ว่ากันว่าคนตายไปแล้วจะกลายเป็นเถ้าถ่าน กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ให้ต้นไม้ใบหญ้า สิ้นสุดวงจรชีวิตไม่มีวัฏสงสาร ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ถ้านั่นเป็นความเชื่อในทางวิทยาศาสตร์น่ะนะ สายลมเคยเชื่อแบบนั้น ด้วยเป็นเด็กเรียนด้านวิทยามา กระทั่งวันนี้ความคิดของเขาถึงได้เปลี่ยนไป
“เจ้าเม่นน้อย ตื่นได้แล้วลูก”
นั่นแหละครับ สายลมที่ควรจะตายไปตั้งแต่รถชนกระเด็นอัดเสาไฟฟ้าแม้เดินอยู่บนทางม้าลาย เช้านี้กลับได้ยินน้ำเสียงหวาน ๆ ปลุกให้ตื่นแล้วเรียกเขาว่าลูกอีกครั้ง ทั้งที่แม่ควรจะตายไปตั้งแต่เมื่อสิบห้าปีก่อนแล้ว แม่ของสายลมเป็นกลุ่มเพศผู้ชายท้องได้ ส่วนพ่อเป็นหนุ่มหล่อหน้าตาดี ครอบครัวของเขาอบอุ่นมากกระทั่งอุบัติเหตุมาพรากชีวิตของคนทั้งสองไป
สายลมกลายเป็นเด็กเก็บตัวนับตั้งแต่นั้นมา เขาใช้ชีวิตอยู่ในโลกของตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเอง พยายามใช้ชีวิตให้ดีที่สุดอย่างที่พ่อกับแม่เคยบอกเอาไว้ เงินประกันชีวิตที่ทั้งสองทิ้งเอาไว้ให้และสมบัติทางฝั่งพ่อ คุณปู่คุณย่าก็ยกให้สายลมทั้งหมด พอให้ได้ใช้ชีวิตสบาย ๆ ไปอีกหลายสิบปี
ทว่าคนที่รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังลงไปหมดแล้วก็แค่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่มีจุดหมาย แค่อยากทำให้ชีวิตของตนเองเกิดประโยชน์ต่อคนอื่นมากที่สุด ให้สมกับที่พ่อกับแม่อุตส่าห์สร้างเขาขึ้นมา
“ไงเจ้าเม่นน้อย ไม่สบายอีกหรือเปล่าเนี่ย”
พระพายยกมือขึ้นอังหน้าผากเล็กจ้อยของลูกรักที่กำลังนอนทำตาแป๋วอยู่บนที่นอนด้วยความเป็นห่วง แค่ตัวของสายลมไม่ร้อนแล้วก็วางใจ เมื่อคืนเด็กน้อยในชุดเม่นเน่าตัวร้อนมากจนเขากลัวว่าลูกจะช็อก คอยเช็ดตัวให้ตลอดทั้งคืนเพราะไม่มีรถพาไปหาหมอ คิดว่าตอนเช้าจะพาไปไม่คิดว่าไข้จะลดลงเร็วขนาดนี้
“หม่าม้า”
เสียงเล็ก ๆ ร้องเรียกแผ่วเบาก่อนที่หยดน้ำตาจะไหลออกมาอย่างไม่อาจห้าม สายลมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เขาตาย ก็ถูกพามาที่นี่ มาอยู่ในร่างเด็กสามขวบ มาเจอกับคนที่หน้าตาเหมือนแม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง แววตา หรือแม้กระทั่งความรู้สึกคุ้นเคยที่มีต่อกัน มันเหมือนกับว่าเขาได้มาเกิดใหม่ มาเจอกับแม่ที่จากไปนานแล้วอีกครั้ง
เห็นลูกร้องไห้พระพายก็โผเข้ากอดด้วยความตกใจ กลัวว่าลูกจะเจ็บป่วยตรงไหนเพราะสายลมไม่ยอมพูดอะไรนอกจากร้องไห้แล้วกอดเขาเอาไว้แน่น เวลาที่สายลมป่วยก็มักจะเป็นแบบนี้ สามปีที่ผ่านมาแทบไม่พูดจานอกจากส่งเสียงร้องและเรียกชื่อเขาเป็นบางครั้ง เพราะส่วนใหญ่เจ้าตัวเล็กของเขาจะนอนใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่ในโรงพยาบาลเสียมากกว่า
“หม่าม้า ฮึก…”
ถ้าหากความฝันของเขาเป็นเรื่องจริงก็หมายความว่ามีใครบางคนให้โอกาสเขา ให้โอกาสได้กลับมาเจอครอบครัวที่ตนเองรักอีกครั้ง แต่ว่าพ่อของเขาไปไหนล่ะ?
“เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ”
มือเรียวตบก้นน้อยดังแปะ ๆ ปลอบโยนลูกน้อย แต่สายลมก็เอาแต่ส่ายหน้าไปมา กอดผู้ให้กำเนิดไว้แน่นด้วยความรู้สึกหวงแหน เขากลัวว่าจะต้องจากกันอีกครั้ง จากกันไปตั้งแต่ที่สายลมยังเป็นเด็ก จากกันทั้งที่ยังไม่ได้บอกลา สุดท้ายก็ร้องไห้จนหลับไปในขณะที่พระพายพาลูกน้อยนั่งรถเมล์ไปหาหมอที่โรงพยาบาล
เมื่อคืนสายลมไข้ขึ้นสูงมาก ถึงตอนนี้จะดูปกติดีแต่คนเป็นแม่ยังไม่วางใจ ร่างกายของสายลมไม่แข็งแรงตั้งแต่เกิดเนื่องจากคลอดก่อนกำหนด อีกทั้งพระพายยังไม่มีเงินทองมากพอที่จะดูแลเด็กน้อยให้ดี ให้ได้รับการรักษาที่ครอบคลุม ได้แต่ประคองอาการไปเรื่อย ๆ เท่าที่แม่คนหนึ่งจะทำได้ในตอนนี้
“อือ…หม่าม้า”
พระพายคว้ามือน้อยเอาไว้ไม่ให้สายลมขยี้ตา ก่อนจะโน้มตัวลงจุมพิตกระหม่อมเล็กด้วยความรักใคร่ หมอบอกว่าอาการของสายลมดีขึ้นมากทั้งที่เมื่อคืนยังเป็นไข้สูงอยู่เลย กระนั้นก็นับว่าเป็นข่าวดี
“กลับบ้านไปหาคุณตาดีกว่าเนอะ”
“อื้อ”
สายลมกอดคอผู้เป็นแม่เอาไว้แล้วเหลือบมองโลกใบใหม่ที่ตนเองมาอยู่ก็ไม่ต่างจากโลกเดิมนัก แม่พาขึ้นรถเมล์ร้อน ๆ ก็ไม่ปริปากบ่น เดิมทีสายลมก็เดินทางด้วยรถสาธารณะเองเป็นประจำอยู่แล้วจึงไม่ได้รู้สึกว่าลำบากอะไร แต่ดูเหมือนว่าแม่ของเขาจะไม่ค่อยมีเงินหรือเปล่า บ้านพักก็เก่าเก็บทรุดโทรมทั้งยังเล็กแคบ ต่างจากโลกก่อนโดยสิ้นเชิงเลย
“หม่าม้า ฉายยมหิวนม”
ร่างบางกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะยกยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจที่สายลมเริ่มพูดคุยได้เหมือนเด็กทั่ว ๆ ไปบ้างแล้ว แม้ว่าเงินในกระเป๋าจะเหลือไม่ถึงห้าร้อย แม้ว่าพรุ่งนี้จะต้องเอาเงินไปซื้อของมาขายประทังชีวิตไปวัน ๆ แต่พระพายก็ยอมเจียดเงินจำนวนนี้ไปซื้อนมสำหรับเด็กที่ราคาแสนแพงให้ลูกอยู่ดี
มือน้อยจับกล่องนมไว้แน่นดูดเสียงดังฟืดเหมือนเด็กตะกละเรียกความเอ็นดูจากคนแม่ได้ไม่น้อย ก็ตั้งแต่เช้าเขายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยเพราะตื่นมาก็เอาแต่ร้องไห้จนหลับ รู้สึกตัวตื่นอีกทีก็อยู่โรงพยาบาลโดนคุณหมอฉีดตูดไปแล้ว
“หม่าม้าไม่หิวเหยอ”
“ค่อยกลับไปกินที่บ้านครับ ป่านนี้คุณตาทำกับข้าวรอแล้ว”
“อ้อ”
ริมฝีปากอิ่มเล็กขบเม้มลงเล็กน้อยระหว่างเดินตามการจับจูงของพระพายกลับบ้าน เขาไม่กล้าเอ่ยปากถามว่าคุณพ่อไปไหน ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมายังไม่เห็นอีกคนเลย แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปาก บางทีคุณพ่ออาจจะไปทำงานแล้วเย็นนี้คงกลับมาหาเขาล่ะมั้ง
กับข้าวมื้อแรกหลังจากมาเกิดใหม่ของสายลมเป็นข้าวต้มปลาที่แกะก้างออกอย่างดี กับแครอทหั่นเป็นรูปดอกไม้สวยงาม อยากจะบอกเหลือเกินว่าต่อให้แม่หั่นเป็นลูกเต๋าธรรมดาเขาก็กินได้ ก็เนื้อในเขามันไม่ใช่เด็กสามขวบอยู่แล้วนี่นา
“เดี๋ยวตอนเย็นหม่าม้าต้องไปเปิดร้านที่หน้าปากซอย เม่นน้อยอยู่กับคุณตานะ”
สายลมในชุดเม่นขนฟูเอียงคอมองมารดาตาใส ตอนเช้าก็ขายของ เย็นก็ขายของ กว่าจะเก็บร้านล้างจานแล้วแม่จะได้พักเมื่อไหร่ คุณพ่อก็อีกคนไปไหนก็ไม่รู้ไม่เห็นว่าช่วยกันบ้างเลย สายลมไม่อยากให้มารดาเหนื่อยเพียงคนเดียว
“ยมไปด้วยคับ”
“หือ มีแต่ฝุ่นกับควันอยู่ที่บ้านแหละเดี๋ยวหนูจะไม่สบายนะครับ”
สายลมหันไปทำตาใสออดอ้อนคุณตาแต่ก็ไม่เป็นผล ไม่มีแม้แต่ความเห็นใจให้กับชีวิตน้อย ๆ ที่น่าสงสาร เขาอยากบอกว่าเขาหายดีแล้วแต่ก็เข้าใจในความเป็นห่วงของคนเป็นแม่ ร่างกายนี้ป่วยหนักมานานนมหม่าม้าพระพายจะกังวลก็ไม่แปลกหรอก
คล้อยหลังพระพายออกไปเปิดร้านเตรียมขายของสายลมก็เดินเตาะแตะเข้าไปหาคุณตา เขาอยากรู้ว่าพ่อไปไหนเหตุใดไม่มีใครพูดถึง อีกอย่างหม่าม้าลำบากขนาดนี้ทำไมไม่มาช่วยกันหาเงิน หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาไม่เชื่อหรอกว่าเขามาเกิดใหม่เจอหม่าม้าได้แต่จะไม่เจอปะป๋า ในโลกก่อนเราสามคนอยู่ด้วยกัน โลกใบนี้ก็ต้องได้อยู่ด้วยกันสิ!
“คุณตาทำอะไยเหยอ”
ดวงตาใสแจ๋วมองมือที่เริ่มเหี่ยวย่นตามกาลเวลากำลังเหลาไม้ไผ่อย่างคล่องแคล่ว ในขณะที่เขานั่งอยู่เฉยๆ ยังรู้สึกเสียววูบวาบที่นิ้วมือ มีดคมขนาดนั้นโดนบาดขึ้นมาคงไม่ต้องพูดถึงความฉกรรจ์ของบาดแผลเลย
“เหลาตอก ตอนเช้าพระพายจะได้เอาไปมัดห่อข้าวเหนียวขาย”
“อ้อ หม่าม้าขายข้าวเหนียวไก่ทอดนิเอง”
คุณตาวัตรพยักหน้าตอบหลานชายตัวน้อย ก่อนจะพักมือจากของที่ทำอยู่แบ่งเวลามาเล่นกับหลานบ้าน เห็นหลานอาการดีขึ้นคนเป็นตาย่อมดีใจเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นลูกชาย หรือหลานชายของเขาล้วนแล้วแต่น่าสงสารด้วยกันทั้งนั้น คนหนึ่งอาภัพรัก ส่วนอีกคนก็อาภัพพ่อ ได้แต่หวังว่าชีวิตของสายลมจะไม่ต้องเจอเรื่องราวที่ซ้ำรอยของพระพายอีก ไม่อย่างนั้นหัวใจของหัวหน้าครอบครัวแบบเขาคงสลายกว่านี้
เสียใจที่ตนเองเป็นแค่คนแก่ไร้ประโยชน์ช่วยอะไรลูกหลานไม่ได้เลย หากว่าเขามีความสามารถมากกว่านี้ หากว่าเก่งและขยันมากกว่านี้ ชีวิตของพระพายกับสายลมจะมาอยู่ในที่แบบนี้ได้อย่างไร
“คุณตาคับ”
เจ้าตัวน้อยโถมตัวเข้ากอดคนเป็นตาอย่างออดอ้อน ทำเอาหัวใจคนแก่เหลวไปหมด ฝ่ามือหยาบกร้านจากการทำงานหนักลูบศีรษะทุยด้วยความอ่อนโยน ได้แต่คิดว่าจะทำอย่างไรให้หลานชายไม่ต้องมีชีวิตที่ลำบากแบบนี้อีก จะทำอย่างไรให้เด็กน้อยมีอนาคตที่สดใสกว่าที่แม่ของของเขามี
“ปะป๋าของฉายยมไปไหนเหยอ”
สายลมเงยหน้าขึ้นมองผู้อาวุโสในขณะที่อีกคนก็ก้มลงมามองเขาอยู่เช่นกัน ตาวัตรเงียบไปชั่วขณะเพราะไม่รู้จะบอกหลานอย่างไร กระทั่งสุดท้ายก็เอ่ยปากในสิ่งที่สายลมไม่อยากได้ยินมากที่สุด
“คุณพ่อของสายลมจากไปนานแล้ว…”
สายลมนอนไม่หลับทั้งคืนเพราะมัวแต่คิดเรื่องที่คุณตาบอก ยอมรับว่าตอนแรกเขาเสียใจแต่เพราะสติปัญญาในตอนนี้ไม่ใช่เด็กสามขวบถึงได้รู้สึกว่ามันมีบางอย่างไม่ถูกต้อง ถ้าพ่อของเขาจากไปแล้วจริง ๆ เหตุใดในบ้านถึงไม่มีรูปอยู่ในห้องพระ ทั้งที่รูปของคุณยาย กับคนที่น่าจะเป็นคุณลุงของเขายังมีเลย
เวลาตีสามครึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระพายต้องตื่นมาเตรียมของไปขายในตอนเช้าแล้ว เมื่อคนเป็นแม่เปิดไฟห้องนอนให้สว่างเจ้าตัวน้อยก็ตัดสินใจลุกขึ้นตาม ถึงจะง่วงนอนอยู่มากตามประสาร่างกายของเด็กเล็ก แต่เขาสนใจเรื่องของคุณพ่อมากกว่า อย่างไรก็ต้องรู้ให้ได้ว่าพ่อของเขาไปไหนกันแน่
“หม่าม้า”
“หือ”
พระพายที่กำลังจะเดินเข้าไปอาบน้ำหันกลับไปมองเตียงนอนหลังเล็กด้วยความแปลกใจ เจ้าเม่นน้อยนั่งจุมปุ๊กตาปรืออยู่บนเตียงทั้งที่ปกติไม่ตื่นเวลานี้ไม่ใช่หรืออย่างไร
“หม่าม้าทำเสียงดังเหรอครับ”
สายลมส่ายหน้าไปมา ก่อนจะลุกขึ้นปีนลงจากเตียงนอนเดินไปอ้อนขอออกไปขายของด้วย แม้ว่าตอนแรกพระพายจะปฏิเสธแต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ต่อลูกอ้อนของลูกชายหัวแก้วหัวแหวน
“ถ้ารู้สึกไม่สบายตัวตรงไหนต้องรีบบอกหม่าม้านะรู้ไหม”
“ฉายยมยับทราบ”
เด็กน้อยทำท่าตะเบ๊ะอย่างน่ารักเหมือนตัวละครในการ์ตูนที่คุณตาเปิดให้ดูเมื่อวาน เขาได้รับรู้ว่าบ้านของเรายากจนมาก แต่ผู้เป็นแม่ก็ยังพยายามทำทุกอย่างเพื่ออนาคตของเขา อะไรทำแล้วได้เงินก็ทำ เพราะเป็นเสาหลักคนเดียวของบ้าน คุณตาที่ร่างกายเจ็บป่วยตามวัยชราก็พยายามช่วยทุกอย่างเท่าที่สังขารจะไหว เขาเองก็อยากจะช่วยบ้าง ถึงจะอายุแค่สามขวบแต่เขาทำงานเป็นนะ
มือเล็กช่วยแม่เช็ดทำความสะอาดใบตองอย่างตั้งใจจนพระพายนึกสงสัยว่าทำไมหายป่วยคราวนี้ลูกชายดูรู้ความขึ้นมาก พูดก็เก่ง ยิ้มก็เก่ง ดูฉลาดเหมือนพ่อของเจ้าตัวไม่มีผิด น่าเสียดายที่เขาไม่มีโอกาสได้เห็นความน่ารักของลูก
“กองนี้ไก่ทอด อันนี้หมูทอดครับ”
สายลมยิ้มแฉ่งโชว์ฟันซี่จิ๋วให้กับลูกค้าคนแรกของร้าน พระพายเหลือบตามองเล็กน้อยก็ได้แต่ยืนงงกับตัวเอง วันนี้เขาโดนลูกแย่งงานไปหมดเลย ทั้งหน้าที่ขาย หน้าที่เก็บเงิน ทอนเงิน แถมลูกค้าก็ดูจะชอบพ่อค้าคนใหม่เสียด้วย พระพายกลายเป็นพ่อค้าหัวเน่าที่ลูกค้าไม่ให้ความสนใจไปแล้ว
“ไก่ยี่ฉิบ หมูยี่ฉิบห้า แบงก์ห้าย้อย…หม่าม้าาาาา”
เด็กน้อยแสร้งหันไปขอความช่วยเหลือจากแม่เมื่อเจอโจทย์ยากเข้าให้แล้ว ทั้งที่ความจริงเขาคิดได้ไม่มีปัญหา แต่ลืมไปว่าตนเองเป็นเด็กที่เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ มานาน เดี๋ยวจะถูกสงสัยไปเสียก่อน
“ทอนสี่ร้อยห้าสิบห้าครับ”
“อ้อ โอเค”
สายลมหยิบเงินขึ้นมานับก่อนจะส่งให้กับลูกค้าด้วยรอยยิ้ม แถมยังได้ทิปมาตั้งยี่สิบเล่นเอาเด็กน้อยหัวใจพองโตไปถึงดาวอังคารเลย จะว่าไปวันนี้เขาได้ทิปมาตั้งเกือบสามร้อยแล้วนี่นา ถ้าได้แบบนี้ทุกวันเขาก็เป็นเศรษฐีวัยเด็กได้เลยแฮะ
“มันเขี้ยวจัง ได้ทิปเยอะกว่ากำไรหม่าม้าอีก”
แก้มกลมกลึงถูกหยิกเล่นก่อนเด็กน้อยจะหัวเราะชอบใจยกใหญ่ ก่อนจะกำเอาเงินมาชูขึ้นอวดผู้เป็นตาอีกคน น่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก
เวลาเกือบเจ็ดโมงเช้า ของที่เตรียมมาขายก็ใกล้หมดเต็มที สายลมจึงขอแบ่งเงินมาจำนวนหนึ่งจากทิปที่ได้ ส่วนที่เหลือก็ให้พระพายเก็บไว้แล้วอ้อนขอให้คุณตาพาไปซื้อขนม เขาก็อยากช่วยหม่าม้าประหยัดอยู่หรอกนะแต่มันอยากกินนี่นา แน่นอนว่าพระพายไม่ได้ตำหนิอะไร เงินที่สายลมหามาได้เองเขาก็ไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งอยู่แล้ว
“เอาอันนี้คับ”
มือน้อยชี้บอกคุณยายเจ้าของร้านครั้นได้ขนมที่ต้องการก็กอดเอาไว้อย่างหวงแหน เขาจะเก็บไปกินที่บ้านให้คุณตากับหม่าม้ากินด้วย ก่อนที่ดวงตากลมใสจะเหลือบไปเห็นป้ายโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อหนึ่งที่มีใบหน้าของใครบางคนแสนคุ้นเคยเด่นหราอยู่บนนั้นด้วย
ในจังหวะที่ตาวัตรไม่ทันสังเกตเห็นสายลมก็เดินไปหยุดอยู่หน้าตู้แช่เครื่องดื่มแล้ว เด็กน้อยวัยสามขวบเอียงคอมองใบหน้าพรีเซนเตอร์บนป้ายโฆษณาด้วยความสงสัย ทำไมหน้าคนคนนี้เหมือนกับปะป๋าไม่มีผิด เครื่องดื่มยี่ห้อนี้ก็มีชื่อเสียงมากด้วย นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายต้องมีค่าตัวแพงหูฉีกเป็นแน่
พ่อของเขาเป็นดาราดังแต่เลิกรากับแม่ หรือว่าพ่อของเขาในชาตินี้เป็นคนอื่น คนคนนี้แค่บังเอิญหน้าเหมือน ตกลงว่ามันเป็นแบบไหนกัน?
“สายลมทำอะไรลูก”
เห็นว่าหลานรักมองอะไรอยู่ตาวัตรก็ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นมาแล้วพาออกจากร้าน แต่สายลมก็ยังมองใบหน้าของผู้ชายคนนั้นไม่วางตา ราวกับมีสายสัมพันธ์บางอย่างเชื่อมต่อกันและสายลมมั่นใจจากท่าทีของตาวัตร ผู้ชายคนนั้นนั่นแหละคือพ่อของเขาอย่างแน่นอน
“คุณอาคนนั้นหย่อมากเยยคับ”
ริมฝีปากเล็กตีเนียนพูดจ้อระหว่างทางกลับไปช่วยมารดาเก็บร้านเตรียมพักผ่อนเพื่อที่จะเอาแรงมาขายของในตอนเย็นอีกรอบ แน่นอนว่าผู้อาวุโสพาเปลี่ยนเรื่องในทันทีราวกับไม่อยากให้เม่นน้อยรู้อะไร แต่สายลมไม่ยอมแพ้หรอก ต้องรู้ความลับที่พวกผู้ใหญ่ปกปิดเอาไว้ให้ได้
“หม่าม้าฮะ ปะป๋าไปไหนเหยอ”
ไม่ว่าระหว่างคนสองคนจะมีปัญหาอะไรกัน แต่อย่างน้อยเขาที่เป็นลูกก็ควรมีสิทธิ์ที่จะรู้บ้าง เขาแค่อยากรู้ความจริง ถ้าเหตุผลที่ทำให้ทั้งสองไม่ได้อยู่ด้วยกันมันมากพอ สายลมมั่นใจว่าตนเองจะตัดใจเรื่องพ่อได้ ถึงแม้ความทรงจำดี ๆ จากชาติก่อนมันจะทำให้เขาอยากเจออีกฝ่ายมาก ๆ ก็ตาม
พระพายผินมองใบหน้าของบิดาเล็กน้อยอย่างลำบากใจ คิดไว้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งจะต้องเจอคำถามแบบนี้แต่เหตุใดลูกถึงได้สงสัยเร็วนัก เขาไม่ได้อยากโกหกแต่ไม่รู้จะบอกลูกยังไง บางทีอาจเป็นตัวพระพายเองที่ผิด ผิดที่เป็นได้เพียงแม่ค้าขายไก่ทอดจนไม่มีหน้าจะพาลูกไปเจอพ่อแท้ ๆ ของเขา
จนถึงตอนเย็นสายลมก็ยังไม่ได้รับคำตอบของคำถาม เขาไม่อยากให้มารดาเครียดหรือรู้สึกกดดันจึงแสร้งทำเป็นลืม เอาไว้ถามคุณตาน่าจะได้คำตอบง่ายกว่า บางทีอาจเพราะเห็นเขายังเด็กพวกผู้ใหญ่จึงไม่อยากให้มีอะไรมากระทบกระเทือนจิตใจก็ได้
ตอนนี้มารดาออกไปขายของแล้วสายลมจึงเดินเข้ามาในห้องนอนจัดการเริ่มรื้อหาของ ในลิ้นชักไม่มีอะไร ในตู้เสื้อผ้าก็ไม่มี จึงได้แต่มานั่งพองลมในแก้มอยู่บนเตียงแบบนี้
“มันต้องมีบ้างสิ”
สายลมพองลมในแก้มอย่างขัดใจก่อนจะเหลือบไปเห็นกล่องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ วางอยู่ใต้หมอนใบใหญ่ เมื่อเปิดออกก็พบกับรูปภาพมากมายของพ่อกับแม่ ทั้งภาพวัยมัธยม และภาพที่สวมชุดมหาวิทยาลัย ทุกภาพล้วนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอบอุ่นทั้งนั้น
ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะรักกันมากแล้วมีเหตุผลอะไรให้ต้องแยกจากกัน สายลมเก็บทุกอย่างวางไว้ที่เดิมแต่หยิบรูปออกมาเพียงใบเดียว เขาจะต้องเค้นความจริงจากปากคนเป็นตาให้ได้
ฝั่งชายชราที่เริ่มรู้สึกร้อน ๆ หนาวแปลก ๆ หันมองซ้ายมองขวาไม่เจอใครก็คิดว่าตนเองเป็นบ้าไปเองกระทั่งเหลือบไปเห็นเด็กน้อยถืออะไรบางอย่างเดินเตาะแตะออกมาจากห้อง ทั้งที่เมื่อครู่บอกเขาว่าจะไปนอนแท้ ๆ
สายลมไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เขาเอารูปภาพหนึ่งใบไปวางไว้บนมือหยาบกร้านของคุณตาวัตร ทั้งยังแสร้งทำหน้าตาน่าสงสาร ขอแค่พวกผู้ใหญ่บอกความจริงกับเขา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นสายลมสัญญาว่าจะทำตัวเป็นเด็กดี มีเหตุผล ไม่แอบหนีออกจากบ้านเพราะงอนแม่กับตาอย่างแน่นอน
“คนนี้คือพ่อของฉายยมใช่ไหมคับ”
ตาวัตรอึกอักไปชั่วขณะ มองนิ้วเล็ก ๆ จิ้มอยู่บนรูปภาพด้วยความสะท้อนใจ เขาก็อยากให้หลานมีพ่อ ในเมื่ออีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่อยากให้แยกจากกันแบบนี้เลย ทว่าในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วตัดสินใจพยักหน้ายอมรับ ชายชราค่อย ๆ เล่าเรื่องราวบางส่วนให้หลานตัวน้อยฟัง ไม่รู้ว่าสายลมจะเข้าใจไหม แต่เขาก็พยายามเรียบเรียงคำพูดให้เข้าใจง่ายที่สุด
เรื่องราวมันเริ่มจากเด็กทุนยากจนสองคนที่สนิทชิดเชื้อกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมต้น กระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยก็ตัดสินใจคบหากัน ไต้ฝุ่นเป็นคนฉลาดหัวดีมาแต่ไหนแต่ไรส่วนพระพายแค่พอถูไถขึ้นปีสองก็รักษาทุนเอาไว้ไม่ได้แล้ว พอดีกับที่ตอนนั้นมีแมวมองมาทาบทามตัวไต้ฝุ่นไปเป็นนักแสดงในสังกัด อีกฝ่ายจึงคิดว่าจะดรอปเรียนไปทำงานก่อนเพื่อให้คนรักได้เรียนต่อ
ตอนนั้นพระพายได้ยินก็ไม่สบายใจ ไหนจะผู้จัดการของไต้ฝุ่นก็มาหาพวกเขาสองพ่อลูกที่บ้าน บอกว่าอนาคตของไต้ฝุ่นจะไปได้ไม่ไกลเพราะมีคนรักตั้งแต่อายุยังน้อย มิหนำซ้ำอีกฝ่ายยังดูออกว่าพระพายท้องทั้งที่ยังไม่ได้บอกใครด้วยซ้ำแม้กระทั่งคนรัก
เขาจำได้ขึ้นใจว่าลูกชายร้องไห้ปานจะขาดใจมากแค่ไหน ไม่อยากให้ลูกชายฟังคำพูดของคนอื่นมากเกินไป ทว่าสุดท้ายพระพายก็ตัดสินใจเดินออกมาจากความสัมพันธ์ด้วยเหตุผลที่ยกมาอ้างว่ามีคนอื่น อยู่กับคนยากจนอย่างไต้ฝุ่นไปก็ไม่มีอนาคต
“หม่าม้าต้องเสียใจมากแน่ ๆ”
ริมฝีปากเล็กเบะลง ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาป้อย ๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นมันไม่ได้มาจากการหมดรัก เขารู้ว่ามารดาเก็บรูปพวกนี้เอาไว้คงแอบเอาออกมาดูบ่อย ๆ การที่ไม่ยอมมีคนรักใหม่ก็ทำให้รู้แล้วว่าไม่สามารถลืมคนเป็นพ่อของเขาได้ ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การไม่ยอมคุยกันต่างหาก
สายลมไม่เชื่อหรอกว่าถ้าพ่อรู้ว่าแม่โกหกจะไม่กลับมา กลับมาปลอบใจเขากับแม่ กลับมาดูแลพวกเขาอีกครั้งหนึ่ง ครั้นตัดสินใจแน่วแน่เด็กน้อยก็เงยหน้าขึ้นสบตาคนอายุมากกว่าอย่างตั้งใจ
“คุณตาคับ ฉายยมอยากไปหาปะป๋า!”
สายลมช่วยหม่าม้าขายของต่ออีกสัปดาห์ก็ได้ทิปจากลูกค้ามาเยอะพอสมควร เด็กน้อยแบ่งส่วนหนึ่งให้มารดานำไปลงทุนต่อยอดขายของ อีกส่วนก็นำมาหยอดกระปุกออมสินเก็บไว้เป็นค่ารถในการเดินทาง โชคดีอยู่บ้างที่พวกเขาอยู่ใกล้กับศูนย์บริการรถไฟฟ้า ซึ่งประหยัดค่าเดินทางได้มากกว่ารถรับจ้างสาธารณะทั่วไป
ใช้เวลาออดอ้อนคนเป็นแม่อยู่หลายวันกว่าจะยอมปล่อยให้เขาออกไปข้างนอกกับคุณตาตามลำพังได้ โดยอ้างว่าจะไปตรวจสุขภาพประจำปี แท้จริงแล้วตั้งใจจะไปดักรอบิดาหน้ากองถ่ายต่างหาก เขารู้มาว่าวันพรุ่งนี้ปะป๋าจะมีถ่ายทำละครเรื่องใหม่ หากโชคดีอีกฝ่ายอาจเดินเข้ากองถ่ายทางประตูหน้าคงพอได้เห็น
ที่จริงตรงนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สายลมดูมาแล้วพบว่าสามารถจ่ายเงินเข้าไปเดินชมข้างในได้ ซ้ำยังสามารถมองเห็นศิลปินดาราได้ด้วยในช่วงพักกอง ส่วนถ้าถามว่าทำไมเขากับคุณตาไม่เข้าไปก็เพราะไม่มีเงินน่ะสิ ค่าเข้าก็ปาไปหลายพันบาทต่อคนแล้ว ด้วยกำลังในตอนนี้... จ่ายไม่ไหวหรอก
“พรุ่งนี้พ่อไม่ให้พายหยุดร้านไปด้วยแน่นะครับ ไหนจะเอาตัวแสบไปด้วยอีก”
พระพายยังคงกังวลไม่เปลี่ยน ตาวัตรของเขาน่ะแก่มากแล้ว ไปคนเดียวก็ห่วง ยิ่งพาเจ้าตัวแสบไปด้วยยิ่งห่วงหนักกว่าเดิม เขารู้ว่าสายลมฉลาดและอาการดีขึ้นมาก แต่เด็กก็ยังเป็นแค่เด็กไม่ใช่หรืออย่างไร
“ไปได้น่า พายอยู่ขายของเถอะ ใกล้ถึงวันจ่ายค่าเช่าบ้านแล้ว”
“ก็ได้ครับ งั้นถ้ามีอะไรต้องรีบโทรหาพายนะ”
ตาวัตรโบกมือส่ง ๆ เชิงบอกว่าไม่เป็นไร เขากลัวพูดมากกว่านี้แล้วจะทำความลับขั้นสุดยอดของเม่นน้อยแตก ขืนเป็นแบบนั้นเม่นน้อยคงผิดหวังในตัวคุณตาผู้เก่งที่สดในโลกอย่างเขา หลานก็แค่อยากเจอหน้าพ่อ รอให้พระพายพาไป อีกฝ่ายก็คงไม่กล้าก้าวข้ามกำแพงความกลัว หลังจากนี้จะเป็นอย่างไรคงต้องให้เม่นน้อยช่วยนำทางแล้วล่ะ
ครั้นแสงอรุณรุ่งมาถึงสายลมก็ตื่นแต่เช้าตรู่ไปอาบน้ำแต่งตัว เห็นว่าหม่าม้าพระพายออกไปขายของแล้ว ก็เดินไปยกกระปุกออมสินของตนเองออกมานับเงินที่มีอยู่ คุณตาบอกว่าค่ารถไฟฟ้าขาไปและขากลับน่าจะประมาณเก้าสิบบาท และค่าวินมอเตอร์ไซค์อีกสามสิบบาท เท่ากับหนึ่งร้อยยี่สิบบาท
“อ๊า ยังดีที่เหลือเงินกินหนม”
สายลมยกยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ มือเล็กป้อมกำเงินขึ้นมาใส่กระเป๋ารูดซิปปิดอย่างรอบคอบ เกิดทำหายขึ้นมาคงไม่มีเงินค่ารถไปหาปะป๋า ขอแค่ได้เห็นหน้าก็ยังดี เขาต้องการเพียงเท่านั้นจริง ๆ ถามว่าอยากคุยไหม อยากสิ อยากทักทาย อยากกอด แต่เขาไม่มีเงิน และปะป๋าก็เป็นดาราดังด้วย การจะเข้าถึงตัวได้ไม่รู้ต้องใช้เงินเท่าไร
การเดินทางของหนึ่งตาหนึ่งหลานเริ่มต้นขึ้นในเวลาเก้าโมงเช้า ช่วงเวลาที่มนุษย์เงินเดือนไปทำงานกันหมดแล้วทำให้รถไฟฟ้าค่อนข้างโล่งโจ้ง สะดวกสบายดีไม่เบียดกัน สายลมยังคงแต่งตัวด้วยชุดเม่นตัวเก่ง มันเริ่มคับแน่นมากแล้วแต่ก็ยังคงชอบใส่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมันเป็นเสื้อผ้าที่ดูดีที่สุดเท่าที่จะหาได้แล้วล่ะ
มาถึงสถานที่ถ่ายทำ เห็นบรรดาหนุ่มสาวมากหน้าหลายตายืนถือป้ายชื่อไต้ฝุ่นรออยู่ข้างหน้าเกือบสิบคนก็มั่นใจแล้วว่าตนเองมาถูก ตาวัตรไม่ได้พาสายลมเข้าเบียดกับคนอื่นแต่เลือกที่จะหลบไปหาที่นั่งรออยู่ในร่มแทน เดี๋ยวปะป๋าของสายลมมาแฟนคลับก็คงพากันกรี๊ดส่งสัญญาณเองแหละ
“คุณตาคับ ปะป๋าจะจำเยาได้ไหม”
แววตาเศร้าสร้อยของเด็กน้อยทำให้คนแก่อย่างเขารู้สึกสะท้อนในใจอย่างไม่อาจห้าม ดูไปแล้วสายลมมีบางส่วนคล้ายไต้ฝุ่นอยู่ไม่น้อย แต่โครงหน้าส่วนใหญ่ยังเหมือนพระพายมากกว่าอยู่ดี สายลมเหมือนพระพายในวัยเด็กมาก หากไต้ฝุ่นมีเวลาสังเกตก็อาจจะตงิดใจ แต่โลกนี้มีคนนับล้านนับพัน จะหน้าเหมือนกันไปบ้างแล้วมันแปลกตรงไหน
ขึ้นอยู่ที่โชคชะตาแล้วล่ะสายลมเอ๊ย…
กรี๊ดดดดดดดด!
เสียงกรี๊ดกร๊าดดังมาจากกลุ่มแฟนคลับบ่งบอกว่ารถของศิลปินที่รออยู่มาถึงหน้ากองถ่ายแล้ว ตาวัตรกำลังจะพาหลานชายตัวน้อยลุกขึ้นไปดู ทว่ากลับมีใครบางคนเข้ามาขัดจังหวะในช่วงเวลาสำคัญเสียอย่างนั้น
“คุณลุงคะ ๆ”
หญิงสาวคนหนึ่งในชุดทีมงานพร้อมทั้งป้ายห้อยคอที่บ่งบอกว่าตนเองเป็นสตาฟดังขึ้น เรียกความสนใจจากชายชราจนสายลมก็พลอยหยุดชะงักไปด้วย ในขณะที่หญิงสาวเอาแต่หอบหายใจ ดวงตากลมใสกลับเหลือมองรถของทีมงานเคลื่อนตัวเข้าไปข้างในด้วยแววตาสั่นระริก
เขาได้เห็นแค่มือของปะป๋าเอง…
สาวรุ่นลูกหายใจเข้าออกช้า ๆ เพราะวิ่งมาอย่างเหนื่อยหอบ เมื่อครู่เกิดปัญหาใหญ่ระดับโลกขึ้นในกองถ่ายคือนักแสดงเด็กเกิดถอนตัวกลางคันเพราะป่วยเป็นโรคมือเท้าปากที่ต้องใช้เวลารักษา ร้องให้ทีมงานอย่างเธอต้องหลบออกมาโทรหาเอเจนซี ผู้จัดการดาราทุกคนที่รู้จักเพื่อหาเด็กคนอื่นมาทดแทนแต่กลับไม่มีเลย ไม่มีเลย! แม้แต่คนเดียว!
จะให้เลื่อนการถ่ายทำออกไปก็อาจจะซวยกันทั้งกองได้ ว่ากันว่าผู้กำกับคนนี้ค่อนข้างเคร่งในระเบียบวินัย จอมเผด็จการ ซ้ำคุณไต้ฝุ่นผู้เป็นนักแสดงนำคิวหนึ่งก็มาแล้ว ขืนไม่หาคนไปแทนมีหวังโดนหักค่าจ้างกันทั้งกองถ่าย
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เหลือบมาเห็นเด็กน้อยคนหนึ่งนั่งเล่นอยู่กับคุณตาหรืออาจจะเป็นคุณพ่อของเด็ก หน้าตาดูน่ารักน่าชัง ถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่จะดูเก่าเก็บแต่ก็ดูสะอาดสะอ้านดี เธอลอบสังเกตมาสักพักยิ่งมองยิ่งถูกใจเด็กคนนี้ ตรงคาแรกเตอร์ยิ่งกว่านักแสดงคนก่อนที่เลือกไว้เสียอีก
“มีอะไรหนู”
ตาวัตรบีบมือของหลานชายเบา ๆ รู้ว่าทำให้เจ้าตัวพลาดโอกาสสำคัญก็พลอยรู้สึกผิดไปด้วย เห็นทีคงต้องพาหลานรออยู่ที่นี่จนกว่าจะเลิกกอง อย่างน้อยก็ขอให้สายลมได้เห็นหน้าพ่อเสียก่อน
“คือหนูเป็นทีมงานของกองถ่ายเลือดล้างเลือดซึ่งมีคุณไต้ฝุ่นรับบทนักแสดงนำนะคะ คุณลุงรู้จักใช่ไหม”
คิ้วเล็กขมวดมุ่นขณะฟังบทสนทนาของพวกผู้ใหญ่ ที่จริงสายลมไม่รู้หรอกว่าเธอเข้ามาทักพวกเขาทำไม กระทั่งรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของหญิงสาวเด็กน้อยถึงได้เบิกตากว้างขึ้น มือน้อยสะกิดคุณตายิก ๆ ให้รีบตอบตกลง ขอแค่เขาเข้าไปข้างในก็จะได้เจอกับป๊ะป๋า
“คือแบบนี้ค่ะ นักแสดงเด็กที่ติดต่อไว้ป่วยกะทันหันเลยต้องหาคนมาแทน แต่ว่าทางกองของเรามีค่าตอบแทนให้นะคะ วันละสามพันบาท”
หญิงสาวอธิบายรัวเร็วแทบไม่หยุดหายใจเพราะใกล้จะถึงเวลาเปิดกองแล้ว ขืนยังชักช้าอยู่เธอจะได้ตายของจริงแน่ ๆ เห็นสีหน้าลังเลของผู้อาวุโสก็รีบแสดงความจริงใจ เธอรู้ว่ามันแปลกที่จู่ ๆ ก็มาชักชวนทั้งแบบนี้ จึงโชว์บัตรทีมงานและยินดีพาผู้อาวุโสกับหลานตัวน้อยเข้าไปในกองทันที
“แต่หนูพาเข้าไปถึงโซนถ่ายทำได้แค่ตัวน้องนะคะ เนื่องจากคุณตายังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้ติดตามนักแสดงค่ะ”
“อยากทำไหมสายลม”
“ฉายยมทำได้คับคุณตา”
เด็กน้อยพยักหน้ารัวเร็วเป็นการยืนยัน ทั้งยังส่งสายตากึ่งขอร้องอ้อนวอนให้ผู้ปกครองของตนตอบตกลง นอกจากเขาจะได้เจอกับปะป๋าแล้ว ได้ใกล้ชิดซ้ำยังมีค่าตอบแทนที่สูงลิ่ว ละครมียี่สิบตอนเขาก็จะได้ค่าตอบแทนทั้งหมดหกหมื่นบาท เพราะเป็นตัวละครสมทบที่มีบทเด่นใช่เล่น จำนวนเงินหกหมื่นบาทมันเพียงพอสำหรับการตั้งตัวในครอบครัวของเขา
“ให้ฉายยมทำเถอะนะคับ ฉายยมดูแลตัวเองได้จริง ๆ นะ”
เขารู้ว่าตาวัตรเป็นห่วง ถึงเขาจะเป็นแค่เด็กสามขวบแต่มั่นใจว่าดูแลตนเองได้แน่นอน ที่สำคัญคุณตาก็มาส่งถึงหน้ากองถ่ายขนาดนี้แล้วคงไม่มีใครพาเขาแอบออกไปที่อื่นได้โดยไม่ผ่านสายตาผู้คนจำนวนมาก โอกาสรออยู่ตรงหน้าแท้ ๆ หากสายลมไม่คว้าเอาไว้คงได้เสียใจไปตลอดชีวิต
ท่าทางขอร้องอ้อนวอน พร้อมเสียงเล็ก ๆ เจื้อยแจ้วทำให้พี่สาวทีมงานอดทึ่งในความฉลาดรู้ความของเด็กน้อยไม่ได้ ถึงจะยังพูดไม่ชัดแต่ความฉลาดกลับไม่แพ้พวกผู้ใหญ่ ยิ่งเห็นแบบนี้เธอก็ยิ่งมั่นใจว่าไม่มีใครเหมาะสมกับบาทเท่ากับสายลมอีกแล้ว
เมื่อผู้เป็นตาพยักหน้าอนุญาตสายลมก็ร้องไชโยขึ้นเสียงดังด้วยความดีใจ ก่อนที่จะยืนรอ คุณตาฝากฝังตนเองกับทีมงานสาวยกใหญ่ เขาเอี้ยวหน้ามาโบกมือบ๊ายบายให้ตาวัตรด้วยรอยยิ้มสดใส แม้ใจหนึ่งจะเป็นห่วงอีกฝ่ายมากก็ตาม
“พี่คนฉวยคับ พี่คนฉวยช่วยดูแลตาวัตรให้ฉายยมด้วยได้ไหม ฉายยมเป็นห่วงคุณตาคับ”
“โถเด็กน้อย เดี๋ยวพี่ให้ทีมงานผู้ชายมาช่วยดูให้นะคะ ส่วนพี่ก็ต้องคอยดูแลหนูไง รับปากคุณตาเอาไว้แล้วนี่เนอะ”
ความใจดีของหญิงสาวทำให้เด็กน้อยวัยสามขวบยิ้มกว้างอย่างขอบคุณ ที่จริงคุณตาของเขาแก่มากแล้วเลยเป็นห่วงที่ต้องอยู่คนเดียวท่ามกลางสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้ ซ้ำอาหารข้างในยังมีราคาแพง เงินที่เตรียมมาคงไม่พอที่จะซื้ออะไรได้ จะให้เดินออกไปข้างนอกก็ไม่ได้อีกเพราะถ้าออกไปแล้วต้องซื้อบัตรเข้ามาใหม่ เขาเชื่อว่าตาวัตรจะต้องยอมอดข้าวอดน้ำเป็นแน่
เดินตามทีมงานสาวมาไม่ไกลก็มาถึงจุดถ่ายทำ ดวงตากลมโตกวาดมองรอบ ๆ ด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่ทีมงานสาวจะชี้บอกทางไปห้องแต่งตัวซึ่งในนั้นมีปะป๋าไต้ฝุ่นของเขารออยู่ หยาดน้ำตาแห่งความดีใจเอ่อคลอจนแทบกลั้นไม่ไหว ในที่สุดสายลมก็กำลังจะได้เจอปะป๋าแล้ว…