เป็นไปตามที่หลิวตานคิด ย่าหลิวให้คนมาตามพ่อของเธอกับอาสามไปเพื่อจัดการปัญหาของลูกสาว แต่พอทั้งสองไม่ได้ไปตามคำสั่ง ได้ยินว่าโวยวายใหญ่โต เพื่อนบ้านต่างปิดประตู
ตอนเช้าผู้อาวุโสในหมู่บ้านและผู้อาวุโสของตระกูลหลิวเข้ามาจัดการปัญหาตรงนี้ เพื่อไม่ให้หมู่บ้านเสื่อมเสีย ไม่ให้ผู้หญิงในหมู่บ้านต้องมัวหมองไปด้วย
ก่อนหน้านี้มีพ่อหม้ายลูกสามอายุสี่สิบปีเพิ่งเสียภรรยาไป ลูก ๆ โตจนแต่งงานกันหมดแล้ว แต่บ้านของพ่อหม้ายต้องการหาภรรยาให้เขาจึงถูกเสนอให้แต่งงานด้วย โดยที่ไม่ต้องเสียค่าสินสอดสักเฟิน ด้วยความที่พ่อหม้ายหน้าตาไม่ดี อ้วน เตี้ย ดำ พวกเขาไม่มีทางเลือกแต่ยื่นข้อเสนอมาหลังหลิวถิงเหยาคลอดเด็กจะส่งกลับบ้านใหญ่หลิว
หลิวถิงเหยากรีดร้องไม่ยินยอมแต่งงานกับพ่อหม้ายคนนี้ ทั้งขู่ว่าถ้าให้แต่งงานจะทำลายเด็กในท้อง และนั่นยิ่งทำให้ผู้อาวุโสไม่พอใจ สุดท้ายเรื่องเลยจบที่หลิวถิงเหยาต้องแต่งเข้าบ้านพ่อหม้ายอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
สำหรับบ้านรองหลิว บ้านสามหลิว ทั้งสองบ้านแยกตัวออกมาแล้วถึงแม้จะเป็นตระกูลเดียวกันแต่ไม่เกี่ยวข้องกันแล้ว เพราะมีการตัดขาดไม่เหมือนแยกบ้านออกมาเหมือนคนอื่น ทำให้พวกเขาไม่ได้รับผลกระทบ
“ยังดีที่บ้านเรามีชุดใหม่ ๆ ให้ใส่ ไม่อย่างนั้นคงต้องใส่ชุดเก่าไปแล้ว” หลิวตานถอนหายใจ มองครอบครัวของตนเองแล้วส่ายหน้า
“พี่ใหญ่ จริง ๆ ผมว่าชุดไม่ได้เก่าขนาดนั้น” หลิวเหอสวี่อมยิ้ม
“ใช่ ดูสิ เสื้อผืนนี้ฉันจำได้ว่าใส่เพียงสองครั้งเท่านั้นเอง คนในหมู่บ้านซื้อเสื้อผ้าหนึ่งตัวใช้ได้ตั้งหลายปี” หลิวอิ๋งอีหมุนตัวให้ดูชุดที่ใส่
หลิวตงตง จ้าวเหม่ย อยู่ในชุดสุภาพตัวใหม่เพราะเพิ่งเคยใช้ ทั้งคู่ซื้อเสื้อผ้านี้มาหลายเดือนแล้วเพียงแต่ไม่ได้ใช้ เนื่องจากไม่ได้พากันออกนอกบ้านเลย วันนี้ค่อนข้างพิเศษเพราะวันนี้มีเทศกาลไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมณฑล
อันที่จริงในตอนแรกบ้านหลิวไม่มีความคิดจะไป เพียงแต่เมื่อวานนี้หลังเลิกเรียนสือหยวนเฟิงชวนหลิวตานเข้าไปดูหนังทำให้เธอตอบตกลงไป และมาชวนครอบครัวไปเปิดหน้าเปิดตาบ้าง
จ้าวเหม่ยยิ้มให้ลูกสาว “เสี่ยวตานแม่ว่าชุดไม่ได้เก่าเลย ยิ่งใส่ตอนกลางคืนไม่มีคนสังเกตเห็นหรอก พวกเราไปกันเถอะจะได้กลับเร็ว”
“ใช่”
“ญาติผู้น้องฉันมาแล้วหรือยังคะ เสียดายที่อาสาม อาสะใภ้สามไม่ไปด้วยกัน คงสนุกหน้าดู” หลิวตานถามถึงหลิวต้าสยงตัวแทนจากบ้านสามที่จะไปด้วยกัน
“มาแล้ว ๆ”
หลิวต้าสยงมาถึงพอดีทำให้เขาเดินเข้ามาหา ก่อนขึ้นเกวียนวัวที่ไปเช่าหมู่บ้านข้าง ๆ มา เนื่องจากรถยนต์ราคาสูงเกินไปกว่าจะเช่า เลยต้องหาเช่าเกวียนวัวที่หลายบ้านยังคงใช้เดินทางกันอยู่ก่อนพากันเดินทางเข้าเมืองที่จะใช้เวลาเดินทางเกือบสองชั่วโมง
“คุณน้าทั้งสอง เสี่ยวตาน เด็กๆ”
มาถึงจุดนัดหมายสือหยวนเฟิงยืนรออยู่ก่อนแล้ว เขาคำนับผู้อาวุโสและทักทายหลิวตานกับน้อง ๆ อย่างเป็นกันเอง
“หยวนเฟิงมานานหรือยัง บอกให้มาพร้อมกัน” หลิวตานถาม
“ไม่นาน ๆ ฉันมากับครอบครัวน่ะ วันนี้พวกเราเดินทางมาด้วยกัน ต้องขอโทษด้วย” สือหยวนเฟิงบอก เขาหันไปคุยกับหลิวตงตง “เสี่ยวตานบอกคุณน้าเคยมางานที่นี่แล้ว ถ้าอย่างนั้นผมคงแนะนำอะไรมากไม่ได้แล้ว”
“อืม” หลิวตงตงเหลือบมองเขาก่อนกวาดสายตามองคนในบ้านแล้วไปหยุดที่ลูกสาวคนโต “ได้ยินว่าจะไปดูหนังกันไม่ใช่หรือ ไปสิ แล้วค่อยมาเจอกันที่นี่อีกสองชั่วโมงข้างหน้า”
“ฉันไปก่อนค่ะ”
จ้าวเหม่ยยิ้มอ่อนให้สามี ทั้งสองรู้ว่าลูกสาวมีความคิดแปลกใหม่และสามารถเอาตัวรอดได้ ทั้งสือหยวนเฟิงยังจริงใจจึงกล้าปล่อยให้ไปด้วยกัน
สองข้างทางเต็มไปด้วยของกินมากมาย ทั้งเคยเห็นและไม่เคยเห็น บางร้านเป็นขนมต่างถิ่นที่คนในเมืองทำมาขาย หรือบางร้านเป็นพ่อค้า แม่ค้ามาจากที่อื่น เทศกาลไหว้ครั้งนี้เป็นเทศกาลใหญ่ ทุกปีที่จัดขึ้นเดือนนั้นคึกคักตลอดทั้งเดือน
หลิวตานมองรอบตัวอย่างตื่นเต้น เป็นครั้งแรกตั้งแต่มาอยู่ที่นี่แล้วได้เดินในงานพวกนี้ ชีวิตก่อนเธอจำไม่ได้แล้วว่าไปตลาดล่าสุดตอนอายุเท่าไร ที่นี่ไปตลาดแต่ไม่เคยไปงานที่มีเสียงดนตรี การแสดงให้ดู
“นั่นคือโรงหนังเสิ่นจู เป็นโรงหนังประจำเทศกาล หลายคนต่างรอคอยเทศกาลเพื่อเข้าโรงหนังแห่งนี้ ช่วงอื่น ๆ โรงหนังเสิ่นจูไม่เปิดให้บริการ ทำให้การเข้าดูหนังหากไม่จองบัตรไว้ก่อนก็ไม่ได้ดู” สือหยวนเฟิงชี้ไปยังโรงหนังที่อยู่ไม่ไกล
หลิวตานทำหน้าแปลกใจ “เอ๋ ฉันเคยได้ยินว่าโรงหนังเสิ่นจูเดิมทีเปิดตลอดไม่ใช่หรือ ทำไมถึงต้องเข้าโรงหนังในเทศกาลล่ะ”
“เจ้าของโรงหนังเป็นชายชราผู้หนึ่ง แต่ก่อนเปิดโรงหนังทุกวันกับภรรยา แต่พอภรรยาของเขาจากไปเพราะความเหนื่อย ลูก ๆ ของเขาเลยจำกัดเวลาเปิดโรงหนัง และเขาชอบช่วงเวลาเทศกาลที่สุด” สือหยวนเฟิงยิ้มออกมาเล็กน้อย
อันที่จริงแล้วโรงหนังเสิ่นจูเป็นโรงหนังแห่งความรักที่หลายคนต่างรับรู้ ความรักของชายชราที่มีต่อภรรยาจนหลายคนนับถือ เพราะด้วยฐานะของเขาแล้วสามารถหาภรรยาใหม่ได้เลย หลายคนต่างมาขอคนรักกันที่นี่ แล้วพบว่าพวกเขาครองคู่กันนาน
ทั้งสองเดินเข้าโรงหนังพร้อมกับขนมและน้ำที่เตรียมพร้อม สือหยวนเฟิงเดินไปหาผู้ตัวตั๋วเข้าชมก่อนหยิบตั๋วบัตรให้เขา กว่าเขาจะได้มามันไม่ง่ายเลยต้องเสียเงินมากกว่าค่าบัตรจริงเพื่อให้ได้มันมา
ภายในโรงหนังต่างจากที่คิดเอาไว้มาก มันเหมือนอีกโลกและมีแสงสว่างให้เห็น ทั้งคู่หาที่นั่งด้านหลังนั่งแต่เห็นหน้าจอ
คนไม่ได้เยอะมากเพราะที่นี่เป็นระเบียบ รับคนต่อรอบไม่เกินหนึ่งร้อยคน เวลานี้ถ้าคนซื้อตั๋วไม่มาก็ไม่ขายเพิ่มเพราะถือว่ามีคนเข้าดูแล้ว
หนังที่สือหยวนเฟิงเลือกดูเป็นหนังรัก ตัวละครเอกชายหญิงต่างเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนัก แต่พอกลับบ้านทั้งคู่คือลูกภรรยาเอกกับลูกอนุ กว่าจะฝ่าฟันกันมาจนถึงตอนจบต้องเสียสหายที่ดี เสียเลือด เสียเนื้อ เพราะคำว่าต่างชั้นกันเกินไป
“เฟิ่นซีผู้นี้ถ้าเขายอมแต่งซูซูเป็นอนุ อย่างน้อยพวกเขาคงไม่ต้องเสียเพื่อนไปมากกว่านี้” หลิวตานถอนหายใจ ถึงแม้เป็นหนังแต่เธออินไปกับมันจริง ๆ
“ทั้งเฟิ่นซีและซูซูทั้งคู่รักกันมากจนไม่อยากแยกจาก” สือหยวนเฟิงยิ้มออกมา “หากต้องแยกจากคนรักยอมตายจากกันดีกว่า”
“นั่นมันก็จริง”
ระหว่างเดินออกจากโรงหนังทั้งคู่พูดถึงหนังที่ดู หลิวตานรู้สึกว่าการแสดงดีมาก แต่มีหลายอย่างที่ค่อนข้างไม่ชอบ
“เสี่ยวตาน”
“หา”
หลิวตานมองซ้ายขวาหลังได้สติ เมื่อครู่ทั้งสองยังเดินอยู่ในงานแต่ตอนนี้มายืนข้างสระนำ ใต้ต้นไม้ที่มีแสงจันทร์ส่องให้เห็นทางเดิน
สือหยวนเฟิงเม้มปาก “เสี่ยวตาน...” เขาหลับตาก่อนลืมตาอีกครั้งเพื่อเรียกสติตนเอง “ที่ผ่านมาฉันทบทวนตัวเองดีแล้ว ฉันชอบเธอ”
“หา” หลิวตานอุทานแล้วชี้ตนเอง “นายชอบฉันเหรอ แต่พวกเรายังเด็กกันอยู่เลยนะ”
“ตอนนี้พวกเราไม่ได้เด็กขนาดที่ไม่รู้อะไร ฉันชอบเธอจริง ๆ นะ เธอล่ะ ชอบฉันหรือเปล่า ขอเพียงพวกเราใจตรงกันสิ่งอื่นย่อมไม่ต้องสนใจ” สือหยวนเฟิงจับมือเด็กผู้หญิงตรงหน้า
หลิวตานมีสีหน้ากังวล “ถึงใจพวกเราจะตรงกัน แต่ว่าครอบครัวคงไม่เห็นด้วย บ้านของนายมีฐานะ ต่างจากบ้านของฉัน”
“หลังจากเรียนจบมัธยมต้นฉันจะสมัครเข้ากองทัพทหาร คงไม่ได้เจอกันระยะหนึ่ง แต่ก่อนไปฉันอยากขอเธอเป็นคนรักฉันไว้”
ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัวไปหน่อยแต่ว่าสือหยวนเฟิงไม่ต้องการให้ผู้หญิงที่ตนเองรักไปคบหากับใคร ในเวลาที่เขาย้ายไปที่อื่นผู้ชายต้องเข้าหาหลิวตานเยอะแน่ ๆ
“ฉันจะต่อมัธยมปลายที่เดิมและสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถึงวันนั้นฉันกับครอบครัวของพากันย้ายไปปักกิ่ง ส่วนพวกนายมีบ้านอยู่ที่นี่...” นอกจากนี้บ้านของสือหยวนเฟิงยังมีร้านค้าที่ปล่อยทิ้งไม่ได้ ไม่เหมือนฟาร์มผักของพวกเธอ
“ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล พ่อของฉันอยากให้แม่เลิกทำงานและไปอยู่ด้วยกันแล้ว เพียงแต่แม่ไม่ยอม ที่บ้านยังมีน้องชายอีกคน ถ้าฉันตามไปด้วยใครจะว่าอะไรได้”
หลิวตานหัวเราะในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด เธอเชื่อว่าถ้าครอบครัวของเขาห้ามก็ห้ามเขาไม่ได้ เพราะสือหยวนเฟิงเป็นคนที่ชอบพูดอะไรแล้วทำจริง
“ถ้าอย่างนั้นฉันตอบตกลง”
เวลาล่วงเลยเข้าปีที่สองตั้งแต่การมาที่นี่ของหลิวตาน ตอนนี้เธอคือนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 แล้ว หลิวตานยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำฟาร์มผักของเธอเป็นอย่างดี และไม่ลืมดูแลคนในบ้านเป็นอย่างดีตามสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้
หลิวตานคบหากับสือหยวนเฟิงเป็นเรื่องที่คนในบ้านรับรู้ตั้งแต่วันแรก ก่อนตกลงเธอได้ถามตัวเองและตัดสินใจไม่ปกปิดเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ถึงแม้ว่าในยุคนี้การคบหาไม่ผ่านครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่ดีก็ตาม ส่วนบ้านของสือหยวนเฟิงหลิวตานไม่ได้สนใจ ให้คนรักของเธอเป็นคนไปจัดการเอาเอง
หลิวตงตง จ้าวเหม่ย เป็นพ่อแม่ที่ตามใจลูก การคบหาของลูกสาวถือว่าอยู่ในสายตา มีเพียงความห่วงใยและอยากให้ระมัดระวังตัวไม่อยู่ด้วยกันเพียงลำพังสองต่อสอง เพราะไม่อยากให้หลิวตานมีชื่อเสียงเสียหาย และนอกจากพ่อแม่แล้วพี่น้องของหลิวตานกับบ้านอาสามย่อมรู้
ทุก ๆ วันหยุด สือหยวนเฟิงจะมาหาหลิวตานที่บ้านเพื่อชวนทำงานในฟาร์ม และในแต่ละวันหน้าที่ของเขาคือการให้อาหารสัตว์ในฟาร์มบางส่วน ในตอนแรกหลิวตานไม่ได้คิดเลี้ยงสัตว์เอาไว้เลย เธอมองว่ามันยุ่งยาก ต้องให้อาหารสัตว์เช้า เย็น ไหนจะสัตว์บางชนิดที่ต้องให้กลางวันอีก ไม่เหมือนผักที่ให้แค่เช้า เย็น
สัตว์ในฟาร์มไม่เคยซื้อสักตัวหลิวตานได้รับมันมาจากระบบทำฟาร์ม การขายสัตว์มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วเพราะที่บ้านไม่ได้เลี้ยง เธอจึงทำทีซื้อสัตว์มาจากในเมืองแล้วเลี้ยงเอาไว้ จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม รู้ตัวอีกทีฟาร์มของเธอมีทั้งวัว หมู ปลา ไก่ แพะ และม้า
“เดือนนี้มีลูกค้าสั่งผักคะน้า 200 ชั่ง ผักกาด 300 ชั่ง แล้วก็ผักใต้ดินรวมกัน 300 ชั่ง อีกสองวันจะเริ่มส่งผักให้ลูกค้า อาคิดว่าช่วงบ่ายพรุ่งนี้จะเตรียมผักใต้ดินไว้ให้ลูกค้าเลย” หลิวซือหานบอกหลานสาว
หลิวตานพยักหน้าหลังได้ยินคำสั่งซื้อ “อาสามคะ เดือนนี้ไม่มีคำสั่งซื้ออีกแล้วเหรอคะ ฉันได้ยินว่าเดือนก่อนมีคนมาสั่งล่วงหน้าผักกาด 500 ชั่ง”
“มีสิ แต่เขาจะให้คำตอบเร็ว ๆ นี้”
“อ้อ”
วันนี้เป็นวันหยุดของโรงเรียนตอนเช้าหลิวตานเลยเข้าฟาร์มเพราะตอนกลางวันจะไปบ้านของคนรัก เธอเพิ่งรับภารกิจขายผักหนึ่งพันชั่งมาภายในเดือนนี้ต้องขายให้ได้ เลยใส่ใจเรื่องข้างในเป็นพิเศษ เพราะเดือนที่แล้วยอดขายได้เพียง 950 ชั่งเท่านั้น
“จริงสิ อานำข้าวไปขายได้ 500 หยวน เท่ากับที่พ่อของหลานทำปีที่แล้วเลย”
ที่นาในส่วนของพ่อแม่หลิวตานปล่อยให้พวกเขาทำกันเองเธอไม่ได้เข้าไปยุ่งเลย ปีแรกสร้างรายได้นิดเดียวเพราะที่บ้านทำเก็บไว้กินมากกว่าขาย พอปีนี้หลิวตานมองว่าไหน ๆ ก็ทำเก็บไว้กินแล้ว ลองเพิ่มส่วนผลิตแล้วขายจะช่วยสร้างรายได้อย่างมาก ทำให้ครึ่งปีนี้ที่ผ่านมาได้มากกว่าปีที่แล้วเสียอีก และครึ่งปีหลังยังมีผลผลิตให้ขายอีกมาก
“ดีแล้วค่ะ”
เธอคิดที่จะสร้างเงินให้พ่อแม่แล้วจะไม่ให้เงินส่วนแบ่งของฟาร์มอีก ก่อนหน้านี้ที่แบ่งให้เพราะทั้งสองเข้ามาช่วย แต่ตอนนี้พวกเธอไม่จำเป็นต้องนำเข้าไปขายเองแล้ว มีลูกค้ามารับที่หน้าฟาร์มและเป็นพี่น้องที่ช่วยกันทำเอง
หลังเดินดูฟาร์มอีกเล็กน้อยหลิวตานค่อยมาอาบน้ำและเตรียมตัวรอให้สือหยวนเฟิงมารับที่บ้าน ถึงตอนนี้ที่บ้านมีเกวียนวัว รถม้า แต่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนใช้กันแล้ว บ้านสือเองยังมีรถยนต์และคนรักอาสามารับเอง
จ้าวเหม่ยเดินเข้ามาในห้องนอนของลูกสาว มองลูกสาวกำลังแต่งตังถึงกับน้ำตาคลอแล้วเดินเข้ามาใกล้ ใช้แปรงหวีผมให้ก่อนถักเปียทั้งสองข้าง “ไปบ้านคนอื่นก็ดูแลตัวเองดี ๆ นะ”
หลิวตานยิ้มอ่อนมองกระจกสะท้อนตัวเอง “แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ อยู่กับหยวนเฟิงไม่มีใครกล้าทำอะไรฉันหรอก อีกอย่างฉันไปแค่ไม่นานตอนบ่ายก็กลับแล้ว”
“เสี่ยวตานของแม่โตแล้วจริง ๆ”
‘เสี่ยวตาน!’
“เอ๋” จ้าวเหม่ยชะเง้อหน้าออกจากหน้าต่างมองหาคนที่ร้องเรียกก่อนเผยรอยยิ้มกว้าง “หยวนเฟิงมารับลูกสาวของแม่แล้ว เสี่ยวตานเปลี่ยนชุดเถอะ แม่จะออกไปรอข้างนอก”
“ค่ะแม่”
ผู้เป็นแม่ยิ้มให้ลูกสาวแล้วเดินออกไปหาคนรักของลูกสาวที่แต่ก่อนเราทั้งสองรู้จักกันในฐานะเพื่อนลูกกับแม่เพื่อน แต่ตอนนี้มันต่างกันออกไปแล้ว “หยวนเฟิงนั่งก่อนนะจ๊ะ เสี่ยวตานแต่งตัวยังไม่เสร็จน้าจะไปเอาน้ำมาให้”
สือหยวนเฟิงรีบปฏิเสธ “ไม่เป็นไรครับคุณน้า ผมเพิ่งดื่มน้ำมาเอง”
“อ้อ ถ้าอย่างนั้นน้าจะออกไปดูฟาร์มแล้ว อย่าพาเสี่ยวตานมาส่งค่ำนะจ๊ะ” จ้าวเหม่ยไม่ลืมกำชับอีกฝ่าย เพราะกลัวว่าคนในหมู่บ้านจะทำชื่อเสียงของลูกสาวเสียหาย
“ครับ”
สือหยวนเฟิงรอหลิวตานไม่นานทั้งคู่เลยเดินออกจากบ้านไปหน้าหมู่บ้านที่มีรถยนต์จอดรับอยู่ ในหมู่บ้านไม่ค่อยมีรถยนต์เข้ามานอกจากพ่อค้า แม่ค้ารับผัก และทั้งหมดล้วนคุ้นหน้าคุ้นตากันดี แต่รถยนต์ของสือหยวนเฟิงมันต่างกัน
ระหว่างเดินผ่านหน้าบ้านหลิว หลิวอี้ผิงนั่งอยู่หน้าบ้านมองหลิวตานกับสือหยวนเฟิงไม่วางตา ทำให้เธอไม่สบายใจเดินมาบังอีกฝ่ายทั้งที่รู้ว่ายังมองเห็นอยู่ “พวกเรารีบเดินเถอะ ก่อนกลับบ้านอยากแวะซื้อของเดี๋ยวจะมืดก่อน”
“ได้”
ทั้งคู่รีบเดินออกจากหมู่บ้านขึ้นรถยนต์ที่มีคนขับรถรออยู่ สือหยวนเฟิงอายุสิบห้าปีแล้วแต่เขายังไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถเอง ซึ่งหลิวตานมองว่าพ่อของเขาเคร่งครัดเป็นอย่างมาก เพราะทหารบางบ้านชอบให้ท้ายลูกชายกระทำความผิด ต่างจากบ้านนี้ที่หลิวตานเห็นว่าอะไรที่สือหยวนเฟิงทำได้กับทำไม่ได้
หน้าบ้านตระกูลสือเป็นบ้านหลังใหญ่ทำเอาหลิวตานอดมองรอบ ๆ ไม่ได้ มันเหมือนกับว่าที่นี่มีกลิ่นอายโบราณ เพราะถึงตัวบ้านจะทันสมัยขึ้นแต่ของตกแต่งบางอย่างกลับเป็นของโบราณ ไม่เสียชื่อบ้านท่านนายพลจริง ๆ ถัดเข้าไปข้างในรั้วบ้านจะมองเห็นสวนให้นั่งเล่น มีโต๊ะ เก้าอี้ ไว้ให้นั่งจิบน้ำชา
รถจอดลงหน้าบ้านทันทีที่ลงจากรถสือหยวนเฟิงเดินนำเข้าไปในบ้านทันที ได้ยินเสียงหัวเราะก่อนจะหยุดลงทันทีที่หลิวตานเดินตามหลังสือหยวนเฟิงเข้าไป
เสียงทุ้มของผู้ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นมา “มากันแล้วหรือ”
“พ่อครับ แม่ครับ นี่คือหลิวตานคนรักของผมที่เล่าให้ฟัง เสี่ยวตานนี่พ่อกับแม่ของฉันเอง” สือหยวนเฟิงแนะนำให้รู้จัก
“สวัสดีค่ะคุณลุง คุณป้า” หลิวตานทำความเคารพก่อนกวาดสายตาไปมองน้องชาย น้องสาวของสือหยวนเฟิง ก่อนเผยรอยยิ้ม “คุณหนูสือ คุณชายสือ”
ท่านนายพลสือโบกมือ “คุณหนู คุณชายอะไรกัน เรียกเสี่ยวฝานกับเสี่ยวเหยาเถอะ” เขาไม่หันไปมองภรรยาเลยสักนิด “มาแล้วก็นั่งเถอะ จะได้กินข้าวแล้วออกไปจิบชากันด้านนอก ลุงให้คนเตรียมเอาไว้ให้พวกเธอแล้ว”
“ขอบคุณค่ะ”
ติงเหม่ยฟางแสดงสีหน้าไม่สบอารมณ์ออกมาเล็กน้อยก่อนจับลูกสาวที่มีสีหน้าไม่ต่างกันนั่งลงเก้าอี้ข้างกาย ก่อนสั่งแม่บ้านให้จัดอาหารขึ้นโต๊ะ “ป้าฉีนำอาหารออกมาเถอะ”
หลิวตานทำสีหน้าแปลกใจครู่หนึ่งก่อนกลับมาเป็นปกติ เธอเพิ่งรู้ว่าบ้านของสือหยวนเฟิงมีแม่บ้านด้วย จำได้ว่าสือหยวนเฟิงบอกว่าไม่อยากรับประทานอาหารฝีมือของแม่ แต่ที่บ้านมีแม่บ้านนี่นา
“ได้ยินว่าบ้านของเธอทำฟาร์มหรือ” ท่านนายพลสือหันมาถามพลางตักผักกาดผัดน้ำปลาใส่ถ้วย
“ใช่ค่ะ ที่บ้านรองหลิวของเราทำฟาร์มผักค่ะ ปีนี้เป็นปีที่สองแล้ว ผักส่วนมากเป็นผักกาดเพราะมันกรอบและหวาน” หลิวตานยิ้มออกมาเมื่อนึกได้ว่าผักกาดตรงหน้าคือผักจากบ้านของเธอ
“ผักกาดมันก็เป็นผักทั่วไป”
สือหยวนเฟิงยิ้มแห้งหลังแม่ของเขาเอ่ยขึ้นมา “ผักกาดของฟาร์มหลิวไม่เหมือนที่อื่นจริง ๆ ครับแม่ ผมลองเข้าไปเรียนรู้แล้วต้องทำหลายขั้นตอนมาก กว่าจะได้ผักแต่ละต้น”
“โอ้” ท่านนายพลสือแปลกใจ “แม้กระทั่งหยวนเฟิงของเรายังเคยเข้าไปเรียนรู้หรือ” ที่แปลกใจเพราะภรรยาเลี้ยงลูกชายมาอย่างดี งานบ้าน งานนอกบ้านไม่ให้ทำนอกจากการเรียน
“ฟาร์มหลิวมีขั้นตอนการปลูกและรดน้ำที่ต่างจากที่อื่นค่ะ ต้องเตรียมดินเอาไว้ด้วย”
อาหารมื้อกลางวันของวันนี้ต่างจากทุก ๆ วัน เพราะท่านนายพลสือสนใจผักกาดในฟาร์มที่หลิวตานเป็นคนปลูก จึงสอบถามหลายแนวทางเผื่อได้นำไปปลูกผักที่กองทัพบ้างเพื่อลดค่าใช้จ่ายในกองทัพ ซึ่งหลิวตานยินดีที่จะบอกแต่ถึงบอกไปผลผลิตที่ได้ก็ไม่ได้เท่าที่ฟาร์มของเธอได้ปลูก
การพบหน้าครอบครัวคนรักอย่างจริงจังครั้งแรกของหลิวตานเธอมองว่ามันไม่เป็นที่ประทับใจสำหรับแม่และน้องสาวของเขาเท่าไร สำหรับท่านนายพลสือกับน้องชายของเขาหลิวตานค่อนข้างเข้ากันได้ดี ท่านนายพลสือให้ความสำคัญกับอาชีพหรือสิ่งที่ต่อยอดในอนาคตได้
สือหยวนเฟิงทั้งที่รู้สถานการณ์ดีแต่ไม่คิดยอมแพ้ แม่และน้องสาวไม่ชอบคนรัก เขารู้ดีว่าทั้งสองมีความชอบและไม่ชอบอะไรบ้าง จึงชวนหลิวตานไปที่บ้านทุกเย็นเพื่อทำอาหารให้สองแม่ลูกได้ลิ้มรส
ถึงแม้รู้ว่าตอนนี้มันยังไม่เหมาะสำหรับการกลับบ้านตอนเย็นแต่หลิวตานคิดดูแล้ว สือหยวนเฟิงยังยอมทำอะไรเพื่อเธอหลายอย่าง เพียงแค่เอาใจบ้านของเขาเธอย่อมทำได้ ตลอดระยะเวลาสองสัปดาห์ที่ผ่านมาบ้านสือจึงได้กินอาหารมื้อเย็นฝีมือหลิวตาน
แต่ว่าสัปดาห์นี้มีคำสั่งซื้อมากและหลิวตานยังวุ่นกับเรื่องในฟาร์มจึงไม่ได้ไปทำอาหารที่บ้านสือ เป็นเหตุให้สือหยวนเฟิงต้องหิ้วปิ่นโตมาที่บ้านหลิวเพื่อรับอาหารไปให้แม่และน้องสาวของเขาเอง โดยที่จ้างหลิวตานทำอาหารให้
“หากคุณนายสือแต่งหลานสาวของฉันหลิวอี้ผิงเข้าบ้าน ผักที่คุณนายสือรับจากฟาร์มหลิวของเราจะได้ส่วนลดครึ่งหนึ่ง” ย่าหลิวแต่งตัวดูดีจนคนในหมู่บ้านที่เดินผ่านต้องร้องทักเอ่ยขึ้น
ตอนนี้ครอบครัวหลิวรวมตัวกันที่บ้านตระกูลสือเพื่อหารือเรื่องงานแต่ง ก่อนหน้านี้ย่าหลิวได้รู้จากคนอื่นว่าหลานสาวของตนเองสนิทกับลูกชายของบ้านนี้และยังมีการซื้อขายจึงคิดอยากได้ด้ายแดงของคนอื่นมาเป็นของหลานสาวตนเอง
ติงเหม่ยฟางทำการค้ามานานหลายสิบปีมองครอบครัวหลิวตรงหน้าอย่างนึกรังเกียจ “แต่งอะไรกัน หยวนเฟิงของเราอายุยังน้อยกว่าจะแต่งงานได้ตั้งอีกหลายปี ถึงตอนนั้นไม่แน่ว่าฟาร์มของบ้านหลิวจะยั้งยืนไหม”
ก่อนแต่งงานกับสามีติงเหม่ยฟางเคยเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่มาก่อน และยังได้เรียนรู้การค้ามามากมาย พอแต่งงานเรื่องการค้าขายของเธอไม่เป็นรองใคร และการค้าขายของบ้านไม่เกี่ยวกับการหาสะใภ้หรือเขย ถึงแม้จะไม่ชอบว่าที่ลูกสะใภ้แต่ติงเหม่ยฟางไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวในความสัมพันธ์นี้
ปู่หลิวสีหน้าย่ำแย่มองคุณนายที่ภรรยาบอกจะเชื่อพวกเขา “คนในชนบทย่อมเชื่อฟังพ่อแม่ พ่อแม่เชื่อฟังปู่ย่า คุณนายสือคงไม่รู้ว่าบ้านหลิวรักกันแค่ไหน ขอเพียงผมเอ่ยปากการแต่งงานครั้งนี้หรือส่วนลดย่อมเป็นไปตามที่คุยกันเอาไว้”
“เหลวไหล!” ติงเหม่ยฟางตวาดสร้างความตกใจให้บ้านหลิวที่ยกโขยงมากดดัน “ตระกูลสือทำการค้ามากมายเพียงส่วนลดใช่ว่าจะแต่งเข้ามาได้ง่าย ๆ ให้แต่งกับหลิวอี้ผิงผู้นี้ สู้แต่งงานกับคู่ค้าใหญ่ไม่ดีกว่าหรือ”
ก่อนหน้านี้ติงเหม่ยฟางไม่ชอบหลิวตานเพราะรู้สึกว่าลูกชายของตนเองนั้นมีชาติตระกูล หลิวตานไม่คู่ควร แต่ช่วงนี้ต้องยอมรับว่าเธอเริ่มชอบหลิวตานบ้างแล้ว และลองให้สามีหยั่งเชิงขอส่วนลดที่มากกว่าคนอื่น ปรากฏว่าหลิวตานผู้มีสิทธิ์เด็ดขาดไม่ยอมลดราคาให้แม้แต่น้อย
กล่าวว่าการตั้งราคาของฟาร์มหลิวในตอนนี้เกินหน้าเกินตาฟาร์มอื่นแต่พวกเขาไม่ยอมลดราคา มิหนำซ้ำยังตั้งราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ และมีคู่ค้ามาก หากลดราคาลงและลูกค้าคนอื่นรู้จะทำให้บ้านของพวกเขาขาดรายได้ตรงนี้ อาจรวมถึงการก่อปัญหาในอนาคต ซึ่งติงเหม่ยฟางเข้าใจในจุดนี้ดี
หลิวเทาผู้เป็นพ่อหลิวอี้ผิงยิ้มประจบ “คุณนายสือคงไม่รู้ อี้ผิงของเราเรียนหนังสือเก่งและสามารถช่วยเหลืองานคุณนายสือได้ เพียงแต่งงานเข้าไปย่อมสร้างประโยชน์ให้”
“เหอะ” ติงเหม่ยฟางมองครอบครัวหลิวด้วยสายตารังเกียจอย่างไม่ปิดบัง “หยวนเฟิงกำลังจะหมั้นหมายเร็ว ๆ นี้ เรื่องการแต่งงานเป็นไปไม่ได้ แม่หนูนี้หน้าตาดีอยู่บ้างก็ให้ไปแต่งงานกับคนอื่นเถอะ”
“พวกเราเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับคุณนายเลยมาเสนอก็เท่านั้น”
“ใช่ ๆ” สะใภ้ใหญ่คันปากมากพอเห็นช่องว่างเลยเอ่ยแทรกขึ้น “หลิวอี้ผิงของพวกเราดีกว่าหลิวตานเป็นไหน ๆ เด็กคนนั้นเรียนไม่เก่ง ออกจากบ้านเช้า เย็น ไหนจะทำการค้าอีก สู้หลิวอี้ผิงไม่ได้”
“ไสหัวไป!”
ติงเหม่ยฟางตวาดทันทีที่ได้ยิน ทำการค้าหรือตอนนี้มันสมัยไหนแล้ว ขนาดตระกูลสือเป็นตระกูลทหารยังไม่ทิ้งการค้าเลย บ้านหลิวช่างไม่รู้อะไรเสียเลย
สมาชิกบ้านหลิวสะดุ้งไม่คิดว่าผู้หญิงตรงหน้าจะกล้าขึ้นเสียง เพราะคิดว่าคงไว้หน้าหลิวตานบ้าง ปู่หลิวหลบหลังภรรยาอย่างเคย เป็นภาพที่ทำให้เจ้าบ้านอยากหัวเราะ
“ตระกูลสือค้าขายคงไม่เหมาะกับลูกสาวของเธอ อีกทั้งได้ยินว่าบ้านของพวกคุณกับบ้านเสี่ยวตานไม่ยุ่งเกี่ยวกันแล้ว” ติงเหม่ยฟางมีรอยยิ้มแต่ดวงตาไม่ได้ยิ้มพร้อมกับเน้นคำว่าเสี่ยวตาน ให้รู้ว่าตอนนี้เธอยอมรับว่าที่สะใภ้ผู้นี้แล้ว
“บ้านรองหลิวเนรคุณ!”
“ป้าฉีส่งแขก!”
บ้านหลิวไปบ้านตระกูลสือหลายวันแล้วแต่เรื่องเพิ่งถึงหูหลิวตานที่กลับมาเรียนหลังปิดภาคเรียน เธอเพิ่งรู้ว่าบ้านหลิวไปเสนอหลิวอี้ผิงให้แต่งงานกับสือหยวนเฟิงแลกกับส่วนลดในฟาร์มของเธอ แต่ถูกไล่ออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา
เรื่องการแต่งงานหลิวตานมองว่าเป็นเรื่องรองแต่เรื่องหลักคือฟาร์มของเธอที่ถูกนำไปต่อรอง “บ้านหลิวกล้าดียังไงใช้ชื่อฟาร์มของคนอื่นไปต่อรอง!”
หลิวตานรู้เรื่องนี้ตอนกลับเข้าหมู่บ้านพอดี ทำให้ตอนนี้มีเพียงเธอ น้องชาย และน้องสาวเท่านั้น เป็นช่วงที่คนในหมู่บ้านกำลังเลิกงานพอดีจึงเข้ามาดู
“อะไร หล่อนมาหาเรื่องบ้านใหญ่แบบนี้พ่อแม่ของหล่อนไม่รู้หรือไง” สะใภ้ใหญ่กลับบ้านมาถึงก่อนคนอื่น มองหลานจากบ้านรอง บ้านสามมายืนขวางหน้าจึงหงุดหงิด
“มาหาเรื่อง? บ้านใหญ่นำฟาร์มของบ้านฉันไปเสนอขายให้คนอื่น ฉันต้องมาหาเรื่องอย่างนั้นหรือ” สิ่งที่หลิวตานพูดทำให้คนรอบข้างตกใจ
ทุกคนรู้ว่าบ้านใหญ่ บ้านรอง และบ้านสาม ไม่เผาผีกันแล้ว แต่ใครจะคิดว่าเรื่องที่บ้านใหญ่ทำงามหน้าเอาไว้บ้านรองจะไม่ไว้หน้าเช่นเดียวกัน
สะใภ้ใหญ่ชักสีหน้าทันทีที่ได้ยินคนซุบซิบ ก่อนหน้านี้รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องบ้านใหญ่กระจายไปทั่วหมู่บ้านแล้ว แต่ยังไม่มีคนปักใจเชื่อมากนักจนกระทั่งนังเด็กพวกนี้มาที่บ้าน
“โวยวายอะไรบ้านคนอื่น!” เป็นย่าหลิวเดินมาถึงบ้านก่อนคนอื่นเลยเห็นว่าหน้าบ้านกำลังถูกมุง
หลิวตานเห็นต้นเหตุเดินตามหลังผู้เป็นย่าจึงเอ่ย “เรื่องที่พวกคุณพาหลิวอี้ผิงไปเสนอแต่งงานกับคนอื่น ทั้งยังเสนอฟาร์มของฉันให้พวกเขาไปอีก ลืมแล้วหรือเรื่องสัญญาก่อนหน้านี้”
ถึงแม้จะเป็นการเสนอส่วนลดแต่ก็เหมือนกับการขายฟาร์มของเธอไปด้วย หากลูกค้ารู้เข้าบ้านหลิวจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ก่อนหน้านี้บ้านหลิวยืดอกบอกคนหมู่บ้านอื่นว่าเป็นฟาร์มของพวกเขาเธอไม่ได้เข้าไปแก้ข่าว แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิม
หลิวอี้ผิงเชิดหน้า “ญาติผู้น้องหมายถึงอะไร ย่าแค่หวังดีหาผู้ชายดี ๆ ให้พี่เท่านั้น”
“หาผู้ชายดี ๆ?” หลิวตานหัวเราะ “แล้วฟาร์มของบ้านฉันไปเกี่ยวอะไรกันด้วย” เธอรู้ว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่ หากพ่อแม่ของสือหยวนเฟิงตอบตกลง หลังจากนั้นพวกเขาจะมาบังคับพวกเธอในการลดราคาให้
หลิวเทาไม่ชอบเด็กบ้านรองอยู่แล้วเริ่มโมโห “ในเมื่อชื่อฟาร์มหลิวที่มาจากชื่อตระกูลมันย่อมเป็นของตระกูลหลิว”
“อ้อ” เธอพยักหน้าเพราะฟาร์มของเธอไม่มีชื่อจริง แต่หลายคนรู้จักในชื่อฟาร์มหลิวเพราะมาจากแซ่ “ถ้าอย่างนั้นพวกเราคงต้องไปเจอกันที่สถานีตำรวจแล้ว ในเมื่อสัญญาไม่เป็นสัญญาและทำให้ฟาร์มได้รับความเสียหาย”
“เสียหายอะไร” หลิวอี้ผิงกรอกตาไปมา “แค่นี้จะเสียหายหรือ พูดแบบนี้ใครจะไปเชื่ออะไรได้ หลักฐานไม่มี”
“นั่นสิ” สะใภ้ใหญ่เสริมลูกสาว
“อาสวี่ไปบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านว่าต้องการพยานแยกบ้าน พวกเราจะไปคุยกันที่สถานีตำรวจ” หลิวตานหันไปบอกน้องชายที่ยืนด้านหลังมองนิ่ง ๆ
“ครับ”
“จะเอาอะไร!”
เพียงหันหลังย่าหลิวก็ร้อนรนแล้วเพราะรู้ดีว่าสิ่งที่บ้านหลิวทำเป็นเรื่องที่แย่และผิด หากเรื่องถึงสถานีตำรวจจริงบ้านหลิวถึงคราวจบสิ้นแล้ว ตอนนี้จึงได้แต่ยอมบ้านรองไปก่อน
หลิวตานยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ยสิ่งที่ทำเอาทุกคนตาโต “300 หยวน”
มันเป็นเงินที่หลิวตานคิดว่าบ้านหลิวจ่ายได้และเพื่อไม่ให้เรื่องบานปลายย่าหลิวจึงควักเงินที่เพิ่งเริ่มเก็บได้ออกจ่ายเพื่อไม่ให้บ้านรองหลิวเอาเรื่อง
หลิวตงตง จ้าวเหม่ยหลังถูกคนไปตามก็มาถึงตอนที่บ้านใหญ่หลิวจ่ายเงินให้ลูกสาวแล้ว นอกจากคำแดกดันจากบ้านใหญ่นอกจากนั้นก็เป็นเสียงด่าทอคนในบ้านหลิวกันเอง