ตอน 1

จือหลินลุกขึ้นเพื่อเดินกลับไปที่บ้านของเจ้าของร่างตามความทรงจำเดิม เพราะตัวนางในยามนี้เป็นเพียงเด็กน้อยวัยสิบขวบเท่านั้น

และที่ที่อยู่ก็ไม่รู้ว่าคือที่ไหน ต้องทำอย่างไร จึงได้เลือกที่จะกลับไปที่บ้านของฟู่จือหลินเสียก่อน

ใช่แล้ว เด็กน้อยที่วิญญาณของจือหลินนางมาอยู่ร่างคือ ฟู่จือหลิน ที่มีชื่อเดียวกับเธอ เด็กน้อยจบชีวิตลงเพราะถูกคนผลักลงมาจากเขา ทำให้หัวไปกระแทกก้อนหินจนจบชีวิต

ในตอนนี้ความเจ็บปวดที่ศีรษะจือหลินเธอยังรู้สึกได้ เสียงตะโกนเรียกชื่อของจือหลินดังไปทั่วป่า ตอนนี้เธอจึงเรียกเดินไปตามเสียงเรียกก็พบชาวบ้านหลายคนกำลังร้องเรียกและวิ่งมาทางเธอ

“โอวโยว หลินเออร์เหตุใดเจ้าถึงเป็นเช่นนี้” เสียงสตรีวัยกลางคนร้องขึ้นอย่างตกใจ เมื่อเห็นว่าจือหลินมีเลือดไหลเปื้อนไปตามเสื้อผ้า

จือหลินมองไปที่กลุ่มคนอย่างมึนงง ทั้งเสื้อผ้าและการพูดไม่ใช่คนยุคเดียวกันกับเธอแน่นอน ตอนที่ยังไม่หายมึนงงก็มีสตรีนางหนึ่งวิ่งเข้ามาสวมกอดแล้วร้องไห้เสียงดัง

จือหลินรู้ได้ทันทีว่านี้คือมารดาของเจ้าของร่างเดิม ฟู่ลี่อิน หญิงหม้ายที่เลี้ยงดูนางมาแต่เพียงผู้เดียว

เจ้าของร่างเดิมไม่รู้แม้กระทั่งว่าบิดาเป็นผู้ใด เพราะมารดาไม่เคยบอก ตากับยายก้เสียไปก่อนหน้าที่ฟู่จือหลินจะเกิดเสียด้วยซ้ำ มารดาของนางจึงเลี้ยงมาด้วยความลำบาก

ก่อนหน้าที่ฟู่จือหลินจะตกเขาได้มีปากเสียงกับ จางอี้เฉิน บุตรสาวของจินฮวาท่านป้าของนาง จางอี้เฉินบอกเรื่องที่มารดาของนางถูกบุรุษแปลกหน้าข่มเหงจนตั้งครรภ์ ทำให้ตระกูลจินที่เป็นของท่านตานางขับไล่มารดาของนางและท่านตาท่านยายออกจากตระกูล

จนต้องเปลี่ยนมาใช้แซ่ฟู่ของท่านยาย จือหลินไม่เชื่อทำให้ทั้งคู่ทะเลาะกัน ร่างของจือหลินหรือจะสู้แรงของอี้เฉินที่กินดีอยู่ดีได้ นางจึงพลาดท่าตกลงเขาไป อี้เฉินเห็นเช่นนั้นก็หนีไปทันทีและไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับผู้ใด

จือหลินถูกมารดาพาตัวกลับเรือน แล้วท่านหมอก็มาตรวจดูอาการของนาง เมื่อเห็นแผลที่บนหัวก็ส่ายหน้าไม่คิดว่าจือหลินที่เสียเลือดมากจะเดินออกมาจากป่าด้วยตนเองได้

ท่านหมอจ่ายยาให้แล้วกลับออกไป จือหลินมองมารดาในนามของนางตอนนี้อย่างถอดถอนใจ เมื่อเห็นว่าเงินที่มารดานำออกแทบจะหมดจากถุงเงินที่นางถืออยู่แล้ว

“นอนพักก่อนหลินเออร์ เดี๋ยวแม่นำยามาให้เจ้าดื่ม” ลี่อินลูบบุตรสาวอย่างทะนุถนอมก่อนจะเดินออกจากห้องไป

จือหลินขมวดคิ้วแน่น เพราะนางไม่เคยได้รับการสัมผัสเช่นนี้มาก่อน และไม่รู้ว่าต้องทำตัวเช่นไร เพียงไม่นานลี่อินก็กลับมาพร้อมถ้วยยาในมือ

จือหลินรับมาถือไว้แล้วเบ้หน้าอย่างรังเกียจ เพียงดมกลิ่นก็รู้แล้วว่าจะมีรสชาติขมมากเพียงใด นางอดจะนึกถึงยาในโลกก่อนไม่ได้

มิติแม้จะลองทดสอบหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง คงจะไม่ได้ติดตามนางมาด้วยอย่างแน่นอน

“ดื่มเถิด แม้จะขมแต่เจ้าจะหายดี” ลี่อินยิ้มมองบุตรสาวอย่างใจดี

จือหลินเห็นแววตาที่คาดหวังของนางก็ดื่มลงไปทีเดียวจนหมด ลี่อินก็ส่งน้ำให้บุตรสาวกลั้วปากอย่างรู้ใจ

“เหตุใดเจ้าถึงตกเขาได้เล่า” ลี่อินเอ่ยถามบุตรสาวอย่างไม่เข้าใจ เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่จือหลินขึ้นเขาแต่นางขึ้นเขาอยู่เป็นประจำ

เพราะตัวลี่อินไม่อาจจะเดินได้ไกลนักด้วยโรคที่เกิดจากกาคลอดบุตรแล้วไม่ได้ดูแลตัวเองให้ดี

“อี้เฉินผลักข้าตกเขา” ดวงตาของจือหลินเปร่งประกายสังหารออกมาวูบหนึ่ง

ลี่อินตกใจคำพูดของบุตรสาวจึงไม่ทันได้เห็นแววตาของนาง จือหลินจึงเล่าเรื่องที่ทั้งคู่มีปากเสียงก่อนที่นางจะตกเขาให้ลี่อินฟัง

ลี่อินเมื่อได้ยินก็ร้องไห้ออกมาอย่างปวดใจ นางจึงเล่าเรื่องในหนนั้นให้บุตรสาวฟัง

เพราะความเชื่อใจทำให้นางติดตามจินฮวาเพื่อไปซื้อของในเมือง ไม่คิดว่าจินฮวาจะวางยานางแล้วพาไปที่โรงเตี๊ยมเพื่อส่งนางให้บุรุษแปลกหน้า

นางที่ไร้สติก็ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นจนเมื่อเช้าของอีกวันจึงได้รู้ว่านางเสียความบริสุทธิ์ให้กับชายแปลกหน้าผู้นั้นเสียแล้ว

เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านจินฮวาก็เล่าเรื่องที่นางลอบพบกับบุรุษแปลกหน้าที่ในเมืองให้ทุกคนฟัง จนทำให้ลี่อินถูกตัดออกจากตระกูล

บิดามารดาที่มีลี่อินเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวก็ไม่อาจเห็นนางถูกขับไล่ได้ จึงยอมที่จะออกจากตระกูลพร้อมบุตรสาวแล้วเปลี่ยนมาใช้แซ่ของมารดาแทน

สามคนพ่อแม่ลูกต้องมาอยู่ที่เรือนร้างท้ายหมู่บ้าน เงินเก็บที่มีก็ถูกนำมาซ่อมแซมเรือนเกือบทั้งหมด ต่อมาลี่อินพบว่านางตั้งครรภ์ ชาวบ้านในหมู่บ้านก็พูดนินทากันหนาหูขึ้นเรื่องที่นางไม่รู้แม้กระทั่งว่าพ่อเด็กในท้องเป็นผู้ใด

จือหลินยังไม่ทันได้ลืมตาออกมาดูโลกภายนอก ท่านตาท่านยายของนางก็จบชีวิตลงเสียแล้ว ลี่อินจึงต้องทำงานหนักรวมทั้งขึ้นเขาหาของไปแลกเงินเพียงลำพัง

ร่างกายของนางจึงทรุดโทรมลง แม้แต่ยาดีๆ ก็ไม่กล้าซื้อกินจนเป็นโรคเรื้อรังมาจนทุกวันนี้ จือหลินก็เป็นเด็กที่รู้ความ ตั้งแต่จำความได้ก็ช่วยหยิบจับทำงานเท่าที่ทำได้มาโดยตลอด

พออายุได้แปดหนาวนางก็เริ่มขึ้นเขาแทนมารดาที่เหนื่อยหอบง่ายเพื่อหาของป่าไม่ขายและหาของกินมาประทังชีวิต

จือหลินได้แต่ถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อได้ฟังเรื่องรันทดจากปากของลี่อิน เรื่องของนางเมื่อภพที่แล้วดูจะดีกว่าของลี่อินไปเลย

เพราะอายุก่อนที่จือหลินจะจบลงในภพที่แล้วก็ไม่ต่างจากลี่อินในยามนี้นัก นางอาจจะเป็นพี่สาวของลี่อินอีกด้วย จือหลินที่ไม่รู้จะปลอบคนตรงหน้ายังไงนางจึงเอื้อมมือไปลูบหลังเบาๆ แทน

ตอน 2

ลี่อินประคองจือหลินให้นอนลงก่อนที่นางจะช่วยห่มผ้าให้อย่างใส่ใจ แม้รู้ดีว่าบุตรสาวมีท่าทางที่ต่อต้านนางอย่างประหลาดแต่ก็คิดว่านางยังคงหวาดกลัวกับเรื่องที่เกิดขึ้น

วันต่อมาจือหลินนางก็ไม่ได้พักผ่อนอย่างที่ควรจะทำ เพราะนางรู้สึกว่าไม่ได้เป็นอันใดมาก และอีกอย่างร่างกายของมารดาก็ไม่อาจจะทำงานหนักได้เมื่อรู้มาจากความทรงจำเดิม

เมื่อคืนนี้ตอนที่จือหลินนางหลับไปยังฝันถึงจือหลินเจ้าของร่างเดิมอีกด้วย จือหลินร้องไห้อย่างน่าสงสารแล้วบอกให้นางช่วยดูแลมารดาแทนด้วย

จือหลินไม่รู้จะทำเช่นไรจะให้นางกลับเข้าร่างก็ไม่อาจจะทำได้ จึงได้รับปากจือหลินคนเดิมไปเพื่อให้นางวางใจ

อย่างน้อยชาตินี้ก็มีมารดากับเขาบ้างแล้ว เพียงแค่สตรีอ่อนแอคนหนึ่งนางคงไม่ลำบากมากนักที่ต้องคอยดูแล

แต่ร่างนี้ก็เป็นเพียงแค่เด็กน้อยวัยสิบหนาวนางจะไปทำอันใดได้มากก็ยังไม่รู้

จือหลินเดินไปที่ห้องครัวตามความทรงจำเดิม ก่อนที่จะเห็นลี่อินนางจุดไปอยู่

“ข้าทำเองเจ้าค่ะ” จือหลินเดินเข้าไปแย่งตะบันไฟและฟืนในมือของลี่อินมาก่อนที่จะทำทุกอย่างอย่างคล่องแคร่ว

ไม่ใช่ว่านางเก่งแต่อย่างใด ถ้าไม่มีความทรงจำเดิมของจือหลินคนก่อน การจุดไฟเช่นนี้นางก็คงทำไม่ได้เช่นกัน

เมื่อสำรวจดูว่ามีของใดที่จะนำมาทำอาหารได้บ้างก็พบเพียงหัวมันเล็กๆ ไม่กี่หัวเท่านั้น ข้าวสารก็แทบจะหมดลงแล้วด้วย

จือหลินได้แต่ถอนหายใจอย่างปลงตกก่อนจะลงมือล้างข้าวแล้วทำเป็นข้าวต้ม หัวมันนางก็ใช้เพียงสองลูกแล้วโยนเข้าไปในกองไฟเพื่อเผา

“หลินเออร์ เจ้าจะลุกขึ้นมาทำไม กลับไปนอนเสีย แม่ทำเองได้” ลี่อินจะเข้ามาช่วยจือหลินทำอาหาร

“ท่านออกไปนั่งพักก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าทำได้” จือหลินไม่ได้หันไปพูดกับลี่อิน ปากนางพูดแต่มือก็ยังทำงานไม่หยุด

“แต่ว่า” ลี่อินยังไม่ยอม

“เชื่อข้าเถิด หากท่านล้มป่วยอีกคนจะทำเช่นใด” จือหลินหันไปมองลี่อินอย่างเรียบเฉย

นางเห็นแววตาของบุตรสาวก็อดจ้องมองอย่างตกตะลึงไม่ได้ แววตาของจือหลินในยามนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

นางเหมือนคนที่ผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างโชกโชน เรียบเฉย สงบนิ่ง จนลี่อินที่เผลอจ้องนางยังนึกหวาดกลัว

จือหลินก็เหมือนจะรู้ว่าลี่อินคิดเช่นไร แววตาของนางจึงอ่อนลงเล็กน้อย ก่อนจะช่วยประคองลี่อินออกไปรอที่ห้องโถง

จือหลินมองห้องครัวที่สกปรกยุ่งเหยิง ก่อนจะเริ่มเก็บล้างและปัดกวาดทั้งหมดระหว่างที่รออาหารเสร็จ แต่ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปนางทำเสร็จก็แทบจะสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว

นั่งพักจนหายเหนื่อยก็ยกอาหารออกไปกินกับลี่อินที่ด้านนอก

“ท่านกินก่อนเถิดเจ้าค่ะ สงสัยเรื่องใดค่อยพูดคุยกัน” จือหลินเงยหน้าขึ้นมาพูดกับลี่อินเมื่อเห็นว่ามือนางยังไม่ยอมขยับตะเกียบ

เมื่อกินอาหารเสร็จเรียบร้อย จือหลินก็เก็บไปล้างให้เรียบร้อยเสียก่อน เพราะนางติดนิสัยมาจากโลกก่อนที่ทำอะไรต้องเป็นระเบียบไปเสียหมด

เพราะถูกฝึกมาเช่นนี้ด้วยกระมัง จึงทำให้เด็กในองค์กรแทบทุกคนมีวินัย ทุกสิ่งอย่างล้วนต้องทำด้วยตนเองไม่สามารถพึ่งพาผู้อื่นได้

“ท่านสงสัยสิ่งใด ก็ถามเถิดเจ้าค่ะ” จือหลินยกน้ำขึ้นดื่มอย่างช้าๆ

ลี่อินมองท่าทางของนางที่เหมือนกับคนถูกฝึกมารยาทมาอย่างประหลาดใจ

“เช่นนั้นท่านฟังข้าแล้วอย่าตกใจจนเสียสติเล่า” จือหลินเอ่ยเตือนนางเสียก่อน เพราะนอกจากนั่งมองนางแล้วก็ไม่กล้าถามเรื่องใด

จือหลินเล่าเรื่องที่นางตกจากเขาแล้วหมดสติไปจนวิญญาณไปโผล่อีกภพหนึ่งที่มีความเป็นอยู่ต่างจากที่แห่งนี้มาก

นางถูกฝึกให้ใช้ชีวิตด้วยตนเองและเรียนรู้สิ่งต่างๆ มามากมาย จือหลินไม่ใจร้ายถึงกับบอกเรื่องที่บุตรสาวที่แท้จริงของนางตายไปแล้ว แต่นางคือวิญญาณที่มาจากโลกอื่น

เพราะลี่อินที่ไม่เหลือผู้ใดในชีวิต และเป็นหญิงสาวที่บอบบางเช่นนี้ คงไม่อาจทำใจได้อย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องของจินฮวาและอี้เฉินนางจะคืนสนองให้อย่างแน่นอนที่กล้าทำร้ายชีวิตของหญิงสาวดีๆ เช่นนี้

ลี่อินเมื่อฟังจบก็ปล่อยโฮออกมาเสียงดัง เมื่อรู้ว่านางเกือบจะเสียบุตรสาวที่เหลือเพียงคนเดียวไปแล้ว

นางดึงตัวของจือหลินมากอดไว้แน่นอย่างหวงแหน จือหลินที่ไม่ได้ตั้งตัวก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก

นางปล่อยให้ลี่อินกอดนางไว้เช่นนั้น เมื่อรับรู้ถึงความรู้สึกของอ้อมกอดของมารดา ภายในอกของนางก็สะท้านอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“นับจากนี้ท่านมีข้าอยู่ไม่ว่าเรื่องอันใดข้าจะจัดการให้ท่านเอง” จือลูบหลังปลอบนางเบาๆ

“แม่ แม่ ไม่ดีเอง เป็นแม่ที่ผิดต่อเจ้า” ลี่อินสะอื้นไห้จนพูดไม่เป็นคำ

“หากเรื่องนี้จะมีผู้ใดผิด ก็เป็นสองแม่ลูกนั้นมากกว่า” จือหลินเผยแววตาสังหารออกมาอย่างมีโทสะ

นางไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกของนางที่สงสาร จือหลินกับลี่อินหรือความโกรธแค้นของเจ้าของร่างเดิมกันแน่

กว่าลี่อินจะสงบสติได้จือหลินก็ต้องปลอบเสียนาน ก่อนที่นางจะพาลี่อินที่เหนื่อยจากการร้องไห้เข้าไปพักผ่อนในห้อง

จือหลินจึงได้มีเวลามาสำรวจเรือนที่นางต้องอาศัยอยู่อย่างละเอียด อาจจะเป็นเพราะลี่อินนางไม่อาจทำงานหนักได้และจือหลินคนเดิมยังเป็นเพียงเด็กน้อย

เรือนทั้งหลังจึงทำความสะอาดได้ไม่ดีนัก แม้ตัวเรือนจะได้รับการซ่อมแซมแล้วแต่ก็ยังมีบางส่วนที่ทรุดโทรมรอการพังทลายลงมาหากต้องเจอเข้ากับพายุ

เครื่องเรือนก็มีไม่มาก จึงจัดการได้ไม่ยากนัก ด้านนอกเรือนก็มีหญ้าขึ้นสูงในบางแห่งหากถูกถากออกก็นับว่ายังไม่พื้นที่เหลืออีกมาก คงเพียงพอให้ปลูกผักไว้กินกันสองคนแม่ลูกได้

ห้องน้ำเป็นสิ่งที่นางรับไม่ได้ที่สุด นอกจากจะต้องไปหาบน้ำที่ลำธารด้านหลังมาไว้เพื่ออาบแล้ว ส้วมที่ใช้ก็เป็นแบบขุดหลุม หากเต็มก็ต้องตักขึ้นมาทิ้ง จือหลินกัดฟันแน่นแล้วสบถออกมาอย่างหัวเสีย

นางเคยลำบากถึงขั้นนี้เสียเมื่อไหร่ แต่ให้ฝึกหนักจนต้องลากสังขารกลับที่พัก ที่อยู่ที่กินก็ล้วนแต่ดีที่สุด ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างก็อำนวยความสะดวกดีกว่าด้านนอกเสียด้วยซ้ำ

ตอน 3

จือหลินไม่มีเวลาให้โทษฟ้าดิน นางจำต้องลงมือเก็บกวาดทั้งในเรือนและนอกเรือน ส่วนเรื่องห้องน้ำไว้ค่อยจัดการในภายหลัง นางต้องไปคิดหาหนทางเสียก่อน

ทำได้ไม่ถึงครึ่งนางก็ทิ้งตัวลงนอนที่พื้นห้องโถงอย่างหมดแรง จะใช้เวลาแค่วันเดียวอย่างที่คิดไว้ไม่ได้เสียแล้ว

ยิ่งอาหารในห้องครัวตอนนี้ก็เหลือไม่มาก พรุ่งนี้นางคงต้องขึ้นเขาเพื่อหาอาหารมาเพิ่มเสียก่อน หากไม่มีอะไรตกถึงท้องก็ไม่อาจจะทำงานหนักได้เช่นกัน

จือหลินจึงเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาสิ่งที่จะนำมาทำเป็นอาวุธได้บ้าง แต่ก็พบเพียงมีดทำครัวเท่านั้น

นางจึงเริ่มมองหาสิ่งอื่นที่ใช้ล่าสัตว์ได้บ้าง แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่ดูเข้าตา

ในตอนกินอาหารมื้อเย็นนางจึงได้เอ่ยถามมารดาจึงได้รู้ว่า ท่านตาของนางทิ้งธนูกับมีดพร้าไว้ด้วย ลี่อินจึงไปนำออกมาให้บุตรสาว ถึงแม้จะยังไม่เชื่อว่าจือหลินสามารถล่าสัตว์ได้อย่างที่นางพูด

แต่เมื่อเห็นแววตาที่มองมาอย่างมุ่งมั่นของนาง ลี่อินก็ไม่กล้าจะเอ่ยสิ่งใดออกมา

“ท่านแม่ ท่านมีอาการป่วยช่วยใดบ้าง” จือหลินถามสิ่งที่นางสงสัย

เพราะจากสิ่งที่นางดูภายนอกโดยที่ยังไม่ได้ลงมือตรวจ นางคิดว่าลี่อินต้องป่วยเป็นโรคโลหิตจางอย่างแน่นอน

ลี่อินจึงบอกอาการกับบุตรสาว เพราะคิดว่านางเพียงอยากรู้เท่านั้น อาการของลี่อิน นางหายใจลำบาก วิงเวียนศีรษะบ่อยครั้ง อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย มือเท้าจะเย็นมากกว่าปกติ

“ท่านตกเลือดตอนคลอดข้าใช่หรือไม่” จือหลินขมวดคิ้วคิด

“ใช่” ลี่อินพยักหน้าราวไก่จิก

“ท่านเป็นโรคโลหิตจาง จากการตกเลือดในครั้งนั้นและไม่ยอมรักษาให้ดี” จือหลินเริ่มคิดว่าจะรักษาลี่อินเช่นใด

ลี่อินอ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อ ในตอนแรกที่นางฟังเรื่องเล่าของจือหลินก็เพียงแค่คิดว่าบุตรสาวของหมดสติแล้วเพ้อไป แต่ในยามนี้นางเชื่อแล้วว่าวิญญาณของจือหลินหลุดออกจากร่างจริงๆ

“อย่าร้องนะเจ้าค่ะ” จือหลินรีบพูดดักไว้ก่อน เมื่อเห็นลี่อินตั้งท่าจะร้องไห้อีกแล้ว

“พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขานะเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง”

ลี่อินแม้จะกังวลเรื่องบาดแผลของจือหลินมากเพียงใดแต่ก็ยอมฟังนาง เพราะอาหารในเรือนใกล้หมดลงแล้วจริงๆ อีกอย่างนางก็ไม่อาจออกไปขึ้นเขาได้เพราะร่างกายที่เป็นเช่นนี้ หากไปหมดสติอยู่ด้านนอกจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่

เพราะจือหลินต้องขึ้นเขาแต่เช้า สองแม่ลูกจึงได้แยกย้ายกันไปนอน ฟ้ายังไม่สว่างจือหลินก็ลุกเตรียมอาหารไว้ให้มารดาก่อนที่นางจะแบกตะกร้าขึ้นเขาไป

อาจจะเป็นเพราะยังเช้าเกินไป ระหว่างทางที่จือหลินนางเดินขึ้นเขาจึงยังไม่พบเห็นชาวบ้านสักคน

ตามความทรงจำเดิมของฟู่จือหลิน นางเพียงหาของป่าอยู่เพียงชายป่ารอบนอกเช่นชาวบ้านทั่วไปเท่านั้น เพราะกลัวจะถูกสัตว์ป่าทำร้าย จือหลินนางจึงเลือกเดินไปอีกทางที่ชาวบ้านน้อยคนนักจะกล้าเข้าไป

จือหลินใช้มีดพร้าในมือเปิดทางให้นางเดินเข้าไปได้ ทางที่ไม่มีคนเดินผ่านมาเป็นระยะเวลานานย่อมต้องรกชัฏเป็นธรรมดา

หัวเผือกหัวมันมีให้เห็นมากมาย จือหลินจำตำแหน่งไว้เพื่อขากลับนางจะได้มาขุดกลับเรือน ไก่ป่า กระต่ายป่ามีให้เห็นบาง แต่ธนูในมือที่นางเพิ่งได้มาใช้ไม่ถนัดมือนักจึงได้ลองฝึกยิงออกไปอยู่หลายครั้งกว่าจะได้ไก่ป่ามาสักตัว

จือหลินยิงไก่ป่าและกระต่ายป่ามาได้ทั้งหมดสี่ตัว ก่อนที่นางจะเดินขนหาตามพุ่มไม้แล้วได้ไข่ไก่มาอีกนับสิบฟอง เพราะตัวนางที่เล็กเกินไปจึงไม่อาจแบกของได้มากนัก จือหลินจึงเดินกลับไปตามทางเดิม

นางขุดหัวมันเก็บกลับไปด้วยแต่ไม่มากนัก ก่อนจะลงเขานางยังได้ผลไม้ติดมือมาให้ลี่อินนางได้กินอีกด้วย

พอถึงชายเขา ชาวบ้านก็กลับเรือนไปหมดเรียบร้อยแล้ว จือหลินนับว่าพอใจยิ่งนัก นางยังไม่อยากพบเจอผู้ใดไม่รู้ว่าจะตอบเรื่องที่นางล่าสัตว์มากมายได้อย่างไร

เมื่อเดินใกล้ถึงเรือนก็พบมารดาชะเง้อคอรอนางกลับมาที่เรือนอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นตัวจือหลิน ลี่อินก็รีบเร่งฝีเท้าเดินมาช่วยรับของไปจากบุตรสาว

“แม่เป็นห่วงเจ้ายิ่งหนัก เหตุใดถึงหามากได้มากเพียงนี้ เจ้าเดินเข้าไปในป่าลึกรึ” ลี่อินมองของในตะกร้าแล้วร้องถามอย่างตกใจ

“ท่านอย่าได้เป็นห่วงเลยเจ้าค่ะ รีบเข้าเรือนเสียก่อน ข้าจะทำอาหารอร่อยๆ ให้ท่านได้ทาน” จือหลินแย่งตะกร้ากลับมาอุ้มไว้ในอกก่อนจะเดินนำเข้าไปในเรือน

จือหลินนำตะกร้าเข้าไปเก็บในห้องครัวนางรับน้ำมาดื่มจากมือมารดาก่อนจะหันไปจัดการไก่ป่าตรงหน้าอย่างรวดเร็ว ลี่อินมองตะลึงอย่างไม่อยากเชื่อที่เห็นบุตรสาวลงมือจัดการกับไก่ป่าอย่างชำนาญ

แม้แต่มีดในมือที่ไม่คมนางยังจัดการกับไก่ป่าได้อย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานไก่ป่าในมือของจือหลินก็ถูกโยนลงไปในหม้อ นางต้มพร้อมกับหัวมันที่ได้มา เพราะข้าวเหลือไม่มากแล้ว

จือหลินนางยังนำไข่ออกมาต้มอีกสองฟอง ทั้งหมดเสร็จลงในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อยกอาหารขึ้นตั้งโต๊ะ ลี่อินก็มองอยากไม่อยากเชื่อ นับตั้งแต่ที่บิดาเสียไปน้อยครั้งนักที่สองคนแม่ลูกจะมีเนื้อให้กิน

จือหลินนางปอกเปลือกไข่ ก่อนจะแยกไข่แดงลงในชามของมารดา และตัวนางกินเพียงแค่ไข่ขาว

“เจ้าเก็บไว้กินเองเสีย ไม่ต้องเป็นห่วงแม่” ลี่อินจะตักไข่แดงส่งคืนให้จือหลิน

“ท่านกินเถิดเจ้าค่ะ ไข่แดงจะช่วยให้อาการป่วยของท่านดีขึ้น หลังจากนี้ทุกวันท่านต้องกินไข่แดงทุกวันเจ้าค่ะ” จือหลินยังตักเนื้อไก่ให้ลี่อินจนนางแทบจะกินไม่หมด

เมื่อทานอาหารเสร็จจือหลินนางยังไปล้างผลไม้ที่นางเก็บมาด้วย เพื่อให้ลี่อินกิน ลี่อินปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างลวกๆ เพราะไม่อยากให้บุตรสาวได้เห็น นางไม่คิดว่านางจะทำให้บุตรสาวที่อายุน้อยต้องลำบากถึงเพียงนี้

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED