ตอน 1

สายลมในฤดูหนาวที่พัดโชยมาปะทะผิวกาย ทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าอยู่แล้ว รู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บ ภายในเรือนใหญ่ใจกลางสวนบุปผานานาพันธุ์ ปรากฏร่างของสตรีที่มีดวงหน้างาม แต่ทว่ายามนี้กลับหม่นหมอง นางกำลังยืนเหม่อมองออกไปยังเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย ไม่ว่านางจะมองไปยังสถานที่ใด นางก็มักจะเห็นภาพในอดีตแวบผ่านเข้ามา ทำให้หัวใจของนางรู้สึกบีบรัดยิ่งนัก เหตุใดชีวิตคู่ของนางกับเขา ถึงมีจุดจบเช่นนี้ได้ ทั้งๆ ที่ผ่านมาเขาก็รักนาง ให้เกียรตินางมาตลอด และนางเองก็รักเขาเช่นกัน แม้ทั้งสองจะไม่เคยแสดงความรู้สึกจริงๆ ออกมาให้อีกฝ่ายได้เห็นเลยก็ตาม

“นายหญิง…กลับเข้าห้องเถิดนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวต้องลมหนาวแล้วจะไม่สบายเอาได้ พักนี้ท่านยิ่งนอนน้อยอยู่ด้วย”

ซู่เอ๋อสาวรับใช้ข้างกายของสตรีที่มีรูปโฉมงดงามตรงหน้า เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล หนึ่งเดือนมาแล้วที่เซี่ยโหว หรือท่านแม่ทัพเซี่ยจากไป ทว่าไม่มีวันไหนเลย ที่ฮูหยินใหญ่จะไม่มายืนเหม่อมองออกไปทางประตูจวนเช่นนี้ ซู่เอ๋อรู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก

“ข้าอยากจะยืนอยู่ที่นี่อีกสักพัก” ราวกับว่านางยังคงรอคอยใครบางคนให้กลับมา แต่ทว่าผู้ที่นางกำลังรอคอยนั้นไม่อาจหวนกลับคืนมาได้อีกแล้ว

“นายท่านผู้เฒ่าเซี่ยอนุญาตให้นายหญิงกลับสกุลเดิมได้แล้วนะเจ้าคะ”

เพราะเรือนที่ไร้เจ้าของ ย่อมมีแต่ความหม่นหมอง หลานชายที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวของท่านผู้เฒ่าเซี่ย อดีตแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเจิ้ง บัดนี้เหลือเพียงแค่ชื่อเสียงอันดีงามให้ได้กล่าวถึงเพียงแค่นั้น นั่นเป็นเพราะเขาได้พลีชีพในสนามรบไปเสียแล้ว คุณหนูของนางต้องมาตกพุ่มม่ายตั้งแต่ยังสาว นายท่านผู้เฒ่าเซี่ยย่อมเห็นใจ จึงเขียนหนังสือหย่าให้คุณหนูของนางได้กลับไปยังสกุลเดิม

“ข้าไม่กลับ ข้ารู้สึกผิดต่อเขายิ่งนัก” จ้าวฟางเซียนตอบออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่ทว่าฟังดูแล้วหนักแน่น

ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อน วันนั้นที่อี้จง ลูกน้องคนสนิทของสามีได้กลับมาจากชายแดน พร้อมกับข่าวร้ายที่นางไม่อยากได้ยิน ป้ายประจำกายเปื้อนเลือดของเซี่ยเฟยหลงถูกส่งมาให้แก่นาง จ้าวฟางเซียนรับมาด้วยมือที่สั่นเทา พลันน้ำตาอุ่นร้อนก็ไหลลงมาอาบใบหน้างาม นางพยายามกลั้นสะอื้น และฟังสิ่งที่อี้จงกำลังจะพูด

อี้จงได้บอกเล่าถึงเรื่องราวความรัก และความเข้าใจผิดที่เซี่ยเฟยหลงมีต่อนาง รวมไปถึงคำสั่งเสียที่ท่านแม่ทัพฝากมาบอกกล่าวต่อนางผู้เป็นภรรยา ทำให้จ้าวฟางเซียนถึงกับทรุดนั่งลงไปบนพื้นแล้วร่ำไห้ออกมา เสียงร่ำไห้ของนางนั้นช่างน่าเวทนายิ่งนัก จนทำให้พวกบ่าวสาวรับใช้ภายในเรือน พากันหลั่งน้ำตาออกมาเช่นเดียวกัน สาวรับใช้ของจ้าวฟางเซียนรีบประคองนางก่อนที่จะเป็นลมไป

ตลอดระยะเวลาที่จ้าวฟางเซียนได้ใช้ชีวิตร่วมกันกับเซี่ยเฟยหลงมา จ้าวฟางเซียนรู้ดีว่าเขามีบางอย่างติดอยู่ในใจ ราวกับว่าไม่ยอมเปิดใจให้นางได้เข้าไป แท้จริงแล้วเกิดจากความเข้าใจผิดนั่นเอง หากเขาถามนางออกมา แล้วนางกับเขาได้พูดคุยกันดีๆ นางคงจะไม่รู้สึกเสียดาย และเสียใจมากมายถึงเพียงนี้

จ้าวฟางเซียนคือคุณหนูรอง บุตรีคนที่สามของจ้าวหวังเหล่ย นายท่านใหญ่แห่งจวนสกุลจ้าว ตระกูลคหบดีแห่งเมืองหนานจาง ก่อนหน้านี้เคยเป็นสตรีที่มีรูปโฉมงดงาม และมีบุคลิกร่าเริงสดใสสมกับวัย แต่ทว่าหลังจากออกเรือนมายังตระกูลเซี่ย ตระกูลแม่ทัพแห่งเมืองหนานจง ความสดใสร่าเริงที่เคยมีก็ค่อยๆ เลือนหายไป

จริงอยู่ที่การแต่งงานของทั้งสองตระกูล เป็นเรื่องของสัญญาที่ต้องตอบแทน แต่ทว่าความรู้สึกของสองหนุ่มสาวที่มีต่อกันในภายหลังนั้นช่างลึกซึ้ง หากไม่ใช่เพราะความเข้าใจผิด ที่เซี่ยโหว หรือคุณชายใหญ่เซี่ยเฟยหลงมีต่อบุตรีของตระกูลจ้าวมาก่อนแล้ว ชีวิตคู่ของทั้งสองหนุ่มสาวคงจะมีความสุขและราบรื่นมากกว่านี้

ครั้นได้มาใช้ชีวิตร่วมกัน แม้เซี่ยเฟยหลงจะมีท่าทีเย็นชาต่อภรรยา แต่ทว่าลึกๆ ภายในใจแล้ว เขากลับรักใคร่นาง และให้เกียรตินางโดยที่นางไม่รู้ตัว จ้าวฟางเซียนเองก็แอบมีใจรักใคร่สามี โดยที่เขาไม่เคยรู้ตัวเช่นกัน สุดท้ายกว่าที่ทั้งสองจะรู้ว่าตนรักใคร่อีกฝ่ายมากเพียงใด ก็เป็นวันสุดท้ายของชีวิตเสียแล้ว มิอาจหวนกลับไปแก้ไขสิ่งใดได้อีก

“นายหญิง…”

ซู่เอ๋อครวญออกมาด้วยความเศร้า เสียงของสาวรับใช้คนสนิททำให้สติของจ้าวฟางเซียนกลับคืนมา นางหันไปส่งยิ้มจางๆ ให้แก่ซู่เอ๋อ

ซูเอ๋อดึงร่างบางของคุณหนูเข้ามาโอบกอดเอาไว้ ร่างบางในอ้อมกอดสั่นไหว คุณหนูของนางกำลังร่ำไห้ออกมา ซู่เอ๋อร์กลั้นสะอื้น หากยามนี้นางไม่เข้มแข็ง แล้วคุณหนูของนางจะมีผู้ใดคอยปลอบโยนกันเล่า หากได้กลับสกุลเดิมย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่จะทำเช่นไรให้คุณหนูของนางยอมกลับไป

หลังจากวันคืนพ้นผ่าน จ้าวฟางเซียนมีแต่อาการแย่ลง นางตรอมใจจนกินอาหารได้เพียงน้อยนิด วันๆ ก็เอาแต่นั่งเหม่อลอย แม้ผู้ใดจะมาเยือนนางก็ไม่ขอพบหน้า แม่สามีเห็นลูกสะใภ้ตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ เช่นเดียวกับที่นางเคยพบเจอ ด้วยความเห็นอกเห็นใจ จึงลองมาเกลี้ยกล่อมให้สะใภ้คนดี กลับไปอยู่สกุลเดิม ที่นางทำหาใช่เป็นการขับไล่ไสส่งอีกฝ่ายไม่ แต่เป็นเพราะนางอยากให้ลูกสะใภ้ได้ออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ จะมีประโยชน์อันใด ที่จะมาอยู่ในสถานที่ที่ไร้ซึ่งสามีอยู่แล้ว แม้พวกตนจะดีต่อนางเพียงใด แต่จะให้เหมือนคนข้างหมอนได้เช่นไร

“เซียนเอ๋อร์…เจ้ากลับไปสกุลเดิมเสียเถิด นายท่านผู้เฒ่าทำหนังสือหย่าให้เจ้ากับหลงเอ๋อร์แล้ว บัดนี้เจ้าเป็นอิสระแล้วนะลูก”

จางหลี่น่าบอกสะใภ้ออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นางมองสตรีที่เคยมีรูปโฉมงดงาม ทว่ายามนี้กลับซูบโทรมและผ่ายผอมจนน่าตกใจ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปมีหวังสะใภ้ของนางผู้นี้ คงได้สิ้นใจตามบุตรชายของนางไปเป็นแน่

“ข้าไม่ไปเจ้าค่ะท่านแม่…ข้าจะรอท่านพี่อยู่ที่นี่”

จ้าวฟางเซียนตอบออกมาน้ำเสียงแหบแห้ง เซี่ยฮูหยินถึงกับถอนหายใจออกมา นางบีบมือลูกสะใภ้เบาๆ ก่อนที่จะยื่นมือไปลูบลงบนเรือนผมที่ยามนี้ไร้ความนุ่มนวลเช่นเดิม

“ปล่อยวางเสียเถิดนะเซียนเอ๋อร์…หลงเอ๋อร์เขาไปดีแล้ว”

นางเองก็เป็นหญิงหม้ายเช่นกัน ชีวิตภรรยาของแม่ทัพ น้อยนักที่จะมีความสุขเช่นสตรีอื่น นางเข้าใจหัวอกของลูกสะใภ้เป็นอย่างดี เพราะชีวิตนางก็พบเจอแต่ความสูญเสียมาถึงสามครั้งสามครา แต่ทว่านางกลับไม่รู้สึกเสียดาย เพราะที่ผ่านมานางได้มอบความรักให้แก่สามี และบุตรชายผู้ล่วงลับทั้งสองอย่างเต็มที่แล้ว

จ้าวฟางเซียนส่ายหน้าไปมา นางออกเรือนมาแล้ว ก็ถือว่าไม่ใช่คนของสกุลเดิมอีกแล้ว ไม่ว่าสกุลจ้าวจะยินดีต้อนรับนางกลับไปหรือไม่ แต่ใจนางก็มิอาจหวนกลับไปได้ จางหลี่น่ามองลูกสะใภ้ด้วยแววตาเวทนา นางถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจ ก่อนที่จะหันไปมองสาวรับใช้คนสนิทของจ้าวฟางเซียน นางกำชับให้สาวรับใช้คนสนิทของลูกสะใภ้ ว่าให้ดูแลนายหญิงของตนให้ดี แล้วจึงออกจากเรือนนี้ไปด้วยความรู้สึกเศร้าใจ

ผ่านไปไม่ถึงเจ็ดวัน หลังจากที่จางหลี่น่ามาเยี่ยมจ้าวฟางเซียน ตระกูลจ้าวที่ได้รับจดหมายจากท่านผู้เฒ่าตระกูลเซี่ย ก็ได้เดินทางมาจากเมืองหนานจาง ครั้นนายท่านใหญ่จ้าวหวังเหล่ยและฮูหยินใหญ่หวงฟางหรง ได้เห็นบุตรีที่นอนไร้เรี่ยวแรงอยู่บนเตียงก็รู้สึกเวทนา ต่างก็โทษว่าเป็นความผิดของพวกตน ที่ยินยอมให้จ้าวฟางเซียนออกเรือนมากับเซี่ยเฟยหลง ชีวิตของทหารไหนเลยจะยืนยาว

เฉกเช่นที่จ้าวฟางหรู บุตรีคนโตของพวกตนเคยกล่าว ว่านางจะไม่มีวันยอมออกเรือนกับตระกูลแม่ทัพเป็นอันขาด เพราะการได้ออกเรือนมากับบุรุษที่ทำหน้าที่จับดาบปกป้องบ้านเมือง โอกาสน้อยนักที่อีกฝ่ายจะมีชีวิตยืนยาว สุดท้ายแล้วชีวิตของผู้เป็นภรรยา คงจะหนีไม่พ้นตกพุ่มม่ายตั้งแต่ยังสาว เช่นเดียวกับบุตรสาวคนเล็กของพวกตน ที่กำลังประสบพบเจออยู่ในยามนี้

“เซียนเอ๋อร์…กลับบ้านเรากันเถิดนะลูก” หวงฟางหรงบอกบุตรสาวที่นอนอยู่บนเตียงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ท่านปู่บอกว่าให้พวกเรามารับเจ้า ตัดใจจากที่นี่เสียเถิดหนา”

จ้าวหวังเหล่ยกลั้นใจกล่าวออกมาบ้าง สภาพของบุตรสาวในยามนี้ช่างน่าเวทนายิ่งนัก เด็กน้อยที่เคยสดใสยามที่อยู่จวนสกุลจ้าวหายไปไหนเสียแล้ว

“ท่านพ่อ…ท่านแม่ ข้าไม่กลับเจ้าค่ะ ข้าจะรอท่านโหวอยู่ที่นี่” จ้าวฟางเซียนหันหน้าไปมองบิดามารดา ก่อนที่จะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

จ้าวหวังเหล่ยกับหวงฟางหรงหันหน้ามามองกันทันที หวงฟางหรงยกมือขึ้นมาปิดปากเพื่อกลั้นสะอื้น จ้าวหวังเหล่ยโอบไหล่ที่กำลังสั่นไหวของภรรยาเอาไว้ แล้วบีบไหล่นางเบาๆ เป็นเขาเองที่ผิดต่อบุตรี หากเขาไม่ยินยอมให้จ้าวฟางเซียนออกเรือนมายังตระกูลแม่ทัพในวันนั้น เหตุการณ์เช่นนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น เซียนเอ๋อร์กับบุตรเขยของเขา ช่างมีความรักที่ลึกซึ้งเหลือเกิน ทว่าเสียดายที่วาสนาตื้นเขินยิ่งนัก

“เซียนเอ๋อร์… พี่เขาไม่อาจกลับมาได้แล้วลูก แต่พี่เขาจะคอยเฝ้ามองเจ้าอยู่บนสวรรค์ หากเจ้ายังคงทุกข์ระทมอยู่เช่นนี้ เจ้าคิดว่าเขาจะจากไปอย่างสงบสุขหรือ” จ้าวหวังเหล่ยตัดสินใจเอ่ยออกมา

“ไม่…เขาจะกลับมา หากเขากลับมาไม่ได้…ข้าก็จะเป็นฝ่ายไปหาเขาเอง”

จ้าวฟางเซียนหันไปมองบิดานัยน์ตาแดงก่ำ ก่อนที่นางจะตอบเขาออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง สองสามีภรรยาถึงกับถอนหายใจหนักๆ ออกมา หากพวกเขาดึงบุตรสาวให้กลับมาเป็นคนเดิมไม่ได้ ก็คงต้องสูญเสียบุตรสาวไปตลอดกาลแน่แล้ว

“เซียนเอ๋อร์…เจ้าฟังแม่ให้ดีนะลูก ชีวิตของลูกยังต้องก้าวเดินต่อไป เจ้ายังเยาว์วัยยังมีโอกาสได้พบเจอผู้คนอีกมากมาย แล้วลูกคิดว่าพี่เขาจะมีความสุขหรือ ถ้าเจ้าจะตามเขาไปจริงๆ น่ะ กลับบ้านเราเถิดหนา พี่ชายพี่สะใภ้ของเจ้าก็รอคอยเจ้าอยู่ที่นั่น หากเจ้าไม่อยากออกเรือนไปกับผู้ใดอีก แม่ก็จะไม่บังคับฝืนใจเจ้า” หวงฟางหรงบอกจ้าวฟางเซียนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

ทว่าจ้าวฟางเซียนกลับไม่ยอมรับฟัง นางส่ายหน้าไปมาน้ำตาไหลพรากอาบใบหน้า มองดูแล้วน่าเวทนายิ่งนัก จ้าวหวังเหล่ยรู้สึกเจ็บปวดใจที่ช่วยเหลืออันใดบุตรสาวไม่ได้เลย สองสามีภรรยาตัดสินใจรั้งอยู่ที่จวนตระกูลเซี่ย จนกว่าจะเกลี้ยกล่อมจ้าวฟางเซียนให้กลับไปกับพวกเขา

