บทที่ 1
บทที่1
เสียงน้ำไหล......”
เซี่ยหลิงหลิงถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงไหลของน้ำ
เธอขยี้ตาด้วยอาการสะลึมสะลือก่อนจะมองไปรอบๆ
ไร้ข้อสงสัยนี่คือห้องสวีทสุดหรูในโรงแรม
ผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดตานุ่มๆนั้นถูกโปรยไปด้วยกลีบกุหลาบบนผ้าปูเตียงนั้นมีแก้วไวน์คว่ำอยู่เลอะเป็นวงสีแดงกระจกของห้องน้ำเป็นกระจกผิวด้านแบบโปร่งใสจนสามารถมองเห็นร่างผอมเพรียวที่อยู่ด้านใน
นี่มัน......
เซี่ยหลิงหลิงสับสนมากกว่าเดิม
เมื่อคืนเธอนั่งอ่านบทความที่เต็มไปด้วยจุดบกพร่องเกี่ยวกับเรื่องการย้อนเวลาไปเข้าร่างเดิมในอดีตยังไม่ทันจะได้วิจารณ์ก็ดันหลับไปซะก่อนใครเล่าจะคิดว่าเมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองกลับเข้ามาอยู่ในสถานที่ที่เป็นโรงแรมแบบนี้แถมยัง......กำลังเปิดห้องอยู่ด้วย?
เซี่ยหลิงหลิงลุกขึ้นนั่งรู้สึกถึงความผผิดปกติขึ้นมาในทันใดในฐานะที่เกิดมาเป็นหนึ่งในหญิงสาวผู้มีหน้าอกแบนราบแต่บัดนี้กลับรู้สึกความหนักอึ้งที่หน้าอกฝ่าเท้าเหยียบอยู่บนรองเท้าส้นแหลมที่น้อยครั้งจะได้สวมใส่ขาคู่เรียวยาวนั้นเหยียดตรงอยู่ข้างเตียงแต่ตรรงหัวเข่ากลับไม่หลงเหลือรอยแผลเป็นที่ได้มาจากสมัยเธออายุเพียงหกขวบ
“......”
เธอเหยียดแขนตัวเองดูอย่างไม่เชื่อสายตาดวงตากลมโตคู่นั้นเบิกกว้างจับจ้องไปยังสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไขว้เขว
นิ้วมือเรียวยาวผิวขาวนุ่มนวลเหมือนไร้กระดูกเห็นได้ชัดว่าได้รับการดูแลและบำรุงรักษามาอย่างดีทัสีเล็บไล่ระดับสีช่างดูประณีตสวยงามเนื้อตรงส่วนนิ้มนั้นนุ่มนิ่มผิวขาวดุจหิมะจนสามารถมองเห็นเส้นเลือดได้อย่างง่ายดาย
เกิดในครอบครัวที่เพียบพร้อมงานบ้านไม่เคยได้แตะเป็นคนสวยนี่คือความประทับใจแรกของเซี่ยหลิงหลิง
เธอเงียบไปครู่หนึ่งแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาก่อนจะเปิดกล้องหน้าขึ้นมา
การแต่งตาของหญิงสาวที่อยู่ในจอโทรศัพท์นั้นหนาจนเหมือนคนขอบตาดำเดิมทีขนตาก็ยาวอยู่แล้วแต่ก็ยังจะติดขนตาปลอมเพิ่มเข้าไปการแต่งหน้าสไตล์ฝรั่งที่ดูเกิดเหตุคอนแทกต์เลนส์สีม่วงสีปากแดงแจ๋เหมือนคุณป้าแก่ๆผมหยิกหย็อยดูโบราณๆแต่ภายในสภาพแย่ๆแบบนี้ก็ไม่อาจะบดบังใบหน้าอันงดงามนั้นได้
เพียงแต่ว่ารสนิยมทางความงามนั้นน่าเกลียดจนต้องยกนิ้วให้
หญิงสาวที่อยู่ในจอโทรศัพท์นั้นเบิกตากว้างสีหน้าดูตื่นตระหนกสีคอนแทกต์ที่ดูเกินจริงนั้นทั้งสวยทั้งตลก
เซี่ยหลิงหลิงเริ่มรู้สึกตัวขึ้นมาช้าๆ
นี่มัน......
ไม่ใช่หน้าของเธอนี่นา!!!
โทรศัพท์หล่นลงพื้นดังตุ๊บชายหนุ่มผู้ที่เดินออกมาจากห้องน้ำก็บังเอิญเห็นฉากนี้พอดีรูปร่างหน้าตาของเขายังดูเด็กอายุราวๆยี่สิบต้นๆใบหน้าของเขาสามารถพูดได้ว่ามีความงดงามแม้จะมีผ้าเช็ดตัวมาบดบังก็ยังสามารถเห็นรูปร่างที่เพอร์เฟคนั้นได้อย่างชัดเจน
เขาจ้องมองมาที่เซี่ยหลิงหลิงองศาการยกขึ้นของมุมปากนั้นดูเย้ยหยันและเย็นชาแต่สายตานั้นดูคุ้นเคยและความรักความเสน่หา
“ฉันอาบเสร็จแล้วเราจะเริ่มกันเลยมั้ย?”
เซี่ยหลิงหลิงชะงักไป:“เริ่มอะไร?นายเป็นใคร?”
อีกฝ่ายแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเริ่มอดทนไม่ไหวเดินตรงไปข้างหน้าด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
“ทำไมหากเธอหย่ากับเฉิงรุ่ยแล้วได้เงินมาก็จะทำเป็นเหมือนไม่รู้สักฉันแล้วอย่างงั้นเหรอ?”
“เราตกลงกันไว้ว่าถ้าได้เงินมาแล้วจะแต่งงานกันไม่ใช่เหรอ?”
“เธอคงไม่ได้กำลังรู้สึกผิดหรอกใช่มั้ย?”
เขาถือว่าเป็นนักล่าฝีมือดีคนหนึ่งเลยทีเดียวรู้ว่าในทุกๆครั้งหากใช้วิธีปลุกเร้าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าแบบนี้ก็จะสามารถทำให้อีกฝ่ายยอมศิโรราบได้อย่าง่ายดายยอมใช้เสียงออดเสียงอ้อนปรนนิบัติดูแลเขาอย่างดีจนถึงขั้นทำให้ยอมเสนอเรื่องการแต่งงานออกมาได้
เพียงแต่ว่าเซี่ยหลิงหลิงที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่ได้ขี้ประจบประแจงอย่างที่เขาคิด
เซี่ยหลิงหลิงจ้องมองไปที่ชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเงียบๆความคิดเริ่มสับสนวุ่นวาย
ไม่จริงหน่า
นี่มันเป็นฉากนึงในหนังสือย้อนอดีตที่อ่านเมื่อคืนไม่ใช่เหรอ!
หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า《เกิดใหม่ถึงก่อนหมั้น》เป็นหนังสือต้นแบบของหนังสือแนวย้อนอดีตนางเอกในหนังสือเล่มนี้นั้นมีรักเดียวคือเฉิงรุ่ยแต่เป็นความรักที่เป็นไปไม่ได้เพื่อตามหาความรักเธอจึงละทิ้งจูหม่าผู้ที่เอาใจใส่และอ่อนโยนในวันงานหมั้นเธอแอบหนีออกไปยังเมืองเฉิงรุ่ยนั้นอยู่
แต่ในความเป็นจริงมันช่างโหดร้ายพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับเฉิงรุ่ยแต่กลับพบว่าอีกฝ่ายนั้นนอกจากหน้าตาแล้วนอกนั้นก็ไม่มีอะไรดีเลยเคยผ่านการหย่ามาแล้วครั้งหนึ่งแถมยังมีท่าทีที่เย็นชาและมักจะทำเหมือนไม่สนใจอะไรในตัวเธอเลย
ความฝันของนางเอกแตกสลายในขณะเดียวกันจูหม่าในผันตัวเองเข้าสู่วงการE-sportsทรัพย์สินนับหมื่นล้านมองไปยังหน้าจอทีวีก็เห็นภาพจูหม่าควงแขนคนรักด้วยใบหน้าอิ่มสุขนางเอกก็รู้สึกใจสลายก่อนฆ่าตัวตายเพราะสิ้นหวัง
แต่เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งนางเอกกลับพบว่าตัวเองได้ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน
กลับไปอยู่ในจุดที่ยังไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
นางเอกสัญญาเอาไว้ว่าจะไม่คิดร้ายอีกจะกอดขาของจูหม่าเอาไว้ให้แน่นใช้ชีวิตของเธออย่างมีความสุข!
......
......
และเซี่ยหลิงหลิงกลับกลายมาเป็นหนึ่งในนางรองตัวร้ายคนที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับเธอ
คำบรรยายเกี่ยวกับนักแสดงตัวนี้ในหนังสือนั้นมีไม่มากนักบอกไว้เพียงว่าเธอเป็นคนจนที่รักความสบายทั้งโง่ทั้งร้ายกาจกับไป๋เยว่กวางเฉิงรุ่ยนั้นก็แต่งงานกันเพราะคำสัญญาแต่ไม่ได้มีความรักต่อกันหลังจากหย่าร้างกันชีวิตของเธอก็พังทลายมีจุดจบที่น่าอนาถใจอยากจะกลับไปแต่งงานอีกครั้งก็ถูกนางเอกหัวเราะเยาะเย้ยอย่างสมเพช
ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมเธอถึงทะลุมิติเข้ามาอยู่ในโลกของหนังสือเล่มนี้ได้นั้นทันใดนั้นเซี่ยหลิงหลิงก็นึกขึ้นมาได้ว่าในคำโฆษณาตัวใหญ่ๆเขียนอยู่บนหนังสือเล่มนี้
อยากจะวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ก็ต้องทะลุมิติมาเป็นนางรองตัวร้าย!
ต้องทะลุมิติมาเป็นนางรองตัวร้าย!
นางรอง!
เฮ้ย!
นี่มันเป็นจุดประสงค์ร้ายของผู้เขียนนี่นา!
หากเธอจำไม่ผิดล่ะก็ฉากนี้คือช่วงที่ดำเนินมาถึงช่วงหลังจากที่เธอหย่าร้างกับเฉิงรุ่ยแล้วและมันคือจุดเริ่มต้นของครึ่งหลังของชีวิตอันโหดร้ายของนางรอง
เซี่ยหลิงหลิงเกิดอาการขนลุกซู่ขึ้นมา
เธอไม่อยากก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนั้นเธอจะหย่าไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อมองดูการแสดงความขัดขืนของเซี่ยหลิงหลิงจนพอแล้วเฉินฝังคนรักของเธอก็เริ่มจะหมดความอดทนถามเธอไปว่า:“เธอจะถ่วงเวลาไปถึงเมื่อไหร่?”
เซี่ยหลิงหลิงดึงสติกลับมาก่อนจะถามไปด้วยท่าทีตื่นกลัว:“ฉันยังไม่ได้หย่าใช่มั้ย?”
เฉินฝังมองเธอด้วยสายตาเยือกเย็น:“เธอบอกว่ากลับไปก็จะทำเรื่องเซ็นต์หย่าทันทีไม่ใช่หรือไง?”
งั้นแสดงว่ายังไม่ได้เซ็นต์
เซี่ยหลิงหลิงยึดตัวตรงรองเท้าส้นแหลมที่ความสูงสิบเซนติเมตรนั้นทำให้ทรงตัวยากเธอจึงถอดส้นสูงคู่นั้นโยนทิ้งไปแล้วหยิบเอารองเท้าสลิปเปอร์ของทางโรงแรมขึ้นมาสวมทำท่าทีเตรียมเดินออกจากห้อง
เฉินฝังรีบวิ่งเข้าไปตัดหน้าเพื่อขวางเซี่ยหลิงหลิงเอาไว้:“เธอจะไปไหน?”
“ฉันจะไม่หย่าเราจบกันแค่นี้โอเค๊?”เซี่ยหลิงหลิงขี้เกียจต่อปากต่อคำกับเขาแต่อีกฝ่ายก็กลับคว้าเธอเอาไว้ได้
เฉินฝังแรงเยอะกว่าเธอไม่สามารถต่อกรได้จนถูกอีกฝ่ายจับโยนกลับไปที่เตียงอีกครั้ง
“ทำไมเดี๋ยวนี้หัดทำตัวงี่เง่าแล้วเหรอ?”มือนึงของเขาวางพาดอยู่ข้างเตียงอีกมือก็คว้าไปที่เข็มขัดน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความประชดประชัน“หรือว่าเธอชอบรสชาติอื่นแล้ว?”
สายตาของทั้งคู่ประสานกันอยู่ใกล้ชิดกันมาก
แต่เฉินฝังกลับมองเห็นเพียงความเฉยจากใบหน้าที่งดงามซะจนเขาแทบทนไม่ไหวนั้น
“นี่”
“แม่นายไม่เคยสอนนายมาก่อนเหรอว่าไม่ควรทำหยาบคายแบบนี้กับผู้หญิง?”
เมื่อสิ้นเสียงปุ๊บหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงก็ยกเท้าขึ้นมาเตะไปยังกล่องดวงใจของเขาสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปในทันทีทั้งเขียวทั้งดำเจ็บปวดทรมานจนตัวขดตัวงอก่อนจะกุมเป้าตัวเองไว้แล้วคุกเข่าลงไปนั่งกองกับพื้น
เซี่ยหลิงหลิงรีบคว้าเอาเสื้อคลุมและกระเป๋าจากนั้นก็หยิบเอาแบงค์ร้อยหยวนจำนวนนึงโยนไปบนตัวของเขา
“ค่าเปิดห้องหากนายคิดว่ามันยังไม่พอล่ะก็เดี๋ยวฉันจะโอนผ่านอาลีเพย์ให้”
“เธอ!”
ค่ำคืนอันแสนมืดมนความแน่นหนานั้นเทียบเท่าหมึกดำพายุฝนอันเหน็บหนาวพัดกำจัดสิ่งสกปรกบนป่าเหล็ก
เซี่ยเหลิงหลิงยืนอยู่หน้าทางเข้าโรงแรมกระจกขนาดใหญ่สะท้อนร่างที่อยู่ในชุดกระโปรงลูกไม้ตัวสั้นของเธอเหมือนถูกเปิดเผยสายอาชีพที่เธอทำอยู่ดึงดูดสายตาจากผู้ชายที่อยู่ใกล้ๆให้พาเหร่มองเธอรีบติดกระดุมเสื้อจนครบจัดทรงคอเสื้อเรียบร้อย
เธอเปิดแผนที่บ้านขึ้นมาในโทรศัพท์ก่อนจะเรียกแท็กซี่
ที่อยู่นั้นอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมเท่าไหร่นักเซี่ยหลิงหลิงนั่งอยู่แถวหลังในใจก็คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรต่อดีแม้จะมีความสับสนอยู่ภายในใจเหมือนกำลังเอาตัวรอดจากเส้นตายแต่เธอก็ยังคงต้องบังคับให้ตัวเองสงบจิตสงบใจลง
อยู่ๆก็ทุละมิติมาอยู่ในโลของหนังสือยังไม่รู้เลยว่าจะได้กลับไปเมื่อไหร่เธอต้องเตรียมตัวเอาไว้
ชู้รักเฉินฝังส่งข้อความมาทางโทรศัพท์มาเรื่อยๆอย่างบ้าคลั่งเซี่ยหลิงหลิงขี้เกียจจะตอบกลับเขาบล็อกไปเลย
คนขับรถเลี้ยวเข้าซอย:”ถึงแล้วครับ”
ทุกอย่างเหมือนอย่างที่ในหนังสือเขียนไว้เฉิงรุ่ยไม่ได้ร่ำรวยเหมือนผู้ชายในหนังสือเล่มอื่นๆที่เขียนเอาไว้บ้านอยู่ในตัวเมืองการเดินทางสะดวกสบายแต่ก็ไม่ได้ถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ดีขนาดนั้น
ชุมชนขนาดเล็กนี้น่าจะมีอายุราวๆสิบกว่าปีได้ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ใหม่อะไรแต่ยังดีที่สภาพแวดล้อมนั้นทำได้ดี
ฝนก็ยังคงตกลงมาปรอยๆอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเซี่ยหลิงหลิงไม่ได้สนใจเรื่องเงินทองอะไรยกกระเป๋าหลุยส์ขึ้นมาบังฝนไว้ในตอนนี้เธอคิดเพียงแค่ว่าไม่อยากให้เมคอัพบนใบหน้าของเธอนั้นหลุดจนทำให้ผู้คนต้องตกใจกลัว
ในกระเป๋ามีกุญแจโชคดีที่ไม่ได้เป็นล็อคแบบดิจิตอลไม่อย่างงั้นล่ะก็อย่าหวังว่าเธอจะได้เข้าไปข้างใน
ตัวบ้านไม่ได้ใหญ่นักราวๆแล้วน่าจะไม่ถึงร้อยตารางวาเซี่ยหลิงหลิงเปิดไฟเพื่อให้เห็นทุกอย่างตรงหน้ามันถูกแบ่งออกเป็นสองห้องสองฝั่งประตูของห้องห้องนึงถูกเปิดอ้าอยู่ส่วนอีกห้องนึงนั้นถูกปิดไว้สนิทภายในห้องนอนที่เปิดประตูทิ้งไว้นั้นเต็มไปด้วยของใช้ของผู้หญิงไม่ต้องเดาก็รู้แล้วว่าทั้งสองคนไม่มีทางนอนบนเตียงเดียวกันแน่นอน
เซี่ยหลิงหลิงเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วหยิบเสื้อยืดและกางเกงยีนส์ที่ดูปกติที่สุดขึ้นมาเปลี่ยนแล้วนั่งลงบนเก้าอี้หยิบที่เช็ดเครื่องสำอางขึ้นมาเช็ดหน้าในขณะที่เธอกำลังยุ่งอยู่นั้นเสียงกลอนประตูก็ดังขึ้นก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออก
ร่างสูงผอมเดินเข้ามาภายในห้องเซี่ยหลิงหลิงทำใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองแต่กลับต้องชะงักไป
เธอคิดไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในหนังสือถึงได้ย้ำนักย้ำหนาว่าเขามีเพียงแค่ใบหน้าที่หล่อเหลาไม่แปลกใจว่าทำไมถึงได้กลายเป็นแสงสว่างของไป๋เซวียนเซวียนไม่แปลกใจเลยที่ผู้หญิงใจแข็งอย่างนางเอกจะยังจดจำและอาลัยอาวรณ์เขาได้ไม่ลืมใช้เวลาตั้งกี่ปีเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะมองย้อนกลับไปบ้าง
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงประตูนั้นมีรูปร่างผอมสูงหมวกของเสื้อฮู้ดนั้นเปียกโชกเพราะตากฝนใบหน้าซี๊ดขาวเพราะความหนาวเย็นซองเอกสารที่อยู่ในมือนั้นถูกปกป้องรักษาเอาไว้อย่างดีดูสะอาดสะอ้านไม่มีเปียก
เขากดสายตาลงต่ำก่อนจะเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าแตะ
ผมสีดำสนิทนั้นเปียกน้ำไปบางส่วนทำให้ผมดูยุ่งเหยิงแต่มันกลับขับให้ผิวยิ่งดูขาวขึ้นไปอีกเขามีดวงตาหงส์ในแบบที่พบเห็นได้ยากลักษณะตาเรียวยาวเปลือกตาดูปรือเล็กน้อยดูๆไปแล้วมีความอบอุ่นไร้พิษภัยและเหมือนมีความง่วงนอนตลอดเวลาราวกับว่าไม่ใส่ใจกับสิ่งต่างๆรอบตัว
กรอบหน้าที่คมชัดริมฝีปากดูเบาบางเดิมทีแล้วควรจะเป็นลักษณะที่ดูงดงามแบบก้าวร้าวแต่เพราะดวงตาคู่นั้นทำให้ทุกอย่างดูซอฟ์ทลงมาได้มากอย่างน่าอัศจรรย์
เซี่ยหลิงหลิงเกิดอาการอึ้งไปเล็กน้อยทันใดนั้นเขาก็เข้าใจขึ้นมาในทันทีว่าทำไมเฉิงรุ่ยถึงไม่คิดที่จะกลับไปตามหาตามง้อนางเอกใบหน้าแบบนี้ยังมีผู้หญิงคนไหนจะสวยเทียบเท่าได้อีกเหรอ?
“......”
เฉิงรุ่ยไม่ได้รู้สึกถึงสิ่งที่เซี่ยหลิงหลิงกำลังคิดอยู่ภายในใจในขณะที่เซี่ยหลิงหลิงกำลังจับจ้องเขาอยู่นั้นเขาก็ได้เดินเข้ามายืนหยุดอยู่ที่ประตูห้องนอนเปิดซองใส่เอกสารแล้วหยิบเอาใบสัญญาขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะตั้งแต่เริ่มจนจบก็ไม่แม้แต่จะสบตากับเธอตรงๆ
มีเอกสารข้อตกลงการหย่าร้างวางอยู่บนโต๊ะสองชุดหากไม่ใช่เพราะเรื่องนี้เขาก็คงจะไม่กลับถึงบ้านดึกขนาดนี้
สายตาของเซี่ยหลิงหลิงมองตามเฉิงรุ่ยไปจนกระทั่งเขาเดินเข้าไปในห้องครัว
“แอ๊ด”
ตู้เย็นถูกเปิดออกเฉิงรุ่ยหยิบเอาถ้วยบะหมี่ออกมาด้วยท่าทีคุ้นเคยเขายังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผมเผ้าเปียกชุ่มเสื้อฮู้ดสีดำที่เปียกชุ่มตัวนั้นแค่มองก็รู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นแล้วเขายืนหันหลังให้เซี่ยหลิงหลิงในระยะไกลกระเบื้องสีขาวตู้เย็นสีขาวเตาทำอาหารสีดำร่างที่อยู่ในชุดสีดำทั้งชุดถูกรวมเข้ากับโลกสีขาวดำราวกับไม่ใช่มนุษย์
มองไปที่แผ่นหลังของเขาเซี่ยหลิงหลิงก็ลุกขึ้นยืน
“ฉันจะไม่หย่าแล้ว”
บทที่ 2
บทที่2
เมื่อได้ยินสิ่งที่เซี่ยหลิงหลิงพูดตั้งแต่เดินเข้าประตูมานี่เป็นครั้งแรกที่สายตาของเฉิงรุ่ยมองมาที่เธอสายตาคู่นั้นมันเหมือนกำลังมองไปที่คนแปลกหน้าที่ไม่เคยเจอกันมาก่อนไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
“บ้านหลังนี้ฉันยกให้เธอไม่ได้หรอกนะ”
บ้าน?เซี่ยหลิงหลิงชะงักไปครู่นึง
เอกสารที่อยู่บนโต๊ะคือข้อตกลงในการหย่าเซี่ยหลิงหลิงรีบหยิบมันขึ้นมาเปิดดูรายละเอียดในนั้นระบุไว้อย่างชัดเจนว่าสาเหตุที่ทั้งสองหย่าร้างกันนั้นก็เป็นเพราะรักร้าวฝ่ายหญิงเซี่ยหลิงหลิงยินยอมที่จะละทิ้งกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อเป็นการชดเชยฝ่ายชายนั้นจะให้ส่วนแบ่งทั้งหมดของบริษัทเฉิงซื่อที่เขาเป็นเจ้าของอยู่กับเธอรวมแล้วอยู่ที่ประมาณห้าล้านกว่าหยวน
ในหนังสือได้กล่าวไว้บริษัทเฉิงซื่อเป็นอุตสาหกรรมที่พ่อของเฉิงรุ่ยเป็นเจ้าของอยู่บริษัทไม่ได้มีขนาดใหญ่โตอะไรนักเพียงแต่หลังจากที่แม่ของเขาเสียชีวิตไปแล้วแม่ใหม่ก็เข้ามาความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่นี้ก็แตกหักไปแล้วส่วนแบ่งที่เฉิงรุ่ยมีอยู่ในมือนั้นถือว่าน้อยมากแต่ก็มีอยู่หลายล้านเหมือนกัน
เซี่ยหลิงหลิงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยบ้านหลังธรรมดาๆที่ตั้งอยู่ในเมืองมีขนาดไม่ถึงร้อยตารางวานี้หากคิดตามจากที่นางเอกในหนังสือเล่มนี้เคยประมาณการณ์ไว้แล้วอย่างมากก็ไม่น่าเกินสามล้านหยวนแต่เฉิงรุ่ยกลับให้ค่าชดเชยกับเธอเยอะขนาดนี้เลยเหรอ?
ไม่แปลกใจเลยที่นางรองถึงตกลงยอมหย่าอย่างรวดเร็ว
หากตามที่หนังสือได้เขียนเอาไว้เจ้าของเดิมคนนี้รู้สึกดีใจและพอใจมากกับข้อเสนอที่เฉิงรุ่ยเสนอมาให้แม้แต่นางเอกเองก็ได้ส่งเงินมาให้เธอเพิ่มอีกก้อนนึงเพราะใจจริงแล้วนางเอกเองก็อยากแต่งงานกับเฉิงรุ่ยอยู่แล้วและการที่เจ้าของเดิมได้เงินไปเยอะขนาดนี้มันก็เพียงพอแล้วสำหรับคนธรรมดาๆคนนึงจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปตลอดชีวิต
เซี่ยหลิงหลิงประกบเอกสารสัญญาเข้าด้วยกันแล้วส่ายหน้า:“ฉันไม่ได้กำลังยื่นข้อเสนอและก็ไม่ได้จะมาขอบ้านหลังนี้ฉันแค่ไม่ต้องการจะหย่าแล้ว”
ในเมื่อตอนนี้ยังไม่มีทางออกที่ดีในตอนนี้จึงเป็นการรักษาเสถียรภาพทางสภาพแวดล้อมเอาไว้ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงระยะเวลาอันสั้นนี้เซี่ยหลิงหลิงได้พบกับความพลิกผันหลายๆอย่างมาจนถึงตอนนี้สมองก็ยังเต็มไปด้วยความรู้สึกสับสนวุ่นวายเธอต้องการเพียงแค่พักอยู่ในที่แห่งหนึ่งให้ตัวเองได้ตั้งสติสักพักเพื่อยอมรับกับความเป็นจริง
ยกเลิกการหย่าในทันทีแล้วรอเช็คความเป็นไปของเรื่องในโลกแห่งนี้ซะก่อนจากนั้นค่อยคิดว่าจะทำอะไรต่อไป
เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของเซี่ยหลิงหลิงเฉิงรุ่ยแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ใส่ใจอะไรเลยสักนิด
“ได้”
หรือสำหรับเขาแล้วการจะมีหรือไม่มีคนอยู่ข้างๆจะเป็นคนแบบไหนก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย
มองไปยังบะหมี่ที่อยู่ในมือของเฉิงรุ่ยเซี่ยหลิงหลิงถึงกับขมวดคิ้ว
เธอเดินตรงเข้าไปที่ห้องครัวสำรวจดูข้าวปลาอาหารที่มีอยู่ในตู้เย็นถ้าไม่ใช่พวกอาหารฟาสต์ฟู้ดก็จะมีแต่อาหารประเภทบะหมี่กึ่งน้ำอัดลมและอาหารเซ็ตชวนอ้วนไม่มีแม้แต่ผักสดผลไม้ให้ได้กินเลย
เซี่ยหลิงหลิงเงียบขลึมไปบ้านนี้ไม่เคยเปิดไฟทำกับข้าวกันเลยหรือยังไงเนี่ย?
