มู่เสวี่ยหลิงรู้ว่าตนเองเลือกผิดแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีกแล้ว เมื่อบุรุษ
ผู้นั้นเห็นว่านางหมดประโยชน์ จึงผลักไสนางกลับมายังเมืองเป่ย บ้านเกิดของนาง ทว่าผู้ใดจะคาดคิด บิดาของนางนอกจากหมางเมินนางแล้ว เขายังสั่ง
ให้คนลากนางออกไปทิ้งในตรอกที่ไกลจากบ้านสกุลมู่มากที่สุด มู่เสวี่ยหลิง
ที่บอบช้ำทั้งกายใจนอนหอบหายใจรวยรินจนกระทั่งหยวนเซิ่งเจ๋อมาพบเข้า
เขาพยายามพานางกลับไปตระกูลหยวน พยายามแต่งนางเป็นภรรยาเอกอีกครั้ง และเพราะความดึงดันอันไร้เหตุผลของเขา สุดท้ายบิดาของเขาจึงไล่ตะเพิดเขาออกมา ทั้งยังไม่ให้ทรัพย์สินติดตัวมาเลย
แต่หยวนเซิ่งเจ๋อมีความสามารถ ไม่นานเขาก็หางานทำได้ เขาเอาเงินทองที่หามาได้มาซื้อสมุนไพรเพื่อรักษานาง เมื่อบิดาของเขาทราบเรื่อง จึงสั่งให้คนเลิกให้ความช่วยเหลือเขา หยวนเซิ่งเจ๋อจึงอับจนหนทางอีกครั้ง
มารดาของหยวนเซิ่งเจ๋อมีหรือจะทนมองบุตรชายตกระกำลำบากได้ นางเกลี้ยกล่อมเขาอยู่เป็นนาน ก็เห็นว่าพาคนกลับตระกูลหยวนไม่ได้แน่แล้ว จึงนำทรัพย์สินส่วนตัวของนางมาให้
แต่บิดาของเขาจับได้ เขาจึงขังมารดาของหยวนเซิ่งเจ๋อไว้ในเรือน
ไม่นานมารดาของเขาก็ล้มป่วยและจากโลกนี้ไป กระทั่งงานศพมารดา
หยวนเซิ่งเจ๋อก็ไม่สามารถก้าวข้ามธรณีประตูไปคำนับและร่ำลาเป็น
ครั้งสุดท้ายได้
หยวนเซิ่งเจ๋อไม่อายสายตาผู้อื่น เขานั่งขอทานเป็นเพื่อน
มู่เสวี่ยหลิง ได้เงินมาก็รีบนำมาซื้อยาให้นาง แต่มู่เสวี่ยหลิงป่วยเป็นโรคหญิงงามเมือง ไม่นานร่างกายนางก็เริ่มโรยแรง แม้แต่จะพูดนางก็ยังต้องเค้นแรงกายอยู่ครึ่งค่อนวัน หยวนเซิ่งเจ๋ออยู่ติดกับนางมากถึงเพียงนั้น
ไม่นานเขาก็ติดโรคจากนางไปด้วย
มู่เสวี่ยหลิงสิ้นใจในคืนหนึ่งกลางฤดูหนาวอันเย็นเยียบ นางลืมตาขึ้นอีกครั้ง แต่รอบกายหาใช่สะพานไน่เหอไม่ ไร้ดอกปี่อั้นสีแดงสด ไร้ฝูงวิญญาณมากมายอ้อนวอนขอโอกาสกลับไปอีกครั้ง มู่เสวี่ยหลิงหมด
ลมหายใจอยู่ข้างหยวนเซิ่งเจ๋อ แม้นางกลายเป็นวิญญาณแต่ก็ยังคงอยู่ข้างกายเขาไม่ห่าง
มู่เสวี่ยหลิงมองเห็นเขาถูกสาดน้ำไล่ ถูกคนตะเพิดด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ มองใบหน้าหล่อเหลางดงามทั้งยังผ่าเผยของเขาค่อย ๆ
ซูบผอมลงจนกลายเป็นคนอมโรค ไร้สง่าราศีด้วยความปวดใจ
คุณชายรูปงามเฉลียวฉลาดที่เคยรุ่งโรจน์ แต่เพื่อความรักแรกในชีวิต เขาถึงกับยอมสละทุกสิ่ง ในใจมู่เสวี่ยหลิงทั้งโกรธเขาที่ทิ้งชีวิตเพื่อนาง ทั้งขอบคุณในน้ำใจรักของเขา ทั้งรักเขายิ่งกว่าสิ่งใด
“หลิงหลิง” เสียงของหยวนเซิ่งเจ๋ออ่อนล้าลงเรื่อยๆ เปลือกตาขยับเล็กน้อย
“ข้าคิดถึงเจ้า”
มู่เสวี่ยหลิงเห็นเขาแน่นิ่งไปก็เริ่มหวาดกลัวอีกครั้ง นางลอยล่องอยู่รอบตัวเขา พยายามตะโกนเรียกเขา เวลาผ่านไปนานเท่าใดนางไม่อาจทราบ แต่เมื่อแสงตะวันเริ่มจับขอบฟ้า นางจึงพบว่าใบหน้าของเขาแข็งค้างทว่ายังมีรอยยิ้มที่มุมปาก
รอยยิ้มนี้ราวกับว่าเขาดีใจเหลือแสน ที่ในที่สุดก็จะได้พบเจอกับนางที่ล่วงหน้าไปยังปรภพก่อนเขา
มู่เสวี่ยหลิงรู้สึกเหมือนฟ้าดินพลิกกลับ อารมณ์ความรู้สึกโกรธแค้นโหมสาดซัดเข้าร่างจนนางแทบยืนไม่อยู่ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าพรั่งพรู
จากดวงตาราวธารน้ำหลาก
ร่างบอบบางทรุดฮวบลงข้างร่างของเขาที่ยังกอดศพของนางไว้
มู่เสวี่ยหลิงดวงตาเบิ่งกว้าง ร่างวิญญาณของนางทอแสงแล้วดับวูบสลับกันไป ชั่วครู่ที่สรรพเสียงเงียบงัน นางพลันกรีดร้องจนสุดเสียง
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้าทุกข์ระทม ทั้งยังเปี่ยมไปด้วยความคับแค้นใจและอับจนสิ้นหนทาง มู่เสวี่ยหลิงคลานไปอยู่ตรงหน้าร่างไร้ลมหายใจของหยวนเซิ่งเจ๋อ นางทั้งร่ำไห้และพร่ำขอโทษเขา ทั้งยัง
อ้อนวอนและสัญญากับเขา แต่หยวนเซิ่งเจ๋อกลับไม่ตอบสนองใดๆ
“พี่หยวน ท่านฟังข้า” มู่เสวี่ยหลิงปาดน้ำตาบนใบหน้าทิ้ง
“ข้าจะไม่แต่งงานกับคนผู้นั้น ข้าจะยอมแต่งงานกับท่าน ต่อให้
ไม่มีพิธีใหญ่โตไม่มีเกี้ยวแปดคนหาม ข้าก็ยินดีแต่งกับท่าน ท่านฟื้นเถอะ
พี่หยวน ท่านฟื้นเถอะ”
นางร่ำไห้ปานจะขาดใจ มู่เสวี่ยหลิงเศร้าโศกอ้อนวอนเขานานถึงสามวันสามคืน ครั้นวันสุดท้ายของการหวนกลับหมุนผ่าน รออยู่ครึ่งค่อนวันเขาก็ยังไม่กลับมา นางจึงได้รู้ว่าหยวนเซิ่งเจ๋อไร้พันธนาการอย่างแท้จริง เขาลงไปยังปรภพเพื่อตามหานาง ชาตินี้ทั้งชาตินางจะไม่มีวันได้เจอเขาอีก
มู่เสวี่ยหลิงยิ้มเยาะตนเอง นางเงยหน้ามองท้องฟ้ากว้างอย่างโกรธแค้น
“เป็นสวรรค์ที่กลั่นแกล้งข้า เป็นท่านที่ทำให้ข้าได้พบกับคนต่ำช้าผู้นั้น เป็นพวกท่านที่...”
นางพูดมาถึงตรงนี้ก็ไม่อาจพูดต่อไปได้อีก สวรรค์บันดาลให้นางพบเจอมันผู้นั้นแล้วอย่างไร หากนางไม่ตกปากรับคำเสียอย่าง ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้จะบังคับนางได้?
