จากนั้นนางก็รีบปรับรูปร่างของตัวเองอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่นางจะร่วงหล่นลงไปที่พื้น นางพยายามที่จะเกาะหน้าผาหินเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
จนมือทั้งสองข้างของนางถลอกไปหมด สุดท้ายถึงได้ตกลงในพุ่มหญ้านุ่ม ๆ
แต่ก่อนที่มู่ชิงเกอจะได้พักหายใจ พื้นดินใต้ตัวของนางก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงคำรามที่ดุร้ายและกระหายเลือดของสัตว์ร้ายก็ดังก้องขึ้นมา และนั้นทำให้นางแทบจะร้องไห้ออกมาอย่างไร้เสียง......
ในไม่ช้า สัตว์เวทย์นับร้อยตัวก็มารวมตัวรอบ ๆ มู่ชิงเกอ
ภายในชั่วพริบตา กรงเล็บอันเหม็นเน่าของสัตว์เวทย์ก็ใกล้เข้ามาเพียงเอื้อมเท่านั้น!!
เมื่อเห็นว่าชีวิตกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย มู่ชิงเกอก็ทำได้เพียงยันร่างกายส่วนบนขึ้นมาด้วยความยากลำบาก จากนั้นมือทั้งสองข้างก็ออกคำสั่งด้วยทำท่าทางที่ซับซ้อน ในขณะเดียวกันก็ขยับริมฝีปากเบา ๆ ไปด้วย
เสียงนี้มู่ชิงเกอมีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดแล้ว มนตราเสียงสั่งสัตว์อสูรเป็นอีกหนึ่งความสามารถและพรสวรรค์ของนางที่ไม่มีใครรู้
ทันใดนั้นแววตาของสัตว์ร้ายที่ดูดุร้ายและกระหายเลือดอยู่ในตอนแรกก็แปรเปลี่ยนเป็นความกลัว และความหวาดผวาไปในทันที
สัตว์เวทย์นับร้อยตัวยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไปโดยปริยาย
แม้ว่ามู่ชิงเกอจะมองไม่เห็น แต่นางก็รู้สึกได้ว่ารัศมีการสังหารรอบตัวนางลดลงไปอย่างฉับพลัน
ทันใดนั้น เสียงคำรามเสียงหนึ่งที่ดังฟังชัดในฝูงสัตว์ก็ดังขึ้นมา!
คงไม่ใช่มังกรเก้าสวรรค์หรอกกระมัง?
มู่ชิงเกอยิ้มกับตัวเองอย่างขมขื่น
ตอนนี้นางไม่มีเรี่ยวแรงเลย นางไม่มีทางที่จะควบคุมมังกรสวรรค์ที่ลงมาจากพิภพแห่งสวรรค์ได้เป็นแน่ หรือว่านางเพิ่งจะเดินทางข้ามเวลามาก็ต้องมาตายอยู่ที่นี่เสียแล้ว?
แต่แล้วโดยไม่คาดคิด......
หลังจากที่มังกรคำรามออกมา มังกรยักษ์ตัวหนึ่งก็ลอยตัวเป็นเส้นโค้งอยู่ในอากาศด้วยท่าทางที่สง่างาม จากนั้นก็เหาะลงมาอยู่ตรงหน้าของมู่ชิงเกอด้วยความเคารพ อีกทั้งยังคายไข่ยักษ์ใบหนึ่งที่มีความสูงประมาณครึ่งตัวคนออกมา
ต๊อก!
มู่ชิงเกอลูบสิ่งกลม ๆ อุ่น ๆ ลื่น ๆ ในอ้อมแขนของตัวเอง แล้วก็เงียบไป
นี่จะให้นางฟักไข่อย่างนั้นหรือ?
ให้แล้วจะไม่เอาได้ไง!
มู่ชิงเกอเอาไข่มังกรสวรรค์มาถือไว้ข้างตัว
ทันใดนั้น มังกรเก้าสวรรค์ก็ยอมเชื่อฟังนาง ดูเชื่องราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านตัวหนึ่ง
มู่ชิงเกอเองก็ไม่ได้เกรงใจแต่อย่างใด นางดึงหนวดมังกรออกมาเส้นหนึ่ง จากนั้นก็เอาใส่ปากเคี้ยว ก่อนจะกลืนลงไป
สิ่งนี้ช่วยบำรุงร่างกาย ประจวบกลับที่นางเสียเลือดไปมาก ส่วนเรื่องที่ว่ามังกรสวรรค์จะโกรธหรือไม่นั้น นางไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้ ในเมื่อคิดที่จะเพิ่งนาง ก็ต้องให้ประโยชน์อะไรกับนางบ้าง แค่ดึงหนวดมังกรมาเส้นเดียวไม่เห็นจะเป็นอันใดเลย
ผลปรากฏว่า มู่ชิงเกอรู้สึกว่าร่างกายอบอุ่นขึ้นมาก
เมื่อเห็นว่ามังกรเก้าสวรรค์ที่ถูกดึงหนวดไม่ได้ต่อต้านอะไร สัตว์เวทย์ทั้งหมดจึงก้มหัวให้มู่ชิงเกอด้วยความเคารพ ราวกับว่านางได้กลายเป็นหัวหน้าสัตว์ร้ายกลุ่มนี้ไปแล้ว
ขณะที่มู่ชิงเกอกำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก จู่ ๆ นางก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน แล้วนางก็ล้มลงไปกับพื้นอีกครั้ง
แย่แล้ว!
มู่ชิงเกอปวดจนเหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว เวลานี้นางถึงได้รู้ตัวว่ามีทารกอีกคนอยู่ในท้องของนาง!
มู่ชิงเกอทำได้เพียงกัดฟัน แล้วก็เอามือที่สั่นเทาของนางล้วงเข้าไปที่แผลบนหน้าท้องของนาง
โอ๊ยยยยย......
ทุกครั้งที่นางรู้สึกเจ็บปวด ชื่อของชายโฉดหญิงชั่วคู่นั้นจะดังก้องขึ้นมาในหัวของนาง
ซวนหยวนหยู มู่ชิงอวี่!
หากไม่ได้ชำระแค้น ก็อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้!
อุแว้.....
ในที่สุด เสียงร้องไห้ของทารกก็ดังขึ้นมา แล้วก็ตามมาด้วยแสงสีม่วงที่สืบทอดมาจากสายเลือดของนาง มันเกิดขึ้นมาพร้อมกัน
ทันใดนั้น แผ่นดินก็สั่นไหว
สัตว์เวทย์นับร้อยตัวที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็ก้มหัวและคุกเข่าลงบนพื้น ราวกับว่าพวกมันกำลังบูชาตัวแทนของพระเจ้าระดับสูงสุดอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ท้องฟ้าที่มืดมิดเหมือนม่านผืนหนึ่ง มีแสงหลากสีสันสะท้อนออกมาอย่างกะทันหัน ส่องสว่างไปทั่วทั้งมหามณเฑียรหลวงภายในชั่วพริบตา
ฉากนี้พระราชวังที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยโยชน์ก็สามารถมองเห็นได้
เมื่อเห็นเช่นนี้ ท่านราชครูของอาณาจักรเทียนอันที่กำลังอธิษฐานขอพรให้ราชวงศ์อยู่ก็ตกใจจนเซไปเล็กน้อย จากนั้นก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดังว่า
“เทพธิดาที่หนึ่งหมื่นปีจะเกิดที ได้ลงมาจุติที่อาณาจักรเทียนอันของพวกเราแล้ว เทพธิดาตัวจริงมาเยือนโลกแล้ว!”
“เร็วเข้า รีบไปตามหาเร็วเข้า!”
ฮ่องเต้เฒ่าทรงรู้สึกตื่นเต้นมากจนเคราสั่นไหวไปหมด เขาออกคำสั่งในทันที ไม่เพียงแต่ส่งหน่วยราชองครักษ์จากทุกแคว้นไปเท่านั้น แม้แต่ตระกูลใหญ่ทั่วหล้าก็ต้องส่งกำลังคนไปด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังมีเหล่าผู้กล้ามากมายก็มาร่วมปฏิบัติภารกิจนี้ด้วยเช่นกัน
ด้วยความที่เทพธิดาดวงตาสีม่วงในตำนานที่ปรากฏตัวเพียงครั้งเดียวในรอบหนึ่งหมื่นปีผู้นี้คือผู้ที่จะสามารถครอบครองผืนแผ่นดินทั้งทวีปได้ แล้วใครจะไม่อยากได้ตัวนางกันเล่า?
แม้แต่ที่ ๆ อยู่ไกลออกไปอย่างพิภพแห่งสวรรค์ที่อยู่ของเหล่าทวยเทพในวังสวรรค์ ก็ยังเกิดความโกลาหลขึ้นไม่น้อย
“ในที่สุดเทพธิดาแห่งโชคชะตาก็ลงมาจุติในโลกนี้เสียที! เราจะต้องหาตัวนางให้พบก่อนปีศาจให้จงได้!”
ทั้งสามฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายมนุษย์ เทพและปีศาจต่างก็มารวมตัวกัน เวลานี้อาณาจักรทั้งเก้าต่างก็ตกอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายไปหมด
ห้าปีต่อมา……
ณ พิภพแห่งโลกา ภายในห้องนอนของวังมังกรแห่งทวยเทพ
สายตาของมู่ชิงเกอเหมือนจะเห็นเงาเรือนร่างของบุรุษผู้หนึ่ง บุรุษผู้นั้นกำลังขึ้นคร่อมอยู่ด้านบน ส่วนนางกำลังดิ้นราวกับปลาที่ขาดน้ำอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษผู้นั้น
บุรุษผู้นั้นโอบกอดเรือนร่างของนางไว้อย่างทะนุถนอม แล้วก็กำลังมีสัมพันธ์สวาทกับนาง
น้ำเสียงอ่อนโยนอันเปี่ยมความรักของบุรุษผู้นั้นยังดังก้องเข้ามาในหูด้วยว่า “สักวันหนึ่งข้าจะแต่งงานกับเจ้า……”
มู่ชิงเกอที่ได้ยินดังนั้นพยายามเบิกตากว้าง หมายจะมองบุรุษเบื้องหน้าอย่างเต็มสองตา
ผู้ใดจะไปคิดล่ะว่า สิ่งที่นางเห็นจะกลับกลายเป็นใบหน้าอันเย็นชาไร้ปราณีของซวนหยวนหยู
ไปลงนรกเสีย!
มู่ชิงเกอถึงกับสั่นเทาไปทั้งตัว จากนั้นนางก็ลุกขึ้นและยกมือขึ้นมาโดยพลัน
ฟิ้ว!
ลูกศรที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อถูกยิงออกไปในพริบตา มันเจาะทะลุเสาที่อยู่ตรงข้ามนาง แล้วก็ปักคาอยู่ในกำแพงทันที
เวลานี้เบื้องหน้าของมู่ชิงเกอยังคงหลงเหลือร่องรอยของบุรุษเฮงซวยผู้นั้นอยู่เสียที่ไหนกัน?
ยิ่งไปกว่านั้น ดวงตาของนางถูกควักไปนานแล้ว เพื่อปกปิดดวงตาเทียมที่ไร้ประกายเอาไว้ นางจึงสวมหน้ากากเงินลายหงส์ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษแม้ยามนอนหลับ
ที่แท้ก็เป็นฝันร้ายนี่เอง มู่ชิงเกอถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อนึกถึงดวงตาของตัวเอง นางก็อดนึกถึงอาการบาดเจ็บสาหัสที่ได้รับเมื่อห้าปีก่อนไม่ได้ ซึ่งมันทำให้นางต้องนอนติดเตียงถึงสามปีเต็ม หากมิใช่เพราะโชคดีได้เดินทางไปยังเมืองเชียนจวิ๋น หากมิใช่เพราะนางเองก็มีความเชี่ยวชาญทั้งศาสตร์แพทย์และพิษ ตอนนี้นางอาจจะยังต้องทนทุกข์กับโรคภัยไข้เจ็บอยู่ก็เป็นได้
หลังจากหายดีแล้ว นางก็ได้ไหว้วานให้ผู้คนไปสืบหาข่าวคราวมาจากทั่วทุกสารทิศ แต่กลับพบว่าบุตรของนางได้หายสาบสูญไปแล้ว
ในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ นางได้สืบหาเบาะแสข่าวคราวของลูกไปพร้อมกับฟื้นฟูความสามารถไปด้วย จนบัดนี้ศาสตร์ตาทิพย์ของนางเริ่มบรรลุระดับต้น ๆ แล้ว แม้ว่ายังไม่อาจมองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่ก็สามารถแยกแยะสีสัน แล้วก็รับรู้รายละเอียดของสิ่งของในระดับเบื้องต้นได้บ้างแล้ว
ในแง่ของการบำเพ็ญเพียร มู่ชิงเกอได้บรรลุถึงราชาแห่งวิญญาณขั้นเก้าแล้ว แม้จะอยู่ในพิภพแห่งโลกา นางก็ยังถือเป็นยอดฝีมืออยู่ดี
ข้อควรรู้คือ ในดินแดนชางหลาน ระดับพลังของเหล่าจอมยุทธเรียงจากต่ำไปสูงดังนี้:วิญญาณ นักพรตแห่งวิญาณ นักสื่อวิญญาณ แม่ทัพแห่งวิญญาณ ราชาแห่งวิญญาณ ฮ่องเต้แห่งวิญญาณ กษัตริย์แห่งวิญญาณ จักรพรรดิแห่งวิญญาณและเทพวิญญาณ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามระดับแรกมักพบได้ในพิภพแห่งนรก เมื่อบรรลุถึงระดับแม่ทัพแห่งวิญญาณจะสามารถออกเดินทางในพิภพแห่งโลกาได้ แต่หากเป็นฮ่องเต้แห่งวิญญาณขึ้นไปแล้ว จะถือว่าเป็นยอดฝีมือระดับเทพปีศาจในพิภพแห่งสวรรค์อย่างแท้จริง!
บัดนี้มู่ชิงเกอแข็งแกร่งกว่าเจ้าของร่างเดิมในตอนแรกถึงสองอาณาจักรแล้ว แม้จะยังไต่เต้าไปไม่ถึงอาณาจักรฮ่องเต้แห่งวิญญาณอย่างที่เคยมีในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด แต่หากจะจัดการกับซวนหยวนหยูและมู่ชิงอวี่หญิงร้ายชายโฉดล่ะก็ แค่อยู่ในระดับแม่ทัพแห่งวิญญาณก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว
คราวนี้ที่นางแวะพัก ณ วังหลงหยาน เพราะตั้งใจไว้ว่าจะเดินทางไปยังพิภพแห่งนรกเพื่อเอาดวงตาที่แท้จริงของนางกลับคืนมา...… หากได้ดวงตากลับคืนมา บางทีอาจช่วยให้ตามหาเบาะแสของลูกชายได้ง่ายขึ้นก็ได้
เมื่อพิจารณาจากความเข้มของแสง มู่ชิงเกอรับรู้ได้ว่ายังอยู่ในราตรีอันมืดมิด ฉะนั้นนางจึงเตรียมตัวนอนต่ออีกสักพัก
ติดตรงที่เมื่อครู่นี้นางเสียงดังเกินไป จึงทำให้เด็กหญิงที่กำลังนอนหลับอยู่ข้าง ๆ นางสะดุ้งตื่น
เด็กหญิงแต่งตัวเสมือนกับเด็กชาย ดูแล้วน่าจะอายุประมาณสี่ถึงห้าขวบ ผิวขาวเปลงปลั่งอมชมพู ใบหน้ากลมป้อมน่ารัก ดวงตากลมโตสดใสที่เปล่งประกายราวกับสายน้ำในทะเลสาบต้องแสงดาวทั้งลุ่มลึกและบริสุทธิ์ในเวลาเดียวกัน
เวลานี้เด็กหญิงกำลังขยี้ตาไปมาอย่างสะลึมสะลือ พร้อมทั้งใช้มือเล็ก ๆ ขาว ๆ ป้อม ๆ ลูบหลังมู่ชิงเกอไปมา
“ท่านแม่ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ...… เป่าเอ๋อร์จะปกป้องท่านเอง!”
น้ำเสียงอันนุ่มนวลอ่อนหวานของเด็กหญิงเปรียบเสมือนกระแสน้ำอันอบอุ่นที่ไหลรินเข้าสู่หัวใจของมู่ชิงเกอ ส่งผลให้คิ้วที่ขมวดมุ่นของนางผ่อนคลายลงโดยพลัน อีกทั้งยังทำให้มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอันอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย
หลายปีที่ผ่านมานี้ โชคยังดีที่มีเป่าเอ๋อร์
นับตั้งแต่เดินได้ เป่าเอ๋อร์ก็พยายามดูแลนางอย่างเต็มที่ ทั้งคอยเป็นสายตาให้นาง แล้วก็ไม่เคยหนีห่างไปจากนางเลย
เพื่อความปลอดภัยในการท่องยุทธภพ นางจึงปลอมกายตัวเองกับเป่าเอ๋อร์เป็นบุรุษเพศ ซึ่งเป่าเอ๋อร์ก็ไม่เคยบ่นเลยสักครั้ง นับเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้นางอบอุ่นใจในหลายปีที่ผ่านมานี้เลยก็ว่าได้