ตอน 1

ตัวละครหลัก

*ฟางหนิงหลิน อายุ19หนาว บุตรสาวของฟางรั่วซานแม่ทัพผู้บัญชาการใหญ่รักษาเมืองหลวง

*เหยาลี่เซียน อายุ18หนาว องค์หญิงเกิดจากฮ่องเต้กับหลัวฮองเฮา(ฮองเฮาองค์ปัจจุบัน)

*เจียงเจียวซิน อายุ19หนาว บุตรสาวของเจียงจี้ต๋ารองแม่ทัพผู้บัญชาการรักษาเมืองหลวง

*เหยาซีฮัน อายุ24หนาว องค์ชายใหญ่เกิดจากฮ่องเต้กับหลัวฮองเฮา(ฮองเฮาองค์ปัจจุบัน) ตำแหน่งไท่จื่อหรือองค์รัชทายาท

*เหยาหวังเหว่ย อายุ23หนาว องค์ชายรองเกิดจากฮ่องเต้กับตงฮองเฮา(ฮองเฮาพระองค์ก่อน) ตำแหน่งชินอ๋อง

*เหยาซิงอี อายุ21หนาว องค์ชายสามเกิดจากฮ่องเต้กับตงฮองเฮา(ฮองเฮาพระองค์ก่อน) ตำแหน่งจวิ้นอ๋อง

*สวีจื้อซาน อายุ24หนาว บุตรชายของเสนาบดีสวี เสนาบดีสำนักตรวจราชการ ตำแหน่งองครักษ์

*เสิ่นหลิวหยาง อายุ23หนาว บุตรชายของแม่ทัพใหญ่เสิ่น ตำแหน่งแม่ทัพ

หน้ากระโจมหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่หลังค่ายทหาร มีนายทหารสองคนยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้า เพียงทหารผู้น้อยสองนายเห็นสตรีผู้หนึ่งเดินมา พวกเขาก็รีบก้มหน้าก้มตาทำความเคารพอย่างนอบน้อม

“พวกท่านถอยออกไปก่อนได้หรือไม่ ข้ามีเรื่องอยากจะพูดกับนางสักหน่อย” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่อ่อนโยน

“พระชายา พระองค์ทรงเกรงใจพวกกระหม่อมมากไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ แค่เพียงพระองค์ตรัสสั่งมีหรือทหารต้อยต่ำอย่างพวกกระหม่อมจะกล้าไม่ทำตาม”

“เช่นนั้นข้าก็ขอบใจพวกท่านมาก”

“เชิญพระชายาตามสบาย พวกกระหม่อมจะถอยออกไปรออยู่ไม่ไกลมากนัก หากมีเรื่องอันใดพระองค์เรียกพวกกระหม่อมได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อทหารทั้งสองนายพูดจบก็ถอยหลังเดินออกจากบริเวณนั้นไป สตรีสูงศักดิ์เดินเข้าไปด้านในกระโจม ขนาดของกระโจมหลังนี้ไม่ได้ใหญ่มากนัก ภายในมีสตรีผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าขาดวิ่นเผยให้เห็นผิวขาวเป็นบางส่วน หน้าตามอมแมมเนื้อตัวดูสกปรก รูปร่างผอมโซไร้วี่แววว่าเคยเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจ

สตรีนางนั้นเมื่อเห็นสตรีสูงศักดิ์เดินเข้ามาก็รีบลุกขึ้นวิ่งมาหานางทันที แต่ยังไม่ทันจะถึงตัวสตรีสูงศักดิ์โซ่ที่ล่ามขาของนางก็ตึงนางไว้จนล้มลงไปนอนกับพื้น

สตรีสูงศักดิ์ถึงจะตกใจที่นางวิ่งเข้ามาหา แต่เมื่อเห็นนางล้มลงไปกองอยู่ที่พื้นก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างพอใจ สตรีสูงศักดิ์ก้าวเดินต่อเข้าไปหานาง และหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของสตรีผอมโซ ก่อนจะใช้สายตาเหยียดหยามมองดูนางที่พยายามลุกขึ้นนั่ง

“เจียวซินช่วยข้าด้วย ข้าผิดไปแล้ว ข้าขอโทษ”

สตรีที่ถูกล่ามโซ่จับขาของสตรีสูงศักดิ์ไว้และร้องขออย่างน่าเวทนา แต่กลับไร้วี่แววว่าสตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นจะเห็นใจในการกระทำของนาง มิหนำซ้ำนางยังสะบัดขาหนีและมองมายังหญิงสาวที่ถูกล่ามโซ่อย่างดูแคลน

แต่สตรีที่ถูกล่ามโซ่กลับคิดว่าตัวนางเองคงไร้มารยาท เพราะถึงอย่างไรตอนนี้นางและเจียงเจียวซินก็ฐานะแตกต่างกันมาก บวกกับสิ่งที่นางกระทำต่อเจียงเจียวซินก็คงทำให้เจียงเจียวซินโกรธเคืองอยู่ไม่น้อย

“ขออภัยเพคะ หม่อมฉันลืมตัวไปจึงได้แสดงท่าทางไร้มารยาทต่อพระองค์ หม่อมฉันขอร้องพระชายาองค์รัชทายาทช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ หม่อมฉันผิดไปแล้วหม่อมฉันขอโทษเพคะ พระองค์ยกโทษให้หม่อมฉันได้หรือไม่” นางลุกขึ้นนั่งพร้อมทั้งยกมือไหว้อ้อนวอนขอให้เจียงเจียวซินอภัยแก่นาง

“เจ้าทำอันใดผิดอย่างนั้นหรือ” เจียงเจียวซินพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

“หม่อมฉันผิดที่วางยากำหนัดพระองค์กับองค์รัชทายาท ทำให้พระองค์เสียใจ แต่ที่หม่อมฉันทำไปเพียงเพราะหม่อมฉันอยากให้ท่านอ๋องเลิกคิดคำนึงถึงพระองค์ก็เท่านั้น หม่อมฉันคิดว่าหากพระองค์แต่งงานออกเรือนไปแล้ว ท่านอ๋องจะหันมาสนใจหม่อมฉันบ้าง หม่อมฉันรู้ว่าหม่อมฉันทำผิดต่อพระองค์ หม่อมฉันจึงเลือกวางยาองค์รัชทายาทแทนที่จะเลือกวางยาท่านแม่ทัพ เพราะหม่อมฉันคิดว่าหากให้พระองค์เป็นชายาองค์รัชทายาทก็คงดีกว่าเป็นฮูหยินท่านแม่ทัพ และนี่เป็นอย่างเดียวที่ทำให้หม่อมฉันรู้สึกผิดต่อพระองค์น้อยลง” นางเอ่ยความในใจที่มีออกมา

“ฟางหนิงหลินนะฟางหนิงหลิน เจ้าคิดจริง ๆหรือว่าข้าเสียใจ ข้าต้องขอบใจเจ้าด้วยซ้ำที่ทำให้ข้าสมหวัง” เจียงเจียวซินหัวเราะเสียงดังพร้อมแสดงสีหน้าเยาะเย้ย

“พระองค์หมายความว่าอย่างไรเพคะ” ฟางหนิงหลินคิ้วขมวดติดกันเมื่อเห็นท่าทางของเจียงเจียวซิน

“เจ้าคิดว่าข้ารักท่านอ๋องอย่างนั้นหรือ” เจียงเจียวซินยกยิ้มขึ้นก่อนจะเอ่ยต่อ

“เปล่าเลย ข้าเพียงแค่รู้ว่าเจ้าชอบท่านอ๋อง จึงคิดอยากแย่งเขามาเพื่อให้เจ้าเสียใจก็เท่านั้น ที่จริงตอนที่เจ้าแต่งกับท่านอ๋องข้าเองก็เจ็บใจอยู่บ้างที่เจ้าสมหวัง และไม่สามารถมีอำนาจมากกว่าเจ้าได้ ข้าต้องขอบใจเจ้ามากจริง ๆที่ทำให้ข้ามีอำนาจมากกว่าเจ้า และที่สำคัญไปกว่านั้นข้ายังสามารถทำให้เจ้าและครอบครัวตกต่ำได้อย่างเช่นวันนี้” เจียงเจียวซินพูดเสร็จก็หัวเราะออกมาเสียงดังอย่างสะใจ

ฟางหนิงหลินถึงกับใบหน้าถอดสีที่ได้รับรู้ความจริงจากปากเจียงเจียวซิน เพราะตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นในวันนั้นนางก็รู้สึกผิดต่อเจียงเจียวซินมาตลอด แต่ตอนนี้นางได้รู้แล้วว่าไม่ใช่อย่างที่นางคิดไว้เลย นางต่างหากที่เป็นคนตกหลุมพรางกลายเป็นหมากให้ผู้อื่น

เจียงเจียวซินเห็นสีหน้าของฟางหนิงหลินก็ถึงกับยิ้มยกขึ้น นางย่อตัวลงไปนั่งใกล้ ๆกับฟางหนิงหลินก่อนจะเอ่ยเสียงเบา ๆ เพื่อเล่าถึงเรื่องราวต่าง ๆที่นางได้ทำกับฟางหนิงหลินและคนรอบตัวของฟางหนิงหลินด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความสาแก่ใจ

ฟางหนิงหลินที่นั่งเหม่อลอยคิดไตร่ตรองความผิดที่นางได้กระทำลงไปด้วยความโง่เขลาและดื้อรั้น นางได้ยินเรื่องราวทั้งหมดน้ำตาก็ไหลอาบแก้มจนหยุดไม่ได้ ก่อนที่นางจะตาเบิกโตเมื่อได้รับรู้สาเหตุการตายของท่านพ่อท่านแม่ว่าหาได้กระทำความผิดไม่ เพียงแต่ถูกใส่ความทำให้ถึงกับตรอมใจตาย เพียงแค่ได้ยินแค่นั้นก็ทำให้สติของนางขาดสะบั้น นางกระชากปิ่นทองที่ปักผมของเจียงเจียวซินอยู่ออกมาโดนที่เจียงเจียวซินไม่ทันได้ตั้งตัว

เจียงเจียวซินกว่าจะตั้งสติได้ก็หลบปลายแหลมของปิ่นไม่พ้นเสียแล้ว นางได้แต่ส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างตกใจ ปลายปิ่นทองที่แหลมคมปักเข้าที่ลำคอของนางและถูกกระชากออกอย่างรวดเร็ว เลือดสาดกระเซ็นออกมาตามปิ่นที่ถูกกระชากออก

เจียงเจียวซินรีบใช้มือปิดบาดแผลที่คอ ก่อนจะร้องส่งเสียงให้ทหารเวรข้างนอกเข้ามาช่วยพร้อมกับรีบลุกขึ้นอย่างลุกลี้ลุกลนเพื่อหนีฟางหนิงหลินแต่ไม่ทันเสียแล้ว ฟางหนิงหลินจับข้อเท้าของเจียงเจียวซินจนนางล้มลงก่อนจะลากตัวนางเข้ามาใกล้และขึ้นคร่อมร่างของเจียงเจียวซินไว้

ฟางหนิงหลินใช้ปิ่นกระหน่ำแทงอย่างไม่คิดชีวิตราวกับคนเสียสติ นางไม่สนใจว่าปิ่นนั้นจะทิ่มแทงโดนที่ใดบ้าง นางหวังเพียงแค่แทงให้คนที่อยู่ใต้ร่างได้ตายอย่างทรมานเป็นพอ เจียงเจียวซินทั้งปัดป้องและร้องเรียกทหาร แต่แรงของนางก็ไม่สามารถจะสู้ฟางหนิงหลินที่กำลังคลุ้มคลั่งได้เลย

ทหารที่อยู่ด้านนอกเมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องก็รีบวิ่งกลับมายังกระโจมทันที เมื่อเขาเปิดกระโจมเข้ามาก็ถึงกับหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นพระชายานอนอยู่ใต้ร่างของฟางหนิงหลิน เนื้อตัวของทั้งคู่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ถึงจะแยกไม่ออกว่าเลือดนี้เป็นของใคร แต่การที่พระชายาถูกทำร้ายขณะที่พวกเขาทำหน้าที่อยู่นั้น พวกเขาก็คงรักษาชีวิตไว้ไม่ได้เป็นแน่ ทหารนายหนึ่งรีบตวาดเสียงดังเพื่อให้ฟางหนิงหลินหยุด

แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อฟางหนิงหลินหันมาเห็นทหารทั้งสอง ถึงจะทำให้นางหยุดชะงักไปช่วงหนึ่ง แต่ทำให้นางคิดได้ว่าหากครั้งนี้ฆ่าเจียงเจียวซินไม่ได้นางคงไม่มีโอกาสลงมืออีกแล้ว นางจึงใช้ปิ่นแทงลงบนอกของเจียงเจียวซินและใช้แรงทั้งหมดกดย้ำลงไป จนในที่สุดเจียงเจียวซินก็นอนตาเหลือกแน่นิ่งไป

ทหารทั้งสองกระชากฟางหนิงหลินออกจากร่างเจียงเจียวซินทันทีที่ถึงตัวนาง นางตั้งสติได้และรับรู้ชะตาที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง เมื่อเห็นมีดสั้นที่อยู่ข้างเอวของนายทหาร นางจึงลุกขึ้นไปกระชากมีดสั้นนั้นมา ถึงทหารผู้นั้นจะตั้งสติได้อย่างรวดเร็วแต่ก็ไม่ทันที่จะแย่งมีดนั้นมาได้เพราะบัดนี้นางได้ปักมีดสั้นเล่มนั้นลงบนอกของนางเสียแล้ว

นางล้มลงนอนบนพื้นเลือดค่อย ๆซึมออกมาจนไหลกองนองพื้น ภาพสุดท้ายก่อนนางจะหมดลมหายใจ กลับได้เห็นบุรุษที่นางรักวิ่งเข้ามาในกระโจมด้วยสีหน้าตกตะลึง

“ข้าขอโทษ ความผิดข้าเองหากมีโอกาสอีกครั้ง ข้าจะไม่ขอเป็นชายาของท่านอีก” นางเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาก่อนจะสิ้นใจไปในที่สุด

ตอน 2

“คุณหนูเจ้าขา ตื่นได้แล้วเจ้าค่ะ หากไม่ตื่นอีกจะไม่ทันแล้วนะเจ้าคะ”

ลี่อินสาวรับใช้ของฟางหนิงหลินเรียกคุณหนูของนางให้ตื่น เพื่อลุกขึ้นมาแต่งตัวให้ทันไปงานเลี้ยงในวังหลวงที่จัดขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะจากการทำสงครามกับแคว้นเหลียง และร่วมแสดงความยินดีกับการแต่งตั้งองค์รัชทายาทและเลื่อนตำแหน่งให้กับเหล่าผู้กล้าที่มีความดีความชอบในการศึกครั้งนี้ด้วย

ลี่อินเห็นว่าเรียกฟางหนิงหลินเท่าใดก็ไม่ยอมตื่นเสียที อีกทั้งใบหน้าของคุณหนูของนางก็ยังมีเหงื่อผุดออกมาเป็นเม็ด ๆสีหน้าของฟางหนิงหลินราวกับคนกำลังเศร้าเสียใจอยู่ก็ไม่ปาน ลี่อินจึงคิดว่าคุณหนูของนางคงจะฝันร้ายอยู่เป็นแน่ นางจึงได้เขย่าแขนเพื่อให้คุณหนูของนางตื่นจากฝันร้ายนั้น

เมื่อหญิงสาวที่หลับใหลลืมตาตื่นจากภวังค์ นางรีบลุกขึ้นนั่งพร้อมสาดสายตามองไปรอบ ๆห้องนอนทันที เมื่อรู้ว่านางเพียงหลับฝันไปหนึ่งตื่นเท่านั้น นางก็ระบายลมหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ

“นี้ข้าฝันไปอย่างนั้นหรือ” ฟางหนิงหลินหันมาเอ่ยกับลี่อิน

“คุณหนูฝันร้ายอย่างนั้นหรือเจ้าคะ ไม่เป็นไรนะเจ้าคะมันเป็นเพียงความฝันเท่านั้น ตอนนี้ท่านรีบแต่งตัวดีหรือไม่ วันนี้ท่านจะได้เห็นบุรุษที่ท่านเฝ้ารอมาตลอดหลายเดือนแล้วนะเจ้าคะ” ลี่อินพูดด้วยรอยยิ้มและกล่าวถึงบุรุษที่ฟางหนิงหลินมีใจถวิลหาเพื่อให้นางผ่อนคลายจากฝันร้าย

แต่ฟางหนิงหลินกลับไม่ลุกขึ้น นางยังคงนั่งคิดถึงความรู้สึกเจ็บปวดทรมานทั้งร่างกายและจิตใจที่เกิดขึ้นจากเรื่องราวในฝัน นางหลับไปเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยามแต่ในฝันช่างยาวนานราวกับเกิดขึ้นจริง ๆนางนั่งทบทวนเรื่องราวในฝันอยู่พักหนึ่ง จนได้ยินเสียงเร่งเร้าจากสาวใช้คนสนิทดังขึ้น นางจึงลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว

ตลอดเวลาที่สาวใช้คอยปรนนิบัติอาบน้ำแต่งตัวให้นาง นางก็ยังคงไม่เลิกคิดถึงเรื่องราวในฝันนั้น จนสาวรับใช้ข้างกายทั้งสองสังเกตความผิดปกติของคุณหนูของพวกนางได้อย่างชัดเจน

“คุณหนูท่านเป็นกังวลเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ” ลี่จินเอ่ยถามฟางหนิงหลินด้วยความเป็นห่วง

ฟางหนิงหลินมองเงาลี่จินกับลี่อินสาวใช้คนสนิททั้งสองในกระจก หน้าตาของพวกนางแสดงออกถึงความสงสัยและเป็นห่วง ในฝันนั้นฟางหนิงหลินเองก็ได้เห็นจุดจบของพวกนางเช่นกัน เพราะลี่อินกับลี่จินยอมรับผิดแทนนางว่าเป็นคนวางยากำหนัดองค์รัชทายาทและเจียงเจียวซิน ทำให้ทั้งสองถูกโบยจนตาย ส่วนนางที่เป็นเจ้านายก็ถูกลงโทษกักบริเวณเพราะดูแลคนของตนเองได้ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นความฝันหรือความจริงฟางหนิงหลินก็เชื่อว่าสาวใช้ทั้งสองจะยอมตายเพื่อนางได้จริง ๆ เพราะทั้งสองเป็นราวพี่สาวที่เติบโตมาพร้อมกับนาง

ฟางฮูหยินมารดาของฟางหนิงหลินรับลี่จินกับลี่อินมาเลี้ยงตั้งแต่พวกนางอายุได้ราวห้าหกหนาวเท่านั้น ขณะที่ทั้งสองถูกขายให้หอนางโลมฟางฮูหยินได้ไปพบเข้า ฟางฮูหยินเห็นเด็กทั้งสองคนกับผู้เป็นแม่ร่ำไห้กอดกันอย่างน่าเวทนาจึงนึกสงสาร จึงได้ขอซื้อตัวเด็กทั้งสองมาจากหอนางโลม

ฟางฮูหยินไม่เพียงแต่รับซื้อลี่จินกับลี่อินมา ยังขอซื้อแม่ของพวกนางทั้งสองมาจากพ่อที่ติดการพนันของพวกนางอีกด้วย ถึงทั้งสามคนจะเข้ามาอยู่ในจวนในฐานะสาวใช้ แต่พวกนางก็อยู่ดีกินดีมีเสื้อผ้าสะอาดและที่นอนอันอบอุ่น อีกทั้งยังได้นั่งเรียนเขียนอักษรกับฟางหนิงหลินในตอนวัยเยาว์อีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้แม่ของทั้งสองได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว เพราะร่างกายที่อ่อนแอจากโรคเก่าที่รุมเร้ามายาวนาน

“พวกเจ้าคิดว่าความฝันจะเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่” ฟางหนิงหลินเอ่ยถามสาวใช้ทั้งสองด้วยท่าทางจริงจัง

“คุณหนูยังกังวลเรื่องความฝันอย่างนั้นหรือเจ้าคะ อย่าได้กังวลไปเลยเจ้าค่ะ คุณหนูเพียงฟังเรื่องเล่าจากร้านน้ำชาเมื่อวานและเก็บไปฝันเท่านั้น” ลี่อินเอ่ยตอบ

“ฝันนั้นน่ากลัวมากเลยหรือเจ้าคะ ทั้งที่เมื่อวานหลังจากคุณหนูกลับมาจากร้านน้ำชา คุณหนูยังบอกอยู่เลยว่าความฝันก็คือความฝันไม่มีทางเป็นจริง แต่วันนี้คุณหนูกลับไม่มั่นใจในสิ่งที่คิดแล้วอย่างนั้นหรือเจ้าคะ” ลี่จินเอ่ยถามฟางหนิงหลิน

“นั่นสิความฝันก็คือความฝัน คงเพราะมันน่ากลัวจนเกินไป แม้ตื่นนอนขึ้นมาแล้วความรู้สึกก็ยังติดค้างอยู่ในใจ จนข้าไม่อาจลืมภาพที่เกิดขึ้นในฝันได้” ฟางหนิงหลินทำหน้าเศร้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มให้ลี่จินและลี่อินผ่านเงาในกระจก

“คุณหนูอย่ากังวลไปเลยเจ้าคะ มันเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น เลิกขมวดคิ้วได้แล้วเจ้าค่ะ หากยังทำหน้าเช่นนี้จะไม่สวยนะเจ้าคะ” ลี่จินเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“หากคุณหนูกลัวว่าเรื่องในฝันจะเกิดขึ้น ท่านก็เพียงป้องกันไว้ก่อนก็ได้หนิเจ้าคะ หรือจะหลบเลี่ยงไม่เผชิญหน้าก็ย่อมทำได้” ลี่อินเอ่ยเพื่อปลอบประโลมฟางหนิงหลินให้นางคลายกังวล

“จริงด้วยเจ้าค่ะ หลังจากกลับมาจากงานเลี้ยงคุณหนูค่อยมาเล่าเรื่องราวในฝันให้พวกเราฟังและช่วยกันหาทางแก้ดีหรือไม่เจ้าคะ” ลี่จินเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าฟางหนิงหลินพยักหน้าตอบรับนางจึงเอ่ยต่อ

“ดีเจ้าค่ะ แต่ตอนนี้คุณหนูต้องปล่อยวางความฝันนั้นลงก่อน และกลับมาเป็นคุณหนูที่สดใสไร้กังวลคนเดิมของพวกเราก่อนนะเจ้าคะ”

ฟางหนิงหลินยกยิ้มขึ้นและนั่งนิ่งให้ทั้งสองแต่งหน้าทำผมให้จนเสร็จ เมื่อถึงเวลาฟางหนิงหลินก็เดินทางไปยังวังหลวงพร้อมบิดาและมารดาของนางตามเทียบเชิญ

ณ.วังหลวง

เมื่อรถม้าจอดเทียบที่หน้าประตูวังเหล่าขุนนางและครอบครัวก็ต่างพากันเดินเข้ามาภายในวังที่ถูกจัดเตรียมงานไว้เป็นอย่างดี งานนี้เหตุผลที่จัดขึ้นนอกจากจะฉลองชัยชนะและสรรเสริญเหล่าผู้กล้าในสงคราม ยังมีเหตุผลอีกอย่างที่เชิญเหล่าครอบครัวขุนนางและตระกูลสูงศักดิ์มาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย นั่นก็คือการดูตัว

ไทเฮาและฮองเฮาต้องการให้เหล่าองค์ชายและองค์หญิงได้มีโอกาสพบเห็นสตรีและบุรุษที่เป็นลูกหลานขุนนางและตระกูลสูงศักดิ์ เพื่อจะได้เลือกมาเป็นชายาและเป็นราชบุตรเขยในอนาคต

เพราะฮ่องเต้ทรงรับปากฮองเฮาพระองค์ก่อนไว้ว่าจะไม่บังคับให้เหล่าองค์หญิงและองค์ชายแต่งพระชายาหรือราชบุตรเขยอย่างไม่เต็มใจ ถึงไทเฮาและฮองเฮาองค์ปัจจุบันจะไม่เห็นด้วยแต่จะคัดค้านคำขอสุดท้ายของคนใกล้ตายได้อย่างไร เพียงแต่ถึงอย่างไรก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อพระวงศ์ พระชายาเอกและราชบุตรเขยย่อมต้องมาจากตระกูลสูงศักดิ์หรือไม่ก็ตระกูลขุนนางขั้นสูง ถึงจะบังคับตรง ๆไม่ได้ แต่สามารถเปิดโอกาสให้องค์หญิงและองค์ชายได้เจอเหล่าบุตรหลานขุนนางและตระกูลสูงศักดิ์ได้

ตอน 3

เพราะคำขอของฮองเฮาพระองค์ก่อนทำให้ตอนนี้เหล่าองค์ชายรวมถึงองค์หญิงเหยาลี่เซียนที่ถึงวัยแต่งงานยังไม่ยอมที่จะเลือกคู่ครองของตน ทำให้ไทเฮาและหลัวฮองเฮาวิตกกังวล จึงได้ขอให้ฮ่องเต้จัดงานเลี้ยงฉลองครั้งนี้โดยแยกระหว่างเหล่าขุนนางที่ออกเรือนแล้ว กับเหล่าบุรุษสตรีที่ยังไม่ออกเรือนให้แยกกันฉลอง

ถึงปกติไทเฮาและหลัวฮองเฮาจะมีการจัดงานเลี้ยงชมบุปผาเพื่อให้องค์ชายทั้งสามและองค์หญิงเหยาลี่เซียนได้พบเจอกับเหล่าลูกหลานของบรรดาขุนนางอยู่แล้ว แต่เหล่าองค์ชายทั้งหลายก็มักมีข้ออ้างไม่ยอมมาร่วมงานเลี้ยงอยู่ร่ำไป แต่งานเลี้ยงครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เพราะองค์ชายทั้งสามไม่อาจปฏิเสธไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ได้ และยังมีลูกหลานตระกูลขุนนางและตระกูลสูงศักดิ์หลายคนที่อยู่ห่างไกลมาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วย จึงไม่เหมือนงานเลี้ยงครั้งอื่น ๆที่จัดขึ้น

แน่นอนเรื่องที่ใช้งานเลี้ยงในครั้งนี้เพื่อดูตัวบุตรสาวบุตรชายของเหล่าขุนนางและตระกูลสูงศักดิ์เพื่อมาเกี่ยวดองกับราชวงศ์ฟางหนิงหลินย่อมรู้อยู่ก่อนแล้ว เพราะนางคือสหายคนสนิทขององค์หญิงเหยาลี่เซียน พระธิดาเพียงองค์เดียวของฮ่องเต้กับฮองเฮาองค์ปัจจุบัน เพราะเป็นองค์หญิงเพียงพระองค์เดียวจึงถูกตามใจจากฮ่องเต้และหลัวฮองเฮาจนใคร ๆก็ล้วนต้องเกรงกลัวนาง

ความจริงงานเลี้ยงในครั้งนี้ฟางหนิงหลินตั้งหน้าตั้งตาคอยมาตั้งแต่รู้ข่าวจากเหยาลี่เซียน ไม่ว่าจะเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับนางล้วนสั่งทำใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เป็นที่โดดเด่น แต่ไม่ใช่เพื่อให้ใคร ๆหันมาสนใจนาง เพราะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่นางอยากให้เขาหันมามอง นั่นก็คือเหยาหวังเหว่ย

เหยาหวังเหว่ยเป็นพระโอรสองค์รองของฮ่องเต้ที่เกิดจากฮองเฮาพระองค์ก่อนที่สวรรคตไปแล้ว หลังจากชนะสงครามครั้งนี้ก็ได้แต่งตั้งเป็นชินอ๋อง ความจริงแล้วมีขุนนางมากมายที่สนับสนุนให้เขาเป็นไท่จื่อ[1]แต่เขากลับปฏิเสธ ทำให้เหยาซีฮันพระโอรสองค์โตของฮ่องเต้ที่เกิดจากหลัวฮองเฮาได้เป็นองค์รัชทายาท

เมื่อฟางหนิงหลินเดินเข้ามาในงานนางก็ตกเป็นเป้าสายตาของบุรุษหลายคน ชุดสีชมพูอ่อนแสนหวานชายกระโปรงปักลายผีเสื้อหลากสีสันเมื่อยามเดินดูราวผีเสื้อขยับปีกโบยบิน ชุดตัดเย็บเข้ารูปพอดีตัวเผยให้เห็นสัดส่วนของสตรีที่ถึงวัยออกเรือนอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากอมชมพูพวงแก้มแต่งแต้มด้วยสีชมพูจาง ๆดูเป็นธรรมชาติ ไม่เพียงบุรุษที่หันมามอง แม้แต่สตรีด้วยกันก็ยังต้องเหลียว เพราะวันนี้นางดูอ่อนหวานละมุนน่าทะนุถนอมต่างจากปกติที่จะแต่งตัวด้วยสีสันฉูดฉาด