ท่านผู้เฒ่าเซี่ยไม่ได้กีดกัน เขาเองก็รู้สึกผิดต่อหลานสาวของจ้าวหยวนจงเช่นกัน ผู้ใดจะรู้ว่าอนาคตลูกหลานของเขา จะต้องพลีชีพในสนามรบเช่นเดียวกัน ตระกูลเซี่ยคงจะสิ้นสุดลงแค่เขาแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเวรกรรมอันใด เขาถึงต้องมาเสียบุตรชายและหลานชายไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

ยามดึกสงัดในค่ำคืนหนึ่ง ลมหนาวที่พัดโชยมาสามารถทำให้ร่างกายของคนด้านชาได้ จ้าวฟางเซียนกำลังยืนเหม่อมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง ภาพของสามีที่เคยซ้อมฟันดาบอยู่ด้านนอก ผุดเข้ามาในห้วงความคิด เขาเบือนหน้ามองมายังนางที่กำลังมองออกไป ใบหน้าคมคายหล่อเหลาไร้ซึ่งรอยยิ้ม แต่ทว่าแววตาของเขาที่มองมายังนาง กลับทำให้จ้าวฟางเซียนรู้สึกอบอุ่น

หญิงสาวหลั่งน้ำตาลงมา จะให้นางจากไปได้เช่นไร ในเมื่อที่ผ่านมานางยังไม่เคยบอกเขาเลย ว่านางรักเขาเช่นกัน หากเขาไม่เข้าใจนางผิด หากนางกับเขาพูดคุยกันให้มากกว่าที่เคย เหตุการณ์วันนี้จะเปลี่ยนไปหรือไม่ นางจะยังคงรู้สึกเสียใจอยู่เช่นนี้หรือไม่ จ้าวฟางเซียนอยากรู้เหลือเกิน นางแหงนหน้ามองดวงจันทร์ พลางอธิษฐานอยู่ภายในใจ

‘สวรรค์...หากท่านมีเมตตา ได้โปรดมอบโอกาสให้สตรีที่โง่เขลาเช่นข้า ได้กลับไปพบกับสามีผู้เป็นที่รักยิ่งของข้าอีกสักหน ครานี้ข้าจะรักเขาให้เต็มที่ ให้สมกับที่เขารักและให้เกียรติข้าเสมอมา’

จ้าวฟางเซียนหลับตาอธิษฐานซ้ำไปซ้ำมาอยู่นานเกือบหนึ่งก้านธูป จึงยอมตัดใจเดินกลับไปนอนบนเตียง ร่างกายของนางหนาวเหน็บจนรู้สึกด้านชา ก่อนจะข่มตาให้หลับลง ภาพของสามีก็ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงคำนึง น้ำตายังคงไหลลงมาราวกับสายธาร นางผล็อยหลับไปท่ามกลางความอ่อนล้า

เสียงตีฆ้องร้องบอกยามเหม่าดังขึ้นมาจากทางด้านนอก ร่างบางที่นอนอยู่บนเตียงพลิกกายไปมา ไม่นานนักเสียงของสาวรับใช้และบ่าวรับใช้ในเรือนก็ดังจอแจ สาวรับใช้คนสนิทเข้ามาปลุกสตรีร่างเล็กที่กำลังนอนอยู่ ให้ลุกขึ้นจากเตียงเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปไหว้บรรพบุรุษที่สุสานสกุลจ้าว จ้าวฟางเซียนสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นนั่งแล้วมองไปรอบๆ กาย ที่นี่หาใช่เรือนที่นางเคยอาศัยอยู่ก่อนหน้านี้ไม่ ไม่ใช่…นี่คือเรือนที่นางเคยอาศัยอยู่มาตั้งแต่เยาว์วัยต่างหาก

“รีบลุกขึ้นไปล้างหน้าก่อนเถิดเจ้าค่ะคุณหนูรอง นายหญิงใหญ่กำชับมาว่า วันนี้ต้องออกเดินทางไปสุสานตระกูลจ้าวกันแต่เช้านะเจ้าคะ” ซู่เอ๋อบอกคุณหนูของนาง พลางหยิบผ้าห่มขึ้นมาพับ จัดหมอนที่คุณหนูรองนอนเมื่อคืนที่ผ่านมาให้เป็นระเบียบ

จ้าวฟางเซียนลุกขึ้นจากเตียงไปล้างหน้าบ้วนปากอย่างงุนงง วันนี้เป็นวันที่ต้องเดินทางไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสานตระกูลจ้าวเช่นนั้นหรือ ไม่ใช่ว่ายามนี้นางกำลังทุกข์ระทมอยู่ที่จวนตระกูลเซี่ยเช่นนั้นหรอกหรือ แล้วนี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น หรือว่านางจะตายไปแล้ว หากตายไปแล้ว เหตุใดถึงได้ยังกลับมาอยู่ในจวนตระกูลจ้าว อีกทั้งยังได้พบกับซู่เอ๋อ สาวรับใช้คนสนิทของนางอยู่อีกเล่า

ไหนจะเรื่องที่ซู่เอ๋อเพิ่งบอกนางเมื่อครู่ว่า วันนี้จะต้องเดินทางไปยังสุสานบรรพบุรุษตระกูลจ้าวอีก หากเป็นวันเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อนมิใช่หรอกหรือ หรือสวรรค์รับฟังคำอ้อนวอนของนาง ให้นางได้ย้อนกลับมายังอดีตเช่นนั้นหรือ จ้าวฟางเซียนคิดทบทวนอยู่ภายในใจ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามที่จ้าวฟางเซียนเคยประสบพบเจอมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นยามที่พี่หญิงใหญ่สวมใส่อาภรณ์สีแดง ทำให้บิดาบ่นจนนางต้องกลับไปเปลี่ยนเป็นสีขาวนวล พี่รองทำผลส้มหลุดมือ พี่ชายใหญ่สะดุดล้ม และพี่สามทำถ้วยน้ำชาคว่ำ เหตุการณ์ต่างๆ ทำให้จ้าวฟางเซียนเชื่อว่า ตนเองได้ย้อนเวลากลับมายังอดีต กลับมาก่อนที่นางจะได้ออกเรือนไปกับเซี่ยเฟยหลง

