ตอน 2

เมื่อนึกขึ้นได้ว่าลืมสบู่จึงเดินไปฝั่งครัวที่สูงเพียงอก

“นิด เอาสบู่มาให้อ้ายแหน่” (นิด เอาสบู่ให้พี่หน่อย)

“อยู่ในขันใต้ล่างเฮียน” (อยู่ในขันตรงใต้ถุนบ้าน)

“โอ๋ อ้ายลืม” (อ้อ พี่ลืม)

“บ่อค่อยได้อาบน่ำกะเลยลืม” (ไม่ค่อยได้อาบน้ำก็เลยลืม)

มาวินไม่ตอบโต้อะไรเมื่อรู้ว่าเจ้าของร่างนี้ขี้เกียจแค่ไหน ร่างสูงอ้วนเดินอุ้ยอ้ายไปตามทางเดินดินร่วนที่ลาดต่ำลงไปหาลำน้ำ ฝั่งซ้ายเป็นต้นยาสูบฝั่งขวาเป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่มีรอยใช้จอบขุดอยู่ครึ่งหนึ่ง ไม่ถึงยี่สิบเมตรก็ถึงลำน้ำที่ทอดยาวขนานกับเรือนของเขา ท่าน้ำมีแผ่นไม้เรียงกันไว้สามแผ่นยกสูงด้วยเสาสี่ต้น ระดับน้ำลดลงไปจนเหลือครึ่งเสา

มาวินเดินลัดเลาะไปตามริมฝั่งจนเห็นลานหิน เขาจึงถอดเสื้อชุดม่อฮ่อมสีกรมท่าออกพาดไว้ตามกิ่งไม้เหลือเพียงกางเกงผ้าบางสีเข้มขาสั้นอีกตัว สายตาก้มลงสำรวจร่างกายตัวเอง แล้วรู้สึกหนักใจจนบอกไม่ถูก หน้าอกของเขาใหญ่กว่าหน้าอกของผู้หญิงหลายร้อยคนด้วยซ้ำ ตอนเดินผ่านกระจกในบ้านเขาแอบชำเลืองมองใบหน้าตัวเองพอผ่าน ๆ แค่นั้นก็ยังรู้สึกใจหายวาบยอมรับตัวเองแทบไม่ได้ ร่างนี้อายุแค่ยี่สิบห้าแต่หน้าไปไกลจนเกือบจะถึงสามสิบห้าแล้ว

“สิลดจังได๋ไหว ถ่าบ่อลดบ่อได้ตายดีแท่” (จะลดน้ำหนักอย่างไรไหว ถ้าไม่ลดไม่ได้ตายดีแน่ ๆ) 

มาวินพ้อกับตัวเองเมื่อเห็นสังขารตน

เขาค่อย ๆ เดินลงแม่น้ำพร้อมกับสบู่หนึ่งก้อน เกิดมาเพิ่งเคยใช้ชีวิตสมถะแบบนี้ คิดถึงน้ำอุ่นในห้องน้ำหรูกับครีมอาบน้ำกลิ่นหอม ๆ แล้วเศร้าใจ

อาบน้ำถูตัวเสร็จก็ว่ายน้ำกลับไปกลับมาจนเหนื่อยหอบ ขึ้นจากน้ำก็เช็ดตัวแล้วสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ ซักเสื้อผ้าด้วยสบู่ก้อนนั้นแล้วค่อยเดินกลับ

รู้สึกรำคาญที่รองเท้าแตะคีบมันลื่นซ้ายทีขวาทีเพราะเท้าเปียกเหยียบดินมาด้วย ไม่คิดว่าต้องมาใช้ชีวิตติดดินแบบนี้

ตากผ้าไว้กับราวไม้ไผ่ข้างเรือนฝั่งตะวันตก ก้าวเท้าจะเดินมาขึ้นเรือนก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นบ้านหลังเล็กเสาเอียงไปทางทิศใต้จนเกือบจะถึงสามสิบองศา

เจ้าของร่างเดิมกับภรรยาอยู่มาได้อย่างไรตั้งหลายปี

อำนาจส่ายหัวแล้วเดินขึ้นเรือน นิตยาก็เตรียมกับข้าวไว้รอแล้ว เขาเดินออกไปทางฝั่งครัวแล้วนั่งลงเบา ๆ แบบที่ไม่เคยเป็น 