“เออ......เฉิงรุ่ยถ้านายกินบะหมี่หมดแล้วเราออกไปข้างนอกกันหน่อยมั้ยไปซื้อของที่ซูปเปอร์มาร์เก็ตกัน”
เฉิงรุ่ยเหร่มองมาที่เธออย่างเชื่องช้า
นัยน์ตานั้นแสดงให้เห็นความหมายชัดเจนคำร้องขอของเซี่ยหลิงหลิงเป็นเหมือนคำร้องขอจากคนแปลกหน้า
เซี่ยหลิงหลิงแสดงท่าทีไม่พอใจ:“ฉันถือเองไม่ไหวแถมฟ้าก็มืดแล้วฝนข้างนอกก็ยังไม่หยุดตกสักที”
“......”
ปกติแล้วเจ้าของเดิมและเฉิงรุ่ยต่างก็ไม่เคยยุ่งเรื่องของกันและกันพวกเขาอยู่ด้วยกันโดยไม่พูดไม่จากันมาได้ตั้งสองสามเดือนในความคิดของเจ้าของร่างคนเดิมนั้นเฉิงรุ่ยเป็นผู้ชายที่มีรูปลักษณ์สวยงามคุ้นชินกับการที่ใครต่อใครก็ต่างพากันบอกว่าเฉิงรุ่ยเป็นเพียงแค่หนุ่มรูปงามที่เหมือนดั่งท่อนไม้ไร้ความรู้สึกไร้จิตวิญญาณไร้ชีวิตชีวาเป็นก้อนหินที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวจากนั้นมาเธอก็ไม่สนใจอะไรเฉิงรุ่ยอีก
เซี่ยหลิงหลิงคิดเพียงแค่ว่านี่เป็นมารยาทที่ควรปฏิบัติต่อเฉิงรุ่ยตามประสาผู้ร่วมอาศัยเท่านั้น
“กินเสร็จแล้วก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าซะเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาได้”
เฉิงรุ่ยไม่ได้ตอบรับอะไรถือถ้วยบะหมี่เดินเข้าห้องสมุดไปก่อนจะปิดประตูลง
เซี่ยหลิงหลิงแอบเหลือบเห็นว่าภายในห้องสมุดนั้นมีเตียงเดี่ยวอยู่วางอยู่แล้วย้อนคิดไปถึงว่าภายในห้องของตัวเองนั้นไม่มีเสื้อผ้าของผู้ชายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
เธอถอนหายใจอย่างรู้สึกโล่งอก
......โชคดีน่าจะไม่ต้องนอนบนเตียงเดียวกัน
ก่อนที่เซี่ยหลิงหลิงจะทะลุมิติเข้ามาในหนังสือก็เป็นเพียงสาวโสดคนนึงไม่มีคนในครอบครัวไม่มีแฟนอาศัยอยู่ในเมืองหลวงที่ไม่คุ้นเคยด้วยตัวคนเดียวไม่ค่อยคลุกคลีกับผู้คนตอนนี้กลับมีเพื่อนบ้านที่นิสัยดีคนนึงมาอยู่ด้วยกันมันกลับทำให้เธอค่อนข้างมีความสุขขึ้นมามากกว่าเดิม
ไม่แน่ว่าชีวิตแบบนี้อาจจะโอเคกว่าเดิมก็ได้นะ
......
เฉิงรุ่ยเปลี่ยนจากเสื้อฮู้ดสีดำตัวนั้นมาอยู่ในชุดกีฬาสีเทาอ่อนหากมองเพียงแค่ใบหน้าของเขาแล้วบอกว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มมัธยมปลายก็คงจะไม่มีใครสงสัย
เขาถือถุงขยะขึ้นมาจำนวนนึงส่วนเซี่ยหลิงหลิงที่เดินมือเปล่าตามหลังมาแล้วหันซ้ายแลขวาเส้นทางโดยรอบที่ดูคุ้นเคยระหว่างทางแม้จะไม่มีคำพูดใดๆต่อกันแต่ก็ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดและในบริเวณใกล้ๆนี้ก็มีซูปเปอร์มาร์เก็ตอยู่แห่งนึงใช้เวลาเดินเพียงไม่นานนักเซี่ยหลิงหลิงเริ่มเดินสรรหาสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ภายในบ้านอย่างชำนาญการณ์ส่วนเฉิงรุ่ยก็มีหน้าที่ช่วยเข็นรถเข็นทั้งสองแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน
“ครืดครืด”มือถือของเฉิงรุ่ยอยู่ๆก็สั่นขึ้นมาเขาหยุดอยู่กับที่มือข้างหนึ่งจับรถเข็นอีกข้างยกมือถือขึ้นกดรับสาย
ปลายสายเป็นเสียงผู้ชายวัยรุ่น:“เจ้านายครับBugถูกซ่อมแซมเรียบร้อยแล้วลองเข้าไปดูหน่อยสิครับ”
“ยุ่งอยู่”
สายตาของเฉิงรุ่ยจับจ้องไปยังชั้นวางของที่อยู่ไม่ไกลจากตรงหน้าเซี่ยหลิงหลิงกำลังเขย่งขาเพื่อเอื้อมหยิบกระดาษทิชชูที่วางอยู่ชั้นบนสุดด้วยเพราะกินแรงมากจึงทำให้ใบหน้าของเธอแดงก่ำเธอเงยหน้าขึ้นมองมือข้างนึงเอื้อมไปด้านบนจนสุดแขนท่าทีเงอะงะนั่นดูไม่ค่อยเหมือน“เธอ”สักเท่าไหร่
เขามีท่าทีครุ่นคิด
“เออ?ทำไมถึงไม่มีเวลาล่ะครับเจ้านายกลับบ้านไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
เฉิงรุ่ยตอบด้วยน้ำเสียงไม่รู้ร้อนรู้หนาว:“อยู่ซูปเปอร์มาร์เก็ต”
“ซูปเปอร์มาร์เก็ต?”ปลายสายเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ“เจ้านายคงไม่ได้อยู่กับพี่สะใภ้หรอกใช่มั้ยครับเนี่ย?”
เขาตอบกลับไปด้วยเสียงแผ่วเบา
“อืม”
ปลายสายเงียบหายไปหลายวิจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงตะโกนตกใจ:“ทำไมพวกคุณถึงได้......”
เฉิงรุ่ยตัดสายทิ้งทันทีและเพื่อเป็นการตัดเสียงรบกวนจากปลายสายด้วยเขาเดินตรงไปข้างหน้าเดินข้ามเซี่ยหลิงหลิงไปหยิบเอากระดาษทิชชูห่อนึงลงมาได้อย่างง่ายดายก่อนจะโยนมันลงไปไว้ในรถเข็นเซี่ยหลิงหลิงรู้สึกซึ้งใจและถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ:“ขอบคุณนะ”
สิ่งที่ได้ตอบกลับมาคือการเดินเข็นรถเข็นจากไปทิ้งให้เห็นเพียงแผ่นหลังของเฉิงรุ่ยก่อนจะเข็นรถเลี้ยวเข้าชั้นวางของอีกฝั่งหนึ่งอย่างคุ้นเคย
เซี่ยหลิงหลิง:“......กลับมาเดี๋ยวนี้นะ!ห้ามหยิบอาหารขยะพวกนั้นนะ!”
......
ในขณะเดียวกันถูหนานที่ถูกตัดสายใส่ใบหน้าเต็มไปด้วยความหม่นหมองคนที่อยู่ข้างๆก็ถามเขา:“เกิดอะไรขึ้น?เจ้านายจะให้ทำโอทีเหรอ?”
“เปล่าหรอก”
เขาเปลี่ยนอารมณ์ทันทีพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงมีเลศนัย:“พวกนายลองเดาซิว่าฉันไปได้ยินความลับที่น่าตื่นเต้นอะไรมา?เจ้านายไปเดินซูปเปอร์มาร์เก็ตกับภรรยา!ให้ตายเถอะนี่เขาออกจากบ้านกับคนอื่นเป็นด้วยฝนคงจะตกเป็นสีแดงแน่ๆเลยเนี่ย!”
เมื่อคำพูดหลุดออกมาปุ๊ปทุกคนก็เกิดความชุลมุนวุ่นวาย
ปกติแล้วเจ้านายจะไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องเกี่ยวกับพี่สะใภ้เลยการแต่งงานตอนนั้นก็ไม่ได้จัดงานแต่งเลยด้วยซ้ำจวบจนบัดนี้พวกเขาก็ยังไม่เคยได้พบเห็นตัวจริงของสะใภ้เฉิงมาก่อนเลย
แต่สิ่งที่เห็นในตอนนี้อาจจะบ่งบอกได้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังโอเคดีอยู่หรือเพียงแต่เฉิงรุ่ยเป็นคนเก็บตัวไม่ชอบแสดงความรู้สึกออกมา?
“ภรรยาของเขากำลังเรียกร้องจะขอหย่าอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?”พนักงานหญิงคนนึงเอ่ยขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
“เธออย่าพูดไปเรื่อยเชียวนะ!เจ้านายไม่ชอบให้ใครมานินทา”
“เปล่าซะหน่อยเพื่อนของฉันเคยได้เจอกับภรรยาของเจ้านายอยู่บ้างฉันก็พึ่งมารู้ช่วงนี้นี่แหละ”
กลุ่มพวกคนโสดเริ่มให้ความสนใจขึ้นมาทันที:“พี่สะใภ้หน้าตาเป็นยังไง?สวยมั้ย?บุคคลิกเป็นยังไง?”
ถามตรงจุดซะแล้วเมื่อคิดถึงใบหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องสำอางหนาๆแม้จะมองจากที่ไกลๆทำให้ใบหน้าดูแปลกๆเมื่อเทียบกับใบหน้าเปลือยเปล่าไร้เครื่องสำอางของตัวเองแล้วใครก็ตามก็สามารถแยกแยะได้หยางหลิวเลียริมฝีปากของตัวเองก่อนจะทำได้เพียงแค่ส่ายหน้า
“แต่งหน้าจัดเกินไปบอกไม่ค่อยออกเท่าไหร่”
......
จากการที่ได้อยู่ด้วยกันในระยะเวลาสั้นๆเซี่ยหลิงหลิงรู้สึกได้ถึงข้อดีหลายๆอย่างในตัวเฉิงรุ่ย
เขายกขยะไปทิ้งด้วยตัวเองเข็นรถเข็นในซูปเปอร์จ่ายเงินเองโดยที่เซี่ยหลิงหลิงไม่ต้องเอ่ยปากพูดเขาทำมันอย่างเงียบๆ
ที่สำคัญคือไม่เอ่ยซอกแซกถามถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเซี่ยหลิงหลิงทำให้เซี่ยหลิงหลิงสามารถเปิดเผยตัวตนออกมาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำ
ไม่สิควรจะพูดว่าเขาไม่ได้ใส่ใจกับอะไรทั้งสิ้นอยู่แล้วรวมถึงตัวเองด้วย
ตอนแรกเซี่ยหลิงหลิงก็ตั้งใจจะถามเขาดีๆว่าอยากจะทานข้าวด้วยกันมั้ยแต่เฉิงรุ่ยกลับวางถุงช้อปปิ้งลงแล้วก็เดินตรงดิ่งเข้าห้องสมุดไปเลยจ้องมองดูเขาปิดประตูลงเซี่ยหลิงหลิงก็ได้แต่ยักไหล่ตกลงจะทำแค่บะหมี่สักชามก็พอ
ตกกลางคืนเซี่ยหลิงหลิงทิ้งตัวลงนอนบนเตียงขนาดใหญ่ก่อนจะกลิ้งตัวไปมาอย่างสบายใจเธอกะไว้แล้วว่าพรุ่งนี้จะนอนจนเช้าแล้วจะไปเดินซื้อเสื้อที่ห้างสักหน่อย
“ติ๊งติ๊ง......”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นดังซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นไม่มีที่สิ้นสุด
เซี่ยหลิงหลิงมองไปที่ชื่อของสายเรียกเข้ามันเป็นเบอร์แปลกเธอจึงไม่ได้รับสายท่าทีดูปกติและปลายสายก็ส่งข้อความมาในทันทีดูเหมือนกำลังโมโหมากๆแม้แต่จะปกปิดก็ยังขี้เกียจ
บันทึกการสนทนาในวีแชทและมันยังโชว์ให้เห็นว่าข้อความนั้นส่งมาจากสุดที่รักอีกด้วย
เฉินฝังผู้ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มไก่อ่อนคอยคิดแต่จะวางแผนเกาะผู้หญิงกินไปวันๆจิตใจสกปรกไม่รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมคนนี้โง่จริงๆหรือแกล้งโง่กันแน่คบกับผู้ชายประเภทนี้อย่างลับๆล่อแถมยังต้องมาเสียเงินเสียทองให้กับอีกฝ่ายแถมยังจะไปสัญญากับอีกฝ่ายว่าหลังจากหย่าร้างเรียบร้อยแล้วจะหอบเงินไปแต่งงานกับเขาอีก?
แย่งคน......แย่งเงินทำลายครอบครัวไม่ว่าจะข้อไหนๆก็ถือเป็นเรื่องผิดศีลธรรมทั้งนั้น
เฉินฝังยังคงส่งข้อความมาเรื่อยๆยอ่างไม่หยุดหย่อนฉบับแล้วฉบับเล่าเหมือนกลัวว่าเซี่ยหลิงหลิงจะหนีหายไปเหลือก็เพียงแต่ตามมาถึงหน้าบ้านในขณะที่เขากำลังส่งข้อความมาอยู่นั้นหนึ่งในนั้นก็ยังมีข้อความที่ส่งมาจากอวี๋นอวี๋นที่เป็นเพื่อนสนิทชีวิตช่างสมบูรณ์แบบ
[นี่เธอกำลังโกรธอยู่ใช่มั้ยหลิงหลิงเฉินฝังมันก็เป็นคนแบบนี้แหละเธออย่าไปเอาอะไรกับมันมากนักเลยพวกเรายังรอฟังข่าวดีของเธออยู่นะ]
[จริงสิเรื่องหย่าของเธอดำเนินไปถึงไหนแล้วพรุ่งนี้ไปเปิดคลับสุขภาพเพื่อฉลองกันสักหน่อยมั้ย?]
เซี่ยหลิงหลิงเห็นชื่อนี้แล้วรู้สึกคุ้นๆภาพถ่ายส่วนใหญ่ในกลุ่มแชทก็จะเป็นรูปของเธอคนนั้นกับเซี่ยหลิงหลิงและเฉินฝังแถมเพื่อนสนิทของเธอคนนี้ยังดูสนิทสนมกับเฉินฝังเป็นพิเศษ
เพื่อนสนิทคนนี้แนะนำเฉินฝังให้เธอรู้จักพูดแบบหยาบๆหน่อยก็คือการขายตัวระหว่างพวกเขาสองคนนั้นไม่ได้ใสสะอาดเท่าไหร่นัก
ความรำคาญเป็นสิ่งที่ไม่มีทางหนีพ้นได้นอกจากต้องจัดการกับมันด้วยตัวเองไม่มีทางเลือกอื่นเซี่ยหลิงหลิงลุกขึ้นนั่งตัวตรงแล้วส่งข้อความกลับหาทั้งคู่
[เฉินฝังเรามาเจอกันพรุ่งนี้นะ]
[อวี๋นอวี๋นพรุ่งนี้จะพาเฉินฝังไปเจอพวกเธอนะไม่เจอไม่กลับ]
เซี่ยหลิงหลิงเก็ฐโทรศัพท์ลง
เธออยากจะรู้ว่าคนพวกนี้คิดจะทำอะไรกันแน่?
บทที่ 2
ตอนที่2 คนนั่งกินข้าวพร้อมกัน เซี่ยหลิงหลิง ก็พูดถึงเรื่องนี้ว่า “การค้นหาจะรู้ตัวตนของฉัน จากนั้นก็นำเสนอข้อมูลของนายทั้งหมดงั้นเหรอ?”
เฉิงรุ่ย ไปขี้มะเขือม่วงมาช้าๆ
“อาจจะใช่”
“น่ากลัวจัง ฉันต้องจะปิดGPRS ก่อนดีกว่า”
น่ากลัวน่ากลัว ฉันจะต้องปิด ตำแหน่งในโทรศัพท์ก่อน
เซี่ยหลิงหลิง จะรู้ได้ไงว่านี่คือโปรแกรมน้อยๆที่ เฉิงรุ่ย เป็นคนทำเอง แต่แค่ใช้ที่โทรศัพท์เธอเท่านั้น ข้อมูลของ ลิซท์ ที่เยอะขนาดนี้ก็มีแต่เธอคนเดียวที่จะมีสิทธิ์แบบนี้
คนที่ทำเรื่องนี้นิ่งเฉยมาก ไม่มีความกลัวที่ถูกจับได้แม้แต่น้อย
เซี่ยหลิงหลิง ถามว่า “วันตรุษจีนวางแผนอะไรไว้ไหม?”
เธอกำลังจะบอกว่าอีก 2-3 วันไปซื้อของที่ห้างไหม ถึงแม้จะเป็นสองคนก็คงจะกินอาหารข้ามปีอะไรหน่อย
เฉิงรุ่ย ที่กำลังกินข้าวอยู่ก็หยุดกิน
เขาพูดชัดๆว่า “ออกไปเล่นนอกเถอะ”
เซี่ยหลิงหลิง “ฮะ??”
เมื่อก่อน เฉิงรุ่ย ไม่เคยเล่นงานข้ามปีอะไรเลย สำหรับเรื่องนี้เขาไม่มีความคิดอะไรทั้งนั้น แต่ปีนี้มีเรื่องที่สำคัญมากๆที่จะต้องทำ ถ้าปกติให้ เซี่ยหลิงหลิง ออกจากบ้านเธอจะไม่ยอมแน่ ในวันต่างๆใช้ข้ออ้างแบบนี้เหมาะสมที่สุดละ
อยู่ดีๆก็ถูกเชิญ และ เซี่ยหลิงหลิง ก็ไหวพริบทัน “นายคงไม่ถือว่าเป็นการเชิญไปเดทมั้ง เร็วเกินไปหรือเปล่า ไม่ค่อยดีมั้ง?”
เฉิงรุ่ย ทำหน้า หรือพวกเราไม่ค่อยออกไปด้วยกันหรอ? ตาของเขามองไปทางเซี่ยหลิงหลิงสักแป๊บจากนั้นเขาพูดต่อว่า “ก็แค่ออกไปเล่นไม่ต้องมีความเครียดก็ถือว่าเป็นโบนัสของพนักงานละกัน”
“มีที่ไหนพนักงานออกไปเที่ยวกับเจ้านายสองต่อสอง......” เซี่ยหลิงหลิง พูดพล่ำๆๆ
“พวกเราไม่เหมือนกัน” เฉิงรุ่ย พูด
“ทุกคนก็มีความแตกต่างที่ไม่เหมือนกันนะหรอ?” เซี่ยหลิงหลิง ต่อคำพูดของเขาทันที
เฉิงรุ่ย“……”
เฉิงรุ่ย “นายก็ไม่ต้องมองหน้าฉันเลย ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเล่นมุกไม่เป็น”
การเชิญของ เฉิงรุ่ย ไม่ได้เป็นทางการ แต่คุ้มค่าที่จะต้องคิด แต่ถ้าเป็นเวลาปกติ เซี่ยหลิงหลิง จะปฏิเสธได้นอน อะไรจะไปพัฒนาความสัมพันธ์ของสามีภรรยา แค่คิดก็ทำตัวไม่ถูกแล้ว เธอไม่อยากอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น
แต่ตอนนี้ทั้งสองอยู่ในช่วงที่กำลังคุ้นเคยกับซึ่งกันและกันอยู่ เซี่ยหลิงหลิง ก็เลยตกลงกับ เฉิงรุ่ย เธอเคยตกลงกับ เฉิงรุ่ย ว่าจะลองดู
เพราะอยู่ที่บ้านดูรายการข้ามปีก็ไม่ค่อยสนุก ออกไปเล่นยังจะดีกว่า
วันตรุษจีนของทุกปีก็จะกินข้าวที่บ้าน แต่ปีนี้จะออกไปในช่วงฤดูนี้ก็จะดูสนุกหน่อย ความสนุกที่จะมาถึงทำให้ เซี่ยหลิงหลิง ลืมเรื่องที่โทรศัพท์และ otebook ของตัวเองมีไวรัสเข้า
เฉิงรุ่ย นั้นจองตั๋วเรียบร้อยแล้วอีก 2 วันก็จะเริ่มเดินทางท่องเที่ยวแล้ว
สถานที่ที่ไปนั้นก็ยังเป็นสถานที่ที่มีหิมะปกคลุมไปหมด มีเจ็ทสกีพร้อม รวมถึงสนามเด็กเล่น ดูแล้วน่าจะสนุกมาก
เซี่ยหลิงหลิง ก็เริ่มคาดหวังขึ้นมาทันทีแล้ว
ออกไปเที่ยวก็ต้องเอาของไปมาก เสื้อผ้าของฤดูหนาวพร้อมกับที่ใส่ด้านใน ผ้าปิดปากและผ้าพันคอพร้อมอุปกรณ์ที่ให้ความอบอุ่นอีกมากมาย ไม่นานกระเป๋าเดินทางก็เต็มไปด้วยของหมดแล้ว ของ เซี่ยหลิงหลิง เก็บต่อไม่ได้แล้ว เธอก็เลยมองไปทาง เฉิงรุ่ย ที่มีแต่กระเป๋าสะพายแล้วพูดว่า “เอากระเป๋าเดินทางอีกอันเถอะ ถึงเวลานายเป็นคนถือ”
เฉิงรุ่ย ตอบตกลง
บทที่ทั้งสองไปถึงที่สนามบิน ยังไม่ค่อยมีคนเยอะนัก เซี่ยหลิงหลิง ทำการเช็คอินต่างๆเสร็จ ในมือก็เหลือแต่กระเป๋าใบเล็กๆ อารมณ์ของเธอดีมาก ส่วน เฉิงรุ่ย นั้นอยู่ด้านหลังของเธอหลังจากที่ผ่านการตรวจสอบอยู่ เซี่ยหลิงหลิงหันหลังแล้วพูดว่า “เดี๋ยวฉันจะไปห้องน้ำในทำอะไรเสร็จก็รออยู่ที่นี่นะ”
“OK”
หลังจากที่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยเสร็จ เซี่ยหลิงหลิง ก็ไปที่ห้องน้ำ เฉิงรุ่ย ที่กำลังต่อแถวอยู่ก็เดินตาม
คนที่ตรวจสอบความปลอดภัยคือผู้หญิง เธอแอบมองไปที่หน้าของ เฉิงรุ่ย จากนั้นหน้าของคนตรวจก็แดงไปหมดเลย
บทที่เธอตรวจร่างกายของ เฉิงรุ่ย ไม่กล้าไปแตะต้องตัวเขาและในตอนนี้ก็มีพนักงานอีกคนพูดว่า “เป็นพาวเวอร์แบงค์หรอ ถ้ามีของก็ต้องเอาออกมา จะต้องไปตรวจดูอีกรอบ”
อาจจะเป็นบทที่ เซี่ยหลิงหลิง เก็บของแล้วลืมพาวเวอร์แบงค์ไว้
เฉิงรุ่ย เดือนเข้าไปแล้วเปิดกระเป๋าเดินทาง
ภายใต้สายตาของพวกเขา กระเป๋าเดินทางถูกเปิด ด้านในเต็มไปด้วยจำพวกเสื้อในและกางเกงใน ถ้าไม่ใช่เพราะ เฉิงรุ่ย ไหวพริบทันก็คงจะมีกระโปรงสายเดี่ยวร่วงลงมา
สายตาของพนักงานดูแปลกประหลาด อาจจะคิดไม่ถึงว่าผู้ชายคนหนึ่งกลับมีของใช้ของผู้หญิงมากขนาดนี้......
ผู้หญิงที่ตรวจความปลอดภัยหน้าซีดไปหมด สายตาที่มองไปทาง เฉิงรุ่ย ก็เปลี่ยนไป คิดไม่ถึงจริงๆว่าจะเป็นคนที่โรคจิต!
เฉิงรุ่ย ที่อยู่ข้างๆหาของในกองเสื้ออย่างเงียบๆ สุดท้ายก็หาพาวเวอร์แบงค์เจอ
ระหว่างนี้สถานการณ์ในตอนนี้เต็มไปด้วยความอึดอัดและทุกคนก็ทำตัวไม่ถูก
……
เซี่ยหลิงหลิง ไปห้องน้ำกลับมา บทที่กลับมาพบว่า เฉิงรุ่ย ไม่ผ่านการตรวจสอบ เซี่ยหลิงหลิง มองไปรอบๆ ไม่รู้ทำไมรู้สึกว่าสถานการณ์ในตอนนี้แปลกๆ
เธอรอไห้ เฉิงรุ่ย ลากกระเป๋าเดินทางมา ถึงจะถามว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
เฉิงรุ่ย“ฮึม?”
“รู้สึกว่าสายตาที่พวกเขามองนายแปลกมาก” อยู่ดีๆ เซี่ยหลิงหลิง ก็คิดอะไรได้และสีน่าดูจริงจังขึ้นมาทันทีแล้วถามเบาๆว่า “เป็นไปได้ไหมที่พวกเขารู้ตัวตนจริงของนายแล้ว!”
เฉิงรุ่ย ตอบอย่างนิ่งเฉยว่า “เป็นไปไม่ได้”
......มากที่สุดก็แค่ผู้ชายที่ชอบแต่งตัวผู้หญิงถูกเปิดเผยทั้งนั้นแหละ