"ปาริชาติ ส่งกำไลหยกของเธอมาให้ลลิตาซะ"
คำสั่งเย็นชาของพุฒิ สามีที่ฉันรักหมดหัวใจ ดังขึ้นเพื่อทวงของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายของแม่ฉัน ไปให้กับแฟนเก่าที่กลับมาทวงคืนทุกอย่าง
เขาไม่เพียงทำลายกำไลหยกจนแตกละเอียด แต่ยังบังคับให้ฉันถ่ายเลือดให้ลลิตาจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ความโหดร้ายถึงขีดสุดเกิดขึ้นในวันที่คฤหาสน์ระเบิด พุฒิเลือกอุ้มลลิตาหนีออกไป ทิ้งให้ฉันนอนรอความตายในกองเพลิงเพียงลำพัง
วินาทีนั้น ความรักของฉันมอดไหม้ไปพร้อมกับเปลวไฟ ฉันหนีรอดออกมาได้และสาบานกับตัวเองว่า "ปาริชาติคนเดิมได้ตายไปแล้ว"
ฉันหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อังกฤษ ส่วนพุฒิที่เพิ่งตาสว่างและรู้ความจริงว่าลลิตาเป็นคนวางระเบิด ได้กลับไปลงโทษหญิงชั่วอย่างสาสม ก่อนจะตามมาคุกเข่าอ้อนวอนขอคืนดีกับฉัน
เขาร้องไห้แทบขาดใจ ท่ามกลางดอกไม้ไฟที่เขาจุดเพื่อง้อฉัน แต่ฉันกลับยืนกอดกับผู้ชายคนใหม่ แล้วมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า
"เราหย่ากันตั้งแต่วินาทีที่คุณทิ้งฉันไว้ในกองไฟแล้วค่ะ คุณพุฒิ"
บทที่ 1
ปาริชาติ POV:
ฉันไม่คาดคิดเลยว่าคำสั่งเฉียบขาดของพุฒิจะทำให้ฉันยืนแข็งทื่อราวกับรูปปั้น
"ปาริชาติ กำไลหยกของเธอ ฉันจะขอมอบให้ลลิตา" เสียงของพุฒิเย็นชาเหมือนน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนยอดเขา "เธอจะได้ใส่มันเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ"
ลมหายใจของฉันสะดุดกึกกลางอก กำไลหยกที่เขากล่าวถึงนั้นมันไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับ แต่มันคือสิ่งเดียวที่แม่ทิ้งไว้ให้ฉันก่อนจากไป มันเป็นตัวแทนของความรัก ความหวัง และความทรงจำทั้งหมดที่ฉันมีเกี่ยวกับแม่
กำไลหยกสีเขียวมรกตเม็ดงามสลักลายโบราณ เป็นของดูต่างหน้าชิ้นเดียวที่แม่มอบให้ฉันในวันที่ท่านจากไป ท่านบอกว่ากำไลวงนี้เป็นของประจำตระกูลที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เป็นสัญลักษณ์ของความผูกพันและคำอวยพรให้ฉันอยู่รอดปลอดภัย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในชีวิต ขอให้ฉันเก็บมันไว้ให้ดีที่สุด มันจึงเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิตที่ฉันไม่เคยคิดจะแลกเปลี่ยนกับสิ่งใด
กำไลวงนี้ยังเตือนฉันถึงความฝันในวัยเด็ก วันที่แม่พาฉันไปวัด ทำบุญ และเล่าเรื่องตำนานของกำไลหยกแต่ละชิ้นที่เคยเป็นของบรรพบุรุษของเรา เสียงหัวเราะของแม่ยังดังก้องอยู่ในความทรงจำ ภาพมือเรียวสวยของแม่ที่เคยลูบไล้กำไลวงนี้ราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตท่าน ภาพเหล่านั้นชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน
แต่วันนี้ พุฒิกำลังขอให้ฉันมอบมันให้กับลลิตา อดีตคนรักของเขา ซึ่งตอนนี้กลับมาพร้อมกับท้องแก่ และเป็นสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวขจรเดชต้องล้มละลาย ฉันรู้ดีว่าลลิตากลับมาทวงทุกอย่างที่เป็นของเธอคืน และพุฒิก็พร้อมที่จะมอบทุกอย่างให้เธอ แม้กระทั่งสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉัน
เขาก้าวเข้ามาใกล้ฉันช้าๆ ใบหน้าของเขาไร้อารมณ์ ดวงตาคมกริบจ้องมองมาที่กำไลหยกบนข้อมือของฉัน ราวกับว่ามันเป็นเพียงวัตถุชิ้นหนึ่งที่ไร้คุณค่า "ลลิตาต้องการมัน เธอท้องอยู่ ฉันไม่อยากให้เธอคิดมาก" น้ำเสียงของเขาหนักแน่น แต่กลับไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ
ฉันยืนนิ่ง พยายามดึงสติกลับมา ภาพของลลิตาที่ยืนอยู่ข้างพุฒิเมื่อครู่ยังคงติดตา ท้องที่นูนออกมาอย่างเห็นได้ชัด ความอ่อนหวานที่แสร้งทำ และสายตาที่จ้องมองมาที่ฉันอย่างมีชัยชนะ ฉันรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่กลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ แต่กลับถูกแช่แข็งจากภายใน
พุฒิเห็นว่าฉันยังไม่ยอมถอดกำไลออก เขากระชากข้อมือฉันอย่างแรงจนฉันเซถลา "หรือเธอต้องการเงินเท่าไหร่ ปาริชาติ? บอกมาสิ!"
ร่างกายของฉันชาไปทั้งตัว ความเจ็บปวดจากการกระชากข้อมือนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในใจที่กำลังฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ นี่คือผู้ชายที่ฉันรักหมดใจ แต่เขากลับปฏิบัติกับฉันราวกับฉันเป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่ง ที่มีราคาและสามารถแลกเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
ฉันเคยพยายามอ้อนวอนขอให้เขารักฉัน ขอให้เขาจดจำความดีงามที่ฉันเคยทำ ขอให้เขามองว่ากำไลหยกของแม่คือสิ่งสำคัญสำหรับฉันมากแค่ไหน แต่เขากลับตอบด้วยความเย็นชาเสมอว่า "เธอเป็นแค่เมียที่ถูกซื้อมา อย่าคิดว่าจะได้อะไรไปมากกว่านี้"
ฉันตัดสินใจที่จะไม่ต่อสู้ ไม่นับอะไรอีกแล้ว ฉันเหนื่อยเกินไปที่จะต่อรองกับความรู้สึกของเขา ฉันเคยปฏิเสธเขาไปครั้งหนึ่งแล้ว และผลลัพธ์ที่ได้กลับมาก็คือความเจ็บปวดที่มากกว่าเดิม ฉันไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นอีก
ในวันนั้น ฉันถูกเขาบังคับให้ทำอะไรหลายอย่างที่น่าอับอายต่อหน้าคนจำนวนมากเพื่อแสดงให้เห็นถึงอำนาจของเขาเหนือฉัน
ฉันขยับริมฝีปากที่แห้งผาก ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่ฟังดูเหมือนคำอวยพร แต่กลับแฝงด้วยความเจ็บปวด "ขอให้เธอมีความสุขกับสิ่งที่ได้ไปนะลลิตา"
พุฒิยิ้มเย็นเมื่อเห็นฉันยอมทำตามที่เขาต้องการ เขาเอื้อมมือมาลูบแก้มฉันเบาๆ "ดีมาก ปาริชาติ เธอเป็นคนฉลาด" คำพูดของเขาทำให้ฉันรู้สึกขยะแขยง
แต่จังหวะที่กำไลหยกกำลังถูกถอดออก พลันมีเสียง "เพล้ง!" กำไลหยกหลุดจากข้อมือของฉัน และกระแทกกับพื้นหินอ่อนอย่างแรง แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ชิ้นส่วนเล็กๆ กระเด็นไปบาดขาของลลิตา
"กรี๊ดดดดด!" ลลิตากรีดร้องเสียงหลง ใบหน้าของเธอซีดเผือดด้วยความตกใจและเจ็บปวด เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาจากรอยแผลเล็กๆ บนขาเรียวของเธอ
พุฒิรีบเข้าไปประคองลลิตาทันที เขาไม่ได้มองมาที่ฉันเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของเขามีแต่ความกังวลและความห่วงใยที่มีต่อลลิตาเท่านั้น "ลลิตา เธอเป็นอะไรมากไหม? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?"
จากนั้น เขาก็หันมามองฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวราวกับจะแผดเผาฉันให้มอดไหม้ "ปาริชาติ! เธอจงใจใช่ไหม!"
ฉันยืนนิ่งราวกับถูกตรึงอยู่กับที่ ภาพในอดีตฉายชัดขึ้นมาในสมอง วันที่เขามองฉันด้วยความรัก ความอ่อนโยนที่เคยมีให้ฉันมันหายไปไหนหมดแล้ว? ทำไมตอนนี้สายตาของเขาถึงมีแต่ความเกลียดชัง?
ฉันกวาดตามองไปรอบๆ ผู้คนในห้องต่างมองมาที่ฉันด้วยสายตาตำหนิและสมเพช ไม่เหลือแล้ว ผู้หญิงที่เคยเป็นลูกสาวของเจ้าของบริษัทผู้มั่งคั่ง ตอนนี้ฉันเป็นเพียงแค่ผู้หญิงที่ไร้ค่าในสายตาของทุกคน
ฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้า ฉันอยากจะหนีไปให้พ้นจากตรงนี้ แต่พุฒิกลับคว้าแขนฉันไว้แน่น แรงบีบของเขาทำให้ฉันเจ็บจนต้องนิ่วหน้า
"เธอจะไปไหน! เธอต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไป!" เสียงของเขาดุดันและเต็มไปด้วยอำนาจ
ความเจ็บปวดที่ข้อมือมันเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดในใจที่กำลังโดนบดขยี้อย่างโหดร้าย
"ขอโทษลลิตาเดี๋ยวนี้!" พุฒิออกคำสั่ง เขาบีบแขนฉันแน่นก่อนจะออกแรงผลักฉันลงไปคุกเข่าตรงหน้าลลิตาอย่างแรง
หัวเข่าของฉันกระแทกกับพื้นอย่างจังจนรู้สึกชาไปทั้งตัว ความเจ็บปวดแล่นแปลบขึ้นมา เลือดสีแดงซิบๆ เริ่มไหลซึมจากรอยถลอกบนหัวเข่า
พุฒิเห็นเลือดที่หัวเข่าของฉัน เขายอมปล่อยมือจากแขนฉันชั่วขณะหนึ่ง
จากนั้น เขาก็กลับมาจ้องหน้าฉันด้วยสายตาที่เย็นชา "ไม่ว่ายังไงเธอก็ต้องขอโทษลลิตา"
ฉันกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือดเพื่อสะกดกั้นอารมณ์ทั้งหมด ฉันเคยต้องคุกเข่าขอโทษเขามาแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ครั้งนี้มันเจ็บปวดที่สุด
ฉันก้มหน้าลงต่ำ น้ำเสียงของฉันสั่นเครือ "ฉันขอโทษค่ะลลิตา"
ฉันเงยหน้าขึ้นมองพุฒิด้วยสายตาที่ว่างเปล่าราวกับไร้ชีวิต "แค่นี้พอใจแล้วใช่ไหมคะคุณพุฒิ"
พุฒิเห็นบาดแผลที่หัวเข่าของฉัน เขาก้มลงมาเช็ดเลือดให้ฉันอย่างแรง ก่อนจะเอ่ยคำพูดที่บาดลึกในใจว่า "อย่าคิดว่าไม่มีปาริชาติแล้วฉันจะทำอะไรเธอไม่ได้"
หมอและพยาบาลรีบเข้ามาในห้องทันที พุฒิรีบอุ้มลลิตาไปที่เตียงอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ชายตามองมาที่ฉันเลยแม้แต่น้อย
ฉันลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายของฉันมันชาไปหมด ฉันก้มลงเก็บกำไลหยกที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ของแม่ขึ้นมา ก่อนจะเดินไปที่ถังขยะและทิ้งมันลงไปอย่างไม่ลังเล
"จากนี้ไป ปาริชาติคนเก่าได้ตายจากไปแล้ว" ฉันพึมพำกับตัวเองเบาๆ ในใจ "ฉันจะไม่รักผู้ชายคนนี้อีกแล้ว"
ปาริชาติ POV:
ฉันตัดสินใจจะเดินหนีออกไปจากนรกขุมนี้ให้เร็วที่สุด ทันทีที่ฉันเห็นรถยนต์ของศิว เพื่อนสนิทของฉันกำลังแล่นเข้ามา ฉันจึงเร่งฝีเท้าขึ้น
แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะก้าวพ้นประตูโรงพยาบาล ร่างของฉันก็ถูกกระชากกลับมาอย่างแรง มือปริศนาหลายคู่เข้ามารวบตัวฉันไว้แน่น จนฉันไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
"อื้อออ..." เสียงครางในลำคอของฉันถูกกลืนหายไป เมื่อมีผ้าถูกยัดเข้ามาในปากของฉันอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็มีพยาบาลเข้ามาหาฉันพร้อมเข็มฉีดยาขนาดใหญ่ที่ทำให้ฉันรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่าง พวกเขาจับฉันมัดติดกับเตียงอย่างแน่นหนา
ฉันรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดเมื่อเข็มขนาดใหญ่ปักลงบนเส้นเลือด เสียงฉีดของเหลวบางอย่างที่ทำให้ร่างกายฉันไร้เรี่ยวแรง เลือดของฉันถูกดูดออกไปอย่างรวดเร็วจนฉันรู้สึกวิงเวียนไปหมด
"คุณพุฒิคะ คนไข้มีภาวะโลหิตจางรุนแรงนะคะ ถ้ายังดูดเลือดออกไปอีกอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ค่ะ" เสียงของหมอดังขึ้นอย่างกังวล
"ฉันไม่สนใจ!" เสียงของพุฒิดุดันและเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง "ลลิตาต้องปลอดภัยก่อน ส่วนปาริชาติ เธอจะตายก็ช่างมัน!"
หมอและพยาบาลต่างพากันก้มหน้ารับคำสั่งอย่างจำยอม ฉันได้แต่ปล่อยให้ร่างกายของฉันถูกทรมานต่อไป มันคงเป็นสิ่งที่ฉันต้องชดใช้ให้กับความรักที่ฉันมีให้เขา
พุฒิเดินเข้ามาใกล้ฉัน เขาใช้มือเรียวสวยของเขามาลูบแก้มฉันเบาๆ "เธอต้องอดทนไว้ ปาริชาติ" คำพูดของเขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนถูกเยาะเย้ย
ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเขาจะทำกับฉันได้ถึงขนาดนี้ ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะตายอยู่รอมร่อ แต่เขากลับไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น ลลิตาก็ไอค่อกแค่กเสียงดังขึ้นมา
"ลลิตาเป็นอะไรไป!" พุฒิหันไปมองลลิตาด้วยความตกใจ "ดูดเลือดเพิ่มอีก! เร็วเข้า!"
"คุณพุฒิคะ ไม่ได้นะคะ ถ้ายังดูดเลือดเพิ่มอีก คนไข้จะ...!" หมอพยายามทักท้วง
"ฉันบอกว่าฉันไม่สน! ทำตามที่ฉันสั่ง! ลลิตาต้องมาก่อน!" พุฒิตะคอกเสียงดัง
ฉันพยายามรวบรวมแรงทั้งหมด ก่อนจะพยักหน้าให้หมอทำตามที่พุฒิสั่ง ฉันไม่อยากจะทนอยู่แบบนี้อีกต่อไปแล้ว ฉันอยากจะตายให้มันจบๆ ไปซะ
"ปาริชาติ! อย่ามาแกล้งตายนะ!" พุฒิตะคอกใส่ฉัน "เธอคิดว่าฉันจะไม่รู้หรือไง ว่าเธอเป็นคนยังไง! เธอมันเจ้าเล่ห์เพทุบาย!"
"คุณพุฒิคะ..." เสียงของลลิตาดังขึ้นมาอีกครั้ง
พุฒิรีบวิ่งกลับไปหาลลิตาทันที เขาไม่ได้หันมามองฉันเลยแม้แต่น้อย
ฉันรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง ฉันหวนนึกถึงวันเก่าๆ ที่พุฒิเคยดูแลฉันอย่างดี เขาเคยเป็นคนอ่อนโยนและใจดีกับฉันมาก
เขามักจะคอยดูแลฉันไม่ห่าง คอยป้อนข้าวป้อนน้ำ คอยเช็ดตัวให้ฉันในวันที่ฉันไม่สบาย เขาเคยกระซิบข้างหูฉันว่า "ปาริชาติ เธอคือผู้หญิงคนเดียวของฉัน ฉันจะไม่มีวันทิ้งเธอไปไหน"
ฉันจำได้ดี วันที่รักของเราเริ่มเปลี่ยนไป มันเริ่มต้นจากวันที่เขาพบสัญญาฉบับหนึ่ง สัญญาที่ระบุว่าปาริชาติ ขจรเดช ยินดีเข้าพิธีแต่งงานกับเขาเพื่อใช้หนี้ที่ครอบครัวเป็นหนี้เขา
เขาไม่ฟังคำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น เขามองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ "เธอเป็นแค่ของซื้อของขายไม่ใช่เหรอปาริชาติ! อย่าคิดว่าจะได้อะไรไปมากกว่านี้!"
เขาปิดกั้นหัวใจไม่ยอมให้ฉันเข้าไป เขาไม่เคยเชื่อใจฉันเลยแม้แต่น้อย
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาก็ไม่เคยแตะต้องตัวฉันอีกเลย สายตาที่เขามองมาที่ฉันก็มีแต่ความรังเกียจและความเย็นชา
คำสัญญาที่เคยหวานซึ้งในวันวาน ตอนนี้มันกลายเป็นมีดที่กรีดแทงหัวใจฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ฉันพยายามแล้ว พยายามที่จะทำให้เขากลับมารักฉันเหมือนเดิม แต่ฉันก็เหนื่อยเกินไปแล้ว ฉันไม่เหลือแรงที่จะรักเขาอีกต่อไป
ฉันหลับตาลงอย่างช้าๆ ปล่อยให้ความมืดมิดกลืนกินสติของฉันไปอย่างช้าๆ
ปาริชาติ POV:
ฉันตื่นขึ้นมาในห้องพยาบาล ความรู้สึกแรกที่ฉันสัมผัสได้คือความว่างเปล่าในอก พุฒิกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่ข้างเตียง ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สายตาของเราสบกันชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะเบือนหน้าหนีไปอย่างรวดเร็ว
"กินอะไรหน่อยไหม?" พุฒิถามขึ้น เขาถือช้อนที่มีอาหารอ่อนๆ จ่อมาที่ปากของฉัน
ฉันเบือนหน้าหนี ไม่ยอมกินอาหารที่เขาป้อน
พุฒิวางช้อนลงช้าๆ เขามองฉันกินอาหารจนหมดด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
"เป็นไงบ้าง?" เขาสบตาฉันอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย
ฉันไม่ตอบคำถามของเขา แต่กลับเอ่ยถามในสิ่งที่ฉันต้องการ "โทรศัพท์อยู่ไหนคะ"
พุฒิชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นไม่พอใจ แต่เขาก็สั่งให้ลูกน้องหยิบโทรศัพท์มาให้ฉัน
ทันทีที่โทรศัพท์อยู่ในมือ พุฒิก็เหลือบไปเห็นสายที่ไม่ได้รับหลายสายบนหน้าจอของฉัน
"ใครโทรมา?" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นชาอีกครั้ง
ฉันก้มหน้าลง สายตาของฉันจ้องมองไปที่หน้าจอโทรศัพท์ "เพื่อนค่ะ"
"เพื่อนคนไหน!" พุฒิกระชากเสียงดัง เขาเดินเข้ามาหาฉันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระชากคอเสื้อฉันอย่างแรง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ดวงตาของเขาคมกริบราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังจ้องจะขย้ำเหยื่อ "อย่าคิดว่าจะมาทำตัวเอาแต่ใจกับฉันอย่างที่เคยทำนะปาริชาติ!"
ฉันจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า "ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด"
"อย่ามาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น! เธอคิดว่าฉันไม่รู้หรือไงว่าเธอมีแผนอะไร!" พุฒิตะคอกเสียงดัง
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นมาพอดี
พุฒิชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ เขาปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะเดินออกไปรับโทรศัพท์นอกห้อง
ทันทีที่พุฒิออกไป เสียงโทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง ฉันรับสายอย่างรวดเร็ว
"ปาริ! เธอเป็นอะไรมากไหม! ฉันเป็นห่วงเธอแทบแย่!" เสียงของศิว เพื่อนสนิทของฉันดังขึ้นอย่างร้อนรน
"ฉันไม่เป็นไรหรอกศิว แค่ประสบอุบัติเหตุนิดหน่อย" ฉันพยายามปรับเสียงให้เป็นปกติที่สุด
"ฉันจะไปรับเธอเดี๋ยวนี้นะ!" ศิวเอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว
"ยังไม่ต้องหรอกศิว ฉันอยากจะอยู่คนเดียวสักพัก" ฉันพยายามปฏิเสธ "เดี๋ยวฉันโทรหาอีกทีนะ"
ฉันวางสายลงในจังหวะเดียวกับที่พุฒิเดินกลับเข้ามาในห้อง
พุฒิเห็นรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าของฉัน เขามองฉันด้วยความประหลาดใจ
ฉันจำไม่ได้ว่าฉันไม่ได้ยิ้มให้เขามานานแค่ไหนแล้ว
เขามีคำถามมากมายอยู่ในใจ แต่เขากลับเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมา เขาคิดว่าเขาไม่ควรจะเข้าใกล้ฉันอีกต่อไปแล้ว
เขาควรจะไปดูแลลลิตามากกว่า
พุฒิพยายามปลอบใจตัวเองว่าฉันคงคุยกับญาติสนิท
"ฉันต้องไปดูเรื่องที่บ้านหน่อย" พุฒิกล่าวขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่มีความรู้สึกใดๆ "เดี๋ยวฉันจะกลับมาหาใหม่นะ"
แต่เขาก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย
ฉันเห็นข่าวของพุฒิกับลลิตาปรากฏตามสื่อต่างๆ มากมาย พวกเขาควงคู่กันออกงานสังคมบ่อยครั้ง พุฒิแนะนำลลิตากับทุกคนอย่างภาคภูมิใจ ราวกับว่าลลิตาคือภรรยาที่แท้จริงของเขา
ลลิตาแสดงบทบาทภรรยาของพุฒิได้อย่างแนบเนียน เธอทำทุกอย่างราวกับว่าพวกเขากำลังเล่นละครฉากใหญ่ที่ฉันเป็นเพียงตัวประกอบ
ในวันที่ฉันออกจากโรงพยาบาล พุฒิโพสต์รูปคู่กับลลิตาบนโซเชียลมีเดีย สเตตัสบรรยายความรักที่หวานชื่นของพวกเขา
ฉันกดเข้าไปดู ภาพของพวกเขากำลังจูบกันอย่างดูดดื่ม หัวใจของฉันชาไปหมด
ฉันพิมพ์คอมเมนต์ใต้ภาพลงไปว่า "ขอให้มีความสุขนะ"
ทันทีที่ฉันโพสต์เสร็จ โทรศัพท์ของฉันก็ดังขึ้น เขายังคงโทรมาไม่หยุด แต่ฉันกลับไม่รับสายของเขาอีกแล้ว
ฉันเดินออกจากโรงพยาบาลเพียงลำพัง จัดการเอกสารทุกอย่างด้วยตัวเอง ฉันไม่ต้องการให้ใครมาอยู่ข้างๆ ฉันในตอนนี้
ในจังหวะที่ฉันกำลังเดินออกจากประตูโรงพยาบาล ฉันก็เห็นพุฒิกำลังประคองลลิตาออกมาจากอีกประตูหนึ่งของโรงพยาบาล
"คุณพุฒิเป็นสามีที่น่ารักจริงๆ นะคะ คอยดูแลคุณลลิตาไม่ห่างเลย" เสียงของพยาบาลดังขึ้น ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บแปลบในใจ
ฉันเหนื่อยเกินไปที่จะอธิบายเรื่องราวความจริงให้ใครฟัง ฉันพยายามจะเดินหนีออกไปเงียบๆ
"ปาริชาติ!" เสียงของพุฒิดังขึ้นจากด้านหลัง เขาเดินเข้ามาหาฉันอย่างรวดเร็ว "เธอมาทำอะไรที่นี่!"
เขามีคำถามอีกหลายอย่างที่เขาอยากจะถามฉัน แต่เขากลับเลือกที่จะไม่พูดมันออกมา
ฉันก้มหน้าลงอย่างเคย "ฉันมาเอาของค่ะ" น้ำเสียงของฉันราบเรียบ "ฉันขอโทษที่ทำให้คุณตกใจ"
"หยุด!" พุฒิตะคอกใส่ฉัน
ลลิตาที่ยืนอยู่ข้างๆ พุฒิ เธอจ้องมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยา
เธอเดินเข้ามาคล้องแขนพุฒิอย่างออดอ้อน "คุณพุฒิคะ ลลิว่าให้ปาริกลับไปเก็บของที่บ้านนะคะ"
"ใช่ค่ะ ฉันจะกลับไปเก็บของ" ฉันกล่าวขึ้น น้ำเสียงของฉันหนักแน่น
พุฒิมองฉันด้วยสายตาที่ซับซ้อน เขาไม่พูดอะไร แต่พยักหน้าเล็กน้อย