วันที่ สาม เดือนสิบสองช่วงปลายปีอันหนาวเหน็บ คนในตระกูลหลี่ก็อยู่กันพร้อมหน้าไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของคุณชายใหญ่ ครอบครัวคุณชายรอง และครอบครัวคุณชายสี่ นั่นเป็นเพราะว่าวันนี้คือวันสำคัญที่หลี่ซานบุตรชายคนที่สามของตระกูลหลี่จะกลับมา
หลี่ซูซินเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนายหญิงสามกับคุณชายสามแห่งตระกูลหลี่ที่ดูเหมือนจะตื่นเต้นกว่าใคร เพราะในตอนนี้พ่อที่หายไปจากบ้านมานานกว่าสิบปีได้กลับมาแล้ว
แน่นอนว่าในใจของหลี่ซูซินต้องตื่นเต้น เพราะเธอไม่เคยเห็นพ่อคนนี้ตัวเป็น ๆ มาก่อน ที่ผ่านมาเธอได้แต่เห็นหน้าเขาจากรูปถ่ายใบเก่าของเขาเท่านั้น
ดังนั้นการได้เจอกันครั้งแรกกับพ่อที่เหินห่าง จึงทำให้เธอรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย
หลี่ซูซินหันไปมองแม่ของตัวเองก็เห็นใบหน้าสวยได้รูปของแม่มีสีหน้าเฝ้ารอคอย หลี่ซูซินเผยรอยยิ้มออกมา นี่คงจะเป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นสีหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังแบบนี้
เธอรู้สึกประหลาดใจที่สีหน้าดีใจของคุณนายสามทำให้เธอพลอยรู้สึกมีความสุขไปด้วย หลี่ซูซินคิดว่า
เธอคงยอมรับผู้หญิงคนนี้ในฐานะแม่ของตัวเองเต็มหัวใจแล้วล่ะ!
หลี่ซูซินหวนคิดถึงวันที่ตัวเองในวัยยี่สิบแปดปีที่ไปฉลองแชมป์เชฟกระทะเหล็กและเมาหัวทิ่มจนต้องตายเพราะกินเหล้าเกินขนาด จนกระทั่งวิญญาณหลุดเข้ามาอยู่ในร่างของหลี่ซูซินในวัยสิบเจ็ดปีที่ยังทั้งสาว สวย และสด คนนี้
ให้ตายเถอะแค่กินเหล้าใครจะคิดว่าทำให้คนถึงตายได้กันล่ะ
และในตอนที่เธอตื่นขึ้นมาก็รู้ว่าวิญญาณของตัวเองเข้ามาอยู่ในร่างสาวน้อยหลี่ซูซินที่ฆ่าตัวตายเพราะย่าไม่ให้เรียนมหาวิทยาลัยต่อและยังบังคับให้แต่งงานกับเถ้าแก่ร้านขายผ้าที่อายุเกือบจะหกสิบปีแล้ว
หลี่ซูซินคนใหม่ย่อมไม่ยอมให้ย่าบีบบังคับตัวเองได้อีกต่อไป ดังนั้นเธอจึงต่อปากต่อคำกับย่าโดยไม่เกรงกลัว
"คุณย่าไม่ต้องการให้หนูเรียนต่อหนูก็จะไม่เรียนค่ะ แต่ว่าหนูจะไม่แต่งงานกับคนแก่คนนั้นเด็ดขาด"
หญิงชราถึงกับปากสั่น ตั้งแต่หลี่ซูซินฟื้นขึ้นมาจากการฆ่าตัวตายเธอก็เปลี่ยนเป็นคนละคน ทั้งปากจัดและท่าทางแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หลี่ซูซินเปลี่ยนไปจนหญิงชราคิดว่า อาจมีวิญญาณร้ายเข้าสิงหลานสาวคนนี้จนได้เชิญหมอผีมาทำพิธีขับไล่วิญญาณ
แต่ในคราวนั้นหลี่ซูซินกลับพังพิธีและยังสาดน้ำไล่หมอผีให้จนกระเจิงออกจากบ้าน หลี่ซูซินยังแหกปากร้องไปทั่วว่าถูกย่ารังแกจนอับอายไปทั่ว
แน่นอนว่าคนที่ไม่กลัวหมอผีคนนั้นย่อมเป็นคนธรรมดาในที่สุดย่าของเธอก็ถอดใจไม่พาหมอผีที่ไหนมาขับไล่วิญญาณร้ายให้เป็นขี้ปากชาวบ้านอีก
ย่าของหลี่ซูซินชี้หน้าด่าหลานสาวว่า เนรคุณ จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเข้มงวดทวงบุญคุณอย่างหน้าไม่อาย
"ฉันให้แกแต่งแกก็ต้องแต่ง แกกับแม่อยู่บ้านฉันใช้เงินหมดไปเท่าไหร่ กินข้าวบ้านฉันหมดไปกี่ถังแล้วคิดบ้างหรือเปล่า ฉันไม่ไล่พวกแกออกจากบ้านไปก็เป็นบุญคุณอันล้นพ้นแล้วยังไม่รู้จักสำนึกบุญคุณอีก"
หลี่ซูซินยกมือกอดอก หรี่ดวงตาคู่งามมองย่าท่าทางท้าทาย
"ที่คุณย่าไม่ไล่พวกเราไปก็ไม่ใช่เพราะว่าคุณย่าต้องคืนสินเดิมที่เอาของแม่ไปใช้จนหมดมาเหรอคะ เงินก้อนนั้นตามกฎหมายคุณย่าต้องคืนให้แม่ แต่คุณย่ากลับฮุบเอาไว้ทั้งหมด คงเพราะเสียดายเงินที่ต้องคืนใช่หรือเปล่า ก็เลยไม่กล้าไล่เสียที เอาสิคะรออะไร อยากไล่ก็เอาเงินมาหรือจะต้องให้หนูไปฟ้องนายอำเภอว่าย่าฮุบสินเดิมของแม่ไปจนหมด"
"หลี่ซูซินแกอยากตายใช่หรือเปล่า ฉัน ๆ ...."
ผู้เป็นย่าทั้งหน้าเขียวหน้าแดงสลับกัน หอบหายใจขึ้นลงเพราะรู้สึกหายใจไม่ทัน เมื่อเริ่มจะเถียงสู้หลานสาวคนนี้ไม่ได้ก็ได้แต่กำมือแน่นดวงตาเบิกกว้างมองสองแม่ลูกอย่างรังเกียจ
ป้าสะใภ้ใหญ่ของหลี่ซูซินเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเข้ามาประคองย่าแล้วพูดเบา ๆ
"ซูซินยังเด็กค่ะไม่รู้อะไรควรไม่ควร เดี๋ยวหนูพูดกับซูซินเองนะคะ คุณแม่ใจเย็น ๆ ค่ะ"
ผู้เป็นย่าพยักหน้า ยังไงก็รู้ตัวว่าตนเองไม่สามารถเถียงไม่สู้เด็กสารเลวคนนั้นอยู่แล้วจึงต้องระงับอารมณ์ ถึงกับหันหลังให้หลี่ซูซิน เพราะกลัวว่าจะอดทนลงไม้ลงมือกับหลานคนนี้ไม่ได้
ถึงอย่างไรหลี่ซูซินก็ขายได้ราคา เถ้าแก่หวังยอมทุ่มสินสอดจำนวนมากเพื่อซื้อตัวหลานสาวคนนี้ ดังนั้นจะทำให้เกิดรอยแผลไม่ได้เด็ดขาด
ป้าสะใภ้ใหญ่ของหลี่ซูซินเริ่มกล่อมให้หลานสาวยอมรับ
"เถ้าแก่หวังถึงจะอายุมาก แต่ก็รูปร่างดีหน้าตาอ่อนเยาว์ ยังร่ำรวยมากถ้าหนูแต่งงานไปรับรองว่าหนูจะสบาย อีกอย่างคุณย่าก็เลือกผู้ชายให้หนูเป็นอย่างดี ทั้งรวย ทั้งใจดี แบบนั้นซูซินไม่ลำบากแน่ ๆ ต่อไปจะได้เป็นคุณนายใหญ่มีคนรับใช้มากมายไม่ดีหรือจ๊ะ"
หลี่ซูซินเผยรอยยิ้มกว้าง พูดเสียงอ่อนลงท่าทางเห็นด้วยกับคำพูดของป้าสะใภ้ใหญ่
"คุณย่าว่าเถ้าแก่หวังดีใช่หรือเปล่าคะ"
น้ำเสียงของหลี่ซูซินทำให้ผู้เป็นย่าหันกลับมา รีบตอบรับทันใด
"ดี ดีสิ เขาดีมากเลย ย่าเลือกให้หลานอย่างดีที่สุด เป็นผู้ชายที่ใช้ได้เหมาะสม ในเมืองนี้ย่าว่าเขาดีกว่าคนอื่นเลยล่ะ"
รอยยิ้มของหลี่ซูซินกว้างขึ้น จากนั้นก็มองผู้เป็นย่าด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
"ถ้าคุณย่าว่าดี ทำไมคุณย่าไม่แต่งเองละคะ คุณปู่ตายไปหลายปีแล้วคุณย่าก็เหงาไม่น้อย ผู้ชายคนนั้น ทั้งรวย ทั้งแก่ หนังเหี่ยว ยังเห็นแก่ตัว เหมือนคุณย่าไม่มีผิด เหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก ถ้าอยากได้ก็แต่งเองก็แล้วกันค่ะต่อไปจะได้ไม่เหงาจนฟุ้งซ่านคิดขายหลานกินอีก!"
ตั้งแต่การถกเถียงกันในเรื่องแต่งงานเมื่อวันนั้นหลี่ซูซินก็ถูกย่าของตัวเองขังเอาไว้ในห้องหลายวัน ในแต่ละวันให้เธอกินเพียงข้าวต้มหนึ่งชามกับน้ำเปล่าเท่านั้นแต่หลี่ซูซินก็คิดว่าคุ้มเพราะย่ากลัวว่าเธอจะพังงานแต่งงานจนทำให้ขายหน้าจึงยังไม่กล้าตอบรับเถ้าแก่หวังไป เรื่องการแต่งงานของเธอจึงถูกพักเอาไว้ก่อน
และสิ่งที่หลี่ซูซินได้ยินในทุกวันก็คือคุณนายสามแม่ของเธอมาส่งข้าวต้มให้พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ส่งเสียงสะอื้นกล่าวขอโทษเธอครั้งแล้วครั้งเล่าเพราะไม่อาจช่วยอะไรได้
คุณนายสามเป็นคนอ่อนแอ ยังมีโรครุมเร้าทั้งหมดก็มาจากสาเหตุการหายตัวไปของสามีนั่นเอง คุณนายสามถูกเลี้ยงมาในตระกูลที่เรียกว่าโบราณขนานแท้ ถึงแม้ว่ายุค80s จะเป็นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มีการติดต่อค้าขายกับฝั่งยุโรปและทั่วโลก คนในยุคนี้ที่ร่ำรวยนิยมส่งบุตรหลานไปเรียนต่อต่างประเทศอารยธรรมเปิดกว้าง แต่แม่ของหลี่ซูซินกลับเหมือนผู้หญิงที่ข้ามภพมาจากยุคจิ๋นซีโบราณที่ขี้ขลาดเป็นกุลสตรีทุกกระเบียดนิ้ว ไม่กล้ากระทั่งจะอ้าปากเมื่ออยู่ต่อหน้าแม่สามี
คงเพราะมีแม่ที่ขี้ขลาดแบบนี้จึงทำให้หลี่ซูซินคนเดิมคับแค้นใจและฆ่าตัวตายในที่สุด
ก่อนหน้านี้ปกติหลี่ซูซินคนเดิมก็ไม่ค่อยสนิทกับแม่ของตัวเองอยู่แล้ว วิญญาณของเธอเข้ามาอยู่ในร่างนี้ความทรงจำของหลี่ซูซินคนเดิมยังคงอยู่ในสมอง จึงทำให้เธอรู้ความเป็นมาของคนในบ้านผ่านความทรงจำนี้เป็นอย่างดี
หลี่ซูซินคนใหม่เริ่มเข้าหามารดา ถึงผู้หญิงคนนี้จะอ่อนแอแต่ก็เป็นคนที่ดีและน่าสงสาร จะโทษเธอได้อย่างไรในเมื่อถูกเลี้ยงดูมาแบบนี้จู่ ๆ จะให้ลุกขึ้นมาแข็งแกร่งก็ดูจะขัดแย้งเกินไป แน่นอนว่าพฤติกรรมใหม่ของหลี่ซูซินทำให้แม่ของเธอดีใจมาก และยิ่งทำดีกับเธอมากขึ้น หลี่ซูซินไม่เคยแตะต้องสิ่งใดเลย แม่คนนี้ของเธอดีกับเธอจนแทบจะป้อนข้าวแล้วเคี้ยวแทนเธอไปแล้ว
หลี่ซูซินอายุยังไม่เต็มสิบแปดดีจนกว่าจะถึงเดือนหน้า กฎหมายของเมืองนี้มีเพียงต้องผ่านพ้นอายุสิบแปดปีเต็มเท่านั้นจึงจะสามารถออกไปทำงานนอกบ้านได้
หลี่ซูซินต้องหาเงินจำนวนหนึ่งมาเปิดร้านอาหาร เพราะเงินของแม่ที่มีก็ถูกย่าของเธอฮุบเอาไปหมดแล้ว เงินสินเดิมมีไม่น้อยแต่ย่ากลับเอาเงินก้อนนี้ส่งเสียหลานชายและหลานสาวฝาแฝดคนโตที่เป็นลูกของลุงใหญ่ไปเรียนต่างประเทศอย่างหน้าไม่อาย
แน่นอนว่าตอนที่ย่าเอาเงินก้อนนี้ของแม่ไป ย่าบอกเพียงแค่ว่ายืมก่อนแต่การยืมนี้ดูว่าจะไม่มีโอกาสได้คืนเลยแม้แต่หยวนเดียว หลี่ซูซินคนเดิมได้รู้เรื่องนี้ก่อนวันที่เธอจะฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาฆ่าแมลงเพียงแค่วันเดียว เพราะเธออยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยแม่บอกไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เพราะย่าเอาเงินไปหมดแล้ว ส่วนย่าก็ไม่สนับสนุนให้เธอเรียนต่อ ยังบังคับให้เธอแต่งงานกับเถ้าแก่หวังเพื่อสินสอดจำนวนมากแทน
เด็กสาวที่หวังจะมีชีวิตที่สวยงามทั้งยังเป็นเด็กที่ใฝ่เรียนได้ยินเรื่องนี้แล้วจะทนไหวหรือ นี่จึงเป็นสาเหตุแห่งความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในตัวเอง จนคิดสั้นในที่สุด
แต่นั่นแหละ เรื่องนั้นก็ผ่านมาแล้ว
วันนี้หลังจากที่ย่าได้รับจดหมายก็ผ่านมาหลายเดือนในที่สุดก็ถึงวันที่พ่อของเธอจะกลับมาเสียที ชีวิตของแม่ที่ลำบากคอยเป็นคนรับใช้ของคนในตระกูลนี้มาตลอดเพราะสามีไม่อยู่คงจะเปลี่ยนไปแล้ว อาชีพหลักของคนสกุลหลี่ก็คือการค้าผ้าในเมืองเซี่ยงหวัง หลังแม่ของเธอแต่งเข้าตระกูลหลี่ก็ได้อยู่กับพ่อของเธอเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น พ่อก็ต้องเดินทางไปค้าขายที่เซี่ยงไฮ้และตั้งแต่นั้นมาพ่อก็ไม่ติดต่อมาอีกเลย ในขณะที่แม่ของเธอกำลังตั้งท้อง
ในวันนี้เขากลับมาแล้ว หลี่ซูซินคิดว่าชีวิตของเธอและแม่คงจะดีขึ้นเมื่อมีพ่อคุ้มครอง
ทว่าเรื่องกลับไม่เป็นเช่นที่หลี่ซูซินคิด เมื่อตอนนี้ผู้ชายคนนั้นไม่ได้กลับมาคนเดียว เขายังพาผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งดูก็รู้ว่าคือเมีย พร้อมกับลูกสาวและลูกชายอีกหนึ่งคนตามเขากลับมาด้วย
ผู้ชายคนนั้นสารเลวแค่ไหน ถึงได้พาเมียน้อยกลับมาด้วยแบบนี้!
ลูกของพ่อสองคนนั้นดูเหมือนจะโตกว่าหลี่ซูซินเสียอีก โตจนกระทั่งเธอตื่นตะลึง นั่นแปลว่าพ่อของเธอมีเมียมาก่อนจะแต่งกับแม่แน่นอน และเมียคนนั้นคงแอบตั้งท้องและคลอดลูกไปก่อนหน้านั้นแล้ว
ผู้ชายคนนั้นกำลังพาลูกเมียใหม่ของเขาโขกศีรษะคำนับมารดาของตนเอง ส่วนแม่ของหลี่ซูซินตัวสั่นระริกและเบิกตากว้างมองอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
หลี่ซูซินนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านหลังแม่ เธอขยับตัวรวดเร็วแล้วเอื้อมมือไปจับมืออันเย็นเยียบของแม่เอาไว้ พูดเบา ๆ ว่า
"แม่หนูอยู่ตรงนี้ หนูอยู่ตรงนี้"
แม่ไม่พูดอะไรนอกจากพยักหน้า และไม่อาจกลั้นหยดน้ำตาให้หยดลงมาได้ หลี่ซูซินอยากจะลุกขึ้นอาละวาดแต่ในเมื่อแม่ของเธอเอาแต่นิ่ง หลี่ซูซินก็รู้ว่าการอาละวาดนี้ไม่มีประโยชน์
เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะว่าลูกชายคนโตของพ่อนั้นกำลังสวมชุดนายทหารประดับดาวบนบ่า ที่ทำให้ย่าถึงกับมองอย่างชื่นชม
พี่ชายต่างแม่ของเธอคงมีอายุราวยี่สิบหกปี ท่าทางของเขาองอาจใบหน้าหล่อเหลาแต่ดูยโสยิ่งอยู่ในชุดที่ใคร ๆ เห็นก็ต้องก้มหัวให้แบบนี้ ลูกเมียน้อยอย่างเขาแทบจะไม่เห็นใครในสายตา ในขณะที่พี่สาวต่างมารดาก็สวมเสื้อผ้าหรูหราราคาแพงแต่งหน้าแบบจัดเต็ม ยังฉีดน้ำหอมฟุ้งไปทั้งตัว
พวกเขาพี่น้องต่างมีใบหน้าที่สวยและหล่อและไม่น่าเชื่อว่าคนสองคนนั้นจะมีใบหน้าที่คล้ายกับหลี่ซูซินไม่น้อย เฮ้ย ต่อให้เกิดจากท้องคนละแม่ แต่เมื่อมีพ่อคนเดียวกัน ยีนส์เด่นเรื่องหน้าตาดีของพ่อจึงถ่ายทอดมาถึงลูก ๆ โดยไม่มีตกหล่น
พ่อของเธอดูเหมือนจะรักเมียคนนั้นมาก และย่าเองก็ไม่มีสีหน้าประหลาดใจ นั่นเป็นเพราะว่าย่าคงรู้อยู่แล้ว เพราะผู้หญิงคนนั้นคืออดีตคนใช้ประจำตัวของพ่อที่ลักลอบคบหากัน และพ่อได้ซ่อนคนพวกนั้นจากย่าก่อนที่จะแต่งงานกับแม่
ตั้งแต่พ่อเข้ามาในโถงใหญ่ ไม่คิดถามหาแม่และตัวหลี่ซูซินแม้แต่ครั้งเดียว เขาพูดกับย่าว่า
"ลูกชายคนโตของผมชื่อหลี่เกิง อายุยี่สิบห้าปีแล้วครับเขาเพิ่งได้บรรจุเป็นนายทหารประจำหน่วยคุ้มครองเมือง ผมเลยตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ถาวรครับแม่ ส่วนลูกสาวคนนี้ของผมชื่อหลี่กุนเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย เธอชอบออกแบบเสื้อผ้าผมก็เลยว่าจะเปิดร้านเสื้อผ้าให้อากุนครับ"
คนเป็นย่ากลับไม่สนใจแม่ของเธอเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่ลูกชายและลูกสะใภ้รวมทั้งหลานสาวหลานชายคนอื่นต่างปรายตามามอง สีหน้านั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่ากำลังรู้สึกสนุกแค่ไหนที่เห็นครอบครัวของคุณชายสามดูเหมือนจะวุ่นวายขนาดนี้
"แล้วเรื่องฐานะล่ะ ของอาหลิวกับอาเซียงคิดจะทำยังไง หลานเกิงเป็นถึงนายทหารระดับสูง จะให้อยู่ในฐานะลูกชายเมียรองมันจะได้หรือ แบบนี้ดีหรือเปล่าให้อาหลิวรับเด็กสองคนนี่เป็นลูกจะได้ไม่มีปัญหาเวลาออกสังคม ส่วนอาเซียงก็เป็นคุณนายรองสาม ไม่ต้องเป็นสาวใช้เหมือนเดิมแล้ว"
อาหลิวก็คือแม่ของหลี่ซูซิน และเป็นคนที่ก้มหน้าเช็ดน้ำตาร่างกายสั่นระริกอยู่ในเวลานี้ เดิมอาหลิวคิดจะเดินทางไปพร้อมกับสามีในตอนนั้น เธอเพิ่งแต่งกับเขาหลงรักผู้ชายหน้าตาดีคนนี้สุดหัวใจ แต่เขากลับบอกให้เธออยู่บ้านตอบแทนคุณมารดาแทนเขา และไม่นานเขาจะกลับมา แต่ทั้งหมดคือคำโกหก ที่เขาหายหน้าไปหลายปีหญิงชราคนนั้นรู้เรื่องทุกอย่าง เขาแค่ตัดสินใจพาลูกเมียหนีไปเท่านั้น ทิ้งอาหลิวเอาไว้ข้างหลังให้เป็นผู้หญิงโง่ ๆ คนหนึ่งที่คอยรับใช้ตระกูลหลี่ ไม่ว่าเรื่องอะไรในบ้านอาหลิวจัดการได้เป็นอย่างดี
อาหลิวดูแลแม่สามีจนตัวเองร่างกายย่ำแย่และยังถูกแย่งสินเดิมของเธอไปจนไม่เหลืออะไรติดตัว อาหลิวเชื่อคำแม่สามีว่าอีกไม่นานคุณชายสามจะกลับมา สุดท้ายเขากลับมาจริง ๆ มาพร้อมกับเมียและลูกที่เขารัก และย่ำยีหัวใจของอาหลิวจนป่นปี้ทำให้อาหลิวที่รอคอยอย่างมีความหวังมาตลอดรู้สึกเหมือนกำลังตายทั้งเป็น
หลี่ซูซินเกินจะทนไหวแล้ว เธอลุกขึ้นยืนแล้วกระแอมเสียงดังในขณะที่แม่ของเธอเห็นท่าทางของเอาเรื่องของลูกสาวแบบนั้นแล้วถึงกับดึงมือของเธอให้นั่งลง
"ลูกอย่า..."
"แม่ ฟังหนูแม่อยู่เงียบ ๆ เถอะ"
หลี่ซูซินมีหรือจะยอม เธอส่งเสียงหัวเราะเสียงดังทำให้ทุกคนต่างหันมามองเธอ แน่นอนว่าบรรดาสะใภ้คนอื่นกำลังรอคอยดูว่าหลี่ซูซินกำลังจะก่อเรื่องอะไรอีก
"ละครเรื่องนี้สนุกจริง ๆ น้ำเน่าจนกลิ่นเหม็นลอยฟุ้ง ให้ตายเถอะ พ่อที่ทิ้งเมียและลูกไปสิบกว่าปีกลับมาบ้านในวันแรกก็มาพร้อมกับเมียน้อยและลูกรักของเขา ไม่สนใจแม้แต่จะมองเมียเอกและลูกที่เฝ้ารอคอยมาตลอดสิบกว่าปี แต่ที่สำคัญผู้ใหญ่ในบ้านกลับเข้าข้าง หนูล่ะสงสัยจริง ๆ ว่าใจของทุกคนทำด้วยอะไร หนูไม่รู้ว่าย่าจะเป็นคนดีขนาดนี้ คิดได้ยังไงยกย่องให้ลูกเมียน้อยเป็นลูกเมียเอก ให้เมียน้อยเลื่อนฐานะจากสาวใช้มาเป็นคุณนายรองสาม โอ๊ย อยากจะหัวเราะให้ฟันหัก ย่าควรไปแต่งนิยายเขียนบทละครยังเหมาะกว่าจะเป็นผู้ใหญ่ในบ้าน ช่างเขียนเรื่องได้อย่างยุติธรรมเหลือเกิน"
"หลี่ซูซิน หุบปาก!"
เสียงตะเบ็งที่ดังลั่นนี้เป็นเสียงของคนชราที่แทบอยากจะพุ่งตัวมาตบปากหลานสาวตัวดีที่วัน ๆ เอาแต่ก่อเรื่อง
คุณชายสามพ่อของเธอและครอบครัวเมียใหม่ของเขาต่างหันมามองเธออย่างพร้อมเพรียงกันแน่นอนว่าสีหน้าของพวกเขาย่อมดูไม่ดี โดยเฉพาะสีหน้าของพ่อคนนั้นที่แดงเพราะโกรธจัดจนสีแดงลามไปถึงใบหู
หลี่ซูซินจ้องพวกเขาตาไม่กะพริบ พูดเสียงดังเหมือนรำคาญเหลือเกินออกมา
"อ้อ พวกคุณคงไม่รู้จักฉัน ฉันคือหลี่ซูซินลูกสาวของคุณนายสาม ในฐานะลูกเมียเอกฉันขอพูดให้ชัดเจนแทนแม่ของฉัน ในเมื่อรังแกกันขนาดนี้ก็คืนสินเดิมของแม่ฉันมาให้หมดอย่าให้ตกหล่นแม้แต่หยวนเดียว จากนั้นฉันจะให้แม่หย่าขาดจากคุณชายสาม และฉันจะถือว่าพ่อของฉันได้ตายไปแล้ว ฉันจะพาแม่ของฉันออกจากบ้านนี้ทันที!"