ความจริงมีบุรุษมากมายที่หมายอยากเกี่ยวดองกับฟางหนิงหลินเพราะไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่ไม่เป็นรองสตรีใดในเมืองหลวง ฐานะทางบ้านของนางก็ถือว่าเป็นฐานอำนาจที่มั่นคงมากทีเดียว เพราะบิดาของนางฟางรั่วซานเป็นแม่ทัพผู้บัญชาการใหญ่รักษาเมืองหลวง ส่วนท่านตาเป็นราชครู และยังมีท่านลุงเป็นเสนาบดีกรมคลังอีกด้วย

แต่ที่ไม่มีบุรุษหนุ่มผู้ใดเกี้ยวพาราสีนางนั้น เป็นเพราะนางแสดงออกและเอ่ยอย่างชัดเจนว่านางชื่นชอบเหยาหวังเหว่ย จึงไม่มีผู้ใดคิดจะเชื่อมสัมพันธ์กับนาง ทุกคนทำได้เพียงแต่มองนางยามที่นางเผยตัวในสถานที่ต่าง ๆเท่านั้น

“หนิงหลินเจ้ามาได้เสียที”เหยาลี่เซียนเอ่ยเรียกสหายคนสนิทเมื่อเห็นหน้า

เหยาลี่เซียนถึงจะเป็นองค์หญิงที่มีสตรีมากมายอยากเป็นสหาย แต่คนที่นางนับเป็นสหายสนิทนั้นก็มีเพียงฟางหนิงหลินเท่านั้น เพราะนางเติบโตมาด้วยการถูกตามใจตั้งแต่เล็ก ไม่ว่านางทำอันใดก็ไม่เคยถูกขัดใจมาก่อน แต่เมื่อมาเจอกับฟางหนิงหลินที่กล้าพูดกับนางตรงไปตรงมา ทำให้นางรู้สึกไม่เคยพบใครที่จริงใจกับนางเช่นนี้ นางจึงชอบที่จะพูดคุยกับฟางหนิงหลิน เมื่อวันเวลาผ่านไปจึงกลายเป็นความสนิทและผูกพันราวพี่น้อง

เสียงดีอกดีใจขององค์หญิงเหยาลี่เซียนทำให้ทุกคนหันมอง ยิ่งทำให้ฟางหนิงหลินที่เดินมากลายเป็นจุดเด่นมากขึ้นไปอีก แน่นอนแม้แต่องค์ชายทั้งสามที่นั่งดื่มสุราอยู่กับเหล่าสหายก็หันมามองเช่นกัน

เหยาลี่เซียนเดินมาจับมือของฟางหนิงหลินและพาเดินไปยังที่เสด็จพี่ของนางนั่งอยู่ เพื่อเปิดโอกาสให้สหายคนสนิทได้มีโอกาสพูดคุยกับบุรุษที่เฝ้าคะนึงหามาหลายเดือน แต่เหยาลี่เซียนกลับต้องประหลาดใจเมื่อสิ่งที่นางคิดไว้ไม่เป็นดั่งคาด นางคิดว่าฟางหนิงหลินจะต้องรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก แต่สีหน้าของสหายกลับไม่เป็นเช่นนั้น

เพียงฟางหนิงหลินได้เห็นใบหน้าของเหยาหวังเหว่ย ในใจของนางก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที ถึงนั่นจะเป็นความฝันแต่สิ่งที่นางได้รับจากเขาเมื่อทบทวนดูแล้วก็ไม่ต่างจากความฝันนั้นเลยสักส่วน ทุกครั้งที่เขาเห็นหน้าของนางก็มักจะเมินเฉยสีหน้าราวไม่รู้ร้อนรู้หนาวอันใด ไม่ว่านางจะมอบสิ่งใดให้เขาก็เพียงแค่รับเอาไว้แต่หาเคยยินดีหรือกล่าวชมอันใดไม่ เหมือนรับไว้เพียงเพื่อตัดความรำคาญเท่านั้น

ไม่เพียงแค่เหยาลี่เซียนที่ประหลาดใจ แต่คนที่นั่งอยู่ทั้ง5คนนั้นก็ต่างรู้สึกว่าฟางหนิงหลินดูแปลกไปเช่นกัน ทุกคนรู้ดีว่าเมื่อฟางหนิงหลินเห็นเหยาหวังเหว่ยสีหน้าของนางจะยิ้มแย้มเบิกบานราวกับดอกทานตะวันที่บานสะพรั่ง แววตาทอประกายราวแสงดาวระยิบระยับ นางจะจ้องมองเหยาหวังเหว่ยอย่างไม่วางตา และทำราวกับคนที่อยู่รอบกายเป็นเพียงอากาศ แต่บัดนี้ใบหน้าของนางกลับไม่มีรอยยิ้มประดับอยู่เลย สีหน้าของนางหดหู่ สายตาของนางมองต่ำราวกับไม่อยากเห็นหน้าผู้ใด สีหน้าท่าทางเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