นิตยาสังเกตท่วงท่าของสามีที่ดูเปลี่ยนไป ปกติเขาเดินลงส้นเท้าหนักจนเรือนสะเทือนไปทั้งหลัง แต่ครั้งนี้เบากว่าครั้งไหน ๆ มาก เขารู้จักย่องเท้าเบาเป็นด้วยหรือ

สายตามองอาหารตรงหน้าแล้วก็ต้องอึ้งไปสักพัก เมื่อเห็น ไข่เป็ดต้ม ผักลวกและปลาร้าสับหรือแจ่วบองที่เขาก็รู้จัก เพราะตอนทำงานอยู่กรุงเทพฯก็มีลูกน้องที่เป็นคนอีสาน และพ่อกับแม่ของเขาก็ชอบกิน

“เอาน่ำปลาให่อ้ายแหน่” (เอาน้ำปลาให้พี่หน่อย)

“บองปลาแดกเค็มบ่อพอเบาะ” (ปลาร้าสับเค็มไม่พอเหรอ) 

นิตยาสงสัยว่าทำไมเขาถึงอยากได้น้ำปลาอีก

“บ่อแมน มื่อนี่อ้ายบ่ออยากบองปลาแดก” (ไม่ใช่ วันนี้พี่ไม่อยากกินปลาร้าสับ) 

เขาขอเวลาทำใจอีกสักหน่อย ปลาร้าต้มสุกใส่ส้มตำหรือใส่แกงเขาพอกินได้ แต่ปลาร้าดิบมาเป็นตัว ๆ แบบนี้เขาสู้ไม่ไหว

นิตยาทำหน้างงเพราะปกติผู้ชายคนนี้ไม่เคยปฏิเสธเรื่องอาหารการกิน มีอะไรกินจนเรียบทุกอย่าง แต่ก็ยอมลุกไปหยิบมาให้เขา

มาวินปอกไข่ต้มใส่ถ้วยใช้มือบิครึ่งให้ไข่แดงยางมะตูมไหลออกมาแล้วเหยาะน้ำปลาใส่ จากนั้นปั้นข้าวเหนียวมาจิ้ม แบบนี้เขาคงลดน้ำหนักได้ไม่ยาก แต่อาจจะตายก่อนเพราะไม่มีแรง แต่แบบนี้ก็อร่อยไปอีกแบบ 

นิตยาสังเกตสามีกินข้าวอย่างเงียบ ๆ เขากินแค่ผักลวกกับไข่ต้มจริง ๆ ไม่แตะปลาร้าสับแม้แต้คำเดียว ปกติเห็นฉีกปลาร้ากินเป็นตัว ๆ แถมท่าทางกินยังสงบเสงี่ยมกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่เคี้ยวเสียงดัง ไม่มุมมาม ข้าวเหนียวที่เคยกินคำเท่ากำปั้นก็ลดลงมาเหลือคำเล็กเท่าไข่นกกระทา

มาวินกินข้าวอิ่มก่อนภรรยา เสร็จแล้วเขาเดินไปล้างมือไม่ได้ล้างลงข้างตัวเหมือนเช่นทุกครั้ง 

จากนั้นเดินลงไปนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ด้านล่างตรงนั้นมีแคร่ไม้ไผ่ค่อนข้างเก่าวางอยู่ ทุกย่างก้าวของเขานิตยามองตามด้วยความรู้สึกแปลก ๆ เขาไม่สูบบุหรี่หลังรับประทานอาหารเสร็จ ไม่ขากถุยเหมือนที่เคยทำ พูดเพราะกว่าเดิมหลายเท่า

“คือเปลี่ยนไปหลายแท่วะ” (ทำไมเปลี่ยนไปเยอะจัง) เก็บถ้วยชามเสร็จจึงเดินลงเรือนตามสามีไป

เธอใช้ผ้าคลุมหน้าแล้วสวมหมวกปีกทับ จากนั้นเดินไปถือเอาจอบเดินตรงไปยังแปลงดินที่เจ้าตัวขุดค้างไว้

มาวินมองภรรยาจำเป็นแล้วถอนหายใจ เขาจะทำอย่างไรดี คิดไปคิดมาจึงตัดสินใจเดินไปหยิบจอบเล่มใหญ่ที่สอดไว้ใต้ถุนบ้านแล้วเดินตามภรรยาไป เขารู้ว่าร่างเดิมของผู้ชายคนนี้ไม่เคยทำอะไรเลยไม่รู้ว่าเขากล้านอนเอาเปรียบผู้หญิงขนาดนี้ได้อย่างไร

“อ้ายขุดซอย” (พี่ขุดช่วย)

“ฮะ! เจ้าว่าอิหยังนะ” (ฮะ! พี่ว่าอะไรนะ) นิตยาถามด้วยความประหลาดใจ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนถึงตอนนี้เขาดูแปลกไปจากเดิมมาก หรือเขาจะคิดได้แล้วจริง ๆ แต่มันไม่เร็วไปหน่อยหรือ

“อ้ายสิขุดซอย” (พี่จะช่วยขุด)

นิตยามองหน้าขึ้นท้องฟ้าแล้วเอ่ยขึ้น “ฝนกะบ่อตกเด้ล่ะ” (ฝนก็ไม่ตกนี่นา) ตั้งแต่อยู่กับเขามาร่วมปีอำนาจไม่เคยลุกขึ้นมาช่วยเธอทำงานเลยแม้แต่ครั้งเดียว ที่เธอยอมทนอยู่ด้วยเพราะอย่างน้อยก็มีเขาอยู่เป็นเพื่อนไม่ต้องนอนกลัวผีเหมือนสี่ปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะแต่งงานกับเขา

มาวินไม่ได้สนใจกับคำที่เธอพูด ตั้งหน้าตั้งตาขุดดินทั้งที่เขายังใช้จอบไม่ค่อยถนัดนัก เกิดมาจนอายุสามสิบแล้วเคยใช้จอบที่ไหน

“เอาหมวกไปใส่” (เอาหมวกไปใส่) 

นิตยาถอดหมวกของตนยื่นให้เขา เพราะสงสารคนตัวอ้วน ยืนตากแดดไม่ทันไรเหงื่อก็ไหลท่วมตัว

“นิดใส่โลด” (นิดใส่เถอะ)

“ข่อยมีผ้าด้ามอยู่” (ฉันมีผ้าขาวม้าอยู่)

มาวินปรายตามองเธอแวบหนึ่งแล้วรับหมวกปีกจากเธอมาสวมแล้วทำงานต่อ

ตอน 3

หลังรับประทานอาหารเย็นกับไข่ต้มเสร็จมาวินจึงเดินลงไปยืนรับลมเย็น ๆ ด้านล่าง มองวิวทิวทัศน์อยู่ใต้ต้นประดู่ข้างเรือน เสียงจักจั่นเรไรร้องสนั่นก้องไปทั่วราวกับมีเป็นแสนตัวทั้งที่บ้านหลังนี้มีต้นไม้อยู่สองต้น มันไม่สูงมากนักแต่ก็พอเป็นร่มเงาได้สบาย ดวงอาทิตย์เพิ่งจะลับขอบฟ้าไปได้ไม่นาน มันเป็นบรรยากาศที่ดีมาก บ้านหลังเล็กอยู่ท่ามกลางหุบเขาและแม่น้ำ แต่ถ้าอยู่คนเดียวก็น่ากลัวไม่น้อย คิดมาแล้วก็รู้สึกสงสารนิตยา เธออยู่คนเดียวมาได้อย่างไรตั้งหลายปี พอแต่งงานก็ต้องมาแบกรับภาระกับผัวขี้เกียจคนนี้อีก

            แล้วเขาล่ะจะอยู่ที่นี่ได้จริง ๆ หรือ หนุ่มวิศวะมีท่าทีคิดไม่ตก

            จากที่เคยอยู่สุขสบายต้องมาอยู่ในพื้นที่ชนบท ไม่ใช่ชนบทธรรมดาเขาย้อนเวลามาในปีพอศอสองพันห้าร้อยยี่สิบแปด ซึ่งตอนนั้นเขายังไม่เกิดด้วยซ้ำ ดูแล้วฐานะของนิตยากับสามีคนเก่าก็ไม่ได้ดีนักจะว่าขัดสนก็ได้ เพราะเขากินอาหารมาสองมื้อก็เห็นแต่ไข่ต้ม ยอดผักตบชวาลวก และปลาร้าสับถ้วยเดิมที่เหลือจากเมื่อตอนกลางวัน แล้วเขาจะไปจากที่นี่ได้อย่างไร เงินก็ไม่มี รถก็ไม่มี ที่เขาเห็นมีเพียงจักรยานคันใหญ่ที่พิงไว้ข้างเสาเรือน เขาไม่ได้อยากรวยแต่ขอให้มีแบบไม่ขัดสนเท่าตอนนี้ก็พอ

ถึงตอนอยู่กรุงเทพฯจะงานหนักแต่เงินก็มากด้วย อยู่ที่นี่เขาต้องกินไข่ต้มทุกวันเลยเหรอ ถ้าจะขอพ่อแม่กินพวกเขาก็คงไม่ให้เพราะถือว่าออกเรือนแล้ว ญาติฝั่งเมียยิ่งยากจนเข้าไปอีกคงไม่มีใครแบ่งใคร ถ้าอย่างนั้นคงไม่ให้เธอออกมาอยู่คนเดียวในพื้นที่เปลี่ยวตั้งแต่อายุสิบห้าปีเช่นนี้

เฮ้อ! เขาลอบถอนหายใจรอบที่เก้าสิบเก้า เอาวะ! อยู่ก็อยู่ นิตยาอายุแค่ยี่สิบยังอยู่ได้ แล้วเขาทำไมจะอยู่ไม่ได้ เธอกินอะไรเขาก็ต้องกินสิ่งนั้น

มาวินรู้สึกอึดอัดช่วงเอวจึงใช้มือลูบคลำแล้วลองขยับ จะว่าเป็นขอบกางเกงม่อฮ่อมก็ไม่ใช่ มันเหมือนเส้นอะไรสักอย่าง ดวงตาคมก้มลงมองพุงตัวเองจึงเห็นของบางอย่าง มันคือตะกรุดคาดเอวสามดอก เขาลืมไปได้อย่างไรว่าร่างนี้มีตะกรุดคาดเอว เขาค่อย ๆ ถอดออกมาแล้วม้วนเป็นวงกลม พิศมองด้วยความใคร่รู้

ทันใดนั้นมาวินก็เห็นเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้างอยู่ในนั้นเต็มไปหมด

มาวินมองดูด้วยแววตาประหลาดใจแล้วหยิบเครื่องมือออกมาหนึ่งอัน “เป็นไปได้จั่งได๋วะ” (เป็นไปได้ยังไงวะ) เขาทึ่งกับสิ่งที่เห็น แบบนี้เขาก็ไม่อดตายแล้วสิ อย่างน้อยก็พอหาทางซ่อมบ้านหลังเล็กนี้ได้ มาวินมองซ้ายแลขวาเมื่อนิตยาไม่เห็นเขาจึงคาดตะกรุดไว้ที่เอวเช่นเดิม ตื่นเต้นที่ตัวเองมีของวิเศษ

            มาวินรู้สึกสบายใจขึ้นมาก รับลมเย็นจนพอใจจึงเดินขึ้นบนเรือน ภรรยาเด็กของเขากางมุ้งไว้รอแล้ว บ้านของเธออยู่ห่างจากหมู่บ้านเกือบสามกิโลเมตร ในป่าแบบนี้จึงไม่มีไฟฟ้าใช้

            มาวินคลานเข้ามุ้งที่นิตยาจัดที่นอนไว้คนละฝั่งเหมือนเช่นทุกวัน เธอเปิดประตูฝั่งครัวไว้ให้ลมโกรก ไม่เช่นนั้นถ้าปิดทุกด้านคงร้อนตับแตกแน่ ตับเขานี่แหละจะแตกก่อนเธอ ผนังเป็นสังกะสี ดวงอาทิตย์ก็เพิ่งลาฟ้าไม่นาน ไอร้อนคงยังไม่ระเหยออกจากสังกะสีได้หมด เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้นอนเร็วในรอบเจ็ดปีหลังจากเรียนจบ

            ทั้งสองหันศีรษะไปทางทิศเหนือ มาวินเห็นนิตยานอนไกลจนชิดผนังอีกฝั่งก็รู้สึกแปลกใจ

            “ย่านอ้ายเบาะ” (กลัวพี่เหรอ)

            “บ่อ เจ้าบ่อให้ข่อยนอนใกล้ต๊ะเก่าเด้ล่ะ” (เปล่า ปกติพี่ก็ไม่ให้ฉันนอนใกล้นะ)

            “เอ้อ อ้ายลืม หยับมาอีกอ้ายบ่อวาดอก นอนใกล้สังกะสีดึกมามันสิหนาว” (เออ พี่ลืม ขยับมาอีกพี่ไม่ว่าหรอก นอนใกล้สังกะสีดึกมามันจะหนาว)

            ไอ้นาจคนก่อนนี่มันสุดจริง แค่นอนใกล้ก็ยังไม่ได้ อากาศช่วงกลางดึกค่อนข้างหนาว เดี๋ยวสังกะสีก็ควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำอีก มันไม่สงสารผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เลยหรือไง

            นิตยาขยับกายออกห่างผนังสังกะสีตามที่เขาบอก

หลายนาทีต่อมา มาวินนอนเอามือขึ้นมาก่ายหน้าผาก สักพักก็พลิกกายไปมาอยู่หลายครั้ง ร้อนด้วย คิดไม่ตกด้วย

            “อ้ายนอนบ่อหลับเบาะ” (พี่นอนไม่หลับเหรอ)

            ถึงเขาจะไม่ได้พลิกกายแรงแต่เธอก็รู้สึกได้ เพราะเรือนก็หลังแค่นี้

            “อื้อ” (ครับ)

            “เป็นหยัง เฮ็ดเวียกเมื่อยเบาะ” (เป็นอะไร ทำงานเหนื่อยเหรอ) เขาเพิ่งทำงานวันแรกอาจจะปวดเมื่อยตามร่างกายจนนอนไม่หลับ

            “หึ” (ไม่) เขาคิดเรื่องนี้มาทั้งวัน คิดว่าพูดกับเธอดีกว่าเก็บมันไว้ ว่าแล้วก็เอ่ยถามเธอ “นิดอยากเลิกกับอ้ายบ่อ” (นิดอยากเลิกกับพี่ไหม) 

ทั้งสองแต่งงานกันเพราะพ่อกับแม่ของเขาอยากได้หลานเพราะพี่ชายของเขาเป็นหมันไม่สามารถมีหลานให้พ่อกับแม่ได้ ส่วนพ่อกับแม่ของนิตยาก็เต็มใจให้ลูกแต่งงานกับเขาเพราะอยากได้ค่าสินสอด ในหมู่บ้านนี้ไม่มีผู้หญิงคนไหนเอาคนอย่างอำนาจไปเป็นสามี เช่นเดียวกับนิตยาผู้มีหน้าตาอัปลักษณ์ผู้ชายในหมู่บ้านนี้ก็ไม่มีใครเลือกเธอไปเป็นภรรยาเช่นกัน ไม่มีใครอยากคุยกับเธอแม้แต่คนในครอบครัวยังเลือกเชื่อหมอดูมากกว่าเชื่อลูกตัวเอง หาว่าเธอเป็นกาลกินีจนต้องไล่มาอยู่คนเดียวกลางป่ากลางเขาเช่นนี้

            นิตยาครุ่นคิดในใจ ทำไมวันนี้เขาถามแปลก ๆ ปกติอำนาจไม่เคยพูดเรื่องนี้ จากที่เธอสังเกตเขารู้สึกดีด้วยซ้ำที่ได้มาอยู่กับเธอเพราะอยู่กับนิตยาเธอไม่เคยบ่น ไม่เคยด่าเหมือนอยู่กับพ่อแม่ของเขา เขาไม่ทำงานเธอก็ไม่เคยสนใจ ทำหน้าที่ของตนไปมีอะไรให้กินเขาก็กิน เขาไม่เคยพูดถึงเรื่องเลิกกันหรือแยกกันอยู่

            นิตยาไม่ได้ตอบออกไปแต่กลับย้ำสิ่งที่คิดว่าเขาน่าจะลืม “พ่อกับแม่อ้ายเพิ่นอยากได้หลาน” (พ่อกับแม่พี่เขาอยากได้หลาน) 

ตลอดกว่าหนึ่งปีที่อยู่ด้วยกันมาทั้งสองไม่เคยยุ่งเกี่ยวกันในฐานะสามีภรรยาเลยสักครั้ง และนิตยาก็ยินดีที่ทุกอย่างเป็นเช่นนั้น

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED