างน่าตกใจ คงเป็นเพราะไอเย็นที่แผ่ออกจากร่างของนาง มือแข็งแรงคู่นั้นจึงรั้งร่างของนางไปกอดเอาไว้แนบแน่น หัวใจของเมิ่งสืออีเต้นระรัวนางขยับตัวหนีแต่เขากลับเอ่ยว่า
"เจ้าเป็นฮูหยินของข้า"
นางอยากจะถามเขานักว่าไม่รังเกียจนางแล้วหรือ แต่ตอนนี้คนป่วยดูเหมือนจะหลับสบายไปแล้วหลังจากได้กอดตระกองร่างอันเย็นชื้นของนาง ส่วนนางเองก็ค่อย ๆ รู้สึกว่าร่างกายอบอุ่นขึ้น แม้ว่าเมิ่งสืออีจะพยายามฝืนตนเองเพียงใดแต่คงเป็นเพราะนางเหนื่อยมากเกินไปในที่สุดนางก็นอนหลับทั้ง ๆ ที่ร่างกายเปล่าเปลือยในอ้อมกอดของเขา
รุ่งเช้าวันต่อมาเมิ่งสืออีตื่นขึ้นและพบว่าตนเองบัดนี้ถูกบุรุษผู้หนึ่งกักเอาไว้ใต้ร่างของเขา นางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เมื่อได้ยินเขากล่าวว่า
"ในเมื่อลงทุนถึงเพียงนี้ ข้าจะตอบแทนเจ้าสักหน อย่างไรข้าก็เป็นบุรุษเห็นร่างกายขาว ๆ นุ่มนิ่มของเจ้าข้าก็ย่อมทนไม่ไหว ได้...เช่นนี้พวกเราก็เป็นสามีภรรยากันอย่างที่เจ้าต้องการ ถือว่าข้าตอบแทนเจ้าที่ช่วยชีวิตจากนี้จะได้ไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีก"
หานชางเหยียนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและดูแข็งแรงราวกับวัวกับม้า ดวงตาคู่นี้ของเขาเหมือนมีไฟที่พร้อมจะแผดเผาร่างของนางให้มอดไหม้ เมิ่งสืออีส่ายหน้าเมื่อนางเข้าใจโดยพลัน
"ข้าไม่ได้..."
เสียงของนางขาดหายลงไปในลำคอเมื่อถูกเขาช่วงชิงจุมพิตอย่างเร่าร้อน หานชางเหยียนกำลังคิดว่านางยั่วเขา เพราะนางกอดเกยเขาในขณะที่ร่างกายเปล่าเปลือย ถึงอยากจะขัดขืนแต่นางก็ไม่มีเรี่ยวแรงเลยแม้แต่น้อย สัมผัสของเขาทำให้นางไร้เรี่ยวแรงวาจาของเขาทำให้นางหมดกำลังจะต่อต้าน
"เจ้าอยากให้ข้าคุ้มครองบิดามารดา เจ้าอยากมีสถานะเป็นฮูหยินแม่ทัพ ข้าทำเพื่อตอบแทนเจ้า แต่แค่ฐานะเท่านั้น มิใช่ความรัก"
ถ้อยคำของเขาทำให้นางเจ็บช้ำ แต่กระนั้นนางก็ยังถูกสัมผัสของเขายั่วเย้า นางเจ็บไม่พอใช่หรือไม่จึงได้เป็นเช่นนี้ เมิ่งสืออีเกลียดตนเองเหลือทนแล้ว และยิ่งเกลียดเมื่อนางได้พบความจริงที่กำลังตบหน้าอย่างร้ายกาจ...
นางยังคงรักเขาอยู่...แม้ว่าบุรุษผู้นี้จะร้ายกาจกับนางเพียงใดก็ตาม