“หลินเอ๋อร์ เจ้าไม่สบายอย่างนั้นหรือ” สวีจื้อซานเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นท่าทางของนางดูซึมเศร้าไม่ร่าเริง

สวีจื้อซานเปรียบเสมือนพี่ชายของฟางหนิงหลิน เพราะเขาเห็นนางมาตั้งแต่แรกเกิด จวนของทั้งคู่อยู่ติดกันอีกทั้งบิดาของทั้งสองคนนั้นยังเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกัน ความผูกพันของทั้งสองจึงแน่นแฟ้น บิดาของเขาเป็นเสนาบดีสำนักตรวจการส่วนเขาเป็นองครักษ์

ที่สวีจื้อซานได้มานั่งร่วมโต๊ะกับเหล่าองค์ชาย เพราะเขานั้นเคยเป็นสหายร่วมเรียนกับองค์ชายทั้งสามมาก่อน และเขายังสนิทกับเหยาซีฮันมากเป็นพิเศษอีกด้วย

“อ๋อ! ข้าไม่เป็นไร” ฟางหนิงหลินหันไปตามเสียงที่คุ้นเคยพร้อมเอ่ยตอบก่อนที่จะส่งยิ้มให้สวีจื้อซาน

ทุกคนที่นั่งอยู่เผลอเลิกคิ้วด้วยสีหน้าประหลาดใจออกมาโดยไม่รู้ตัว เมื่อได้เห็นสายตาและสีหน้าที่ฟางหนิงหลินใช้มองสวีจื้อซาน สีหน้าของนางเบิกบานขึ้นมาทันที

ฟางหนิงหลินรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของสายตาคู่อื่น ๆที่มองมายังนาง ทำให้นางนึกขึ้นได้ว่าตนนั้นได้แสดงท่าทีแปลก ๆออกไป นางจึงได้เอ่ยเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศที่น่าอึดอัดในตอนนี้

“หม่อมฉันขอยินดีกับองค์ชายใหญ่ที่ได้เป็นองค์รัชทายาท ยินดีกับองค์ชายรองที่ได้เป็นชินอ๋อง และยินดีกับองค์ชายสามที่ได้เป็นจวิ้นอ๋องด้วยนะเพคะ”

องค์รัชทายาทเหยาซีฮันพยักหน้าตอบรับพร้อมยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ส่วนองค์ชายสามเหยาซิงอีส่งเสียง ‘อืม’ สั้น ๆในลำคอ แต่สีหน้าและสายตาของเขาที่แสดงออกมานั้น ไม่ต้องอธิบายอันใดก็พอจะทำให้คนที่เห็นรู้ได้ว่าองค์ชายสามไม่ชอบฟางหนิงหลิน ส่วนเหยาหวังเหว่ยนั้นไม่ได้เอ่ยอันใด มีเพียงสายตาดุดันที่มองมายังนางราวกับไม่พอใจ

“หม่อมฉันไม่อยู่รบกวนแล้วเพคะ” ฟางหนิงหลินเอ่ยออกมาทันที เมื่อเหลือบตาไปเห็นสายตาของเหยาหวังเหว่ย

“เดี๋ยวก่อน เจ้าไม่เห็นข้าหรือว่าไม่อยากแสดงความยินดีกับข้าอย่างนั้นหรือ” เสิ่นหลิวหยางเอ่ยเสียงแข็ง

เสียงของเขากระตุ้นความทรงจำในฝันของนาง ตัวนางสั่นเทาขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงของเขา นางพยายามปลอบใจตนเอง ‘มันเป็นเพียงความฝันหนึ่งตื่นเท่านั้น หาใช่เรื่องจริงไม่’ นางระบายลมหายใจเข้าออกอยู่ครู่หนึ่ง จึงมองใบหน้าของเขาก่อนเอ่ย

“ข้าน้อยยินดีกับแม่ทัพเสิ่นด้วยเจ้าค่ะที่ได้เลื่อนตำแหน่ง”

เพียงกล่าวจบฟางหนิงหลินก็ไม่คิดจะยืนฟังคำตอบ หรือดูการตอบสนองใด ๆของเสิ่นหลิวหยาง นางย่อตัวทำความเคารพองค์ชายทั้งสามแล้วหันมาหาเหยาลี่เซียนที่ยืนอยู่ด้านข้างก่อนที่จะคล้องแขนสหาย และพาเหยาลี่เซียนเดินออกมา ทำให้เสิ่นหลิวหยางที่ไม่พอใจนางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งไม่พอใจในตัวนางมากขึ้น

[1] ไท่จื่อ = องค์รัชทายาท

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED