ตอน 2

หนังสือเล่มหนาถูกปิดลงหลังอ่านถึงตัวอักษรสุดท้าย ตอนจบบริบูรณ์ของนิยายที่ไม่มีเอ่ยถึงตัวละครอย่างสวี่ซือเหยา เป็นเพียงตัวประกอบที่โผล่ออกมาแค่ไม่กี่บทให้รู้เหตุจูงใจของตัวร้ายเท่านั้น สวี่ซือเหยาไม่รู้ว่าควรประหลาดใจกับอะไรก่อนดี ระหว่างการค้นพบว่าโลกของเธอเป็นเพียงนวนิยายเรื่องหนึ่งในโลกใบนี้ แล้วโลกใบนี้ก็อาจเป็นเพียงนวนิยายในโลกอื่นด้วยเหมือนกัน

หญิงสาวอดีตคุณหนูสกุลสวี่ ลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้งในร่างทารกหญิงคนหนึ่ง ที่พ่อแม่บังเอิญตั้งชื่อให้เหมือนกับชาติก่อนไม่มีผิดเพี้ยน เธอเติบโตขึ้นมาในบทบาทของหญิงสาวธรรมดาใช้ชีวิตสมวัยโดยที่ความทรงจำยังหลงเหลือ

คิดดูดี ๆ แล้วที่กล่าวมาอาจไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่สุดยอดมากมายอะไร เพราะหากนิยายเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดแล้วล่ะก็ เธอก็ได้ค้นพบความจริงบางอย่างที่น่าตกใจกว่า พี่ชายของเธอที่เคยเกลียดเขานักหนา หลังเธอตายเขากลับตามแก้แค้นทุกคน เอาคืนให้อย่างเลือดเย็น ตระกูลหลักถูกเล่นงานยับเยินอย่างไร้ความปรานี แต่สุดท้ายเขาที่ถูกวางบทให้เป็นตัวร้ายก็ตายอย่างน่าเศร้า

สวี่ซือเหยาเจ็บในอกทุกครั้งที่นึกถึงฉากเหล่านั้นผ่านตัวอักษร หากเธอใช้สมองพิจารณาสักหน่อย อาจไม่ตามืดบอดกระทั่งตาย อาจทำให้เขาไม่ต้องมีจุดจบน่าเศร้า และเธอเองก็ไม่ต้องตายอย่างน่าสมเพช ถูกคนที่เชื่อใจหลอกใช้และปอกลอกจนกระทั่งหมดประโยชน์

ส่วนคนที่ได้เจอก่อนตายและมอบความเมตตาจัดพิธีส่งวิญญาณให้เป็นครั้งสุดท้าย คือพระเอกของนิยายเรื่องนั้นที่กลับมาจากสนามรบหลังเสร็จศึกสงคราม และไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นอดีตสามีที่ความจำเสื่อมจำเธอไม่ได้และเริ่มต้นใหม่กับนางเอกอย่างมีความสุข

"เฮ่อ…" สวี่ซือเหยาถอนหายใจ เหยียดขาออกบนที่นอนหนานุ่ม ไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกับอดีตสามีที่สูญเสียความทรงจำลืมเธอกับลูกไปหมดสิ้น ขณะที่เธอจดจำได้ทุกอย่างและตายอย่างน่าสังเวท แต่นั่นเป็นเรื่องอดีตเพราะเธอตายแล้วคงกลับไปแก้ไขหรือแก้ตัวใหม่ไม่ได้ แม้อยากจะกล่าวขอบคุณพี่ชาย แต่ตะโกนให้ตายเขาก็คงไม่ได้ยิน

มีหรือไม่นะ วิธีที่จะส่งความในใจกลับไปหา...

สิ่งที่ติดค้างในใจเธอมากที่สุดตอนนี้ คือการที่เธอเข้าใจผิดพี่ชาย ตั้งแต่เขาจากไปจวบจนเธอตายก็ไม่มีโอกาสได้พบหน้าอีกเลย

สวี่ซือเหยาดำเนินชีวิตปกติต่อไป แต่เนื้อหาของนิยายเรื่องนั้นยังติดค้างอยู่ในใจจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต...

กลิ่นเหม็นอับที่โชยคลุ้งจมูกเหมือนอยู่ในโรงเตี๊ยมราคาถูก ทำให้สวี่ซือเหยาข่มตานอนต่อไม่ไหว อีกทั้งเสียงโวยวายหลาย ๆ เสียงที่เอ่ยโต้คารมกันอยู่นี้ก็หนวกหูเกินจะหลับลง

"ลากนางออกมา ทำงามหน้าเช่นไรถึงได้มาเกลือกกลั้วกับคนไม่รู้หัวนอนปลายเท้าเช่นนี้!"

"ใจเย็นก่อนเถอะเจ้าค่ะท่านพี่ เดี๋ยวซือเหยาจะตกใจเอานะเจ้าคะ" คล้ายเป็นเสียงแม่เลี้ยงที่ไม่ได้ยินมานานหลายสิบปี นี่นางฝันถึงเรื่องราวเก่า ๆ อย่างนั้นหรือ

จะฝันสักทีก็ให้เป็นเรื่องสำราญใจอย่างการได้พบหน้าพี่ชายฝาแฝดอีกครา หรือเป็นภาพฝันในจินตนาการที่ไม่ได้เสียลูกและสามีไปยังดีเสียกว่า

ทว่าความฝันก็ไม่ปล่อยให้หญิงสาวใช้ความคิดได้นานนัก

"นี่ข้าก็ใจเย็นที่สุดแล้ว เจ้าดูเสียสิ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ ทำตัวสตรีกร้านโลกมากกกอดบุรุษที่ไม่ได้แต่งงานด้วยเสียได้!" เสียงของท่านพ่อจากชาติก่อน ช่างชัดเจนเหมือนพึ่งได้ยินผ่านมาเมื่อวาน

"ลากนางออกมา!" เขาสั่งเสียงกร้าว

เป็นตอนนี้เองที่สวี่ซือเหยารู้สึกตัว แขนเธอถูกบ่าวหญิงสองคนช่วยกันฉุดกระชากให้ลุกขึ้นและลากกลับไปที่จวน สวี่ซือเหยารู้สึกมึนงงจนเอ่ยอันใดไม่ออก นี่นางเห็นภาพลวงตาหรือนี่เป็นความฝันกันแน่ ทำไมทุกอย่างยังอยู่เหมือนเดิมยันกระเบื้องหลังคาที่แตกออกมุมหนึ่ง แม้จะผ่านกาลเวลาไปนานแต่สิ่งที่ยังติดค้างอยู่ในใจกลับจดจำรายละเอียดได้ดี สวี่ซือเหยาถูกผลักให้คุกเข่าลงกลางห้อง สวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยและผมเผ้าไม่ได้จัดทรงให้เข้าที่ ความเจ็บแสบที่เข่ากระแทกลงพื้นเมื่อครู่นี้ทำให้นางตื่นเต็มตา

อา…ข้าเข้าใจแล้ว

หากไม่มีประสบการณ์ที่ได้อ่านหนังสือหลากหลายมาก่อนหน้านี้ล่ะก็ เธอคงสติแตกเป็นแน่ สวี่ซือเหยานั่งนิ่งไม่พูดจายามบิดากล่าวโทษ

"คิดอะไรอยู่ถึงได้ไปเอาผู้ชายแบบนั้นมาเป็นสามี!"

ตัวนางถูกวางยาปลุกกำหนัด ในห้องนั้นก่อนหน้านี้ก็มีแต่กำยานจากหอนางโลมจุดไว้ทุกมุมห้อง แต่พอเช้ามาก็ถูกเก็บออกไปหมด เรื่องที่ดูออกได้อย่างชัดเจนขนาดนี้ แต่ทำไมตอนนั้นนางถึงโง่เง่าเชื่อคำสตรีผู้นั้นไปได้กัน

"ไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยหรือไง ทำขายหน้ามาถึงข้าขนาดนี้แล้ว!"