สวรรค์ได้มอบโอกาสให้นางกลับมาแก้ไขเรื่องราวในอดีตแล้ว ชีวิตนี้นางอยากจะทำให้ดีที่สุด ถึงแม้ท้ายที่สุดแล้วปลายทางของนาง จะต้องกลายเป็นสตรีที่ต้องเดียวดายอีกครั้ง แต่นางก็จะไม่เสียดายหรือเสียใจเลย ขอเพียงแค่ให้เซี่ยเฟยหลง สามีที่แสนดีของนาง คลายความเข้าใจผิด และได้รับรู้ว่านางนั้นก็รักเขาเช่นกัน… แค่นั้นก็เพียงพอ จ้าวฟางเซียนยิ้มออกมาทั้งน้ำตา

ตอน 2

จดหมายฉบับหนึ่งที่ถูกส่งมาจากสกุลเซี่ย ตระกูลแม่ทัพแห่งเมืองหนานจง ทำให้ท่านผู้เฒ่าสกุลจ้าว จ้าวหยวนจงถึงกับกุมขมับ ไม่รู้ว่าเขาหลงลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร เรื่องที่เขาเคยทำสัญญาใจกับท่านผู้เฒ่าสกุลเซี่ยเอาไว้ ว่าภายภาคหน้าจะยกหลานสาวของตน ให้ออกเรือนไปกับหลานชายของอีกฝ่าย เพื่อเป็นการตอบแทนที่ครั้งหนึ่งในอดีต ท่านผู้เฒ่าสกุลเซี่ย เคยช่วยชีวิตเขาเอาไว้

“ฟงฉี...เจ้าไปตามนายท่านใหญ่มาพบข้าที่ห้องตำรา” บ่าวรับใช้คนสนิทรับคำสั่งแล้วจึงออกจากเรือนฟงเฟยไป

จ้าวหยวนจงแต่งงานกับซิ่วเหมยฉี ตระกูลรุ่งโรจน์ ร่ำรวยมาจากการค้าขายตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ นับเป็นตระกูลคหบดีอันดับต้นๆ ของเมืองหนานจาง สองสามีภรรยามีบุตรชายสืบสกุลอยู่สองคน คนโตคือจ้าวหวังเหล่ย ปีนี้มีอายุได้สามสิบหกปี และคนที่สองคือจ้าวหวังหย่ง อายุสามสิบสี่ปี จ้าวหวังเหล่ยแต่งงานกับหวงฟางหรง บุตรสาวของพ่อค้าสกุลหวง บุตรชายคนโตและสะใภ้ใหญ่มีทายาทสืบสกุลด้วยกันทั้งหมดสามคน

คนโตเป็นบุตรีมีนามว่า จ้าวฟางหรู คุณหนูใหญ่ผู้มีรูปโฉมงดงาม และกิริยามารยาทเพียบพร้อม มีความสามารถด้านการเขียนอักษร เล่นหมากล้อม ท่องบทกวี และการเล่นดนตรี ปีนี้แม้จะเข้าสู่วัยสิบแปดปีแล้ว แต่ทว่านางกลับไม่ยอมที่จะออกเรือนไปกับผู้ใดเสียที แม้ว่าจะมีบุรุษมากมายที่มาหมายปองโฉมสะคราญเช่นนางก็ตาม

คนที่สองเป็นบุตรชาย มีนามว่าจ้าวฟางฉี คุณชายหนุ่มที่มีอายุน้อยกว่าพี่สาวไปเพียงหนึ่งปี เขานับว่าเป็นเด็กหนุ่มที่มีอนาคตไกล เพราะเขาชื่นชอบด้านการศึกษาตำรา และเป็นลูกหลานคนแรกของตระกูลจ้าว ที่เลือกเดินเข้าสู่เส้นทางแห่งการเป็นขุนนาง จ้าวฟางฉีใช้ความสามารถสอบผ่านเค่อจวี่ ในระดับจวี่เหรินได้ตั้งแต่วัยสิบหก สร้างชื่อเสียงให้ตระกูลจ้าวเลื่องลือไปไกล

และคนที่สามเป็นบุตรี มีนามว่า จ้าวฟางเซียน แม้เด็กหญิงจะอยู่ในวัยเพียงสิบสี่ปี แต่ทว่านางกลับมีความรู้และความสามารถในด้านการบัญชี คอยช่วยบิดาและมารดา จัดการดูแลบัญชีร้านค้าของสกุลจ้าวได้เป็นอย่างดี อีกไม่กี่เดือนจ้าวฟางเซียนก็จะเข้าพิธีปักปิ่นแล้ว แน่นอนว่าย่อมมีหลายสกุลที่หมายตานางเอาไว้ ให้บุตรชายหรือหลานชายของตน แต่ทว่าทั้งจ้าวหวังเหล่ยและหวงฟางหรง ต่างก็คิดว่านางยังเด็กนัก จึงไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยกัน

ภายในเรือนขนาดกลาง ซึ่งเป็นที่พำนักของนายท่านใหญ่จ้าวหวังเหล่ย ยามนี้ทุกคนในครอบครัวกำลังนั่งกินมื้อเช้าร่วมกันอยู่พร้อมหน้า บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นปรองดอง จ้าวหวังเหล่ยมีภรรยาเพียงหนึ่งเดียว ทำให้ไร้ปัญหาเรื่องเรือนหลัง นับตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษมา ตระกูลจ้าวยึดมั่นธรรมเนียมมีภรรยาเดียวมาตลอด ทำให้สตรีที่แต่งเข้ามาเป็นสะใภ้นั้น ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยไปกับการแย่งชิงความโปรดปรานในเรือนหลัง หวงฟางหรง ฮูหยินใหญ่ของจวนตระกูลจ้าว จึงใช้ชีวิตอยู่ในจวนนี้อย่างสงบสุข เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่บุตรีและบุตรชาย

“นายท่านใหญ่ขอรับ นายท่านผู้เฒ่าให้ข้าน้อยมาเชิญท่านไปพบที่เรือนฟงเฟยขอรับ”

ฟงฉีรายงานออกมา จ้าวฟางเซียนเหลือบมองบ่าวรับใช้คนสนิทของท่านปู่เพียงแวบเดียว ก่อนที่นางจะลงมือกินอาหารตรงหน้าต่อไป แม้ภายในใจจะรู้สึกตื่นเต้นยินดีก็ตาม

“ท่านพ่อมีเรื่องอันใดอยากจะพูดคุยกับข้าเช่นนั้นรึ แล้วได้เรียกเจ้ารองไปด้วยหรือไม่” จ้าวหวังเหล่ยเอ่ยถามบ่าวรับใช้คนสนิทของบิดา เป็นคำถามที่จ้าวฟางเซียนเคยได้ยินมาแล้วหนหนึ่ง นางยกมุมปากขึ้นเพียงเล็กน้อย

“บ่าวเองก็มิทราบขอรับ แต่นายท่านผู้เฒ่าให้บ่าวมาตามนายท่านใหญ่ไปพบเพียงผู้เดียว” ฟงฉีตอบตามตรง จ้าวหวังเหล่ยจึงพยักหน้าให้

“เจ้ากลับไปแจ้งท่านพ่อให้ข้าที ว่าข้าขอกินมื้อเช้ากับฮูหยินและคุณหนูคุณชายเสร็จก่อน แล้วข้าจะไปพบเขา” ฟงฉีรับคำสั่งแล้วจึงคำนับลา ก่อนที่จะเดินออกจากเรือนฟางเฟยไป

จ้าวหวังเหล่ยกินอาหารตรงหน้าอย่างเร่งรีบขึ้น เพราะไม่รู้ว่าบิดามีเรื่องสำคัญอันใด ถึงได้เรียกหาเขาเพียงผู้เดียว และเรียกหาตั้งแต่เช้าเช่นนี้ จ้าวหวังเหล่ยกินอาหารตรงหน้าไปอีกไม่กี่คำก็วางตะเกียบลงบนชาม ก่อนที่จะบอกภรรยาและลูกๆ ให้กินกันต่อตามสบาย จากนั้นเขาจึงดื่มน้ำพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้ แล้วรีบเดินออกจากเรือนฟางเฟย มุ่งหน้าสู่เรือนฟงเฟยอย่างไม่รีรอ

หวงฟางหรงรู้สึกใจคอไม่ดี ที่จู่ๆ พ่อสามีก็เรียกเขาให้ออกไปพบในยามนี้ ไม่รู้ว่ามีเรื่องรีบร้อนอันใด เขาเพิ่งจะกินข้าวไปเพียงไม่กี่คำเท่านั้น นางมองตามแผ่นหลังของสามีไปด้วยแววตากังวล ทว่าเสียงของบุตรชายช่วยดึงสายตาของนางให้กลับมามอง ใบหน้าหล่อเหลาที่เหมือนกับบิดาของเขาไม่มีผิดเพี้ยน

“ท่านปู่คงจะเรียกท่านพ่อไปคุยเรื่องจดหมายที่มาจากตระกูลเซี่ยนั่นแหละขอรับ ท่านแม่อย่าได้เป็นกังวลไปเลย”

จ้าวฟางฉีที่สังเกตท่าทีของมารดากล่าวออกมา ก่อนที่เขาจะคีบหมูตุ๋นใส่ชามให้แก่ผู้เป็นน้องสาวอย่างใส่ใจ จ้าวฟางเซียนส่งยิ้มให้พี่ชายรอง เพื่อเป็นการขอบน้ำใจเขา

“นั่นน่ะสิเจ้าคะท่านแม่ ท่านอย่าเพิ่งคิดมากไปเลย ประเดี๋ยวจะกินข้าวไม่ลงเอาได้ ว่าแต่ฉีเอ๋อร์….เจ้ารู้ได้เช่นไร ว่าที่ท่านปู่เรียกหาท่านพ่อ เป็นเพราะเรื่องจดหมายที่มาจากตระกูลเซี่ยน่ะ”

จ้าวฟางหรูเห็นด้วยกับน้องชาย ก่อนที่นางจะเอ่ยถามเขาออกมา จ้าวฟางเซียนยกยิ้มเพียงเล็กน้อย เพราะทุกถ้อยคำที่มารดา พี่ชายรองและพี่หญิงใหญ่พูดคุยกันออกมาในยามนี้นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นถ้อยคำที่นางเคยได้ยินได้ฟังมาแล้วหนหนึ่ง

“ก็ข้าเป็นคนรับจดหมายนั้นเองกับมือ ครั้นข้านำจดหมายนั้นไปให้ท่านปู่ ไม่นานนักท่านปู่ก็ให้ฟงฉีมาตามท่านพ่อไปพบ แล้วจะเป็นเพราะเรื่องใดไปได้อีก” จ้าวฟางฉีตอบพี่สาว แล้วจึงหันไปคีบเนื้อปลาให้กับจ้าวฟางเซียนอีกครา

“กินให้มากๆ หน่อยเซียนเอ๋อร์…จะสิบห้าอยู่แล้ว ยังดูเหมือนอายุสิบปีอยู่เลย”

เป็นคำพูดเช่นเดิมที่เคยได้ยินมาไม่ผิดเพี้ยน จ้าวฟางเซียนจึงส่งค้อนน้อยๆ ให้พี่ชายอย่างเช่นที่นางเคยกระทำ เรียกรอยยิ้มจากใบหน้าหล่อเหลา ของพี่ชายรองได้เป็นอย่างดี

“ตระกูลเซี่ย...ใช่ตระกูลแม่ทัพแห่งเมืองหนานจงใช่หรือไม่เจ้าคะท่านแม่”

จ้าวฟางหรูเอ่ยถามมารดา นางวางตะเกียบลงบนชาม พลางใช้ผ้าเช็ดปากอย่างเนิบนาบ ทุกท่วงท่าสง่างามสมกับเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่

“อืม...ตระกูลแม่ทัพเซี่ยแห่งเมืองหนานจงนั่นแหละ แต่ไม่นานมานี้แม่ได้ยินมาว่า ตระกูลเซี่ยเพิ่งจะสูญเสียบุตรชายคนรองไป ยามนี้ตระกูลเซี่ยจึงเหลือเพียงคุณชายใหญ่ที่เป็นทายาทสายตรงเพียงผู้เดียว"

“ตระกูลขุนนางฝ่ายบู๊ส่วนมากก็เป็นเช่นนี้ อายุไม่ยืนยาว”

จ้าวฟางหรูไม่ชื่นชอบบุรุษที่มีหน้าที่เสี่ยงชีวิตเพื่อบ้านเมืองเช่นนั้น หากวันใดวันหนึ่งนางต้องเลือกตระกูลที่จะแต่งออกไปจริงๆ ตระกูลแม่ทัพ หรือพวกขุนนางฝ่ายบู๊ย่อมไม่อยู่ในตัวเลือกของนาง

ตอน 3

เรื่องนี้จ้าวฟางเซียนนั้นรู้ดี ว่าพี่หญิงใหญ่ของนางนั้นไม่มีวันยินยอมที่จะออกเรือนไปกับตระกูลเซี่ยเป็นแน่ เช่นเดียวกับชีวิตก่อน ที่จ้าวฟางหรูชิงออกเรือนไปกับบัณฑิตทั่นฮวาของแคว้นเจิ้ง แล้วทิ้งหน้าที่ออกเรือนกับคุณชายใหญ่สกุลเซี่ยให้นางแทน

“แต่ก็เป็นตระกูลที่มีเกียรติ และน่าเคารพนับถือนะเจ้าคะ ตายในสนามรบย่อมมีเกียรติกว่าการตายโดยเปล่าประโยชน์” จ้าวฟางเซียนที่กินอาหารอยู่อย่างเพลิดเพลินก่อนหน้า แสดงความคิดเห็นของตนออกมา

จ้าวฟางหรูที่ได้ยินเช่นนั้นได้แต่นึกขบขันอยู่ภายในใจ น้องสาวของนางนั้นช่างมีความคิดที่ไร้เดียงสา และเป็นเด็กที่มองโลกในแง่ดียิ่งนัก หาได้คาดการณ์ถึงเรื่องราวในภายภาคหน้าไม่ ผู้ใดกันที่อยากจะมีสามีอายุสั้น นางคนหนึ่งล่ะที่ไม่ปรารถนา

“เจ้ายังเป็นเด็กอยู่ จะไปรู้เรื่องอันใด หากวันหน้าเจ้าต้องออกเรือน เจ้าจะเลือกบุรุษที่มีอายุขัยสั้นกว่าเจ้ามาเป็นคู่ครองเช่นนั้นรึ” จ้าวฟางหรูติเตือนน้องสาวออกมา

ทว่าครานี้จ้าวฟางเซียนกลับไม่เก็บเอาคำพูดของพี่สาวมาใส่ใจ เพราะนางเคยใช้ชีวิตเป็นฮูหยินแม่ทัพมาหนหนึ่งแล้ว ทว่าชีวิตก่อนนางนึกเสียดายและเสียใจ ที่ไม่ได้แสดงความรักที่มีต่อสามีออกไป ครั้นมีโอกาสย้อนเวลากลับมา นางก็อยากจะแก้ไขชีวิตคู่ของนางและเขาในอดีต แม้สุดท้ายแล้วเขาจะต้องจากไปก่อน นางอาจจะต้องพบเจอกับความเสียใจอีกหน แต่ทว่านางก็ไม่ต้องรู้สึกผิด และไม่ต้องรู้สึกว่ามีสิ่งใดให้เสียดายอีกแล้ว

“นางยังเด็กที่ใดกัน อีกไม่กี่วันนางก็จะเข้าพิธีปักปิ่นอยู่แล้ว แต่พี่หญิงใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วงเซียนเอ๋อร์เลย เพราะเจ้านี่ในหัวมีแต่เรื่องบัญชีกับการค้า สามีของนางในภายภาคหน้าจะต้องมาจากตระกูลคหบดีเป็นแน่”

จ้าวฟางฉีแก้ต่างให้น้องสาว จ้าวฟางเซียนได้แต่ยิ้มแห้งออกมา เพราะสิ่งที่พี่ชายรองมั่นใจนักหนานั้น หาใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าไม่

“ช่างเถิด!! พวกเจ้าอย่าเพิ่งถกเถียงกันถึงเรื่องนี้เลย ยามนี้ไม่มีผู้ใดที่รู้ว่า ท่านปู่ของพวกเจ้าเรียกท่านพ่อของพวกเจ้าไปพบด้วยเรื่องใด กินอิ่มแล้วก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเสียเถิด”

หวงฟางหรงเอ่ยปรามลูกๆ ทั้งสาม จ้าวฟางหรูที่อิ่มก่อนแล้วจึงลุกขึ้นคำนับลามารดา จากนั้นจึงรีบเดินออกจากเรือนฟางเฟยไป วันนี้นางจะออกไปเที่ยวที่โรงน้ำชาอู๋เหลียง เพราะวันนี้เหล่าบัณฑิตมีแข่งขันต่อบทกวีกันที่นั่น มีหรือสตรีที่ชื่นชอบบทกวีเช่นนางจะพลาด ครั้นคุณหนูใหญ่จากไปแล้ว คุณชายรองจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้บ้าง

“เซียนเอ๋อร์… วันนี้พี่จะออกไปเที่ยวชมตลาด เจ้าอยากไปกับพี่หรือไม่” จ้าวฟางเซียนพยักหน้าก่อนที่จะบอกพี่ชายรอง

“เจ้าค่ะ…เพราะถึงเช่นไร วันนี้ข้าก็ต้องเข้าไปตรวจสอบบัญชีที่ร้านจ้าวจางในตลาดอยู่แล้ว” จ้าวฟางฉีพยักหน้าก่อนที่สองพี่น้องจะคำนับลามารดา แล้วพากันออกจากเรือนฟางเฟยไปเช่นเดียวกัน

หวงฟางหรงมองตามบุตรสาวและบุตรชายที่เพิ่งจะเดินออกจากเรือนไปด้วยแววตาเป็นกังวล สำหรับฟางฉีนั้นนางไม่ห่วงอันใดเขามากนักเพราะเป็นบุรุษ แต่กับฟางหรูและฟางเซียนนั้นต่างออกไป นางกำลังกังวลว่าที่ท่านพ่อของสามีเรียกสามีเข้าไปพบ จะเกี่ยวกับบุตรีของนางทั้งสอง

ณ ห้องตำรา ภายในเรืองฟงเฟย

จ้าวหวังเหล่ยกำลังแสดงสีหน้าหนักใจออกมา ครั้นได้รับรู้ว่าเพราะเหตุใดบิดาถึงได้เรียกหาตน จดหมายตรงหน้า เขาอ่านซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ จับใจความถึงความต้องการของเจ้าของจดหมายได้เป็นอย่างดี ในจดหมายเขียนมาถึงท่านพ่อของเขา แม้ช่วงเริ่มต้นท่านผู้เฒ่าสกุลเซี่ยจะถามไถ่ถึงสุขภาพ และชีวิตความเป็นอยู่ของบิดาเขาตามปกติ แต่ทว่าพออ่านไปเรื่อยๆ จึงได้รู้ว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงของการส่งจดหมายฉบับนี้มานั้น หาได้เพียงแค่อยากถามสารทุกข์สุกดิบของบิดาไม่ แต่เป็นการทวงถามถึงสัญญาที่บิดาเคยให้ไว้ในอดีตมากกว่า

การได้เกี่ยวดองกับตระกูลแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ มันก็ดีและนับว่าเป็นเกียรติต่อวงศ์ตระกูลอยู่หรอก แต่ทว่าบุตรีคนใดกันเล่า ที่เขาจะสามารถยินยอมเสียสละให้ออกเรือนไปกับตระกูลแม่ทัพได้ จ้าวฟางหรูนั้นดื้อรั้น แม้จะเข้าสู่วัยออกเรือนแล้ว แต่ทว่านางกลับเลือกมาก และมีอคติกับพวกขุนนางฝ่ายบู๊ ส่วนจ้าวฟางเซียนนั้นถือว่ายังเยาว์วัยนัก เขายังอยากให้บุตรีอยู่ช่วยงานของตระกูลจ้าวไปอีกสักสองสามปี เพื่อสั่งสมประสบการณ์เสียก่อน

“เจ้ามีความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าเช่นไร” คำถามของบิดาทำให้จ้าวหวังเหล่ยมีสติกลับมา

“การที่ตระกูลคหบดีเช่นเรา ได้เกี่ยวดองกับตระกูลเซี่ยที่เป็นถึงตระกูลแม่ทัพ หาใช่เรื่องที่ไม่ดีไม่ขอรับท่านพ่อ แต่ข้าเกรงว่า…หรูเอ๋อร์กับเซียนเอ๋อร์จะไม่มีผู้ใดยินดี ที่จะออกเรือนไปกับหลานชายของท่านผู้เฒ่าสกุลเซี่ย พวกเราตอบแทนพวกเขาด้วยการมอบเงิน หยก หรือไม่ก็ผ้าไหมไปให้แทนมิได้หรือขอรับ”

จ้าวหวังเหล่ยคิดหนัก เขาตัดสินใจแสดงความเห็นของตนเองออกมา ทว่าน้ำเสียงที่บิดากล่าวออกมาทำให้จ้าวหวังเหล่ยกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“เจ้าเป็นบิดา…เจ้าจะลองโน้มน้าวพวกนางสักนิดไม่ได้เชียวหรือ หนี้ชีวิตก็ต้องตอบแทนด้วยชีวิต จะให้ตอบแทนด้วยทรัพย์สินเงินทองได้เยี่ยงไร หรือเจ้าอยากจะให้ข้าเอาชีวิตข้าไปให้พวกเขาแทนเช่นนั้นรึ เจ้าถึงจะพอใจ”

“ท่านพ่อ… ท่านกล่าวอันใดเช่นนั้นเล่าขอรับ เอาเถิด…ข้าจะลองไปคุยกับหรูเอ๋อร์ดูก่อน นางก็ถึงวัยออกเรือนมานานหลายปีแล้ว เห็นทีคงจะต้องให้นางออกเรือนไปเสียที”

จ้าวหยวนจงพยักหน้าอย่างพอใจ จ้าวหวังเหล่ยจึงขอตัวลา เป็นเพราะได้คำตอบที่น่าพอใจ ท่านผู้เฒ่าจ้าวจึงไม่ได้รั้งบุตรชายเอาไว้ จ้าวหวังเหล่ยเดินออกจากเรือนฟงเฟยไปด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เพราะเขาไม่รู้ว่าจะพูดคุยกับจ้าวฟางหรูเช่นไรดี หากน้องชายของเขามีบุตรีสักคนก็คงจะดีไม่น้อย แต่ทว่าจ้าวหวังหย่งกลับมีแต่บุตรชาย ทำให้ภาระเช่นการแต่งงานตอบแทนบุญคุณนี้ ต้องตกเป็นของบุตรีของตนอย่างมิอาจเลี่ยง

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED