"ท่านหญิง?"
อู๋ซือหนิงประหลาดใจที่พบหญิงสาวอยู่หน้าบ้านตนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า แต่เป็นความประหลาดใจที่รู้สึกดี
"อู๋ซือหนิง ข้ามีเรื่องอยากวานให้ท่านช่วย" ในหมู่คนที่สนิทตอนนี้นางรู้สึกวางใจเขามากที่สุด อาจจะมากกว่าเซียนซูอิงด้วยซ้ำ
เห็นท่านหญิงทำสีหน้าเคร่งเครียดอู๋ซือหนิงก็ขมวดคิ้วตามแล้วเชิญนางเข้าไปด้านใน เว่ยหย่งฮวาเล่าความคิดบางอย่างให้เขาฟัง ลอบสังเกตสีหน้าของผู้ฟังไปด้วยว่าเขามีท่าทีอย่างไรต่อความคิดของนาง แต่อู๋ซือหนิงไม่ได้มีท่าทีต่อต้านหรือขัดแย้งในใจใด ๆ แสดงออกมาเลย นั่นทำให้นางวางใจที่จะเล่าต่อ
"ท่านคิดว่าเรื่องนี้พอจะช่วยเหลือข้าได้หรือไม่"
"ในเมื่อเป็นคำขอของท่านหญิงข้าย่อมไม่ปฏิเสธที่จะช่วยเหลือ และนี่เป็นผลดีต่อคุณชายเว่ยด้วย" เขาตกปากรับคำ
"เรื่องนี้ขอร้องท่านคนเดียวก็ดูจะหนักมือเกินไป ข้าคิดว่าจะไปขอให้จะสหายอีกคนช่วยด้วยเหมือนกัน"
"ใครหรือ"
"เผิงป๋อเฟิง"
บุรุษตรงหน้าขมวดคิ้วทันที คุณหนูสามไม่รู้มาก่อนว่าสองคนนี้ไม่ถูกกัน แต่เรื่องนี้นางไม่วางใจจะให้เขารับมือคนเดียว ในมุมมองของสตรีผู้หนึ่งแล้วก็เป็นเรื่องที่หนักหนาอยู่ การโยนภาระที่นางต้องการใส่มือบุรุษที่สนิทสนมกันในระดับหนึ่งเพียงคนเดียวดูจะเป็นการเอาแต่ใจมากไปหน่อย
เมื่อเห็นสีหน้ากังวลใจของนาง อู๋ซือหนิงก็กระแอมไอแล้วปรับสีหน้าเป็นปกติ
"ท่านหญิงเชิญว่าต่อเถอะ"
"ดูเหมือนท่านจะลำบากใจ"
"ท่านหญิงคิดมากเกินไป ข้าสบายดี ทำตามใจท่านหญิงเถิด"
"เห็นชัดอยู่ว่าท่านไม่สบายใจที่จะทำ อย่าพูดเอาใจข้าไปหน่อยเลย แบบนั้นไม่เป็นผลดีกับข้าเลยนะ หากท่านเอาอกเอาใจข้าอยู่แบบนี้หากวันใดทำผิดขึ้นมาใครจะรั้งข้าได้"
"..."
"ซึ้งในน้ำใจที่ใต้เท้าอู๋นึกถึงจิตใจข้า และข้ารู้สึกขอบคุณมาก ๆ แต่ท่านอย่าทำแบบนี้เลย"
บุรุษตรงหน้าทำสีหน้าประหลาดใจอีกครั้งก่อนจะระบายยิ้มออกมา
"ข้าเข้าใจแล้ว ขออภัยท่านหญิงด้วย"
เว่ยหย่งฮวากลับไปที่จุดเริ่มต้นเพื่ออธิบายใหม่อีกครั้ง เมื่อเห็นพ้องต้องกันแล้วก็เดินทางไปหาเผิงป๋อเฟิงเพื่อขอความร่วมมือ
"คุณหนู ทำแบบนี้จะดีหรือเจ้าคะ ข้าไม่สบายใจเลย" หนิงชิงชิงไม่รู้รายละเอียดวิธีการของนางแต่ก็พอรู้ว่าคุณหนูของตนจะทำอะไร ซึ่งไม่ว่าจะแบบไหนนางก็ไม่สบายใจอยู่ดี
"จะให้เขาคิดได้ก็ต้องใช้วิธีที่รุนแรงแบบนี้เท่านั้น น้องชายข้ายังอยู่ในวัยหลงระเริงได้ง่าย ขนาดตอนนี้เขายังคิดว่าไม่เป็นไรอยู่เลย เช่นนั้นก็ต้องใช้ไม้แข็งกับเขาเสียหน่อยแล้ว"
"แต่ข้าเป็นห่วงคุณหนูนะเจ้าคะ"
"มีอู๋ซือหนิงกับเผิงป๋อเฟิงช่วยหนุนหลังอยู่ ไม่เป็นไรหรอก"
สาวใช้คนสนิทถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความจำยอม ในเมื่อคุณหนูของนางต้องการเช่นนี้ก็มีแต่ต้องให้ความร่วมมือเท่านั้นแล้ว ได้แต่หวังว่าแผนการนี้จะสำเร็จในเร็ววัน นางจะได้หายใจโล่งเสียที
สองนายบ่าวเดินอย่างเชื่องช้าไปตามถนนทางกลับบ้าน บรรยากาศยามเย็นค่อนข้างเปล่าเปลี่ยวอย่างน่าประหลาด แต่ก็เป็นจังหวะเหมาะให้ลงมือเหลือเกิน หลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนางก็ได้แต่เชื่อใจสหายสองคนที่ได้ขอความช่วยเหลือไปเท่านั้น หวังไม่ให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นแม้สักนิดเดียว
เว่ยหย่งฮวาไม่มีวรยุทธ์ การสัมผัสถึงอันตรายมีเพียงสัญชาตญาณเท่านั้นที่บอกได้ และสัญชาตญาณระวังภัยของนางที่ไม่เคยได้จับดาบถือกระบี่ก็เบาบางเสียจนวิสัยทัศน์มืดมิดไปแล้วจึงพึ่งรู้ตัว
เสียงร้องของหนิงชิงชิงดังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เบาลงตามระยะห่างที่มากขึ้น นางถูกอุ้มขึ้นพาดบ่าและตอนนี้อาจจะโผไปตามหลังคาอยู่ ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมพวกจอมยุทธ์ถึงชอบวิ่งข้ามหลังคาบ้านคนอื่น เพราะนางที่โดนแบกมาด้วยไม่รู้สึกสนุกเลยสักนิด เวียนหัวเทียนแทบคลื่นไส้แล้ว
เว่ยอวี่หยุน ถ้าข้ารอดไปได้เจ้าโดนดีแน่!
คาดโทษน้องชายที่ทำให้ต้องเปลืองแรงเสร็จก็ทำใจยอมรับชะตากรรมต่อ นางถูกอุ้มกระเตงไปถึงไหนต่อไหนไม่ทราบเพราะมีถุงกระสอบคลุมลำตัวท่อนบนไว้ อากาศก็น้อยนิดจึงไม่มีเวลาไปสนใจอะไรอื่นนอกจากชีวิตตัวเอง
ไม่นานร่างของนางก็ถูกวางกระแทกลงบนพื้นฟาง พวกมันจับนางมัดมือไพล่หลังไว้ก่อนจะเอาถุงที่คลุมหัวไว้ออก
"พวกเจ้าเป็นใคร ต้องการอะไร!?" คำถามมาตรฐานสำหรับเหยื่อโจรลักพาตัวใช่ไหมล่ะ นางว่าตอนนี้ฝีมือการแสดงของตนก็ยังไม่ตกนะ
"คุณหนูใจเย็น ๆ เดี๋ยวตัวจะมีริ้วรอยเอาได้"
"พะ เจ้าจะทำอะไรจับข้ามาทำไม"
"เก็บเสียงไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า ตอนนี้คุณหนูเป็นของพวกข้าแล้วรู้ตัวหรือไม่"
"ไม่รู้!" นางตะคอกกลับ
กฎหมายบ้านเมืองนี้ควรแก้ไขอย่างด่วน พวกโจรนี่มั่นใจมาจากไหนว่านางเป็นของพวกมัน ต่อให้มีสัญญาซื้อขายจากน้องชายของนางจริงแต่เขาไม่มีสิทธิ์มอบชีวิตใครให้คนอื่นนอกจากชีวิตของตัวเอง นอกจากกฎหมายควรปรับปรุงแล้วการศึกษาก็ควรปรับปรุงอย่างด่วนเช่นกัน
วันนี้จะมีอะไรทำให้ข้าโมโหไปมากกว่าน้องชายตัวเองอีก
"รออยู่เฉย ๆ เถอะเดี๋ยวจะมีคนเอาอาหารมาให้ตามเวลา"
พวกมันพูดไว้แค่นั้นแล้วก็ออกไป ปิดประตูขังนางไว้ในโรงนา
เว่ยอวี่หยุนรอดตัวจากการถูกจับหักแขนแล้วก็เดินกลับบ้านสบายใจ แต่พอมาถึงจวนคนในบ้านกลับวุ่นวายไปหมด ใจของเด็กหนุ่มเริ่มไม่ดี
"เกิดอะไรขึ้นเหรอ"
หนิงชิงชิงเห็นเขาเพิ่งมาถึงก็รีบทำตามที่นัดแนะไว้กับคุณหนู แม้ใจจะกระวนกระวายอยากจะโวยวายก่อนหน้าหนี้แล้วที่พวกมันอาจหาญลักตัวคุณหนูไปต่อหน้าต่อตานาง แต่นางได้แต่อดกลั้นทำตามคำสั่งรอเวลาเหมาะสมเท่านั้น
"คุณชายน้อย คุณหนูเจ้าค่ะ คุณหนูถูกลักพาตัว"
"ถะ ถูกลักพาตัว เป็นไปได้อย่างไร!"
"ไม่ทราบว่าเป็นพวกไหนเหมือนกันเจ้าค่ะ อยู่ ๆ ก็มาพาตัวคุณหนูไปเลย ข้าจึงรีบกลับมาขอความช่วยเหลือแต่นายท่าน..."
"ท่านพ่อทำไม"
"นายท่านไม่แจ้งทางการบอกให้เก็บเงียบไว้เจ้าค่ะ"
"อะไรนะ คนหายทั้งคนทำไมทำแบบนี้!?"
"นายท่านเกรงว่าคุณหนูจะเสื่อมเสียชื่อเสียงเจ้าค่ะ โดนจับตัวไปเช่นนี้ไม่รู้จะโดนทำอะไรบ้าง หรือหากปลอดภัยกลับมาก็ไม่พ้นตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน นายท่านจึงให้ปิดเงียบเรื่องนี้เอาไว้ก่อนแล้วดำเดินการอย่างลับๆ"
"อะ อ๋อ งั้นก็คงจะไม่เป็นอะไร ท่านพ่อลงมือเองแล้วนี่" เว่ยอวี่หยุนหลบสายตาคนสนิทของพี่สาว ไม่กล้ามองหน้านางตรงๆ และไม่กล้ามองไปทางบิดาด้วย ได้ยินแต่เสียงผู้เป็นพ่อสั่งการแต่จับใจความไม่ได้
เจ้าพวกนั้นทำจริงหรือนี่
"คุณชายน้อยเป็นอะไรไปเจ้าคะ"
"ปะ เปล่า ไม่มีอะไร"
"คุณชายดูไม่ทุกข์ร้อนใจเลยนะเจ้าคะ หรือว่ามีวิธีอะไรดีๆ ในใจ" หนิงชิงชิงจี้ถาม
ต่อให้นี่เป็นเรื่องที่เตรียมการไว้แล้ว แต่นางก็อดไม่พอใจคุณชายน้อยผู้นี้ไม่ได้ หากนางไม่ไปบังเอิญได้ยินเข้า หากคุณหนูไม่ได้ขอร้องคนอื่นไว้ก่อน หากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ๆ โดยไม่มีการรับมือ สถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งกว่านี้จนใจนางแทบแตกสลายเลยทีเดียว จริงอยู่ว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันนอกจากฐานะเจ้านายกับผู้ติดตามรับใช้ แต่นางก็รักคุณหนูของนางมากจนรู้สึกอดที่จะโกรธไม่ได้
ที่คุณหนูเคยย้ำนักหนาว่าให้น้องชายออกห่างจากการพนันก่อนจะถือไว้ที่เหมาะสม นางเข้าใจแล้ว
เรื่องที่เว่ยหย่งฮวาถูกลักพาตัวไปยังคงปิดเงียบนานถึงสามวัน คนที่ทำตัวนิ่งเฉยได้ตลอดเพราะวางใจในผู้เป็นพ่อ ตอนนี้เริ่มนั่งไม่ติดที่ เว่ยอวี่หยุนเครียดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ กังวลถึงพี่สาวที่หายตัวไป เขากลับไปที่โรงพนันแต่ก็ไม่พบคนพวกนั้นเลยสักครั้ง ราวกับว่าเถ้าแก่จงใจหลบหน้าเขาอยู่ นอกจากไม่ให้พบแล้วยังโดนไล่ออกมา
เด็กหนุ่มมีสีหน้าหมองคล้ำจากการอดหลับอดนอน
"เป็นห่วงข้า แต่ก็ไม่ยอมบอกท่านพ่อเนี่ยนะ"
เว่ยหย่งฮวาแกะเม็ดบัวกินด้วยความหน่ายใจ ฟังหนิงชิงชิงเล่าให้ฟังแล้วก็รู้ได้เลยว่าน้องชายของนางยังไม่โตพอจะกล้ายืดอกรับ ตอนนี้ไม่ยอมพูดว่ายังกลัวโดนลงโทษอยู่เลย สงสัยว่าสกุลเว่ยจะเลี้ยงน้องชายคนเล็กแบบไข่ในหินเกินไปแล้ว
นางที่เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวยังใช้ชีวิตทรหดมากกว่าอีก กับพี่หญิงที่เป็นญาตินั้นก็เช่นกัน พี่หญิงของนางยังมีวิชาทวนติดตัวด้วยซ้ำไป ผิดกับเว่ยอวี่หยุนที่ต่อยตีธรรมดายังจะแพ้เขาเลย
"สงสัยถ้ากลับไปได้ข้าต้องเข้มงวดกับเขาหน่อยแล้ว"
"คุณหนู ทำไมยังต้องทนอยู่ในโรงนาแบบนี้อีกเจ้าค่ะ"
"อยู่แบบนี้ก็สบายดี เจ้าไม่ชอบหรือ"
สาเหตุที่คุณหนูสามยังลอยชายอยู่ได้นั้นเพราะนางได้ตกลงกับเจ้าของโรงพนันตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนแล้ว ดีอยู่ที่ว่าเขาพูดคุยเข้าใจง่าย ไม่อย่างนั้นนางคงกังวลใจอยู่บ้าง แม้จะนัดแนะกับอู๋ซือหนิงและเผิงป๋อเฟิงด้านความช่วยเหลือเอาไว้แล้วก็ตาม
ย้อนกลับไปสักเล็กน้อยเมื่อสามวันก่อนตอนเย็นหลังจากที่นางถูกพาตัวมา
"คุณหนูช่างมีกรรมหนัก มีน้องชายน้องชายก็ไม่รักเอาเสียเลย"
"เป็นกรรมของข้าจริงๆ" นางพูดเสียงยานคาง จีบปากจีบคอจะน่าหมั่นไส้ ท่าทางไม่เหมือนคนที่หวาดกลัวก็โดนลักพาตัวมาสักนิด
"ได้ยินชื่อเสียงของท่านหญิงมาบ้าง ไม่นึกว่าจะทำให้ประหลาดใจได้ถึงขนาดนี้"
"งั้นก็รู้ไว้เสียตอนนี้เลยว่าจะทำให้ประหลาดใจได้มากกว่านี้อีก"
"น่าสนใจ ท่านหญิงจะแลกเปลี่ยนกับข้าอย่างนั้นหรือ"
"ใครต้องแลกเปลี่ยนกับใครกันแน่ สัญญาของเจ้าของน้องชายข้าไม่มีประโยชน์อะไร เขายังอายุไม่ถึงที่จะทำสัญญาซื้อขายอะไรกับใครได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่เจ้าให้น้องข้าประทับตราเป็นโมฆะไปตั้งนานแล้ว"
"..."
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งเถ้าแก่ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง
"หลักแหลมยิ่ง เจ้าหนูนั่นยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ"
"ระวังปากหน่อย ถึงเขาจะเป็นน้องชายที่น่าตีของข้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครจะมาดูหมิ่นเหยียดหยามเขาได้ ยกเว้นว่าข้าจะทำเอง"
"ดี แววตาแน่วแน่ดีมาก เช่นนั้นท่านหญิงจะเสนออะไรให้ข้าล่ะ"
"อย่าพูดให้ขำหน่อยเลย เจ้าสิต้องเป็นคนยื่นข้อเสนอให้ข้า ตอนนี้ตัวเองเสียเปรียบยังไม่รู้ตัวอีก"
เถ้าแก่โรงพนันสะอึก เริ่มรู้สึกขุ่นเคืองในใจขึ้นมา แต่ท่าทางของสตรีผู้นี้ดูน่าสนใจเกินไปจนเขาอยากรู้ว่ามันจะลงเอยอย่างไร
"นายท่าน แย่แล้วขอรับ!"
ชายคนหนึ่งเปิดประตูพุ่งพรวดเข้ามา ร้องบอกหน้าตาตื่น
"เกิดอะไรขึ้น ค่อยๆ พูดสิ"
ด้วยความรีบร้อนมากจึงหายใจไม่ทัน เอ่ยบอกไปก็หอบไป
"ทางการ คนของทางการขอรับ!"
"มาทำข้อตกลงกันหน่อยดีกว่าน่า เถ้าแก่" แม้จะโดนมัดมือไพร่หลังอยู่เช่นนี้ก็ไม่มีความหวาดกลัวในแววตาของนาง
"ท่านหญิงฉลาดหลักแหลมมากจริง ๆ ข้านับถือเลย" เขายกมือยอมแพ้แล้วโยนเชือกให้นาง
เว่ยหย่งฮวาคิดว่าเขายอมง่ายดายกว่าที่คาด นึกว่าจะจับนางเป็นตัวประกันอีกสักครั้งเสียอีก แต่ได้แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน อย่าทำให้เรื่องบานปลายนักเลย หลังจากได้อิสรภาพคืนมานางก็เดินออกไปด้านนอก คนของใต้เท้าเผิงยืนล้อมด้านนอกไว้หมดโดยมีเจ้าตัวยืนอยู่ด้านหน้าสุดกับอู๋ซือหนิง พอเห็นนางออกมาได้อย่างปลอดภัยทั้งสองก็โล่งใจ
เถ้าแก่เจ้าของโรงพนันให้คนของตนจัดหาที่นั่งมาให้ทั้งสามคน
"เรามาเจรจากันหน่อยดีกว่า"
"ท่านหญิงต้องการอะไรเชิญว่ามาได้เลย"
"หนี้ที่น้องชายข้าเสียพนันไป ข้าจะใช้คืนให้ แต่เจ้าต้องไม่ยอมให้เขาเข้าไปที่นั่นอีก ส่วนความผิดของเจ้าที่ปล่อยให้ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเข้าไปร่วมเล่นพนันขันต่อ ข้าจะยอมปิดตาข้างหนึ่ง แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว"
ตั้งแต่เมื่อก่อนหญิงสาวมีโอกาสมากมายที่จะฟ้องร้องแต่ก็ไม่ได้ทำ ตอนนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองใจดีเกินไปจริงๆ แต่เว่ยหย่งฮวาในตอนนั้นไม่ใช่นาง ก็เป็นการตัดสินใจที่สมกับเป็นนางผู้อ่อนหวานและขี้สงสารคนนั้นแล้ว
แต่เว่ยหย่งฮวาไม่ใช่คนที่จะใจอ่อนได้ตลอด หากนางอยู่มาจนถึงจุดนี้เช่นเดียวกัน อาจจะตบะแตกยิ่งกว่าอดีตนักแสดงสาวก็เป็นได้ เพราะการกระทำของน้องชายชวนโมโหจริงๆ
"เป็นข้อเสนอที่ไม่เลว" เขาก็ไม่อยากถูกทางการไล่บี้แค่เด็กคนหนึ่ง
"หากเจ้าไม่ยอมให้เขาเข้าไปตั้งแต่แรก เรื่องก็คงไม่มาถึงจุดนี้"
"ท่านหญิงกล่าวถูกต้อง ข้าต้องเริ่มกรวดขันคนของข้าใหม่เสียแล้ว"
"ตกลงตามนี้ จนกว่าน้องชายข้าจะสำนึกได้ก็รบกวนเจ้าช่วยเล่นละครต่อไปหน่อยก็แล้วกัน"
สกุลเว่ยในยามนี้มันคลื่นใต้น้ำที่รอวันกระเพื่อม ภายในจวนนี่สงบเหมือนทุกอย่างเป็นปกติดี แต่ความกังวลใจของคุณชายน้อยรังแต่จะเพิ่มมากขึ้น ผ่านมาร่วมสามราตรีเขาก็ยังไม่ได้ข่าวของพี่สาวเลย เด็กหนุ่มทั้งสั่นกลัวอย่างขี้ขลาด กังวลจนนอนไม่หลับกินไม่ได้แต่ก็ยังไม่ยอมทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้เลย
ยิ่งเห็นแบบนี้เว่ยจงเจ๋อผู้เป็นบิดายิ่งไม่อาจปล่อยให้ผ่านไปเฉย ๆ ได้ เห็นได้ชัดเลยว่าครั้งนี้บุตรชายคนเล็กของเขาต้องได้รับบทเรียน เพราะหากครั้งนี้ใจดียอมอ่อนข้อให้ล่ะก็ ครั้งต่อไปที่เกิดเรื่องอาจจะเลวร้ายกว่านี้ และครั้งนี้หากไม่ใช่ว่าบุตรสาวรู้ตัวก่อนแล้วก็ มันก็คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นไปแล้วเช่นกัน
หากพวกเขาไม่เตรียมตัวไว้ก่อนก็คงไม่กล้าที่จะให้บุตรสาวหายไปหลายวันขนาดนี้ แต่เพราะมั่นใจคนของตัวเองและได้เจรจาลับกับเจ้าของโรงพนันไว้แล้วจึงยอมให้บุตรสาวลงมือทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้เพื่อจะดัดนิสัยบุตรชายคนเล็กซึ่งทำให้เขาผิดหวังจริง ๆ
"ฮูหยิน ข้าล่ะหนักใจจริงๆ"
"ท่านพี่ใจเย็นๆ เถอะนะเจ้าคะ ให้เวลาลูกได้ไตร่ตรองดูสักหน่อย เพราะพวกเราก็ผิดด้วยส่วนหนึ่งที่ตามใจเขามากไป"
"ข้านึกภาพไม่ออกเลย ถ้าฮวาฮวาไม่ได้รู้เรื่องมาก่อนจะเป็นอย่างไร"
หลานฮูหยินก็หนักใจเป็นอย่างมาก เข้าใจความกังวลของสามี นางก็อยากรีบจบเรื่องนี้ให้ได้เร็วๆ แต่ครั้งนี้จะใจอ่อนไม่ได้เด็ดขาด
เว่ยอวี่หยุนใบหน้าสีเขียวและหมองคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอน เขาเดินใจลอยไปตามถนนจนมาถึงหน้าจวนของอู๋ซือหนิง จำได้ว่าพี่สาวสนิทสนมกับบุรุษผู้นี้อยู่ เขาเคาะประตูเรียกโดยไม่ตั้งใจ ตกใจตัวเองอยู่เหมือนกันที่ใจลอยได้มากขนาดนี้ สติเขาหายไปยังที่ใดแล้วก็ไม่ทราบ
ประตูบานคู่ด้านหน้าถูกเปิดออก เป็นตงฟางที่ออกมารับแขก
"คุณชายน้อยเว่ยนี่เอง มีธุระอะไรอย่างนั้นหรือ"
"ใต้เท้าอู๋อยู่หรือไม่ ข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษาสักหน่อย"
"อยู่ขอรับ ข้าจะไปเรียนนายท่านให้ คุณชายเชิญรอที่ศาลาสักครู่"
ตงฟางรีบเข้าไปรายงานนายตน พออู๋ซือหนิงได้ยินว่าน้องชายของท่านหญิงมาขอพบก็วางมือจากธุระที่กำลังติดพัน
"เชิญคุณชายเข้ามา"
ส่วนด้านข้างถูกใช้เป็นสถานที่รับรองแขกผู้มาเยือน เว่ยอวี่หยุนที่ปกติมักจะพูดจาเจื้อยแจ้ว ตอนนี้เงียบเหมือนเป็นคนละคน
"คุณชายมีเรื่องอะไรหรือ"
"ใต้เท้าได้ยินข่าวที่พี่สาวข้าหายตัวไปหรือไม่"
"ท่านหญิงหายตัวไปอย่างนั้นเหรอ!?"
"..."
"ไม่เลย ข้าไม่ได้ข่าว หายไปนานหรือ ยังเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่" เขาถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนเสมือนไม่รู้จริงๆ ว่านางหายไป การแสดงนี้ตงฟางยกนิ้วให้เลย
"ท่านอู๋ไม่รู้จริงๆ ด้วยสินะ คือว่า…พี่หญิงของข้าถูกลักพาตัว แต่ท่านพ่อไม่อยากให้เปล่าประกาศเพราะกลัวนางจะเสียเกียรติ"
"เช่นนี้เอง ข้าเข้าใจความคิดของบิดาท่าน" อู๋ซือหนิงทำหน้าตาเคร่งเครียดตาม
"เข้าใจอะไร มันร้ายแรงถึงขนาดนั้นเลยหรือ" เว่ยอวี่หยุนขมวดคิ้ว
"คุณชายท่านฟังข้านะ พี่สาวท่านเป็นสตรีที่งดงามอันดับต้น ๆ ของแคว้น เดี๋ยวนี้พวกโจรใจทรามก็ใช่ว่าจะหมดไป หากไม่เคยมีเรื่องผิดใจกันมาก่อน คิดว่าจะมีการลักพาตัวหญิงสาวไปทำไม"
"เอ่อ..." เว่ยอวี่หยุนพูดไม่ออก เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลยเพราะรู้แก่ใจตัวเองว่าตนคือต้นเหตุ
"คุณชายคาดไม่ถึงเรื่องนี้เลยอย่างนั้นหรือ?"
"คือ ข้าเข้าใจแล้ว" เด็กหนุ่มบอกเสียงหงอย ๆ จะพูดก็พูดไม่ออกว่าตนทำอะไรลงไปเหตุการณ์ถึงได้เป็นเช่นนี้ เขากลับไปโดยที่ในหัวยังค้างคาหาวิธีแก้ไม่ได้
เว่ยอวี่หยุนเดินผ่านหน้าโรงพนัน ตัดสินใจเข้าไปขอเสี่ยงอีกครั้ง
"เถ้าแก่อยู่ไหม" หลังจากคนของโรงพนันเห็นหน้าเขาก็ทำหน้าเฉยเมย แต่ครั้งนี้เขาพยักหน้าให้
"ขอพบเถ้าแก่ได้หรือเปล่า"
"ชั้นสอง"
"ขอบใจ"
เว่ยอวี่หยุนเดินขึ้นบันไดทั้งที่ยังใจลอยอยู่ เขามองหาห้องที่ดูหรูหราหรือมีบรรยากาศที่พอจะบอกได้ว่าเถ้าแก่อยู่ในห้องนั้น เพราะบนนี้ไม่มีป้ายหรืออะไรเลย แม้แต่คนคุ้มกันก็ไม่มี จะตะโกนเรียกก็รู้สึกว่าอาจจะโดนลากออกไปแทน จนสุ่มดวงเปิดเจอห้องห้องหนึ่งที่เถ้าแก่นั่งอยู่ พออีกฝ่ายเห็นเขาก็ยิ้มกว้าง แต่เป็นยิ้มที่ถึงดวงตา
"คุณชายเว่ย เชิญเลยเชิญ ลมอะไรหอบมาล่ะ"
"ข้าอยากมาขอยกเลิกสัญญา"
"หืม? พูดถึงสัญญาอะไรกัน?"
"สัญญาที่ข้าต้องชดใช้ตอนที่พนันแพ้"
"สัญญาเสร็จสมบูรณ์ไปแล้วท่านจะยกเลิกได้อย่างไร" ชายผู้มีประสบการณ์ทำหูทวนลม
"ข้าอยากได้ตัวพี่สาวคืน"
"โห ท่านอยากได้ตัวนางคืนแล้วมีอะไรมาแลก คงไม่คิดว่าข้าจะคืนให้เฉย ๆ ใช่ไหม"
"เจ้าต้องการอะไร" เสียงของเด็กหนุ่มเครียดเขม็งขึ้นมา
"สิ่งที่ติดค้างคือท่านแพ้พนัน ก็หาเงินจำนวนนั้นมาคืนข้าสิ เรื่องง่ายแค่นี้เอง"
เว่ยอวี่หยุนเงียบไปไม่นานก็ตอบออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง
"เข้าใจแล้ว"
ก่อนเขาจะออกไปเถ้าแก่ก็เอ่ยไล่หลังทิ้งท้ายไว้ "เร่งมือหน่อยก็ดีนะ ไม่รู้ของแลกเปลี่ยนจะบุบสลายไปตรงไหนบ้างหากทิ้งไว้นาน"
เว่ยอวี่หยุนกัดฟันกรอดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เรื่องนี้เขาเป็นคนเริ่มเขาก็ต้องเป็นคนจบ เด็กหนุ่มเดินออกไปจากสถานที่ซึ่งยั่วยวนให้ลุ่มหลงในโลกีย์ เขากลับไปที่บ้านและรื้อของในห้องออกมาขนานใหญ่
"คุณชายตั้งใจจะทำอะไรขอรับนั่น" ผู้ติดตามคนสนิทเข้ามาก็ตกใจ เพราะเห็นห้องเละเทะไปหมดราวกับโจรขึ้น
"เจ้ามาช่วยข้าหาหน่อย ของอะไรที่พอมีมูลค่าบ้างเอาออกมาจากกล่องให้หมด"
"ขอรับ?" แม้ไม่เข้าใจแต่ก็ทำตามคำสั่ง บางทีเจ้านายของเขาอาจจะวิตกกังวลจนสติแตกไปแล้วก็เป็นได้
สองนายบ่าวรื้อห้องกระจุยกระจาย คืนนั้นตะเกียงของหอนอนคุณชายน้อยถูกจุดเอาไว้ตลอดจนถึงเช้า หนิงชิงชิงที่ผ่านไปดูกันเป็นครั้งคราวเห็นดังนั้นก็รีบไปรายงานคุณหนูของนาง
บ่ายวันต่อมาเว่ยอวี่หยุนก็กลับไปสถานที่เดิมอีกครั้ง พูดประโยคเดิมกับคนที่รอต้อนรับลูกค้าอยู่ด้านหน้า อีกฝ่ายก็ตอบคำเดิมกลับมาเช่นเมื่อวาน พอรู้แล้วว่าเถ้าแก่อยู่ห้องไหนเขาก็เดินเข้าไปทันทีวางถุงเงินจำนวนหนึ่งไว้บนโต๊ะ
"ตรวจนับดูแล้วคืนพี่สาวเข้ามา"
"เร็วกว่าที่คิด น่าประทับใจ" สีหน้าของชายผู้อาวุโสกว่าพึงพอใจเป็นอย่างมาก เขาตรวจนับดูเหรียญเงินทุกเหรียญอย่างใจเย็น
"ครบถ้วน น่านับถือจริงๆ ตามที่ตกลงคุณชายได้ตัวพี่สาวของท่านคืน"
"นางอยู่ไหน"
"โรงนาร้างนอกเมือง"
"ถ้าเจ้าเล่นตุกติกแล้วก็ข้าจะกลับมาจัดการเจ้าหน้า" เขาชี้หน้าอีกฝ่ายคาดโทษไว้อย่างเสียมารยาท แต่ตอนนี้ไม่มีเรื่องมารยาทให้ถือ เว่ยอวี่หยุนยืมม้าของที่บ้านแต่บึงไปที่โรงนาร้างนอกเมือง กระท่อมไม้แห่งหนึ่งอยู่ตรงหน้า เขาเหวี่ยงตัวลงจากหลังม้าทันทีที่มันหยุด ผลักประตูเข้าไปก็พบกับหญิงสาวที่ถูกมัดผ้าปิดตาและถูกพันธนาการแขนไพล่หลังไว้
"ท่านพี่!" เว่ยอวี่หยุนเข้าถึงตัวนางได้ก็รีบแก้มาให้
หญิงสาวสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา มองหน้าน้องชายงงๆ
"หยุนหยุน?"
"ท่านพี่ท่านไม่เป็นไรนะ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า"
เขาถามนางด้วยเสียงร้อนใจ จับมุมซ้ายหมุนขวาดูว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ แล้วก็ถอนหายใจโล่งอกออกมาเมื่อดูเหมือนว่านางจะปลอดภัยดี แต่ก็ยังวางใจไม่ได้จนกว่าจะให้ท่านหมอได้ตรวจ เว่ยอวี่หยุนประคองพี่สาวที่ดูอ่อนเพลียขึ้นหลังม้า แล้วควบขี่่อาชาไปที่โรงหมอในเมือง
"อะไรกัน นี่เจ้ามาช่วยพี่เหรอ" นางยิ้มทั้งหน้าซีด ยกมือแต่แก้มเขาเหมือนอยากพิสูจน์ว่านี่ความฝันหรือความจริง
เว่ยหย่งฮวาหน้าไร้สีเลือดฝาดเพราะผัดแป้งสีขาวจนเต็มหน้า สวมบทบาทนักแสดงทำตัวเป็นคนป่วยแสนอ่อนแอที่ไม่ได้กินข้าวกินน้ำ แม้ความจริงเถ้าแก่จะเลี้ยงอาหารนางดีมาก แต่ถ้าน้องชายมาเห็นว่านางปากแดงแก้มเปล่งปลั่งใครจะเชื่อว่านางถูกลักพาตัวมา
"เจ้าหาข้าเจอได้อย่างไร"
"ท่านพี่ ท่านนอนก่อนก็ได้ ดูไร้เรี่ยวแรงมากรู้ตัวหรือไม่ แต่นั่นก็เป็นความผิดของข้าเอง ข้าขอโทษจริงๆ ที่ทำให้ท่านต้องมาเจอเรื่องแบบนี้"
"จะเป็นความผิดของเจ้าได้อย่างไร ข้าโดนลักพาตัวมา มีใครบงการพวกนั้นได้หรือ"
ในลำคอเด็กหนุ่มรู้สึกขมปร่า ความจริงยิ่งตอกย้ำให้เขารู้สึกเจ็บปวด เกือบก้าวพลาดไปแล้ว หากเรื่องนี้สายเกินแก้คงเป็นแผลใจเขาไปตลอดชีวิตและไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ตลอดไป
"ไว้ให้ท่านหมอตรวจแล้วข้าจะพาท่านไปเลี้ยงอาหารนะ ตอนนี้หลับตานอนเถอะ อีกเดี๋ยวก็ถึงโรงหมอแล้ว"
หลังจากท่านหมอวินิจฉัยว่านางสบายดี แค่เพียงอ่อนเพลียจากการเดินทางเว่ยอวี่หยุนก็เบาใจและพานางไปเลี้ยงอาหารตามที่สัญญา เว่ยหย่งฮวารู้ว่าน้องชายขายของในเรือนนอนตนเองไปจำนวนมาก ตอนนี้เอาไปใช้หนี้หมดจะเหลือเงินอยู่สักเท่าไรกันเชียว นางสั่งอาหารมาอย่างละเล็กน้อยไม่ให้ผิดสังเกตและอ้างว่าตนยังเหนื่อยอยู่จึงกินได้ไม่มาก
เว่ยอวี่หยุนมองนางทานอาหารแต่ตัวเองไม่ยอมแต่สักคำเดียว ในใจของเขายังไม่อยากเชื่อว่าพี่สาวจะสบายดีจนต้องมองอยู่อย่างนั้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสบายใจ ความกังวลที่เกิดขึ้นแม้จะคลี่คลายแล้วแต่ก็ต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งเพื่อให้กลับมาคงที่ หญิงสาวจึงไม่ได้เร่งเร้าให้เขาทำอะไร
เย็นวันนั้นเขาก็พานางกลับบ้าน ทั้งท่านพ่อท่านแม่แทบร้องไห้โฮเมื่อเห็นหน้า เข้ามาสวมกอดบุตรสาวกันแน่น เว่ยอวี่หยุนเห็นภาพนี้ก็รู้สึกว่าตนเองทำถูกแล้ว แม้จะแทบไม่เหลือเงินใช้แต่ก็ยังพอมีเบี้ยเลี้ยงให้จับจ่าย เทียบกันแล้วได้ตัวพี่สาวกลับมาแค่นี้นับว่าเล็กน้อย เว่ยอวี่หยุนได้บทเรียนสำคัญ และไม่คิดจะกลับไปข้องเกี่ยวกับการพนันอีกต่อให้หลังจากนี้เขาจะอายุถึงแล้วก็ตาม
"ท่านพี่ นี่มันอะไรน่ะ"
ในตอนสายของหลายวันต่อมาเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อในเรือนนอนของตนมีเครื่องเรือนเพิ่มขึ้นมา จากที่ตอนแรกโล่งเตียนเหลือแต่เตียงนอนเพราะขายไปหมด
"ได้ยินบ่าวของเจ้าบอกว่าเครื่องเรือนเจ้าโดนปลวกแทะขนานใหญ่ ค่าทนดูไม่ไหวเลยซื้อมาให้ เบี้ยหวัดประจำตำแหน่งข้ามากมายแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก"
นางยิ้มให้เขาแล้วเข้ามาปลอบใจ เพราะรู้ว่าสาเหตุที่มันหายไปคือตนเอง ในเมื่อน้องชายของนางได้บทเรียนแล้วก็อยากให้เขารู้สึกดีขึ้น เพราะแน่ใจว่าหลังจากนี้เรื่องนี้จะย้ำเตือนน้องชายของนางไปตลอด
เว่ยอวี่หยุนซาบซึ้งแทบน้ำตาไหล สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไม่ไหวปล่อยโฮออกมาเบาๆ ก่อนจะหลบหนีไปหลังฉากเช็ดน้ำตาให้ตัวเอง
"เมื่อวานเจ้าเลี้ยงข้าไปแล้ว วันนี้ให้ข้าเลี้ยงเจ้านะ" นางพูดถึงอาหารที่เขาจ่ายให้เมื่อวาน ตั้งแต่วันนั้นเว่ยอวี่หยุนก็อยู่ติดบ้านแทบไม่ออกไปไหนถ้าไม่จำเป็น ข้าวก็กินแต่ของที่คนรับใช้เตรียมไว้ให้ นางทั้งเวทนาทั้งสงสาร
หลังจากพาน้องชายออกมาเลี้ยงอาหารนางก็เข้าไปที่จวนของอู๋ซือหนิง เคาะประตูเรียกอยู่ไม่นานตงฟางก็เปิดประตูมาต้อนรับ
"ท่านหญิงนี่เอง มีธุระอะไรอย่างนั้นหรือ"
"ข้าอยากขอบคุณใต้เท้าอู๋เป็นการส่วนตัวเรื่องที่ช่วยเหลือข้าก่อนหน้านี้"
"คุณชายอยู่ที่สวนขอรับ เชิญท่านหญิงเข้าไปได้เลย"
นางหันมารับตะกร้าบางอย่างจากสาวใช้คนสนิทแล้วเดินเข้าไปคนเดียว หนิงชิงชิงรออยู่ด้านนอกลำพัง ตงฟางเห็นเช่นนั้นก็เชิญนางมานั่งรอที่ศาลาด้านใน
ในส่วนที่มีโต๊ะหินอ่อนตั้งเอาไว้ เจ้าของจวนกำลังขะมักเขม้นกับการคัดอักษรที่เป็นงานอดิเรกของตน เมื่อมีบางอย่างวางลงตรงหน้าก็ดึงดูดสายตาไป ตะกร้าสานบรรจุหีบห่ออาหารและของหวานไว้ด้านใน ส่งกลิ่นหอมออกมา
"ท่านหญิง" เขาเอ่ยเรียกนางเสี่ยงร่าเริงใบหน้ายิ้มแย้ม
"ท่านอู๋ดูจะชอบการคัดอักษรมาก"
"เช่นเดียวกับที่ท่านหญิงชอบการปักผ้า ว่าแต่มาหาข้าวันนี้มีอะไรหรือ"
"ข้าอยากขอบคุณที่ท่านช่วยเหลือวันนั้น หากไม่ได้ท่านเรื่องคงไม่ง่ายเช่นนี้"
"แต่กำลังคนเป็นของใต้เท้าเผิง ข้าเพียงช่วยเจรจาไม่ได้ลงทุนลงแรงอะไรเลย"
"ข้าก็จะไปขอบคุณเขาในภายหลังด้วยเช่นกัน แต่ท่านเป็นคนแรกที่ข้ามาหาและตอบรับข้าทันทีแทบไม่ต้องคิด น้ำใจนี้ข้าจะไม่ลืม"
"ท่านหญิงกล่าวเกินไปแล้ว ข้าช่วยเหลือไม่หวังสิ่งใด เพียงท่านหญิงดีใจก็มากพอ"
นางถือวิสาสะนั่งลงฝั่งตรงข้ามเขา มองลายมือที่ตวัดผ่านพู่กันฉวัดเฉวียน ลากเขียนเป็นตัวหนังสือลงบนม้วนผ้าแผ่นยาว ลายมือของอู๋ซือหนิงงดงามวิจิตรจนสามารถนำไปประดับตกแต่งไว้ในห้องได้เลย เทียบกับนางแล้วก็ทำได้เพียงเขียนเหมือนคนทั่ว ๆ ไป นางยิ้มชื่นชมในฝีมือของเขาจากใจจริง
รอยยิ้มนั้นประทับตราตรึงใจผู้ได้มองจนถอนสายตาออกไปไหนไม่ได้ อู๋ซือหนิงรู้สึกได้ว่าใบหน้าของตนร้อนผ่าวทั้งที่ก็ไม่ได้ป่วยไข้
"อู๋ซือหนิง?"
"หะ หืม?"
"หน้าท่านแดง"
"สงสัยอากาศวันนี้จะร้อน" เอ่ยแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ จนหญิงสาวถึงกับขมวดคิ้วเลยทีเดียว นางเงยหน้ามองท้องฟ้าก็เห็นว่าวันนี้แดดอ่อนนัก เข้าขั้นหนาวจนสามารถนำเสื้อคลุมมาสวมได้เลยด้วยซ้ำ
"ข้าว่าใต้เท้าคงไม่สบายแล้ว อากาศเช่นนี้ยังบอกว่าร้อนได้"
คนถูกว่ายิ้มแห้ง คิดข้อแก้ตัวไม่ทันจริงๆ เขามองซ้ายมองขวาหาทางเปลี่ยนเรื่องคุย
บุรุษที่ไม่เคยมีท่าทีสนใจกลับแสดงออกเช่นนี้ และเป็นแบบนี้มาระยะหนึ่งแล้ว จนมีข่าวลือไปทั่วเมืองว่ายอดบัณฑิตในใต้หล้าเริ่มสนใจอีกสตรี
อู๋ซือหนิงเป็นบุรุษรูปงามคนหนึ่ง พอมีข่าวว่าเขาเริ่มสนใจอิสตรี หญิงสาวหลายนางก็ทอดสะพานให้เผื่อจะมีหวังบ้าง แต่อู๋ซือหนิงก็ไม่สนใจ มีคนเห็นเขาอยู่กับเว่ยหย่งฮวาบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยเห็นอยู่กับสตรีอื่นตามลำพังเลยแม้แต่หนเดียว
"ครั้งนี้ได้ท่านช่วยเหลือไว้มาก นอกจากของที่นำมาวันนี้แล้ว วันหน้าข้าอยากเลี้ยงตอบแทนท่านด้วย"
"ลำบากท่านหญิงแล้ว" เขายิ้มรับด้วยความเต็มใจ ได้ใช้เวลากับนางมากขึ้นทำไมเขาจะต้องปฏิเสธ
"เช่นนั้นหากใต้เท้าอู๋สะดวกวันเวลาใดก็นัดหมายข้ามาแล้วกัน"
เสร็จธุระแล้วนางก็ขอตัวกลับ หนิงชิงชิงเห็นคุณหนูของนางเดินออกมาก็ลงจากศาลามารอที่หน้าประตู สองนายบ่าวกลับจวนในเวลาเย็นย่ำ เพราะเพิ่งผ่านเรื่องน่าหวั่นใจมาเว่ยอวี่หยุนเลยออกมารอรับพี่สาวทุกวัน
"ท่านพี่ วันนี้ใต้เท้าเผิงมารอพบท่านด้วยแต่ข้าบอกว่าท่านไม่อยู่ เขาเลยจะมาใหม่วันหลัง"
"ขอบใจนะ วันนี้ค่าซื้อเปาจื่อมาฝากเจ้าด้วย" นางยิ้มกว้างแล้วยัดถุงแป้งนึ่งมีไส้ถุงใหญ่ใส่อกน้องชาย กินขนมสดใหม่หอมพวยพุ่งขึ้นมาตีจมูกชวนน้ำลายไหล
"ขอบคุณท่านพี่"
เช้าวันรุ่งขึ้นเผิงป๋อเฟิงก็มาขอพบตั้งแต่ยังไม่ถึงยามสาย เพราะกลัวว่าจะคลาดกันอีก สีหน้าของสหายสนิทคู่นี้ดูจริงจังจนบ่าวไพร่ในจวนต้องปล่อยให้พวกเขาปลีกวิเวกในสวนกันลำพัง คอยยืนดูอยู่ห่างๆรอให้เรียกใช้เท่านั้น
"ท่านเผิงมาหาข้ามีเรื่องอะไร"
"ระยะนี้งานราชการยุ่งนักจึงไม่ได้มาเยี่ยมเจ้าเลย" ชายหนุ่มกล่าวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
"ข้านึกว่าเป็นเช่นนี้ปกติ" คำพูดนี้คนฟังถึงกับสะอึก
"เจ้าจำอะไรไม่ได้เลยจริงๆ"
"ต่อให้ถามหลังจากนี้อีกสิบครั้งร้อยครั้งข้าก็ยืนยันคำเดิมว่าข้าไม่เหลือความทรงจำใดในอดีต หากมีคำสัญญาที่ข้าติดค้างเจ้าก็ได้โปรดบอกมาเถอะ"
"ไม่มี เจ้าไม่เคยรับปากหรือสัญญาอะไรกับข้า แต่ก็อดเสียดายมิตรภาพเมื่อวันวานไม่ได้"
"ขอโทษด้วย เรื่องนี้ข้าไม่สามารถทำอะไรได้เลย หากมีอะไรที่ทำให้เจ้าสบายใจขึ้นก็บอกมาเถอะ"
เผิงป๋อเฟิงไม่รู้จะทำสีหน้าอย่างไรกับคำถามนี้ดี ความจริงช่างข่มขืน หากนางจำได้บ้าง ก็คงไม่เจ็บปวดเท่านี้ อดีตที่ผ่านมาเหมือนผ่านไปไม่อาจหวนคืน นางไม่มีใจให้เขา เรื่องนี้ไม่ต้องถามใครก็เห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าอดีตหรือปัจจุบันนางก็เห็นเขาเป็นเพียงสหาย
"เผิงป๋อเฟิง ข้าซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้านะ ดีใจมากที่มีเจ้าเป็นสหาย ความซื่อสัตย์ของเจ้าใช่จะหาได้ง่ายแม้ในยุคนี้ แต่ว่า..."