บุรุษที่ให้ความสำคัญกับบรรดาศักดิ์มีสิทธิ์อันชอบอะไรมาเรียกร้องทวงถามจากบุตรีที่ไม่เคยเหลียวแล แม้แต่บุตรชายแท้ ๆ ยังขับไล่ไสส่งออกไปได้ แม้สวี่ซือเหยาจะก้มหน้าลงต่ำเหมือนนอบน้อมและยอมรับความผิด แต่ภายใต้เงาหน้าที่ไม่มีใครเห็นนั้น ดวงตาคู่งามกลับมีประกายแน่วแน่

นางปล่อยให้เรื่องดำเนินไปอย่างที่ควรเป็น อย่างน้อยก็จนกว่าจะโดนไล่ออกจากบ้านที่มีแต่งูพิษคอยแว้งกัดนี่

"เอานางไปขังไว้ที่หอบรรพชน!"

สวี่ซือเหยาถูกบ่าวลากไปอย่างไม่ให้เกียรติอีกเช่นเคย ประตูปิดสนิทพร้อมเสียงลงกลอนจากด้านนอกทำให้นางผ่อนคลายลงมาก ที่หอบรรพชนนี้มีแต่นางเพียงลำพัง ไม่ต้องมีสายตาคู่ไหนจ้องมองจับผิดตลอดเวลา สวี่ซือเหยาจึงได้ใช้เวลานี้ทบทวนกับตัวเองเพราะมันผ่านมาร่วมสองชาติด้วยกันทำให้นางหลงลืมเรื่องราวบางอย่างไปบ้าง มีเพียงเรื่องของพี่ชายที่ยังติดค้างอยู่ภายในใจ จึงทำให้นางจดจำได้ไม่ลืมแม้จะหมดลมหายใจจากชาติก่อนก็ตาม

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ พี่ชายฝาแฝดของนางถูกใส่ร้ายและถูกขับไล่ออกจากตระกูลไป โดยผู้วางแผนอยู่เบื้องหลังก็คือฮูหยินรองที่อดีตนางเคยเชื่อใจนักหนา กระทั่งถูกเป่าหูจนตามืดบอดก็ยังไม่รู้ตัว พาลนึกเกลียดพี่ชายของตนไปด้วยตัวนางช่างโง่เขลาเสียจริงให้คนอื่นจูงจมูกมาตั้งหนึ่งชาติภพ

ต้องขอบคุณหนังสือเล่มนั้นที่ทำให้สวี่ซือเหยาได้พบความจริง ไม่อย่างนั้นการกลับมาครั้งนี้อาจเดินหมากพลาดอีกครั้ง ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำให้นางได้ย้อนกลับมาในโลกใบนี้ แต่ต่อไปนี้นางจะไม่ได้เดินตามเส้นเรื่องของหนังสือเรื่องนั้นอีกเด็ดขาด ใครจะเป็นตัวประกอบก็เป็นไปแต่นางจะใช้ชีวิตในชาตินี้ให้ดี นางลูบท้องของนางอย่างเฝ้าหวังว่าลูกน้อยของนางจะกลับมาเกิดกับนางอีกครั้ง

"เทียบเวลาและเหตุการณ์ ตอนนี้พี่ชายน่าจะกำลังเดินทางไปที่ชายแดน ถ้าข้าไม่เป็นอะไร เขาก็ไม่จำเป็นต้องแก้แค้น" สวี่ซือเหยาคำนวนเวลาพร้อมหมายมั่นในใจว่าจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม หากไม่แล้วคงตกต่ำไม่ต่างจากชาติก่อนที่เลวร้ายบัดซบสิ้นดี

"พู่กัน ๆ" นางเอ่ยพึมพำพลางมองหาสิ่งที่ต้องการ

ในหอบรรพชนมีพู่กัน หมึก และม้วนกระดาษเตรียมเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว แต่ถูกเก็บไว้ในหีบใบไหนนางก็ไม่มั่นใจ สตรีร่างระหงเดินวนดูตามจุดต่าง ๆ ในหอบรรพชนจนพบกับตู้เก็บสองหลัง เปิดเข้าไปก็พบว่าฝั่งหนึ่งใช้เก็บอุปกรณ์กราบไหว้ อีกฝั่งเป็นม้วนกระดาษและแท่นหมึก

"อยู่นี่เอง"

คุณหนูของจวนไอค่อกแค่กหลังเผลอสูดฝุ่นเข้าไป หอบรรพชนไม่ได้มีคนมาทำความสะอาดนานขนาดไหนกันจึงทำให้สำลักจนเจ็บคอเช่นนี้ แต่สวี่ซือเหยาไม่เห็นจำเป็นต้องใส่ใจเลย อีกไม่นานก็จะไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว คิดได้ดังนั้นก็หยิบเครื่องเขียนออกมาหนึ่งชุด นำมันมากางแล้วเขียนเรียบเรียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่

ชีวิตนี้นางจะไม่พลาดแบบเดิมนางต้องรอด และสามีกับลูกที่นางเสียไป นางก็จะยอมปล่อยให้หลุดมืออีก

กว่าจะสำนึกได้ก็สายเกินแก้ บางคนพบจุดจบที่ไม่อาจทำอะไรได้อีกไปตลอดกาล แต่สวี่ซือเหยายังได้รับโอกาสให้กลับมาไม่ว่าด้วยเหตุใด นางขอใช้มันเพื่อไม่ให้จบแบบเดิมตามปลายปากกานักเขียน ชาตินี้นางมีสมองและสองมือไม่ต้องถูกลิขิตโดยปลายปากกานักเขียนอีกแล้ว

ความสัมพันธ์และเหตุการณ์ใหญ่ที่มีต่อชีวิตของนางถูกลากโยงเส้นเชื่อมต่อกัน จุดชีวิตบัดซบของสวี่ซือเหยาล้วนมีจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ มาจากการกระทำไม่ก็คำพูดของผู้เป็นแม่เลี้ยง

สวี่ซือเหยาใช้เวลาหลายชั่วยามในการใคร่ครวญอยู่ในหอบรรพชน บ่าวไพร่เพียงยกสำรับอาหารมาแล้วเรียกให้นางไปเอา บิดายังไม่หายโกรธจึงต้องทนทุกข์อยู่เช่นนี้ ใครมองมาก็คงคิดอย่างนั้น แต่สวี่ซือเหยากลับอยากให้มันยืดเยื้อออกไป นางจะได้วางแผนได้รับกุมมากขึ้น

อย่างน้อยต่อจากนี้ก็มีเรื่องหนึ่งที่นางหมายมาดไว้แล้วว่าจะทำ เพื่อไม่ให้ตัวเองตกอับเช่นกาลก่อน อย่างเช่นการหาเงินเข้าบ้าน หากนางมีเงินไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรย่อมสะดวกมากขึ้น สวี่ซือเหยาค่อย ๆ คิดค่อย ๆ จัดการ เพราะบางเรื่องมันนานจนนางลืมเรื่องราวอดีตไปบ้างแล้ว

แต่อย่างน้อยนางก็ได้เปรียบที่รู้เหตุการณ์สำคัญล่วงหน้าหลายเรื่อง แม้จะอ่านหนังสือมาหลายรอบ แต่หนังสือไม่อาจบรรยายรายละเอียดเชิงลึกของตัวประกอบไว้ ฉะนั้นนางต้องพึ่งพาตัวเองให้รอดพ้นวิกฤตชีวิตจากชาติก่อนให้ได้

ตอน 3

สวี่ซือเหยาถูกขังอยู่หอบรรพชนเวลาสามวัน ในที่สุดโทษของนางก็ถูกตัดสินจากหัวหน้าตระกูลซึ่งเป็นเวลาเท่ากับชาติภพก่อน เพราะนางวางแผนไว้ในใจหลายอย่างจึงไม่ได้สนใจว่าจะถูกขังไว้กี่วัน ความจริงอยากให้นานกว่านี้แต่ครั้งก่อนถูกขังไว้เจ็ดวัน มาชาตินี้ก็คงไม่ต่างกันซึ่งเป็นตามที่นางคาดคิดเอาไว้ ระหว่างถูกขังอยู่ในหอบรรพชนคนที่แวะมาเยี่ยมนางมีฮูหยินรองคนเดียว แม่เลี้ยงผู้โลภมากยิ่งกว่าปรารถนาสมบัติของนางที่มารดาทิ้งไว้ให้เป็นมรดก

"อาเหยา วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง" หลี่หวางอี้เป็นคนยกสำรับอาหารมาให้เองถึงหน้าห้อง หวังแสดงความมีน้ำใจและหวังดีให้สวี่ซือเหยาได้เห็น อีกทั้งลูกเลี้ยงของนางเป็นคนโง่เขลานางบอกอะไรก็เชื่อฟังไปหมดสมกับที่นางล้างสมองมาหลายปี คุ้มค่าจริง ๆ ในที่สุดวันนี้นางก็จะได้สมปรารถนาสักที

"ไม่ดีไม่แย่เจ้าค่ะ ขอบคุณฮูหยินรองที่เป็นห่วง" สวี่ซือเหยาเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มเศร้าหมอง แสร้งหลบสายตาเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดคิดว่านางรู้สึกไม่ดี

"สาวใช้บอกเจ้าเรื่องคำตัดสินของท่านพ่อหรือยัง"

"ขับไล่ นางกล่าวเช่นนั้นเจ้าค่ะ" สวี่ซือเหยาเงยหน้าขึ้นมองฮูหยินรองด้วยความเศร้าเสียใจ ดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา ท่าทางดูน่าสงสารเป็นอย่างมาก ทว่าฮูหยินรองกลับแย้มยิ้มอยู่ภายในใจ

"เสี่ยวเหยา เจ้าช่างน่าสงสารนัก" หลี่หวางอี้วางทาบมือตัวเองลงบนมือของนางอย่างให้กำลังใจ สวี่ซือเหยามองมันด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนจะแสร้งยิ้มซาบซึ้งกลับไปให้ ผ่านมาตั้งหลายชาติภพนางจะแสดงละครไม่เป็นได้อย่างไร อีกอย่างชาตินี้นางไม่ได้โง่เขลาเดินเรื่องตามปลายปากกาแล้ว เพราะนางจะลิขิตชีวิตนี้เอง

"ขอบคุณฮูหยินรองที่เมตตาเสี่ยวเหยาเจ้าค่ะ"

"เจ้าอย่าเป็นห่วงไปเลย หลังนายท่านหายโกรธแล้ว ข้าจะหาทางช่วยเจ้ากลับมานะ"

สวี่ซือเหยายิ้มค้าง ครั้งก่อนนางก็กล่าวเช่นนี้ไม่มีผิดเพี้ยน แต่สุดท้ายก็ยึดเอาทรัพย์สินของนางที่เป็นสินเดิมมารดาไปเป็นของส่วนตัว

"จริงสิ เจ้าฝากสินเดิมไว้ที่ข้าเป็นอย่างไร หากเอาของไปด้วยหมดนายท่านอาจสงสัยได้ หากเขาเลิกจับตาดูคนในจวนแล้ว ข้าค่อยแอบส่งให้เจ้าทีละชิ้นสองชิ้นเป็นอย่างไร"

หลี่หวางอี้มอบรอยยิ้มที่เป็นดั่งยาพิษเคลือบน้ำตาลให้เด็กสาวผู้นี้มาหลายปี จนตอนนี้เติบใหญ่เป็นหญิงสาวเต็มตัว สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจปลอม ๆ มาหลายปี ป่านนี้คงเชื่อฟังไปหมดทุกคำเป็นแน่

อย่างไรนางก็จะถูกไล่ออกไปอยู่แล้ว ทรัพย์สินราคาแพงไม่จำเป็นสำหรับหญิงสาวสามัญชนหรอก เก็บไว้นางยังมีประโยชน์กว่า บุตรสาวของนางก็อยู่ในวัยกำลังแต่งเนื้อแต่งตัว หากไปเข้าตาคุณชายสักคนนางก็พลอยสบายไปด้วย ดังนั้นต้องทำให้บุตรสาวของนางโดดเด่นขึ้นมา และเงินก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างช่วยไม่ได้

"นั่นเป็นความคิดที่ดีมากเจ้าค่ะ" สวี่ซือเหยายิ้มกว้างตอบ หลังสตรีผู้นั้นกลับไปก็มีบ่าวผู้หนึ่งนำของที่ต้องการมาให้ สตรีผู้นี้เคยเป็นผู้ดีตกยาก ตระกูลล้มละลาย และกลายเป็นสาวใช้ในจวน เป็นเพียงไม่กี่คนที่พอจะปฏิบัติต่อนางอย่างไม่ลำเอียงอยู่บ้าง อาจเพราะฉางเหลียนผ่านความทุกข์ยากมาหลายปี ทำให้นางฉลาดพอที่จะแยกได้ว่าใครเป็นคนดี และใครที่ไม่สามารถล่วงเกินได้ เสียแต่ว่าชาติก่อนนางโง่เขลามองไม่เห็นความดีที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้

"คุณหนูต้องการปิ่นนี้หรือเจ้าคะ?" สวี่ซือเหยาก้มมองของในหีบใบเล็กที่ฉางเหลียนนำมา นางจับสำรวจดูสัมผัสมันทุกชิ้น ไม่มีชิ้นไหนถูกสับเปลี่ยนไป อาจเพราะหลี่หวางอี้มั่นใจว่าของเหล่านี้จะต้องตกเป็นของนางจึงไม่ได้ยื่นมาสับเปลี่ยนออกไป

"ใช่แล้ว ข้ามีเรื่องไหว้วานเจ้าหน่อยได้หรือไม่"

"อะไรหรือเจ้าคะ"

"นอกเขตกำแพงเมือง ข้างลำธารจะมีต้นพลับต้นใหญ่ นำหีบสองใบนี้ไปฝังไว้ใกล้ ๆ รากมันให้ข้าที"

"คุณหนูคิดจะ…" ฉางเหลียนมองคุณหนูใหญ่ด้วยความตกใจ ไม่คิดว่านางจะมีความคิดเป็นของตัวเองเช่นนี้ เพราะตลอดหลายปีมานี้นางเห็นคุณหนูทำตามคำสั่งของฮูหยินรองมาโดยตลอด

"ของเหล่านี้เป็นสินเดิมของท่านแม่ ข้าไม่ยอมให้คนอื่นเอาไปหรอก" สวี่ซือเหยาเงยหน้ามองสบตากับสาวใช้อย่างจริงจัง คนในจวนนี้แทบจะไว้ใจใครไม่ได้แต่ฉางเหลียนเป็นคนที่ท่านแม่ของนางเคยช่วยชีวิตไว้นางเชื่อว่าจะไม่ถูกหักหลังเพราะอดีตฉางเหลียนก็เคยเอ่ยเตือนนางทางอ้อมหลายครั้งแล้ว แต่เป็นนางที่โง่งมเอง

"เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ" ฉางเหลียนรับคำอย่างหนักแน่น ก่อนจะครุ่นคิดหาวิธีนำของเหล่านี้ออกจากจวนไปโดยที่ไม่มีใครรู้เห็น และคงต้องทำในช่วงกลางคืนเท่านั้น

"ของในหีบใบหญ้า หากเจ้าได้ออกไปซื้อของก็จงนำติดตัวไปขายวันละสามชิ้น ข้าจะแบ่งค่าตอบแทนให้"

"ทราบแล้วเจ้าค่ะ ข้าขอตัวก่อน คุณหนูรักษาตัวด้วย"

สวี่ซือเหยามองตามร่างของสาวใช้ไปด้วยความคาดหวังว่านางจะทำสำเร็จ ถึงหัวหน้าตระกูลจะบัดซบ แต่คนที่ไม่ได้เห็นผิดเป็นชอบก็หลงเหลืออยู่ให้นางได้หายใจหายคอคล่องบ้าง

ตลอดหลายวันมานี้ฉางเหลียนคอยแอบนำตั๋วเงินมาส่งให้นางในตอนที่ต้องยกสำรับมา หากเวลาใดฮูหยินรองอาสามาเอง สาวใช้คนนั้นก็จะแอบมาที่นี่กลางดึก จนเปลี่ยนของเป็นเงินได้ประมาณหนึ่ง สวี่ซือเหยาก็บอกให้หยุด ไม่เช่นนั้นฮูหยินรองอาจสงสัยได้ ของที่ไม่มีราคาค่างวดอะไรจำต้องฝากไว้ที่หลี่หวางอี้อย่างช่วยไม่ได้ หากมีโอกาสนางจะกลับมาทวงคืนแน่

และแล้ววันถูกปล่อยตัวก็มาถึง แต่ระยะเวลาเจ็ดวันมานี้นางได้วางแผนทำอะไรหลายอย่าง ซึ่งมีฉางเหลียนคอยช่วยเหลือ แม้จะถูกปล่อยตัวมานางก็ยังถูกสั่งกักบริเวณ แต่บ่าวบางคนทำราวกับนางเป็นนักโทษก็ไม่ปาน สวี่ซือเหยาสมเพชคนเหล่านี้มากกว่าเห็นใจ คิดว่าสกุลสวี่จะคุ้มกะลาหัวได้ตลอดหรือ หากไม่แยกแยะเสียบ้าง ภายหน้าต้องลำบากเพราะการกระทำของตนแน่

"เปลี่ยนเสื้อผ้าเจ้าค่ะคุณหนู" สาวใช้คนนั้นบอกแล้วออกไปไม่อยู่ช่วย

สวี่ซือเหยามองชุดสำหรับพิธีมงคลแล้วก็ถอนใจ นางแต่งกายและทำผมด้วยตัวเองอย่างเรียบง่าย กาลก่อนคิดว่าอย่างน้อยตบแต่งไปก็ยังได้อยู่ในเรือนจึงไม่ได้นำอะไรติดตัวออกไปด้วย ใครจะนึกเล่าว่าหลังพิธีกราบไหว้ฟ้าดินแล้วเสร็จ ท่านพ่อก็ขับไล่ไสส่งนางในทันที

สตรีผู้ได้ข้ามภพชาติมาหนึ่งครั้ง นำเครื่องประดับส่วนตัวบางชิ้นยัดใส่อกเสื้อเท่าที่นำไปด้วยได้ ช่วงแรกของการตั้งตัวอย่างไรก็ต้องใช้เงิน ต่อให้นางจะกลับมาทวงคืนภายหลังก็อีกพักใหญ่ หลังดึงผ้าคลุมหน้าลงแล้วเปิดประตูออกมา ก็เห็นบ่าวสองคนรออยู่เพื่อนำทาง บ่าวในเรือนยังทำงานไปตามเดิมเสมือนวันนี้ไม่ได้มีพิธีสำคัญอะไร น่าแปลกที่ชาติก่อนนางโง่เง่าถึงขนาดไม่สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ไปได้ ราวกับว่าถูกสวรรค์ปิดตาให้หน้ามืดตามัวเดินในเส้นทางที่ผิด

มาถึงลานกว้างของสวนด้านหน้าเรือนหลัก ก็ถูกสาวใช้ที่ไม่เห็นหัวดันไหล่ให้นั่งลงที่พื้นอย่างเคย ตั้งแต่มารดาเสียไป ตัวนางก็ไม่มีสาวใช้ส่วนตัวค่อยปรนนิบัติด้วยบิดาบอกว่าไม่จำเป็นตามคำยุยงของแม่เลี้ยง บ่าวไพร่ในเรือนจึงไม่มีความยำเกรงให้นาง ปลายปากกาของนักเขียนช่างน่ากลัวเหลือเกิน แต่ไม่เป็นไรชาตินี้นางรู้ตื่นและรู้แจ้งหมดแล้ว ไม่มีใครมาขีดเขียนชีวิตนางได้อีกแล้ว

สวี่ซูหยางก้มมองบุตรสาวที่ไม่เคยได้ดั่งใจด้วยสายตาดูแคลน ตรงหน้านางคือแท่นกราบไหว้เทพพระเจ้า ข้างกายคือบุรุษที่นางเคยร่วมเตียง ไม่มีญาติฝ่ายเจ้าบ่าว เช่นนี้เป็นการไม่ให้เกียรติเจ้าสาวอย่างมาก บิดารู้ดีแต่ก็ไม่คิดเชิญด้วยไม่อยากร่วมเป็นแผ่นทองกับสามัญชนที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ทั้งบุตรสาวยังทำงามหน้าให้เป็นที่อับอาย

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED