แนะนำตัวละคร
หลินเหยาซื่อ : อายุ 22 ปี อาชีพนักแสดงตัวประกอบ
กั๋วคังเหริน : อายุ 28 ปี ประธานกั๋วผู้บริหารบริษัทหลินกรุ๊ฟ
กั๋วจางหย่ง ( กล้าหาญ ) กั๋วจางลี่ / ( งดงาม) : ลูกแฝดชายหญิงวัย 3 ขวบ
ป้าฮุ่ยชิว : ป้าแม่บ้านที่อยู่มานาน
.............
ตอนที่1. ลืมตา
ทันทีที่ตัดสินใจลืมตา ภาพแรกที่เห็นคือเด็กน้อยสองคนที่หน้าตาคล้ายกันจนเหมือนพิมพ์เดียวกันนั่งจ้องหน้าด้วยแววตาวิตกกังวล มันไม่ใช่แววตาที่เด็กสามขวบควรมี ทำให้เธอตัดสินใจยื่นมือไปคว้าเอาเด็กสองคนมากอดแล้วหอมแก้มฟอดใหญ่ เสียงหัวเราะคิกคักจึงดังขึ้น
“แม่ตื่นแล้ว” หญิงสาวบอกกับเด็กน้อยที่ตอนนี้ปีนขึ้นเตียงเธอเรียบร้อยแล้ว “ทำไมลูกๆ ตื่นเช้ากันจัง หรือว่าหิวกันแล้ว”
“หม่ำๆ”
“ขอโทษนะ แม่ตื่นสายเอง” เธอจุ๊บแก้มนุ่มๆ ของเด็กๆ ไม่กี่นาทีต่อมา แม่บ้านวัยห้าสิบก็โผล่หน้าเข้ามาด้วยสีหน้าสำนึกผิด
“ขอโทษค่ะคุณผู้หญิง ป้าเตรียมอาหารเช้าอยู่ไม่คิดว่าคุณหนูจะตื่นแล้วมากวนคุณผู้หญิง”
“ช่างเถอะ” หญิงสาวโบกมือไปมาแล้วบอกกับเด็กฝาแฝดชายหญิงทั้งสอง “ขอแม่ล้างหน้าแปรงฟันก่อน ไปรอแม่ข้างนอกก่อนนะคะ”
เด็กน้อยทั้งสองพยักหน้ารับแล้วกระโดดลงจากเตียงเดินไปพร้อมกับคุณป้าแม่บ้าน หลังจากบานประตูห้องปิดสนิทแล้ว หญิงสาวก็ถอนหายใจออกมา พลางหันไปมองตัวเองในจากกระจกโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่ใกล้เตียงนอน
นี่คือใบหน้าของผู้หญิงที่ชื่อ หลินเหยาซื่อ เจ้าของใบหน้างดงามอ่อนหวาน แม้จะอายุเพียงยี่สิบสองแต่ก็มีลูกแฝดชายหญิงแสนน่ารักชื่อ กั๋วจางลี่และกั๋วจางหย่ง ทั้งสองใช้แซ่กั๋วตามบิดาก็คือกั๋วคังเหรินที่หายสาบสูญไปตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้อง
หลินเหยาซื่อได้แต่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงนี้ได้เลย เธอคือ ‘หลินเหยาซื่อ’ ที่มีชีวิตอยู่ในปีค.ศ.2023 แต่เพราะอุบัติเหตุรถบัสตกเขาลงไปในแม่น้ำ ทำให้เธอลืมตาอีกครั้งและพบว่าตัวเองอยู่ในร่าง ‘หลินเหยาซื่อ’ อายุยี่สิบสอง คุณแม่ลูกแฝดที่ใช้ชีวิตอยู่ในปี ค.ศ.1980
ครั้งแรกที่เธอลืมตาขึ้นคือเมื่อเจ็ดวันที่แล้ว หลินเหยาซื่อไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเลยสักนิด เธอรู้เพียงแค่ว่า ร่างกายนี้อ่อนแอจนน่าเวทนา ตรอมใจกับการหายไปของสามีจนร่างกายทรุดโทรมลงทุกวัน สุดท้ายก็เป็นลมหมดสติไปถึงเจ็ดวัน การหลับไปยาวนานของเจ้าของร่างเป็นสาเหตุให้เด็กแฝดทั้งจะมองแม่ด้วยแววตาหวั่นวิตก ด้วยกลัวว่าแม่จะหลับไปยาวนานไม่ตื่นขึ้นมาอีก หลินเหยาซื่อต้องตั้งสติอยู่เป็นวันๆ เธอยังคิดว่าตัวเองคงแค่ฝันไป หากตื่นมาอีกครั้งคงกลับไปสู่ร่างของตนเอง แต่ลืมตากี่ครั้ง เธอก็ยังอยู่ในร่างนี้และสิ่งแวดล้อมในยุค 80
แม้จะไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างนี้ แต่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่หลินเหยาซื่อที่เป็นเล่นเป็นตัวประกอบในซีรีย์และภาพยนตร์มาหลายสิบเรื่อง เธอมีทักษะการแสดงอยู่ไม่น้อย อาศัยเหตุที่ตัวเองหลับไปนานทำให้ความทรงจำหายไป บ้านหลังใหญ่มีแม่บ้านชื่อฮุ่ยชิวคอยดูแลอยู่เพียงลำพัง ฮุ่ยชิวเล่าทั้งน้ำตาหลังจากที่รู้ว่าคุณผู้หญิงของบ้านความจำเสื่อม จำไม่ได้แม้กระทั่งลูกฝาแฝดชายหญิง ฮุ่ยชิวทั้งสงสารและเวทนาหลินเหยาซื่อจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดทำให้เธอพอจับต้นสายปลายเหตุได้บ้าง
หญิงสาวธุระส่วนตัวเสร็จก็สำรวจตัวเองที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกระโปรงยาวคลุมเข่าสีเรียบ ดูเหมือนเจ้าของร่างจะชอบแบบนี้ แต่เท่าที่เธอจำได้ในปี1980 เข้าสู่ยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ รูปแบบเสื้อผ้าได้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกรอบ โดยสีสันใหม่ๆ ของชุดล้วนมาจากอิทธิพลชาติตะวันตก ซึ่งได้รับการยอมรับกว้างขวาง แต่ในตู้เสื้อผ้าของหลินเหยาซื่อยังคงเป็นชุดฉีผาวและเสื้อผ้าสีเรียบแทบไม่มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม หลังจากหลินเหยาซื่อตัดใจได้แล้วว่า ตัวเองคงไม่ได้กลับไปโลกปัจจุบัน เธอจึงตั้งสติและคิดทบทวนว่าจะใช้ชีวิตในโลกอดีตนี้อย่างไร ซึ่งวันนี้เธอตั้งใจจะตรวจบัญชีและเช็กการเงินที่ดูท่าทางจะง่อนแง่นเต็มที ป้าฮุ่ยชิวเล่าว่าแต่ก่อนบ้านหลังนี้มีคนรับใช้อยู่หลายคน แต่หลังจากนายท่านใหญ่ตายจากและคุณผู้ชายหายสาบสูญ การเงินก็มีปัญหา คุณผู้หญิงไม่สามารถจ้างทุกคนไว้ได้เหมือนก่อนจึงทยอยให้สมัครใจลาออกไปที่ละคนสองคน จนตอนนี้เหลือเพียงป้าฮุ่ยชิวที่ไร้ญาติขาดมิตรไม่มีที่ให้ไป อยู่รับใช้หลินเหยาซื่อเช่นที่เคยเป็นมา
‘คุณผู้ชายหายสาบสูญ’
ข้อมูลที่ได้รับมาทำให้หลินเหยาซื่ออึ้งไป ตื่นมาเจอลูกแฝดวัยสามขวบ เจอปัญหาการเงิน ซ้ำยังมาเจอปัญหาสามีหายตัวไปอีก เธอได้แต่สงสารชีวิตอาภัพของ ‘หลินเหยาซื่อ’ ในปี 1980 นี้เหลือเกิน แต่เพราะดวงตากลมโตสองคู่ที่จ้องมองนั้นแหละ ทำให้เธอรู้ว่า ไม่ว่าโชคชะตาจะเล่นตลกอะไรอยู่ ส่งเธอซึ่งใช้ชีวิตในปี2023กระโดดมาอยู่ในปี1980นี้ เธอรู้แค่ว่า จะใช้ชีวิตต่อไปและดูแลเจ้าเด็กแฝดนี้ให้ดีที่สุดเช่นกัน
เรื่องดีๆ เรื่องเดียวที่หลินเหยาซื่อพอนึกออกคือเจ้าของร่างนี้ แม้จะเป็นคุณแม่ลูกแฝดแต่รูปร่างยังอรชรและใบหน้าอ่อนหวานราวเด็กสาวอายุไม่ถึงยี่สิบ เธออดคิดไม่ได้ว่าถ้าใบหน้าและรูปร่างนี้เป็นของเธอในปี2023 เธอคงได้เป็นดารานักแสดงสมใจไม่ใช่แค่ตัวประกอบ หญิงสาวยิ้มขำให้ตัวเองในกระจกเงาตรงหน้า จัดแต่งผมหน้าม้าของตัวเองอีกเล็กน้อยแล้วเดินลงมาจากชั้นสองไปที่ห้องครัว ระหว่างทางก็อดกวาดตามองบ้านที่เพิ่งมาอาศัยได้ไม่กี่วันแต่เจ้าของร่างนี้อยู่มาตั้งแต่เกิด
ถ้า...ถ้าถึงคราวจำเป็น...ก็คงต้องขายบ้านหลังนี้
หลินเหยาซื่อดูสมุดบัญชีที่เจ้าของร่างเดิมทำไว้ซึ่งจดรายรับรายจ่ายอย่างละเอียด ทำให้รู้ว่าแต่ละเดือนแทบไม่พอใช้ หลินเหยาซื่อในปี1980 เป็นคุณหนูบอบบาง มารดาเสียไปตั้งแต่อายุเพียงแค่สิบขวบ บิดาไม่ได้แต่งงานใหม่ ทุ่มเทแรงกายและใจเลี้ยงดูลูกสาวอย่างดี หลินเหยาซื่อใช้ชีวิตแบบคุณหนูผู้ร่ำรวยสุขสบายจนวันที่เธออายุ 17 ก็มารู้ว่าบิดาป่วยด้วยโรคหัวใจ และเผื่อให้ตัวเองสบายใจจึงอยากเห็นลูกสาวคนเดียวได้แต่งงานกับผู้ชายที่ดีที่จะดูแลหลินเหยาซื่อได้ ชายคนนั้นคือ กั๋วคังเหริน ที่บิดาของเธอส่งเสริมอย่างออกหน้าออกตา ให้ทุนการศึกษาส่งไปเรียนที่อังกฤษหลายปีหวังให้กลับมาเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการดูแลกิจการของสกุลหลิน ในปีที่หลินเหยาซื่ออายุสิบแปดได้แต่งงานกับกั๋วคังเหริน แต่การแต่งงานนี้มีเงื่อนไขคือกั๋วคังเหรินต้องมาอยู่บ้านสกุลหลิน
ภายนอกเขาคือสามีที่ใส่ใจภรรยา แต่เรื่องในบ้านไม่มีใครรู้ และยิ่งทุกอย่างกลายเป็นความดำมืดที่ไม่มีใครล่วงรู้ก็คือ วันหนึ่งฮุ่ยชิวรับโทรศัพท์จากตำรวจซึ่งแจ้งว่าพบรถยนต์ของคุณกั๋วคังเหรินตกเขา สภาพรถพังเสียหาย ในที่เกิดเหตุพบศพหญิงสาวที่มาทราบภายหลังว่าเป็นนักร้องไนท์คลับแห่งหนึ่ง แต่ไม่พบร่างของกั๋วคังเหริน ไม่มีใครรู้ความสัมพันธ์ของกั๋วคังเหรินกับผู้หญิงคนนั้น แต่แน่นอนว่าข่าวที่ออกไปไม่ดีนัก ในปีนั้นเองที่หลินเหยาซื่อตั้งครรภ์อ่อนๆ เธอเองก็ไม่รู้ว่ากั๋วคังเหรินรู้หรือไม่ว่าภรรยาสาวตั้งครรภ์ได้สามเดือนแล้ว
หญิงสาวเดินเข้าในห้องครัว เด็กชายหญิงหน้าตาละม้ายคล้ายกันหันมามองแล้วสิ่งยิ้มกว้าง เด็กทั้งสองนั่งแกว่งเท้าไปมาบนเก้าอี้เด็ก หลินเหยาซื่อส่งยิ้มกว้าง เดินไปคว้าผ้ากันเปื้อนมาคาดเอวอย่างรวดเร็วและเตรียมลงมือป้อนอาหารเช้าให้เด็กทั้งสอง
“คุณผู้หญิงค่ะ ไก่ที่สั่งไว้มาส่งแล้วนะคะ”
“ไก่มาแล้วหรือ?” เธอหันไปมองนาฬิกา “มาแต่เช้าเลยรึ? หรือว่าฉันตื่นสาย”
ป้าฮุ่ยชิวแอบค้อนเข้าให้ “คุณผู้หญิงไม่น่าให้เงินไปก่อนเลยเจ้าค่ะ คราวหน้าคราวหลังได้ของแล้วค่อยให้เงินนะเจ้าค่ะ”
“แค่ไก่ไม่กี่ตัว เขาคงไม่โกงเราหรอก” หลินเหยาซื่อหัวเราะแล้วป้อนโจ๊กให้ลูกๆ
“ไก่” เด็กๆ ออกเสียงตามผู้เป็นมารดา
“ไก่” เธอออกเสียงชัดๆให้เด็กๆพูดตาม “บ้านเรามีไก่ก็จะมีไข่กินทุกวันแล้วนะ”
“คุณผู้หญิง...”
“ป้าค่ะ” หลินเหยาซื่อส่งยิ้มให้ “ถ้าเราไม่อยากขายบ้านนี้ก็ต้องหาทางลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ดินหลังบ้านยังว่าง เราทำแปลงผักกันนะคะ”
“ขายบ้าน?” เด็กแฝดพูดตามมารดาทั้งที่ไม่เข้าใจความหมายนัก หลินเหยาซื่อหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดที่มุมปากของเด็กๆ แล้วพูด
“จางลี่ จางหย่ง ชอบบ้านหลังนี้ไหมจ๊ะ”
เด็กแฝดหันมามองหน้ากันก่อนพยักหน้าหงึกหงัก
“ชอบก็ดีแล้ว แม่ก็ชอบบ้านหลังนี้เหมือนกัน” เธอยิ้มแล้วป้อนข้าวให้เด็กๆต่อ
ขอให้การ ‘ขายบ้าน’ เป็นทางเลือกสุดท้ายของเธอก็แล้วกัน ถึงจะมาอยู่ร่างนี้ไม่นาน แต่เธอก็ชอบบ้านหลังนี้เหมือนกัน.
“บ้านหลังนั้นสวยจัง”
“ตึกสไตล์ยุโรป แสดงว่าเจ้าของบ้านต้องมีฐานะดีแน่ๆ”
“แต่แค่สองชั้นเองนะ”
“ดูสภาพสิน่าจะเกินห้าสิบปีแน่ๆ”
“นี่ๆ คุยกันพอหรือยัง ได้เวลาเข้าฉากแล้ว” เสียงหนึ่งดังเตือนบรรดาตัวประกอบให้เข้าฉาก “เหยาซื่อ เธอนะจำไว้ว่าเป็นแค่ตัวประกอบ ไม่ต้องทำตัวเด่นเกินหน้านักแสดงหรอกนะ”
“ค่ะ”
หลินเหยาซื่อยิ้มทะเล้นพลางก้มศีรษะเป็นเชิงขอโทษ เพื่อนร่วมป้องปากหัวเราะอย่างรู้ดีว่าผู้หญิงตรงหน้าไม่ได้ใส่ใจกับเสียงหัวเราะนี้นัก
“จากตัวประกอบเดินไปเดินมาจนได้เป็นตัวประกอบที่มีบทพูด กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่ายเลยนะ” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งพูดขึ้นอย่างชื่นชม
“ฉันนับถือเลย”
หลินเหยาซื่อแค่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มแล้วเตรียมตัวไปเข้าฉาก แม้จะเป็นแค่ ‘ตัวประกอบ’ แต่เธอก็เคยเรียนการแสดงมาก่อน ยืดอกรับเลยล่ะ เธออยากเป็นดารา อยากเป็นนักแสดงที่เจิดจรัสเป็นที่รู้จัก แม้เป็นความฝันที่คนอื่นพากันหัวเราะเยาะว่าหญิงสาวที่เติบโตในสถานสงเคราะห์อย่างเธอจะใฝ่สูง ตั้งแต่จำความได้ เธอก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น แม่บุญธรรมบอกว่า เธอถูกนำมาวางไว้ที่ประตูซึ่งก็เหมือนเด็กหลายๆ คนที่พ่อหรือแม่ไม่กล้านำมามอบให้ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ เด็กๆ ในสถานสงเคราะห์ต่างคาดหวังว่าจะมีครอบครัวใจดีมารับไปอยู่ด้วย เธอเองก็เช่นกัน เธอพยายามอย่างที่สุด ตั้งใจเรียน ฝึกเขียนอักษร วาดภาพ เล่นดนตรี แต่สุดท้าย...ไม่มีใครเลือกเธอเลย แม้ว่าเธอจะอยู่มานานแค่ไหนก็ตาม เธออยากเป็นดารา อยากเป็นคนที่มีแต่คนรุ่มล้อม ไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยวและผิดหวังครั้งแล้วครั้งแล้ว เธอทำงานพิเศษ เก็บเงินไปเรียนการแสดง แต่เมื่อไปสมัครเป็นนักแสดงก็ได้เพียงบทเล็กๆ น้อยๆ เดินผ่านกล้องไปมา แต่ความมุ่งมั่นของเธอทำให้เริ่มได้รับแสดงที่มีบทพูด แม้จะเล็กน้อย แต่ก็ได้เห็นหน้าตัวเองตั้งหลายวินาที
แต่ยังไม่ทันได้เป็นดารา เธอก็ประสบอุบัติเหตุรถทัวร์ตกเขาแล้วโผล่มาในปี 1980 นี้แล้ว
หลินเหยาซื่อที่เริ่มปรับตัวกับชีวิตใหม่ได้แล้วสะบัดศีรษะไปมา เรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ช่างมันเถิด ตอนนี้คือต้องใช้ชีวิตที่นี่ต่อไป โดยเฉพาะตอนนี้เธอมีลูกแฝดวัยสามขวบต้องเลี้ยงดู มือเรียวหยิบกรอบรูปที่มีรูปชายหญิงคู่หนึ่ง ผู้หญิงในภาพคือ ‘หลินเหยาซื่อ’ ส่วนผู้ชายในภาพน่าจะเป็น...
“พ่อ!”
เด็กสองคนส่งเสียงพร้อมกัน ยื่นมือมาหมายจะจับกรอบรูป หลินเหยาซื่อย่อตัวลงนั่งบนส้นเท้าทำให้เด็กๆ ได้จับรูปได้ถนัดมือ
“แม่!”
“อื้ม ถูกต้อง นี่แม่ แล้วนี่ก็พ่อ” หลินเหยาซื่อเอ่ยชมเด็กฝาแฝดทั้งสองคน ป้าฮุ่ยชิวเห็นว่าเธอจำอะไรไม่ค่อยได้จึงเล่าเรื่องราวความหลังช่วยฟื้นความทรงจำให้ หลินเหยาซื่อเองก็ยอมรับว่า บางครั้งจะมีภาพบางภาพปรากฏแวบๆ ขึ้นมาในหัว เดาเอาว่าเป็นความทรงจำของเจ้าของร่างนี้
เลี้ยงเด็กสามขวบสองคนไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหลินเหยาซื่อ การที่เธอเติบโตในสถานสงเคราะห์เด็กทำให้ต้องช่วยดูแลเด็กคนอื่น เจ้าหน้าที่มีไม่พอ เธอต้องช่วยตั้งแต่อาบน้ำเปลี่ยนผ้าอ้อมป้อนนมป้อนอาหารตลอดจนเข้าครัวเพื่อช่วยแม่ครัวปรุงอาหาร งานทุกอย่างล้วนผ่านมือเธอมาแล้วทั้งสิ้น เมื่อได้มาอยู่ในร่างนี้เธอต้องเลี้ยงจางลี่-จางหย่ง ก็ไม่ทำให้ลำบากใจอันใด เพียงแค่ เธอไม่มีความรู้สึกหรือความทรงจำยามอุ้มท้องและคลอดลูก เธอจึงรู้สึกเพียงว่าตนเองเป็นคนเลี้ยงเด็กมากกว่าเป็นแม่จริงๆ แต่ไม่เป็นไร นานวันเข้า เธอคงสัมผัสความเป็นแม่ได้เอง
“พ่อก็หล่อเหมือนกันนะเนี้ย”
เหยาซินอดพูดไม่ได้ ในบ้านมีรูปกั๋วคังเหรินอยู่หลายภาพ ในห้องนอนของเธอก็มีอัลบั้มภาพที่มีรูปของกั๋วคังเหรินอยู่มาก ‘หลินเหยาซื่อ’ คงหลงรัก ‘กั๋วคังเหริน’ มากทีเดียว แต่น่าจะเป็นรักอยู่ฝ่ายเดียว เพราะนอกจากรูปแต่งงานสองสามรูปแล้ว ไม่มีรูปคู่อื่นเลย รวมทั้งแทบไม่เห็นรอยยิ้มจากผู้ชายในภาพ เพราะแบบนี้หรือเปล่า ในที่เกิดเหตุจึงพบร่างนักร้องสาวจากไนต์คลับคนหนึ่ง เขาอาจมีผู้หญิงที่ตัวเองเลี้ยงดูไว้ หรือบางที เขาอาจใช้สถานการณ์นี้ ไปใช้ชีวิตกับผู้หญิงคนอื่นก็ได้ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เขาก็น่าจะกลับมาหย่ากับ ‘หลินเหยาซื่อ’ ให้เรียบร้อยก่อนสิ หรือว่า ‘หลินเหยาซื่อ’ ไม่ยอมหย่า เขาจึงใช้วิธีหายตัวไปอย่างนี้ แต่เขาคงไม่ได้ ‘ตาย’ หรอกนะ ไม่พบศพก็ยังไม่ถือว่าเป็นคนตายนี่
“คุณนายค่ะ ให้คนยกจักรเย็บผ้าออกมาให้แล้วค่ะ”
“ขอบใจจ๊ะ”