"แต่ว่า?"
"ข้าไม่ใช่คนที่เจ้าเคยรู้จักอีกแล้ว เรื่องในอดีตที่ผ่านมานั้นเป็นข้าแต่ก็ไม่ใช่ข้า ความรู้สึกไม่ว่ากับใครก็ไม่เหมือนเดิม หากข้าเคยมีคำมั่นสัญญากับเจ้าก็โปรดบอกมา ข้าจะทำให้ชัดเจนเสียเดี๋ยวนี้"
"ท่านหญิงยังคงอ่อนโยนเช่นเดิม คำสัญญานั้นไม่มีดังที่ข้าเคยกล่าวไป ในเมื่อท่านหญิงปรารถนาเช่นนั้น ข้าก็จะไม่ก้าวก่ายความต้องการของท่าน"
"อยู่ ๆ ก็พูดจาห่างเหินเสียอย่างนั้น นี่ไม่ได้กำลังประชดข้าอยู่ใช่ไหม"
ชายหนุ่มข้างกายหัวเราะเบาๆ
"ขอโทษด้วยไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เจ้าเข้าใจผิด ข้าเพียงแต่อยากแสดงออกถึงความตั้งใจดังที่พูดไปจริ งๆ เจ้าสบายใจเถอะ ไม่ว่าอะไรข้าก็จะไม่บังคับหรือแม้แต่โน้มน้าวเจ้า ทุกอย่างเป็นอิสระของใจเจ้าเอง"
หญิงสาวแอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ นึกว่าจะต้องตัดสัมพันธ์กับสหายผู้นี้แล้ว นางระแคะระคายกับท่าทีของเขาอยู่บ้าง ในภายหลังก็แน่ใจแล้วว่าบุรุษผู้นี้มีใจให้เว่ยหย่งฮวา แต่นางไม่อาจตอบรับแทน สิ่งที่แน่ชัดเลยคือเขาไม่ได้รักนาง เขารักเว่ยหย่งฮวาที่เป็นคุณหนูสามแต่กำเนิด ไม่ใช่เว่ยหย่งฮวาที่เป็นเจ้าของร้านแพรลับ
"หลังจากนี้ก็หวังว่าท่านหญิงจะปฏิบัติกับข้าเช่นเดิม จะได้ลำบากใจเพราะความรู้สึกของข้าเลย"
"ข้าก็หวังเช่นนั้น หวังว่าท่านจะไม่ตีตัวออกห่างเพราะข้าปฏิเสธท่าน"
"ไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน" เขายืนยัน และขอตัวกลับไปก่อนจะถึงยามเที่ยงวัน
สวนที่เดินเคียงกันมาเมื่อครู่ดูเปลี่ยวเหงาและเศร้าซึม ไม่รู้อารมณ์นี้เป็นสิ่งตกค้างของเว่ยหย่งฮวาหรือตัวนางเองกันแน่ แต่นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับให้ได้ น่าเสียดายที่นางไม่อาจอยู่ถึงจนจะรับรู้ได้ถึงความในใจของเขา ดูท่าจะรักมั่นคงต่อเว่ยหย่งฮวามานานแล้วด้วย
"เฮ่อ ไม่ว่ายุคไหน ๆ ความรักก็เป็นเรื่องชวนลำบากใจจริงๆ"
หลังเผิงป๋อเฟิงกลับไป ในวันเดียวกันนั้นอู๋ซือหนิงก็มาขอพบ เขานำไก่ฟ้าหนึ่งตัวมามอบให้
"อู๋ซือหนิง สิ่งนี้คือ?"
"ไปล่าสัตว์มาได้ข้าจึงนำมาฝากท่านหญิง หากท่านหญิงไม่ชอบครั้งหน้าข้าจะนำอย่างอื่นมา"
"ไม่ๆ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ท่านอู๋อุตส่าห์มีน้ำใจนึกถึงข้า แล้วข้ายังจะกล้าเอาแต่ใจอีกหรือ"
"ท่านหญิงเอาแต่ใจกับข้าได้ โปรดบอกมาเถอะ"
รอยยิ้มของชายหนุ่มตรงหน้าช่างเจิดจ้า ไม่รู้กลิ่นอะไรเป็นอาหารถึงได้แผ่รัศมีอบอุ่นเช่นนี้ออกมาได้ ทำเอานางตาพร่าเลยทีเดียว หนำซ้ำยังเป็นบุรุษรูปงามขึ้นชื่อของแคว้น ซึ่งเว่ยหย่งฮวาเห็นด้วยมากๆ อู๋ซือหนิงรูปงามมากจริงๆ
"ท่านอู๋เอาอะไรมาฝากข้าก็รับไว้ทั้งนั้น ท่านนำมันมาได้เลยหากข้าไม่ชอบข้าจะบอกเอง"
ได้ฟังเช่นนั้นรอยยิ้มของเขาก็ยิ่งกว้างออก ยิ้มค้างไว้อย่างนั้นจนกระทั่งกลับถึงจวนตัวเองก็ยังยิ้มไม่หุบ ตงฟางอยากเอาใจช่วยให้นายท่านของตนรีบไปสู่ขอท่านหญิงเร็ว ๆ ชีวิตของเขาจะได้สงบสุขเสียที
สามเวลาหลังอาหารไม่พ้นถามเรื่องท่านหญิงหรูเหยียน ซึ่งเขาก็ไม่ได้เป็นตาหลังของนางที่จะได้รู้ทุกอย่างก้าว อยากเชิญท่านหญิงมานั่งสาธยายให้ฟังวันต่อวันเหลือเกิน แต่วิธีเช่นนี้นอกจากคุณชายของเขาจะมองด้วยสายตาอย่างกับมองคนโง่แล้ว เผลอๆ จะโดนท่านหญิงถือไม้เรียวฟาดเอา ซึ่งเขาขอให้ไม้เรียวเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของคุณชายน้อยเว่ยแต่เพียงผู้เดียวจะดีกว่า