มู่เสวี่ยหลิงคุกเข่า นางค้อมศีรษะจนหน้าผากจรดพื้นเน่าเหม็น
“สวรรค์ หากท่านเมตตาพี่หยวน หากท่านเห็นว่าชะตาชีวิตของเขาไม่ถูกต้อง ได้โปรด ได้โปรดให้ข้าผู้โง่เขลาคนนี้ได้ย้อนกลับไปอีกครั้ง
ได้ช่วยเขาให้ผ่านเภทภัย ช่วยให้เขาได้มีชีวิตรุ่งโรจน์ประหนึ่งกองเพลิง
สูงเสียดฟ้า ไม่มีวันมอดดับ ไม่มีวันสูญสลาย ได้โปรดให้ข้าช่วยเขา”
มู่เสวี่ยหลิงโขกศีรษะย้ำ ๆ นางเป็นเพียงวิญญาณ แต่เมื่อคนที่นางยึดมั่นถือมั่นได้ตายจากไปแล้ว วิญญาณก็ควรจะสลายหายไปด้วย ทว่า
มู่เสวี่ยหลิงกลั้นใจฝืนทนกฎฟ้ามาโดยตลอด จนในที่สุดนางก็ใกล้จะทนไม่ไหวอีกต่อไป ร่างผอมบางล้มลงกับพื้น สายตาจับจ้องเพียงใบหน้าที่เริ่มไม่น่ามองของหยวนเซิ่งเจ๋อก่อนจะกล่าวเสียงเบา
“พี่หยวน ชาตินี้ข้าทำร้ายท่านแสนสาหัส แต่ท่านกลับเป็นคนเดียวที่อยู่กับข้าจนวันตาย ชาติหน้าข้าขอชดใช้ให้ท่าน ยอมเป็นม้าลาให้ท่านเรียกใช้จนตาย...”
มู่เสวี่ยหลิงกระอักเลือดออกมาคำหนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “...ก็ไม่เสียใจ”
นางปิดเปลือกตาลง วิญญาณเริ่มสลายกลายเป็นควัน ทว่าก่อนที่นางจะวิญญาณแตกซ่านไร้หนทางหวนกลับ...
ณ เมืองเป่ย หัวเมืองแดนเหนือ ดวงตะวันเจิดจ้าอยู่บนฟ้ากว้างกลับมีอสนีบาตลูกใหญ่ฟาดลงที่ตรอกสกปรกข้างตลาด ศพทั้งสองหายวับไปกับตา กาลเวลาหมุนคืน มู่เสวี่ยหลิงวิญญาณล่องลอยกลับไปยังจวนตระกูลมู่อีกครั้ง
“คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ”
เสียงเล็กๆ ที่ดังอยู่ข้างหูทำมู่เสวี่ยหลิงนึกหงุดหงิด นางพลิกตัวไปอีกทาง ทั้งยังดึงผ้าห่มขึ้นปิดหน้าเสียด้วย
“โถ่ คุณหนู อย่าทำเช่นนี้สิเจ้าคะ นายท่านใกล้จะกลับจวนอยู่แล้วนะเจ้าคะ”
มู่เสวี่ยหลิงหงุดหงิดขึ้นมาจริง ๆ แล้ว นางผุดลุกขึ้นนั่ง โยนหมอนในมือลงพื้นทั้งยังกระชากเสียง
“ตายไปแล้วก็ยังจะถูกปลุกอีกหรือ...”
ทว่าภาพสาวใช้ตัวน้อยที่นั่งคุกเข่าห่างออกไปไม่ไกลทำให้นางลืมคำพูดไปหมดสิ้น มู่เสวี่ยหลิงมือสั่นสะท้าน นางกวาดตามองเด็กสาวคนนั้นอีกครั้งก่อนจะเรียกอย่างไม่แน่ใจนัก
“ลี่ลี่?”
ลี่ลี่เห็นนายสาวของตนเองมีสีหน้าแปลกประหลาดก็นึกว่าตนเองทำสิ่งใดขัดใจอีกแล้ว นางรีบขยับเข้าใกล้เตียง บีบนวดเรียวขายาวอย่างเอาอกเอาใจ
“เจ้าค่ะคุณหนู ลี่ลี่เองเจ้าค่ะ คุณหนูต้องการสิ่งใดหรือไม่เจ้าคะ”
มู่เสวี่ยหลิงตะลึงลาน นางมองอย่างไม่เข้าใจ
“ไม่ใช่ว่าเจ้า...” มู่เสวี่ยหลิงหยุดคำพูดไว้เพียงเท่านี้
คำ ‘ตายไปแล้ว?’ ถูกกลืนหายไปในลำคอ นางไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยออกมา
เมื่อปีนั้นที่นางไปจากเมืองเป่ย ลี่ลี่ติดตามนางไปด้วยและเพราะนางเลือกนรกให้ตนเอง ลี่ลี่จึงล่มจมไปกับนาง นางเสียชีวิตที่เมืองเกิด ส่วนลี่ลี่ถูกโบยตายอยู่ที่แห่งนั้น ไม่มีหลุมศพกลบฝังร่างทั้งยังไร้หนทางบอกญาติของนาง
“ไม่ใช่ว่าข้าอันใดหรือเจ้าคะ”
ลี่ลี่เด็กกว่ามู่เสวี่ยหลิงหนึ่งปี มู่เหยียนจงรับลี่ลี่เข้ามาเป็นเพื่อนเล่นของบุตรสาว นานวันเข้ามู่เสวี่ยหลิงก็นึกเอ็นดูจึงรับมาเป็นสาวใช้ข้างกาย
“คุณหนู หรือว่าอยากได้น้ำบ้วนปากก่อนหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะให้คนออกไปหยิบเดี๋ยวนี้”
“ไม่ ไม่ต้อง”
มู่เสวี่ยหลิงปฏิเสธเสียงแผ่วเบา นางยังมีสีหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งทั้งยังไม่กล้ามองหน้าลี่ลี่ตรง ๆ
“เอากระจกมาให้ข้า”
“เจ้าค่ะ”
ลี่ลี่รู้แก่ใจดีว่าคุณหนูของนางรักสวยรักงามอย่างยิ่ง เครื่องประดับและเสื้อผ้าที่เก็บอยู่ในหีบ แม้บางอย่างจะไม่เคยถูกหยิบมาใช้แต่
มู่เสวี่ยหลิงก็ไม่อาจตัดใจโยนทิ้งเพราะหลงใหลในความงามของอัญมณีพวกนั้น นางหยิบระจกบานเล็กมายื่นส่งให้มู่เสวี่ยหลิงที่ยังนั่งตัวแข็งอยู่บนเตียง
มู่เสวี่ยหลิงกลั้นหายใจ นางยกกระจกในมือขึ้นส่อง ภาพที่สะท้อนกลับมา เป็นเงาของนางเมื่อหลายปีก่อน เป็นนางในตอนที่ยังเป็นคุณหนูตระกูลมู่ผู้สูงส่งและร่ำรวยคนนั้น
ใบหน้าของนางยังคงงดงาม ไร้ร่องรอยความทุกข์ยาก ฝ่ามือยังคงบอบางนุ่มนิ่ม ร่างกายยังคงอ้อนแอ้นมีน้ำมีนวล เรือนผมสีดำยาวสลวยประหนึ่งม่านน้ำตก
มู่เสวี่ยหลิงไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งสุดท้ายที่นางจำได้ก่อนวิญญาณหลุดลอยคือภาพของหยวนเซิ่งเจ๋อในตรอกข้างตลาด เขานอนอยู่ข้างร่างไร้ลมหายใจของนาง กอดนางไว้กับอกโดยไม่นึกรังเกียจ มิคาดว่าเพียงหลับตาหนึ่งตื่น นางจะย้อนกลับมาเป็นคุณหนูมู่เสวี่ยหลิงอีกครั้ง
มือที่ถือกระจกกำแน่น นางเฝ้าฝันถึงโอกาสเช่นนี้มานับพัน
นับหมื่นหน กระทั่งลมหายใจสุดท้ายก็ยังนึกวาดหวังว่าจะได้แก้ไขความผิดพลาดของตนเอง
สวรรค์อุตส่าห์รับฟังคำขอร้องของคนบาปเช่นนาง ยื่นโอกาสให้นางได้มีชีวิตอีกครั้ง มู่เสวี่ยหลิงดวงตาวาวโรจน์ไปด้วยไฟโทสะ ทั้งมือที่วางอยู่บนตักก็กำเข้าหากันแน่นจนรู้สึกได้ถึงเล็บแหลมที่จิกเข้าไปในอุ้งมือ
ชีวิตของนางครานี้ นางจะปกป้องมันไว้ด้วยสองมือของนาง อยากจะรู้นักว่าผู้ใดจะสามารถพรากลมหายใจของนางไปได้อีก !
มู่เหยียนจงลงจากรถม้าก็เห็นบุตรสาวยืนอยู่หน้าประตู มู่เสวี่ยหลิง
แต่งกายด้วยชุดสีกลีบบัว แต่งแต้มใบหน้าบางเบาทั้งศีรษะมีเครื่องประดับเพียงชิ้นเดียว ทำให้นางดูราวพระแม่หนี่วาในรูปวาด
“หลิงเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงแต่งกายเช่นนี้” ไม่ใช่ว่าปกติแล้วนางจะแต่งกายด้วยสีสันจัดจ้านอยู่เสมอหรอกหรือ
มู่เสวี่ยหลิงคำนับบิดาอย่างงดงามแล้วจึงค่อยเอ่ยปาก “ท่านพ่อกล่าวเช่นนี้ หมายความว่าลูกไม่งามหรือเจ้าคะ”
กล่าวจบแล้ว นางก็ขยับกายเข้าหาบิดา สองมือกอดแขนเขาไว้อย่างใกล้ชิดสนิทสนม
“ไม่ใช่ ๆ เจ้าย่อมงดงามที่สุดอยู่แล้ว” มู่เหยียนจงขมวดคิ้ว
“วันนี้เหตุใดถึงออกมารอพ่อได้ หรือเจ้ากลัวว่าพ่อจะลืมของฝากให้เจ้า เด็กคนนี้นี่”
อนุหวาเห็นมู่เหยียนจงเริ่มตำหนิคุณหนูก็รีบเดินเข้ามาใกล้
“นายท่าน ท่านอาจจะไม่รู้ แต่ตอนที่ท่านไม่อยู่คุณหนูเอาแต่
หยิบจับเครื่องประดับทั้งยังสั่งตัดเสื้อผ้าใหม่ทุกวันเลยเจ้าค่ะ รักสวยรักงาม
ปานนี้ ตอนแต่งไปสกุลหยวนคงถูกใจฮูหยินใหญ่ไม่น้อย”
มู่เสวี่ยหลิงแสร้งยกมือขึ้นขยับปิ่นหยกมันแพะเนื้อดีบนเรือนผม อนุหวาผู้นี้ บิดานางเพิ่งรับเข้ามาจึงมีอายุไล่เลี่ยกับนาง แต่เพราะเป็นอนุ
จึงไม่ได้รับของใช้ดี ๆ เหมือนอย่างนาง เหตุใดนางถึงจะไม่เห็นสายตาอิจฉาริษยาจากอนุหวาเล่า และอนุหวาผู้นี้ก็เป็นคนที่หลอกล่อให้นางพบกับบุรุษชั่วช้า จนทำให้นางตกระกำลำบากเป็นแรมปี
นางพูดจาเช่นนี้มิใช่หาว่านางมือเติบจนเป็นที่ขัดเคืองใจท่านป้าฉู่หรอกหรือ
มู่เสวี่ยหลิงคลี่ยิ้มเย็น ก่อเกิดเป็นความงดงามที่ทำให้บ่าวไพร่
ตาพร่า
“อนุหวา ข้าเป็นคุณหนูของบ้าน เป็นหน้าตาของท่านพ่อ ท่านพ่อไม่อยู่ข้ายังต้องรับแขก พบปะกับท่านลุงท่านป้าคนอื่น ๆ จำเป็นที่จะต้องแต่งกายให้เหมาะสม”
นางเอียงคอมองอนุหวาในชุดสีส้มสว่าง ดวงตาดอกท้อเปล่งประกายวาววับ
“เจ้าเป็นอนุอยู่ในเรือน นอกจากบ่าวไพร่แล้ว ยังจะต้องพบเจอผู้ใดอีก เจ้าแต่งกายฉูดฉาดเช่นนี้ คิดว่าตนเองยังอยู่ในหอโคมเขียวอย่างนั้น?”
เพราะอนุไม่ได้รับอนุญาตให้สวมใส่เสื้อผ้าสีแดง ดังนั้น เพื่อที่จะให้มีตัวตนในสายตาสามีมากที่สุด สีส้มจึงเป็นสีที่เหล่าอนุเลือกใช้ อนุหวาเองก็เช่นกัน ครั้นได้ยินประโยคกระทบกระเทียบจากมู่เสวี่ยหลิง
อนุหวาต้องก้มหน้าลงด้วยความอับอาย มือของนางสั่นอย่างโกรธเคือง ไม่รู้ว่าคุณหนูโง่งมนางนี้ ไฉนจู่ ๆ กลับฉลาดขึ้นมาเสียได้
ทว่าอนุหวามีความงามเป็นทุนเดิม นางช้อนสายตามู่เหยียนจงอย่างมีจริตจะก้าน
“นายท่าน...”
มู่เหยียนจงโบกมือและเอ่ยเสียงเรียบ
“หวาอี้ เจ้าไปเปลี่ยนชุด อย่าทำให้หลิงเอ๋อร์ลำบากใจ”
อนุหวาอับอายจนใบหน้าแดงก่ำ นางก้มหน้างุด “เจ้าค่ะ นายท่าน”
มู่เสวี่ยหลิงไม่สนใจอนุหวาอีก เดินเข้าจวนไปพร้อมกับท่านพ่อของนาง