จ้าวหยู่ฟางรออยู่ที่บ้าน ในขณะที่สองสาวตามพ่อของพวกเธอไปสมัครเรียนในโรงเรียนมัธยมข้างกองทัพหวั่นอิ๋น โรงเรียนที่นี่มีนักเรียนไม่เยอะและเป็นโรงเรียนที่นักเรียนส่วนมากจะเป็นลูกหลานของคนในกองทัพ ไม่มีค่าเล่าเรียน เพียงแต่มีค่าอุปกรณ์เล็กน้อย
ฉินเสี่ยวหรานกำลังกรอกเอกสาร ด้านหน้าของเธอเป็นครูธุรการที่ประสานงานด้านการเข้าเรียน "ฉินเสี่ยวหรานหรือจ๊ะ ครูเป็นครูธุรการของที่นี่มีปัญหาอะไรแจ้งได้ คนอื่น ๆ จะเรียกครูว่าครูลู่จ้ะ"
"สวัสดีค่ะ"
"ฝากคุณครูดูแลเด็ก ๆ ด้วยนะครับ พวกเธอมาจากต่างมณฑล ภาษาการพูดแตกต่างจากคนที่นี่" ฉินหานรีบบอก มีหลายคนที่พูดภาษาท้องถิ่น ยิ่งเฉพาะเวลาต้องการนินทาใครสักคน
"ยินดีค่ะ"
"คุณครูลู่คะ ที่นี่มีนักเรียนเยอะหรือไม่คะ" ฉินเสี่ยวหรานถามด้วยความสงสัย เนื่องจากข้างในเป็นโรงเรียนที่ใหญ่พอสมควร แต่ไม่เห็นว่าแถวนี้จะมีบ้านคน
"ห้องเรียนละสามสิบคนจ้ะ"
"อ๋อ"
ฉินเสี่ยวหรานพยักหน้าและก้มหน้ากรอกเอกสารต่อ เนื่องจากเธอย้ายมากลางคันจึงต้องทำเอกสารเยอะกว่าคนอื่น แต่ว่าใช้เวลาไม่นานทุกอย่างก็เสร็จแล้ว
"อีกสองเดือนข้างหน้าเข้ามาเรียนได้เลย หากเอกสารตกหล่นครูจะติดต่อไปยังพันตรีฉินนะคะ" ครูธุรการลู่กล่าว
"ค่ะ"
จัดการเอกสารการเรียนเสร็จแล้ว สามพ่อลูกก็เดินเท้าไปยังแหล่งซื้อขายที่ต้องใช้เวลา มันอยู่คนละทางกับสถานีรถไฟและยังไกลกว่า ถ้าซื้อของชิ้นใหญ่ต้องใช้รถยนต์ แต่ว่าทั้งสามแค่ต้องการซื้อของเข้าบ้าน
รัฐบาลประกาศการค้าเสรีแล้ว ร้านค้าต่าง ๆ เริ่มผุดขึ้นมา และมีการยกเลิกการใช้คูปอง แต่ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่กล้าเสี่ยง ร้านค้าที่นี่ยังมีไม่มาก แต่มีของใช้ในบ้านขาย สหกรณ์ของที่นี่มีของหลายอย่าง
ฉินเสี่ยวหรานมองกระดาษที่จดรายการของสำคัญมา แม่ของพวกเธอให้เงินมาซื้อของยี่สิบหยวน ถือว่าเป็นเงินจำนวนมาก แต่ในสายตาของเธอเงินแค่นี้มันยังน้อยนัก
"พี่สาวใหญ่" ฉินเสี่ยวหลิงเอ่ยเรียก "อันนี้ใช่น้ำปลาที่แม่บอกให้ซื้อไหมคะ แต่สีมันเข้มและกลิ่นมันแปลก ๆ ฉันไม่มั่นใจ" เธอหยิบไหเล็กขึ้นมาให้พี่สาวดู
"ซีอิ๊ว"
"เอ๋ แต่มันไม่เหมือนที่อำเภอเลยนะคะ"
"ใช่ เครื่องปรุงถึงแม้ว่าจะเรียกเหมือนกัน แต่ว่ารสชาติและกลิ่นไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด เธอต้องดมกลิ่นและเลือกซื้อของดี ๆ" แม้จะเหมือนกันมากแค่ไหนฉินเสี่ยวหรานก็แยกมันออกได้
"ค่ะ"
"เงินพอหรือไม่ พ่อมีเงินอยู่กับตัว ถ้าไม่พอมาเอาไปใช้ก่อน ไม่ต้องบอกแม่" ฉินหานเดินเข้ามาหาลูกสาว เงินที่ว่าไม่ได้ปิดบังแม่ แต่เป็นเงินที่จ้าวหยู่ฟางเอาให้สามีติดตัวเอาไว้ซื้อของ เวลาออกไปทำภารกิจจะได้มีเงินใช้
"พอค่ะ"
นอกจากเครื่องปรุง อาหารแห้งก็เป็นสิ่งที่จำเป็น และมีหลายอย่างที่สามารถทำให้อาหารมีรสชาติได้ ระหว่างหยิบของใส่ตะกร้า ฉินเสี่ยวหรานคำนวณราคาไปด้วย ไม่ให้มันเกินกับเงินที่เอามา
"กว่าจะมาถึงที่นี่ต้องใช้เวลา และคงไม่มีเวลาได้มาบ่อย ๆ ลูกซื้อเผื่อเอาไว้ด้วย แต่ถ้าอยู่ได้ไม่นานก็ไม่ต้องซื้อเยอะ พ่อจะมาซื้อให้เอง"
"ค่ะ"
หยิบของใส่ตะกร้าครบแล้วจ่ายเงินหมดไปเพียงครึ่งเท่านั้น แต่ว่าต้องซื้อหม้อ จาน ชาม และของที่ใช้ในครัว พบว่าเงินที่ได้มาหมดพอดี
"แม่จะไม่ว่าพวกเราใช่ไหม เงินตั้งยี่สิบหยวนมันไม่น้อยเลย พ่อต้องทำงานเกือบเดือนถึงจะได้มันมา" ฉินเสี่ยวหลิงมีสีหน้าเครียด เธอไม่คิดว่าจะซื้อเยอะขนาดนี้
“ไม่หรอก พ่อคะพวกเรากลับกันเถอะค่ะ"
"อืม"
เป็นช่วงเวลาบ่ายแล้ว พวกเธอออกมาตั้งแต่เช้า ตอนนี้แม่คงรออยู่ ยังดีที่เมื่อเช้าพ่อไปซื้ออาหารในโรงอาหารเอาไว้ให้แม่ ไม่อย่างนั้นพวกเธอคงต้องรีบกลับบ้าน
เดินผ่านร้านผ้า ฉินเสี่ยวหรานหยุดเดินทันที เธอมองพ่อและน้องสาวที่เดินนำหน้าเพื่อกลับบ้านพัก ก่อนจะส่งเสียงบอกและเดินเข้าไปในร้านม้วนผ้า "พ่อคะ หนูอยากดูผ้า"
จิตวิญญาณของเธอคือการเป็นดีไซเนอร์ และในแต่ละวันเธอต้องยุ่งอยู่กับกองผ้าหรือกองกระดาษ เมื่อมาที่นี่ สิ่งที่เธอได้เรียนรู้เป็นสิบ ๆ ปีจะทิ้งไปได้อย่างไรกัน ไม่รอช้าเธอเดินเข้าไปหาม้วนผ้าที่เธอเห็นและหยุดดู
"ผ้าม้วนนี้ทางร้านเพิ่งรับมาจากมณฑลอื่น สาวน้อยเธออยากได้หรือไม่ ราคาเพียงสิบหยวนเท่านั้น มีชุดตัดเย็บให้ด้วย" ผู้หญิงหน้าตาดีแต่ว่ามีอายุแล้วเดินเข้ามาหาพร้อมแนะนำผ้า
เฉินเสี่ยวหรานมองม้วนผ้าอย่างชั่งใจ หากเธอซื้อ เงินเก็บที่มีก็หมดแล้ว "ยังมีม้วนผ้าอื่นที่มีชุดเครื่องตัดเย็บให้หรือไม่คะ"
"ไม่มีแล้ว ไม่มีแล้ว มีชุดเดียวเท่านั้น ถ้าเธอไม่เอา เย็นนี้จะมีลูกค้ารายใหญ่ของร้านเข้ามาซื้อไป แต่ถ้าขายแยกมันมีอยู่แล้ว สู้ซื้อชุดนี้ไปเลยจะดีกว่า" ผู้หญิงที่มาดูแลยังคงแนะนำ
"เอาชุดนี้ก็ได้ค่ะ"
ในที่สุดฉินเสี่ยวหรานก็เลือกซื้อม้วนผ้า ไม่รู้ว่าเป็นการตลาดของทางร้านหรือไม่ แต่ถ้าไม่ซื้อ ในใจของเธอกลับบอกว่าเธอจะเสียใจ จึงซื้อเอาไว้ก่อน ส่วนเงินเก็บเธอตัดเย็บชุดขายก็ได้แล้ว
"พันตรีฉินหรือ"
ฉินเสี่ยวหรานมองตามเสียงที่ได้ยิน เห็นพ่อของเธอทำความเคารพก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นคนมียศสูงกว่า จึงทำความเคารพตามและเดินมายืนข้างน้องสาวที่อยู่ข้างหลังพ่อ
"ท่านนายพล พันโทเว่ย"
"ในใบรายงานเห็นบอกจะกลับมาอีกทีเดือนหน้าไม่ใช่หรือครับ ทำไมพันตรีฉินถึงมาก่อนกำหนดได้" เป็นทหารที่เด็กกว่าเอ่ยถามด้วยความสนใจแถมยังมองมายังสองพี่น้องด้วยความเอ็นดู
"ลูก ๆ ของผมต้องย้ายมาเรียนที่นี่ครับ จึงคิดว่ากลับมาก่อนกำหนดคงดีกว่า" ฉินหานตอบหัวหน้าที่เขาสังกัดอยู่ พันโทเป็นผู้ชายที่อายุสามสิบปีแต่มีความสามารถโดดเด่น
"เย็นนี้กองทัพจัดงานเลี้ยงต้อนรับทหารที่พาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่นี่ ไหน ๆ ก็มาแล้ว พันตรีฉินพาครอบครัวเข้าร่วมงานเลี้ยงเย็นนี้ด้วยสิ จะได้รู้จักกับคนอื่น" นายพลเว่ยบอก
"ครับ ผมจะพาครอบครัวเข้าร่วมงานเลี้ยงเย็นนี้" ฉินหานพยักหน้า งานเลี้ยงในกองทัพไม่ได้มีบ่อย และถ้าเข้าร่วม บางทีภรรยาอาจมีเพื่อนพูดคุยระหว่างอยู่ที่นี่
"เอาละ พวกเราขอตัวก่อน เจอกันครับ"
"เจอกันครับ"
สามพ่อลูกรีบกลับบ้าน หาเสื้อผ้าที่จะไปงานในวันนี้ พ่อของพวกเธอมีชุดอยู่แล้วเพราะจะใส่ชุดประจำตำแหน่ง แต่ฉินเสี่ยวหราน น้องสาว และแม่ ยังต้องหาเสื้อผ้าใส่
"เข้าร่วมงานเลี้ยงหรือคะ"
"ครับ งานเลี้ยงในกองทัพหวั่นอิ๋นไม่ได้มีบ่อย คุณเพิ่งมาที่นี่วันนี้ ถ้าได้เพื่อนพูดคุยคงดีไม่น้อย เวลาลูกไปโรงเรียนจะได้ไม่เหงา" ฉินหานอธิบายให้ภรรยาฟังระหว่างแต่งตัว
ฉินเสี่ยวหรานมีเครื่องสำอางที่ใช้แต่งไปเรียนพอดีจึงแต่งหน้า "ยังดีนะคะที่ก่อนจะมาที่นี่แม่ตัดชุดใหม่ให้ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่มีชุดเข้าร่วมงานแล้ว"
"นั่นสิ"
"จริง ๆ แม่ว่าไม่ต้องแต่งตัวมากก็ได้นะ" จ้าวหยู่ฟางไม่ชอบแต่งหน้าแต่ถูกลูกสาวบังคับให้แต่งหน้า
"โธ่แม่คะ พ่อบอกนาน ๆ ทีในกองทัพจะจัดงาน พวกเราจะน้อยหน้าไม่ได้นะคะ" ฉินเสี่ยวหลิงบอก เธอกำลังแต่งหน้าอยู่ข้าง ๆ พี่สาว เครื่องสำอางมีเพียงไม่กี่อย่าง
"เฮ้อ"
ใช้เวลาแต่งตัวราว ๆ สองชั่วโมง สมาชิกบ้านฉินจึงมาถึงหน้างานเลี้ยง สายตาคนในงานหันมาจับจ้อง ฉินหานและฉินเสี่ยวหรานชินกับสถานการณ์แบบนี้ แต่ไม่ใช่ฉินเสี่ยวหลิงกับจ้าวหยู่ฟางผู้เป็นแม่
"ฉินเสี่ยวหลิง"
ฉินเสี่ยวหลิงยิ้มแห้ง จากที่ยืนข้างหลังขยับมายืนข้างพี่สาว "คนเยอะมาก ทำไมพวกเขาถึงมองมาที่เราด้วยสายตาแบบนั้นล่ะคะ หรือว่าพวกเราทำอะไรผิด"
"ไม่มีอะไรหรอก"
โกหกทั้งนั้น สายตาที่มองมาเป็นการดูถูกพวกเธอชัด ๆ และฉินเสี่ยวหรานยังได้ยินเสียงแว่ว ๆ ว่าครอบครัวบ้านนอกอีก หากไม่ต้องการรักษาหน้าพ่อ เธอคงเดินเข้าไปถามแล้ว
"เฮ้ พี่ชายฉิน เชิญ ๆ"
กลุ่มผู้ชายที่อยู่ไม่ไกลโบกมือเรียกฉินหานที่เดินนำครอบครัวเข้ามาในงาน ฉินเสี่ยวหรานมองเห็นแล้ว พวกเขาอยู่ในชุดทหารและยังมีตราที่บ่งบอกยศ แต่ละคนล้วนมีตำแหน่งเล็กกว่า หากให้เดา คงเป็นตำแหน่งเดิมของพ่อเธอ เพราะห้าปีที่ผ่านเพิ่งได้รับการเลื่อยศ
"มา มา"
ฉินหานมองกลุ่มเพื่อนที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายปี "นี่ภรรยาของฉันเอง พี่สะใภ้ของพวกนายจ้าวหยู่ฟาง หลานสาวใหญ่ฉินเสี่ยวหราน หลานสาวรองฉินเสี่ยวหลิง"
"พี่สะใภ้ฉิน"
"พี่สะใภ้"
พวกเขาต่างเดินเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง "หลานสาวใหญ่ หลานสาวรอง หน้าตาดีกันจริง ๆ โตเป็นสาวแล้ว ทำงานกับพี่ชายฉินมานานหลายปีเพิ่งได้เห็นหน้าหลานสาว"
ฉินเสี่ยวหรานยิ้มเล็กน้อยมองบรรดาเพื่อนของพ่อ "สวัสดีค่ะคุณอา ฉินเสี่ยวหรานหรือเรียกเสี่ยวหรานก็ได้ค่ะ" ไหน ๆ แล้ว ได้ชีวิตใหม่ทั้งที เธอควรทำความรู้จักกับผู้คน
"เสี่ยวหราน"
คุณนายทหารเดินมาตั้งแต่ไกลเพื่อมาหาจ้าวหยู่ฟาง และเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา "นี่หรือภรรยาของพันตรีฉิน ฉันเหวยฉิงภรรยาของพันเอกเหยา ไปกับฉันสิ จะแนะนำให้คนอื่นได้รู้จัก"
“คุณนายเหยา ฝากพวกเธอด้วยครับ"
"แน่นอน"
คุณนายเหยาดึงมือจ้าวหยู่ฟางที่มัวอ้ำอึ้งให้เดินตามไป ฉินเสี่ยวหลิงเดินตามแม่และฉินเสี่ยวหรานเดินปิดท้าย คนรอบข้างต่างหันมามอง แต่สำหรับฉินเสี่ยวหรานเธอรู้สึกถึงบางอย่าง
สายตาหยุดมองนายทหารที่น่าจะยศเดียวกันกับพ่อของเธอแต่มีอายุที่น้อยกว่า รอบตัวของเขามีความน่าเกรงขามอย่างบอกไม่ถูก เขาหันมาสบตากับเธอและจ้องหน้ากัน ฉินเสี่ยวหรานยิ้มให้อีกฝ่ายและละสายตาก่อน
ผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์ที่ร้อนแรงจริง ๆ ขนาดชีวิตก่อนคลุกคลีกับพวกดารานักแสดงยังไม่เคยหวั่นไหวกับใคร หรือเป็นเพราะเธอคือฉินเสี่ยวหราน อย่างนั้นหรือ
โดยที่ไม่ได้สังเกตเลยว่ามีสายตาร้อนแรงของผู้หญิงคนหนึ่งจ้องมองมาอยู่
"มาแล้ว ๆ ภรรยาของพันตรีฉิน" คุณนายเหยาบอกทุกคนที่นั่งอยู่ คุณนายในกลุ่มมีสีหน้าและท่าทางต้อนรับอย่างเป็นกันเอง "คนในกลุ่มเป็นคุณนายที่มีสามีเป็นพันเอก พันโท และพันตรี มีเพียงคุณนายเว่ยที่เป็นภรรยาของท่านนายพล"
สามแม่ลูกรีบแนะนำตัว "ฉันจ้าวหยู่ฟางค่ะ นี่ลูกสาวคนโตฉินเสี่ยวหราน ลูกสาวคนเล็กฉินเสี่ยวหลิง พวกเราเพิ่งย้ายมาที่นี่ ฝากตัวด้วยนะคะ" เพื่อไม่ให้สามีขายหน้า จ้าวหยู่ฟางพยายามเก็บอาการ แต่เหล่าคุณนายหลายคนมองออกและมองข้ามไป
คุณนายในกลุ่มต่างแนะนำตัว ฉินเสี่ยวหรานจดจำเอาไว้ เป็นคุณนายท่านนายพลหนึ่งคน คุณนายพันเอกสองคน คุณนายพันโทสามคน และคุณนายพันตรีหนึ่งคน รวมแม่ของเธอก็เป็นสอง ถือว่าเป็นกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งก็ว่าได้
คุณนายที่มีสามีเป็นพันตรีเอ่ยถาม "ชุดพวกเธอซื้อมาจากไหน ทำไมถึงได้งดงามแบบนี้ ฉันตัดเย็บมาครึ่งชีวิตยังทำให้งดงามแบบนี้ไม่ได้"
จ้าวหยู่ฟางอมยิ้มพลางตอบ "ชุดนี้ฉันตัดเย็บเองค่ะ ก่อนหน้านี้คิดว่าจะตัดให้ลูก ๆ เอาไว้ใส่ไปโรงเรียน ได้มาที่นี่พอดี จึงให้ลูกใส่มาร่วมงานเลี้ยงค่ะ"
จ้าวหยู่ฟางตัดเย็บเก่งมาก และชุดที่ลูก ๆ ใส่ก็เป็นเธอที่ตัดเย็บให้ อาจจะตัดเย็บให้ปีละครั้งแต่ฝีมือไม่เคยตก อาจเป็นเพราะต้องรับจ้างตัดเย็บด้วยก็เป็นได้
"โอ้ ฉันทำงานในโรงปักเย็บของกองทัพ เธอสนใจเข้ามาทำกับฉันหรือไม่"
"ยินดีค่ะ"
"ดี ๆ พรุ่งนี้ฉันจะไปรับที่บ้านนะคะ"
"แหมคุณนายซิน ได้เพื่อนใหม่แล้วทิ้งพวกเราเลยนะ ฉันก็ตัดเย็บได้ คุณนายซินมองข้ามไปได้อย่างไรกัน" คุณนายคนที่สองในกลุ่มเอ่ยด้วยท่าทีงอน ๆ
"แค่เสื้อไม่ขาดก็ดีแค่ไหนแล้ว ว้าย! ทำไมลูกสาวของเธอถึงได้หน้าตาดีขนาดนี้กัน!"
คุณนายซินที่ได้เห็นใบหน้าของสองพี่น้องฉินเต็ม ๆ ร้องขึ้นด้วยความตกใจ โดยปกติผู้หญิงที่มาจากชนบทค่อนข้างมีผิวสีเข้ม คุณนายซินไม่ได้ดูถูกแต่ว่าส่วนมากจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ แต่ว่าสองพี่น้องฉินกลับมีใบหน้าที่สวยและน่ารักอย่างลงตัว
ฉินเสี่ยวหรานยิ้มเล็กน้อย "คุณนายซินกล่าวเกินไปแล้ว หน้าตาของฉันก็ธรรมดาค่ะ"
ฉินเสี่ยวหลิงไม่ได้พูด แต่หล่อนยืนพยักหน้าอยู่ข้าง ๆ กันอย่างเห็นด้วย ให้เทียบกันแล้ว เธอกับพี่สาวห่างไกลจากความสวยกับคนที่นี่มาก หรือเพราะไม่ได้อยู่ในมณฑลเดียวกันจึงแปลกตา
"ถ้าเธอหน้าตาไม่ดีฉันคงหน้าตาไม่ดี" คุณนายเว่ยหัวเราะ "ไม่เห็นพันตรีฉินบอกเลยว่ามีลูกสาวที่สวยขนาดนี้ เอ๋ แต่ลูกสาวสวยขนาดนี้ก็ไม่แปลกที่ไม่บอก เป็นฉันฉันคงหวง"
ฉินเสี่ยวหรานและฉินเสี่ยวหลิงอมยิ้ม ก่อนจะทำอะไรต่อ ฉินเสี่ยวหรานกลับถูกนายทหารเข้ามาขัดเสียก่อน "สาวน้อยเธอชื่ออะไร พอจะบอกพี่ชายได้หรือไม่"
ฉินเสี่ยวหรานถอยหลังอย่างรักษามารยาทก่อนแนะนำตัว "ฉินเสี่ยวหรานค่ะ" ผู้ชายคนนี้เป็นใครไม่รู้จัก แต่การที่เขาเดินเข้ามาใกล้เช่นนี้มันไม่ดีเอาเสียเลย
เขาหน้าเสียและเอ่ยออกมาด้วยความไม่พอใจ "ผมร้อยตรีหยูเหลย หวังว่าคุณหนูฉินจะให้โอกาสได้ทำความรู้จักนะครับ"
คุณนายเหยาเห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาห้าม "ร้อยตรีหยู นายพลเรียกรวมแล้วไม่ไปหรือ เสี่ยวหรานของเรายังเด็ก หวังว่าร้อยตรีหยูจะไม่ถือสากับเด็กอายุคราวลูก" คุณนายเหยาย้ำคำว่าคราวลูกเสียงหนักแน่น
"อ่า ไว้เจอกันใหม่"
ร้อยตรีหยูเหลยเดินจากไปแล้วคุณนายเหยารีบเอ่ย "ลูกชายของพันโทหยู เขายังไม่แต่งงานถึงแม้อายุจะสามสิบแล้ว ให้ระวังเอาไว้"
"ค่ะ"
"ไปนั่งกันเถอะ"
ทางกองทัพได้จัดโต๊ะรวมให้ทุกคนตามตำแหน่งเพื่อไม่ให้กดดันกันเกินไป โต๊ะที่บ้านฉินถูกเชิญมานั่งเป็นโต๊ะของครอบครัวพันเอก พันโท และพันตรี ผู้ชายที่เธอสบตาด้วยก่อนหน้านี้เป็นลูกชายคนเล็กของคุณนายเว่ยและเขามียศพันตรีตามที่คิดเอาไว้จริง ๆ
ฉินเสี่ยวหรานนั่งตรงข้ามอีกฝ่าย เยื้องซ้ายจะเป็นที่นั่งพ่อของเธอที่อยู่ตรงข้ามแม่ ส่วนน้องสาวจะนั่งถัดจากแม่ ที่นั่งไม่ได้มีชื่อติดเอาไว้ แต่รู้ว่าครอบครัวสนิทกัน มีเพียงคุณนายเว่ยที่เลือกจะไปนั่งกับสามี ปล่อยให้ลูกชายนั่งที่นี่กับพี่ชายของเขา
"ทางกองทัพจัดหนักจริง ๆ หลายเดือนที่ผ่านมาไม่เห็นมีงานเลี้ยง จัดทีก็จัดยิ่งใหญ่แบบนี้" คุณนายที่ฉินเสี่ยวหรานไม่เคยรู้จักเอ่ยขึ้น
"แต่คุณป้าคะ อาหารพวกนี้เรากินกันบ่อยมากเลยนะคะ" เสียงผู้หญิงวัยรุ่นเอ่ยขึ้นกลางโต๊ะรับประทานอาหาร และปรายตามองมายังสามแม่ลูกบ้านฉินที่นั่งอยู่
จ้าวหยู่ฟาง และฉินเสี่ยงหลิงไม่ใช่คนโง่ ทั้งสองรู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้ต้องการหักหน้าบ้านฉิน เพราะทั้งสองมีสีหน้าตื่นเต้นเมื่ออาหารเสิร์ฟ แต่จะให้ตอบโต้เห็นท่าว่าคงไม่ดี
"บ้านนี้สอนลูกสาวดีจริง ๆ จ้าวหยู่ฟาง ฉินเสี่ยวหลิงไม่ต้องไปสนใจ ถ้าหล่อนกินบ่อยแล้วก็ไม่ต้องกิน สามีฉันทำงานทุกวันฉันก็ไม่ค่อยได้กินแบบนี้ ใครจะใช้เงินสิ้นเปลืองขนาดนั้น" คุณนายเหยาเอ่ยขึ้นกลางโต๊ะด้วยความไม่พอใจ คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน
"ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะคุณนายเหยา!" อีกฝ่ายระส่ำระส่าย "ฉันพูดไปแค่อยากเอ่ยหยอกล้อเท่านั้นเอง บ้านไหนจะมีเงินให้ซื้อกินได้บ่อย ๆ ล่ะคะ"
“นั่นสิ ต้องขออภัยคุณนายเหยาด้วยนะคะ พอดีที่บ้านเลี้ยงหยูเหมี่ยวด้วยอาหารค่อนข้างดีหล่อนจึงได้พูดเช่นนี้" คุณนายหยูผู้เป็นแม่รีบแก้ต่าง แต่ยิ่งทำให้คนอื่นส่ายหน้า
"สิ้นเปลืองกันจริง ๆ"
เหล่านายทหารทำได้เพียงมองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าสบตากับคุณนายทั้งหลาย เรื่องแบบนี้เหล่าพ่อบ้านจะไม่ยุ่ง อีกอย่างคุณนายเหยาเป็นคุณนายที่มีสามีเป็นพันเอกคนจึงไม่กล้ายุ่ง
"แม่คะ หนูตักให้ค่ะ"
ฉินเสี่ยวหรานไม่ได้เดือดร้อนกับคนอื่น เธอตักกับข้าวให้แม่และกินข้าวอย่างเงียบ ๆ แต่ระหว่างนั้นก็จดจำท่าทีของทุกคนไปด้วย ใครทำดีกับครอบครัวของเธอหรือใครว่าร้าย โดยเฉพาะบ้านคนบ้านหยู