รัชศกฟงเยี่ยปีที่ 10 ปกครองโดยฮ่องเต้เจิ้นหนาน พระองค์มีโอรสถึงสิบพระองค์ และทรงหมายมั่นที่จะยกองค์รัชทายาทเจี่ยหย่งขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไป
สองปีหลังมานี้ฮ่องเต้เจิ้นหนานประชวร จึงทรงมอบหมายให้องค์รัชทายาทเจี่ยหย่งสำเร็จราชการแทน องค์รัชทายาทเจี่ยหย่งจึงต้องสู้รบตบมือกับองค์ชายทั้งเก้าที่ต่างหมายมั่นจะแย่งชิงบัลลังก์
ในบรรดาองค์ชายทั้งเก้านั้น เขาหวาดกลัวองค์ชายห้า “ปามูเซอ” ที่สุด องค์ชายห้าเกิดจากสนมจุ้ยเหริน บุตรสาวของท่านข่านเป่ยขุ่ย ถูกส่งไปเลี้ยงดูที่เผ่าเข่อจีตั้งแต่เล็ก เชี่ยวชาญด้านการรบ การล่าสัตว์ และเรื่องทะเลทราย
เมื่อสองปีก่อนที่ถูกเรียกตัวกลับมาวังหลวง องค์ชายห้าก็สร้างกลุ่มกองกำลังขึ้นมาอย่างลับๆ องค์รัชทายาทเจี่ยหย่งเลยวางแผนลอบสังหารอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะทำสำเร็จ
จนกระทั่งวันนี้เมื่อฮ่องเต้เจิ้นหนานจะแต่งตั้งเขาเป็นฮ่องเต้ องค์ชายปามูเซอก็นำกำลังทหารเข้ามาล้อมวังหลวง แม่ทัพเหลยฟงเข้าประจันหน้ากับองค์ชายปามูเซอ สองคนออกดาบลงมือกันอย่างหนักหน่วง
หากแต่องค์ชายปามูเซอออกแรงสู้กลับไม่นานก็จัดการแม่ทัพเหลยฟงได้สำเร็จ จับกุมองค์รัชทายาทเจี่ยหย่งขังในตำหนักตลอดชีวิต แต่งตั้งตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้เทียนฉี
ส่วนสกุลเหยาของแม่ทัพเหลยฟงถูกเนรเทศไปชายแดน ยกเว้นเพียงบุตรีคนโต “เหม่ยหรง” คู่หมายขององค์รัชทายาทเจี่ยหย่ง ได้รับการแต่งตั้งเป็นสนมขั้นเฟย
แย่งชิงบัลลังก์ แย่งชิงสตรี ปกครองแคว้นอย่างทรราช ผู้ใดกล้าต่อต้านผู้นั้นต้องตาย ประชาชนต่างหวาดกลัวจนหัวหด ไม่กล้ามีผู้ใดออกมาต่อต้าน แต่ลับหลังนั้นเขาถูกกล่าวหาว่าเป็น
ฮ่องเต้ทรราช ที่ไม่มีมาเกือบร้อยปีแล้ว...
จ้าวเหม่ยพลิกหน้าหนังสือไปมาหลายรอบก็ไม่มีต่อ คิ้วบางขมวดอย่างสงสัยว่าทำไมถึงได้จบแค่นี้ พอเปิดหน้าแรกของหนังสือก็มีชื่อเขียนเอาไว้ ฮ่องเต้ทรราชที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์
“แค่เนี้ย ยึดอำนาจ แต่งตั้งตัวเองเป็นฮ่องเต้ แล้วก็แย่งคู่หมั้นพี่ชายมาเป็นเมียตัวเอง ทุเรศสิ้นดี” ถ้าจะจบแบบนี้เธอไม่ซื้อมาให้อ่านดีกว่า เพราะกำลังลุ้นเลยว่าใครจะสามารถโค่นฮ่องเต้ชั่วนี่ได้
เธอเงยหน้ามองนาฬิกาเห็นเป็นเวลาสามทุ่ม พอเป็นแบบนั้นก็ลุกขึ้นอย่างตกใจ เพราะพรุ่งนี้ต้องรีบไปสัมภาษณ์โรงเรียนแห่งหนึ่ง หญิงสาวที่พึ่งจบการศึกษาต้องดิ้นรนในเมืองหลวงเพียงลำพัง หากเธอไม่ได้เป็นครูพละ งานนี้เธอได้อดตายแน่
จ้าวเหม่ยหยิบผ้าขนหนูเข้าไปในห้องน้ำ คิดว่าจะอาบน้ำเพียงครู่ก็จะนอนให้เร็ว สายตามองเครื่องทำน้ำอุ่นที่อยู่ตรงหน้า ดูสภาพแล้วคงมีตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองแน่ แต่เพราะอากาศหนาวถ้าเธอไม่ใช้ก็คงได้หนาวตายแทน
ระหว่างที่กำลังคิดว่าตัวเองจะหนาวตายหรือว่าถูกเจ้าเครื่องทำน้ำอุ่นนี้ช็อกตาย มือจ้าวเหม่ยก็จัดการเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นแล้ว เอาน่ะ อย่างน้อยก็ได้ตายแบบอุ่น ดีกว่าตายแบบเย็นชืด
จังหวะที่จับเครื่องทำน้ำอุ่นนั้นก็มีกระแสไฟฟ้าแล่นเข้าตัว และแล้วความคิดก่อนหน้าก็เป็นจริง เธอถูกเครื่องทำน้ำอุ่นช็อกตาย ในใจเธอตอนที่เป็นผีนั้นได้แต่พูดว่า “ขอตายดีหน่อยไม่ได้เหรอ ทำไมต้องให้ฉันตายสภาพนี้ด้วย สวรรค์ส่งฉันไปเกิดในที่ดีๆ หน่อย ย้อนเวลาไปในอดีตก็ได้ แต่ถ้าย้อนแล้วขอเป็นสนมฮองเฮาในวังนะ จะได้สบายหน่อย”
หลังจากนั้นสติเธอก็ดับวูบไป…
จ้าวเหม่ยรู้สึกเวียนหัวจึงลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ ภาพที่นางเห็นคือม่านมงคลสีแดงอยู่ร่ายรอบ จากนั้นก็รู้สึกเหมือนมีอะไรเคลื่อนไหวอยู่บนตัวนาง สายตานั้นทอดมองไปยังปลายเท้า จึงได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
นางอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ตรงหน้านั้นเป็นบุรุษหน้าตาหยาบโลน หนวดเครารุงรัง ผมถักเปียทั้งหัว ใบหน้ามีรอยบากตรงแก้มข้างขวาเฉียงขึ้นไป แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเหี้ยม จนนางต้องร้องออกมา
“กรี๊ด” จ้าวเหม่ยร้องออกไป แต่คนที่กำลังอยู่บนตัวนางกลับยิ้มเยาะ โน้มตัวเข้ามาแล้วแทรกเนื้ออุ่นเข้าไปในร่างกาย
มันคืออะไร? จ้าวเหม่ยที่กำลังเลอะเลือน ไม่รู้ว่าฝันหรือว่าเป็นเรื่องจริง กำลังจะเอ่ยปากถามเขาก็บีบคอนาง
หายใจไม่ออก... นางไม่มีเสียงที่จะพูดสักคำ ได้แต่ฟังเขาพูดกับนางเท่านั้น
“นึกว่าเจ้าจะหมดสติไปเสียอีก ดี ในเมื่อฟื้นแล้วพวกเราก็มาต่อกันเถอะ”
อะ อะไรนะ จะ เจ้าคืออะไร นางถูกลักพาตัวมาอย่างนั้นเหรอ
“ไม่ต้องห่วงไปหรอกสนมเฟย เราจัดให้เจ้าดีเยี่ยมกว่าเจี่ยหย่งแน่นอน รับรองเจ้าจะไม่ลืมเราไปชั่วชีวิต”
สนมเฟย? เจี่ยหย่ง? นี่เขากำลังพูดถึงชื่อใคร แล้วเหตุใดชื่อพวกนี้ล้วนคุ้นนัก
จ้าวเหม่ยได้สติกลับมา สภาพนางที่เปลือยเปล่าไม่ต่างจากตอนที่ตายเลย แต่บัดนี้ถูกร่างกายกำยำใช้กำลังบดขยี้นางไม่หยุด แม้นางพยายามดิ้นรนหนีก็หนีไม่รอด
สุดท้ายแล้วก็ถูกเขาพ่นน้ำมังกรใส่ในร่างกาย มือหนาเอื้อมมาบีบคางนางให้มองใบหน้าคนชั่วช้าอีกรอบ
“จำเอาไว้ว่าเจ้าคือสนมเฟยของเราเพียงผู้เดียว เหม่ยหรง หากเจ้าคิดขัดขืนเราหรือลอบช่วยเหลือเจี่ยหย่งละก็ ครอบครัวของเจ้าที่อยู่ที่ชายแดนก็จะถูกฝังไปพร้อมกับแม่ทัพเหลยฟงเช่นกัน”
เจ็บ... จ้าวเหม่ยไม่เข้าใจว่านางเจอเรื่องบ้าอะไร แถมพอเขาเสพสมเสร็จแล้วก็ผละออกจากร่างกายของนาง จากนั้นก็สั่งให้ขันทีนำน้ำสมุนไพรในถ้วยมากรอกปากให้นางดื่ม
“จำเอาไว้ เลือดของเราจะไม่ได้เกิดในท้องของเจ้าแน่”
เนิ่นนานที่เขาออกไปแล้ว จ้าวเหม่ยเหมือนคนที่ไร้สติ นางกำลังทบทวนเรื่องทั้งหมด ก่อนจะทบทวนชื่อพวกนั้น จนกระทั่งทำให้นึกได้ว่าทั้งหมดทั้งมวลนั้น
นางกำลังอยู่ในนิยายเรื่องทรราชที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ที่นางสาปส่งว่าจบเช่นนั้นได้อย่างไร ดวงตามองไปรอบๆ ตำหนัก บัดนี้นางอยู่ในวังหลวงเป็นแน่ และคงถูกแต่งตั้งเป็นสนมเฟย แถมเขายังใช้กำลังข่มเหงนางอีก
แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น เหตุใดนางถึงได้เกิดมาเป็นเหม่ยหรงกันเล่า นางพยายามคิดทบทวนเรื่องทั้งหมด ก่อนจะนึกถึงคำอธิษฐานก่อนตาย และความคิดสุดท้ายของนางก็คือ
หากนางเป็นเหม่ยหรง นางจะไม่ยอมลงให้ทรราชผู้นั้น นางจะแก้แค้นให้สกุลเหวิน และแย่งชิงบัลลังก์กลับคืนให้องค์ชายเจี่ยหย่งเช่นเดิม บ้าฉิบ นี่นางต้องมาอยู่ในร่างเหม่ยหรงเพราะแบบนี้น่ะเหรอ
บัดซบสิ้นดี!! เกิดใหม่ทั้งทีกลับต้องมาเจอทรราชเช่นเขา นี่มันบ้าไปแล้ว
จ้าวเหม่ยยังทำใจไม่ได้ที่ต้องมาอยู่ในร่างของเหม่ยหรง เกิดใหม่ทั้งทีกลับต้องมาเป็นเมียทรราช ชาติก่อนนางไปทำเวรทำกรรมอะไรหรือเปล่า ก็ไม่นะ แล้วเหตุใดถึงได้ซวยแบบนี้
โชคยังดีที่ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาฮ่องเต้เทียนฉีไม่ได้มาหานางสามวันแล้ว จ้าวเหม่ยเลยได้มีเวลาพักหายใจแล้วคิดทบทวนว่าจะทำยังไงดี
ถ้าลองฆ่าตัวตายล่ะ? แต่ชาติก่อนนางตายไปแล้ว แล้วจะกลับไปได้ยังไง
โธ่เอ๊ย หรือว่านางจะต้องติดในร่างนี้ตลอดไป
“ไม่นะ หื้อออ ฉันอยากกลับไปเกิดใหม่” แทนที่จะมาติดแหง็กในร่างนี้ แต่ถ้าเกิดใหม่ไปอยู่ในร่างไก่ล่ะ? ไม่ถูกฆ่าตายเป็นอาหาร? แต่ก็ยังดีกว่าเป็นเกิดเป็นเมียทรราชอยู่ดีนั่นแหละ
นางกำนัลที่อยู่ด้านนอกรีบเข้ามา “อิงซิน” ผู้นี้เป็นบ่าวรับใช้ของแม่นางเหม่ยหรงตั้งแต่อยู่จวนสกุลเหลย ยังดีที่นางได้รับความทรงจำของร่างนี้มาด้วย อีกทั้งเคยอ่านในนิยายพวกนั้น เลยรู้เรื่องทั้งหมด จึงไม่ได้ทำอะไรผิดแผกไปจากเดิม แต่วันนี้นางเริ่มทนไม่ไหวเพราะรู้ว่าจะต้องอยู่ในร่างนี้ตลอดไป
เขาตายตอนไหน? ในหนังสือก็ไม่บอกด้วยสิ บอกแค่ว่าเขากลายเป็นทรราชที่ได้รับการยกย่องว่าทั้งเมตตาและโหดเหี้ยมในเวลาเดียวกัน ตลอดรัชสมัยที่เขาปกครองนั้น ขุนนางล้วนไม่กล้าฉ้อราษฎร์บังหลวง ประชาชนกินดีอยู่ดี เภทภัยไม่เคยเกิด ต่างอยู่สงบสุข เป็นฮ่องเต้ที่อายุยืนที่สุดประวัติศาสตร์
เดี๋ยวนะ อายุยืนที่สุด...
“...” ใบหน้าของจ้าวเหม่ยซีดแล้วซีดอีก ในตอนนี้นางไม่อาจทำใจได้อีก จังหวะที่คิดว่าจะทำยังไงดีนั้น
ขันทีก็เข้ามารายงาน “คืนนี้ฝ่าบาทจะเสด็จ สนมเฟยโปรดเตรียมปรนนิบัติให้ดี”
ให้ดีกับบิดาเจ้าสิ ใครใช้ให้เขามาเล่า สายตานางบอกเช่นนั้นจนขันทีที่มารายงานเริ่มรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาทั่วร่าง เลยรีบหลบสายตาแล้วรีบออกไปทันที
“ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวไปจัดการก่อนนะเพคะ” อิงซินที่หน้าซีดกว่ากลัวว่าฮ่องเต้เทียนฉีจะไม่พอใจ ก็รีบจะไปจัดการเตรียมพร้อมให้ดี
“ไม่ต้องเตรียมอะไรทั้งนั้น บอกทุกคนไปพักผ่อน ส่วนเจ้าก็ดับไฟให้สนิท”
“คะ คุณหนู เอ่อ สนมเฟยเพคะ หากทำเช่นนี้เกรงว่าฝ่าบาทจะไม่พอพระทัยได้นะเพคะ เช่นนี้แล้วพระสนมจะลำบากอีก” คืนนั้นสนมเหม่ยหรงแผลงฤทธิ์ไปไม่น้อย เลือดลมแตกซ่านจนกระทั่งตัวเองสิ้นลม นางจึงเข้ามาอาศัยร่างนี้แทน
“เจ้าก็ด้วย หลบไปให้ไกล เรื่องในคืนนี้ข้าจะจัดการเอง”
“แต่ว่าคุณหนู” น้ำตาอิงซินเหมือนจะไหลออกมาแล้ว บ่าวคนนี้จงรักภักดีกับคุณหนูเหม่ยหรงอย่างมาก ถึงแม้เหม่ยหรงจะเป็นบุตรสาวของแม่ทัพ แต่นางก็มีพี่ชายอีกคนที่มีนามว่า จื้อหลิน เพราะเป็นน้องสาวที่มีพ่อและพี่ชายจึงปกป้องตามใจตั้งแต่เด็ก จึงเป็นเพียงสตรีอ่อนแอคนหนึ่ง รู้จักแค่ปักผ้า ร้องเพลง เต้นรำ อย่างที่สตรีทั่วไปรู้กัน
แต่เรื่องสำคัญอย่างดาบ ธนู ขี่ม้า ล้วนเป็นสิ่งที่นางไม่เคยเรียนรู้มาก่อน เมื่อถูกบีบบังคับเข้าวังหลวงจึงไม่แปลกที่นางจะกลั้นใจตายทันที มาถึงตอนนี้โชคดีหน่อยที่ของพวกนั้นนางล้วนเรียนรู้มาจากภพก่อน ไม่ว่าจะดาบ ธนู ขี่ม้า หรือแม้แต่ปืน ว่ายน้ำ เทควันโด เรียกได้ว่าเมื่อผสมรวมกับคุณหนูเหม่ยหรง นางก็เก่งทุกอย่างได้พอเหมาะพอเจาะพอดี
ดูสิว่าฮ่องเต้ทรราชผู้นั้นหรือจะสู้สตรียุคสองพันแบบนาง
ฮ่องเต้เทียนฉีมองรอบตำหนักที่มืดสนิท เหล่านางกำนัลขันทีไม่มีสักคน แถมไฟในตำหนักก็มืดเช่นเดียวกัน ดวงตาเขาหรี่ลง กรามขบกันด้วยรู้ว่าคำสั่งนี้ไม่ใช่ผู้ใดนอกจากเจ้าของตำหนัก
เขาเข้าไปด้านใน ขันทีพยายามจะจุดไฟ แต่ “ไม่ต้อง” เขาชอบความมืดที่สุด ยิ่งตอนกลางคืนที่ล่าสัตว์ตัวน้อยอย่างกระต่ายหรือว่ากวางพวกนั้น
“ออกไป”
สายตาหลิวกงกงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว รีบก้มหน้าออกไปตามคำสั่งทันที ในใจก็คิดว่าสนมเฟยนั้นหาเรื่องตายชัดๆ พรุ่งนี้คงได้เห็นผ้าสีขาวประดับตำหนักเป็นแน่
ฮ่องเต้เทียนฉีหันมองรอบตำหนักทุกย่างก้าวเขาเหมือนคนที่กำลังจะล่าสัตว์อยู่ในป่า พยายามเอียงหูฟังโดยรอบ แม้แต่ลมหายใจเขาก็ยังรู้สึกได้
นางอยู่ไหน?
สตรีผู้นี้หาญกล้าขัดคำสั่งเขา คงไม่กลัวตายแล้วกระมัง ดี ถ้าเช่นนั้นคืนนี้เขาจะฆ่านาง แล้วส่งศพนางเป็นของขวัญให้เจี่ยหย่ง เขาคิดว่าคงดีไม่น้อยเลยทีเดียว
จ้าวเหม่ยนั่งอยู่ในเงามืดบนต้นไม้ด้านนอกหน้าต่างมองคนด้านในอยู่ พลางกินผลอิงเถาในมืออย่างเอร็ดอร่อย ภายใต้แสงจันทร์ดวงตาหมาป่าผู้นั้นกระหายความตายอย่างไม่ปิดบัง
ส่วนนางเรื่องอะไรจะอยู่ในตำหนักให้โง่
ระหว่างที่กำลังชมเรื่องสนุก นางคิดว่าฮ่องเต้เทียนฉีคงโมโหแล้วเสด็จออกไปทันที แต่ที่ไหนได้ เขาวนอยู่รอบห้อง พอไม่เห็นนางเขาก็ล้มตัวนอนในตำหนัก สั่งขันทีแขวนโคมไฟ ยกเลิกภารกิจทั้งหมด แถมยังขัดประเพณีที่ว่าฮ่องเต้ไม่ค้างที่ตำหนักสนมอีก
ให้เขานอนน่ะนางไม่เป็นไรหรอก แต่คืนนี้นางจะนอนไหนล่ะ จ้าวเหม่ยหันมองรอบตำหนัก ลืมไปว่าไล่ทุกคนไปหมดแล้ว ครั้นจะเดินออกนอกตำหนักก็ไม่รู้จะไปทิศทางไหน
อย่างที่เขาบอกว่า หนทางบนถนนยังง่ายกว่าเดินในวังหลวง ในสภาพเช่นนี้นางไม่ควรออกนอกตำหนักด้วยซ้ำ พอเห็นว่าแสงเทียนในห้องดับลงแล้ว
จ้าวเหม่ยก็ลงจากต้นไม้ ดีที่นางเลือกแต่งชุดขันที คิดว่าจะเดินไปไหนมาไหนก็คล่องตัว
ฟุ่บ... เสียงเหยียบใบไม้ทำให้นางแทบหยุดลมหายใจ เพราะกลัวคนด้านในจะได้ยิน นางยืนอยู่ที่เดิมครู่หนึ่งรอจังหวะว่ามีอะไรเคลื่อนไหวหรือเปล่า พอไม่มีก็พ่นลมหายใจโล่งอกออกมา คิดว่าจะเดินไปยังห้องด้านหลังอาจจะมีห้องว่างสักห้องให้นางนอนในคืนนี้
แต่จังหวะที่กำลังก้าวไปนั้น
“สนมเฟยจะไปไหน”
ตัวนางเย็นวาบ นี่คนหรือผีกันแน่ แค่นางขยับนิดเขาก็รู้ตัวมาโผล่อยู่ด้านหน้านางแล้ว แถมมืดขนาดนี้ นางแต่งกายเป็นขันทีอีก เขามองแค่แวบเดียวก็รู้ว่าเป็นนาง
“ฝะ ฝ่าบาท” นางยิ้มสู้แล้วย่อตัวคำนับ
“หม่อมฉันเห็นว่าฝ่าบาทบรรทมแล้ว เลยไม่รบกวน คิดว่าจะไปพักที่ห้องด้านหลังเพคะ นี่ก็ดึกมากแล้ว เชิญฝ่าบาทบรรทมเถอะเพคะ”
จ้าวเหม่ยขยับ คิดจะว่าวิ่งผ่านไปเลย แต่ก็ถูกคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นฮ่องเต้หิ้วคอเสื้อนางแล้วยกตัวขึ้นสูงราวกับว่านางเหมือนกระต่ายตัวหนึ่ง
“คิดหรือว่าจะหนีเรารอด”
นางไม่คิดว่ารอดหรอก แค่คิดว่าขอให้พ้นคืนนี้ก็พอ “ฝ่าบาทมีสนมตั้งมากมายในวังหลวง เหตุใดไม่ไปตำหนักอื่นเล่า”
“เราก็มาแล้วไง เพราะตอนนี้ในวังหลังมีเจ้าเพียงคนเดียว”
แค่กๆ ไหนบอกว่าฮ่องเต้ล้วนมีสนมนับพัน ขันทีนางกำนัลอีกนับหมื่น เหตุใดเขาถึงมีสนมเฟยเพียงคนเดียว ระหว่างที่นางกำลังโต้เถียงนั้น เขาก็อุ้มนางขึ้นพาดบ่า
ในใจของจ้าวเหม่ยสาปแช่งคนป่าเถื่อนตรงหน้า สมควรแล้วที่ถูกเรียกว่าทรราช
“ฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นสตรีนะเพคะ จะทรงถนอมหยกหน่อยไม่ได้หรือเยี่ยงไร”
“เจ้าปีนต้นไม้กระโดดลงมาราวกับบุรุษ แถมยังแต่งกายเป็นขันทียังเรียกตัวเองว่าสตรีอีกเหรอ” ปลายเสียงลากยาวจนนางขนลุก
“โอ๊ย” ไม่ทันขาดคำก็โยนนางบนเตียง คราวนี้ไม่ตายก็คงพิการไปตลอดชีวิต แค่คิดว่าต้องติดอยู่ในวังหลวงในสภาพเช่นนี้คงได้ทรมานกว่าเดิมอีก
นางหรือจะสู้ชะตาบัดซบ จ้าวเหม่ยก็รีบลุกขึ้นอย่างไว เขาก็จับแขนนางกดไวกว่า นี่คนหรือหมากันแน่ ทำไมกัดไม่ปล่อยเช่นนี้
“หม่อมฉันเจ็บเพคะ”
“เจ้าก็เลิกหนี เราก็จะได้เลิกจับ”
สายตานางมองคนตรงหน้า จริงเหรอถ้านางเลิกหนีเขาจะปล่อยนาง หากเพียงชั่วแวบเดียวเท่านั้นนางมองเห็นรอยยิ้มหมาป่า “ถ้าหม่อมฉันตายไปแล้ว พระองค์จะมีใครปรนนิบัติเพคะ ในเมื่อทั้งวังมีเพียงหม่อมฉัน” จ้าวเหม่ยพูดด้วยน้ำเสียงหวานจนน่าขนลุก
ขู่อะไรไม่ได้ก็ยกเรื่องนี้มาขู่ ฮึ ฮ่องเต้เทียนฉีไม่นึกมาก่อนเลยว่าเหม่ยหรงจะมีนิสัยเช่นนี้ สตรีตรงหน้าเมื่อก่อนเคยดูถูกเขาเช่นไร ต่อให้สิบปีแก้แค้นก็ยังไม่สาย คิดว่าเขาพิศวาสนางหรือ สำหรับเขาแล้วไม่เคยมี ที่ทำไปล้วนเพื่อแก้แค้นเท่านั้น
“เราไม่กลัวหรอก เจ้าตายก็ดีจะได้ประหยัดไปหนึ่งคน ค่อยหาคนมาแทนที่เจ้า คิดว่าคงหาไม่ยาก”
บัดซบสิ้นดี เขามันชั่วช้าคิดฆ่าคนเหมือนผักปลา ในใจนางตอนนี้คิดว่าถ้าดื้อรั้นไปเกรงจะทำให้ยิ่งถูกฆ่าเร็ว หากอ่อนไปก็เกรงว่าจะกลายเป็นเบี้ยล่างเขาไปตลอดชีวิต
“ถ้าเช่นนั้นแล้วให้หม่อมฉันปรนนิบัติฝ่าบาทเถอะเพคะ”
ได้ยินเสียงหวานอีกรอบ ปามูเซอก็คิดว่านางจะต้องมีแผนอื่นเป็นแน่ แต่การที่จับกระต่ายเช่นนี้ก็ไม่นึกสนุก ถ้าเช่นนั้นก็เล่นตามน้ำสักหน่อยจะเป็นไรไป
เขาปล่อยมือนางเป็นอิสระ “แล้วเจ้าจะทำอันใดให้เราพอใจ หรือจะใช้กายเจ้าปรนนิบัติเรา”
บิดาท่านน่ะสิ จ้าวเหม่ยแช่งชักหักกระดูกไปหลายรอบก็ขยับร่างลงจากเตียง เดินไปด้านหลังฉากยกอ่างน้ำอุ่นกับผ้าขาวมาวางบนโต๊ะข้างเตียง
“ฝ่าบาททรงเหนื่อยมาทั้งวัน ให้หม่อมฉันเช็ดเนื้อตัวให้เถอะเพคะ”
ไม่รู้ว่านางมาไม้ไหน แต่เขาก็อยากรู้จึงเล่นตามน้ำไปอีก มองเหม่ยหรงหยิบผ้ามาบิดแล้วมาเช็ดตรงหน้าผากให้เขา ใกล้เพียงเอื้อมนั้นเขาจ้องมองนางไม่กระพริบตา
“ในใจเจ้าคงนึกเจ็บใจที่ต้องปรนนิบัติเรา”
“หม่อมฉันไม่ได้คิดเช่นนั้น”
“อย่างนั้นรึ ที่ผ่านมาเจ้าเองไม่ใช่เหรอที่ดูถูกเรา ปรามาสเราว่าเป็นแค่ลูกสนมต่างเผ่าไม่มีอะไรเทียบเท่ากับผ้าเช็ดเท้าของเจ้า”
อ้า... ดูเหมือนเรื่องนี้จะคุ้นๆ เหมือนนางจะอ่านผ่านๆ ตอนที่ปามูเซอกลับมาจากเผ่าเข่อจีตอนชันษาที่สิบ คราวนั้นเขาถูกทั้งองค์รัชทายาทเจี่ยหย่ง และคุณหนูเหม่ยหรงกลั่นแกล้งหลอกพาเขาไปขังในตำหนักเย็น แอบเอาข้าวสุนัขให้กิน แถมยังแกล้งผลักเขาตกน้ำอีก ล้อเขาว่าเป็นองค์ชายป่าเถื่อนไร้มารยาท ยังมีอะไรอีกนะที่สองคนนี้ทำ
ปามูเซอแตะคางจ้าวเหม่ยให้เงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา “เราพูดความจริงเจ้าถึงกับพูดไม่ออกเชียวรึ”
ก็เป็นความจริงนางจะพูดออกได้เช่นไร แต่นั่นมันคุณหนูเหม่ยหรง ไม่ใช่นางเสียหน่อย
“ครั้งนั้นหม่อมฉันโง่เขลาเบาปัญญา เล่นไปตามประสาเด็กไม่รู้จักคิดจึงทำให้ฝ่าบาทแค้นเคืองพระทัยมาจนถึงบัดนี้ หากบัดนี้หม่อมฉันโตแล้ว ย่อมไม่ทำเช่นนี้อีก” นางยกมือขึ้นจะแตะแก้มคนตรงหน้า
ปามูเซอก็ปัดทิ้งเสียจนจ้าวเหม่ยแช่งด่าในใจเขาไปอีกรอบ
“แล้วใครกันที่เมื่อคืนยังสาปแช่งให้เราตาย เรียกพี่ชายเจ้ามาช่วยชีวิต จับเราแยกร่างด้วยม้าห้าส่วน โยนร่างให้แร้งกินนอกกำแพงวัง”
คนฟังหน้าซีดลงเรื่อยๆ เพราะเรื่องพวกนี้ล้วนไม่ได้อยู่ในหัวของนาง อาจจะเพราะเป็นช่วงก่อนหน้าที่คุณหนูเหม่ยหรงจะตาย เลยทำให้นางจำเรื่องนี้ไม่ได้
“ฝ่าบาทล้อหม่อมฉันเล่นแล้ว เรื่องพวกนี้หม่อมฉันล้วนเสียสติไปชั่วครู่เท่านั้น แต่เมื่อได้เสพสมภิรมย์หวานชื่นกับฝ่าบาทแล้ว หม่อมฉันก็ได้รู้ว่าฝ่าบาทเป็นบุรุษที่เร่าร้อนยิ่งนัก” นางก็เป็นสตรียุคสองพัน เหตุใดจะต้องเขินอายเรื่องพวกนี้กันเล่า พูดไปแล้วก็เห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ สงสัยคงตกใจเช่นกันที่ได้ยินนางกล้าพูด
มือนางไม่อยู่นิ่ง แตะลูบแผ่นอกเขา จากนั้นก็ลูบไล้ลงมาแล้ววนขึ้นไปใหม่ “หรือฝ่าบาทไม่พอพระทัยหม่อมฉัน ถ้าไม่พอพระทัยจริงเหตุใดวันนี้ถึงเสด็จมาอีกหรือเพคะ หรือว่าคิดถึงหม่อมฉัน อยากให้หม่อมฉันทำเช่นนั้นอีก”
คิ้วหนาเริ่มขมวดเข้าหากัน ดวงตาหรี่ลงจับตามองคนตรงหน้า หรือนางจะเสียใจจนขาดสติไปถึงได้พูดจาหน้าไม่อายออกมาเช่นนี้
“เจ้ากำลังถ่วงเพลา” เขาดูออก
“เจ้ากำลังถ่วงเพลา” เขาดูออก
บ้า นางถ่วงเวลาเขาที่ไหนกัน แค่จะชวนคุยถึงเช้าเท่านั้นเอง จ้าวเหม่ยเบื่อคนรู้ทัน แถมยังถูกผลักลงนอนอีก
“แยกขา”
นางถลึงตามองเขา คนบ้าไม่คิดจะปลอบประโลมให้นางรู้สึกดีหน่อยเหรอ หรือคนยุคนี้รู้แค่วิธีใส่แล้วก็ออกอย่างเดียว!!
นางยกมือขึ้นจะแตะหน้าอกเขาก็จับเอาไว้ “เจ้ากำลังทำผิดกฎ สนมไม่แตะต้องเนื้อตัวฝ่าบาท”
เหรอ... “ปามูเซอ ท่านเกิดในราชวงศ์นี้หรือเติบโตในชนเผ่ากันแน่ เหตุใดถึงได้ถือกฎราวกับว่าท่านเติบโตเช่นพวกเขา”
กรามของปามูเซอขบแน่น “เมื่อครู่เจ้าเรียกว่าเราว่าอะไร”
“ปามูเซอ”
ฮึ นางถูกบีบคออีกแล้ว เขาเป็นผีบ้าหรือยังไง เอาแต่บีบคอนางไม่หยุดหย่อน “กล้าเอ่ยนามเราเช่นนี้ไม่กลัวตายรึ”
ไหนๆ ก็จะตายแล้ว งั้นก็เอาให้เขาอกแตกตายไปเลยแล้วกัน จ้าวเหม่ยเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา
“ปามูเซอ ท่านจะรังเกียจชื่อเดิมของท่านทำไม หรือกลัวว่าจะลืมอดีตของท่านไม่ได้”
กว่าจะจบประโยคนางเค้นเสียงจนเขาหลุดมือปล่อยออกมาจนได้ “เจ้ารู้อะไรมาสนมเฟย”
ถึงทีนางแล้ว เพราะนางรู้ปมทั้งหมดของเรื่อง ที่เขายอมเปลี่ยนชื่อใหม่ก็ล้วนเกี่ยวข้องกับเผ่าเข่อจีทั้งสิ้น
“ผู้คนต่างคิดว่าฝ่าบาทได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี หากแต่ความเป็นจริงแล้วในทะเลทรายนั้น แต่ละวันของท่านล้วนไม่ต่างจากสุนัขอย่างที่องค์ชายเจี่ยหย่งกล่าว จะนอนก็ยังสะดุ้งผวา จะตื่นก็อยู่อย่างไม่มีศักดิ์ศรี ถูกคนของเผ่ารังเกียจเพียงเพราะท่านมีเชื้อสายของฮ่องเต้เจิ้นหนาน สกุลที่กดขี่เผ่าของท่านมานับร้อยปี”
ปามูเซอไม่เข้าใจว่านางรู้เรื่องพวกนี้ได้เช่นไร ทะเลทรายที่แสนห่างไกลนั้นเลี้ยงดูเขามาราวกับสุนัขก็ไม่ปาน การเอาตัวรอดในแต่ละวันของเขาล้วนเป็นไปอย่างยากลำบาก
จนกระทั่งเมื่อสามปีก่อน ตอนที่ฮ่องเต้เจิ้นหนานประชวรก็กลัวว่าเผ่าเข่อจีจะคิดกบฏ จึงเรียกเขาเข้าวังอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะคิดถึงบุตรชายแดนไกล แต่เรียกเขามาเป็นตัวประกันว่าท่านข่านเป่ยขุ่ยจะไม่ยกทัพมาโจมตีพวกเขาในเวลานี้
เขาคิดว่าตัวเองรอดจากเงื้อมมือปีศาจแล้ว ได้กลับมาสู่อ้อมอกของมารดา แต่ใครจะคิดเล่าว่าการกลับมาครั้งนี้จะเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น
เขาพึ่งทราบว่ามารดาเขานั้นถูกขังอยู่แต่ในตำหนัก กินไม่อิ่มสักมื้อ ถูกสนมคนอื่นกลั่นแกล้ง และใช่ เมื่อเขาเข้ามาก็โดนเช่นนั้นเหมือนเดิม
ใช่ว่าเขาอยากจะได้บัลลังก์นี้ ใช่ว่าเขาอยากเป็นฮ่องเต้ แต่คนพวกนั้นล้วนผลักดันให้เขามาถึงจุดนี้ต่างหาก อย่าได้โทษใครเลยโทษตัวพวกท่านเองเถอะที่อยากได้ฮ่องเต้ทรราชเอง
ส่วนคนตรงหน้าที่หาญกล้าพูดเรื่องปมในใจของเขา ปามูเซอไม่อาจเก็บนางเอาไว้ได้ “แสดงว่าเจ้าอยากตาย” มือที่บีบคอก็บีบแน่นกว่าเดิม
คราวนี้สีหน้าจ้าวเหม่ยเหมือนจะตายจริงๆ ภาพตรงหน้าเริ่มขาวโพลนมองเห็นว่าตัวเองจะตายอย่างอนาถไม่ต่างจากภพก่อนเลยสักนิด
“ฝะ ฝ่าบาท หม่อมฉันหายใจไม่ออก” นางเริ่มเห็นถึงความตาย ความป่าเถื่อนของเขา ไม่มีแววตาปรานีสักนิด จ้าวเหม่ยมองลึกลงในแววตานั้นที่เต็มไปด้วยปีศาจที่พร้อมเผาร่างคนที่กล้าขุดเรื่องในอดีตเขาออกมาเช่นนาง
หาเรื่องตายชัดๆ
แต่... เขากลับปล่อยมือจากคอนาง “เจ้าตายตอนนี้ยังเร็วไป เพราะเจ้ายังมีประโยชน์กับเราอยู่ อยู่ต่อไปเถอะสนมเฟย วันข้างหน้าเจ้าจะได้ตอบแทนเราอย่างสาสม แต่วันนี้เจ้าควรทำหน้าที่ตัวเองก่อน”
เขามันคนบ้า ส่วนนางก็บ้าพอกันจึงได้ยินยอม พยายามถีบตัวหนี แต่เขากลับดึงขานางลากกลับมาอีกครั้ง จับมือนางกดไว้บนตัว อีกมือก็แยกขานาง
จ้าวเหม่ยคิดว่าคนชั่วคนนี้หากไม่ทำให้อะไรจดจำ เห็นทีคงไม่รู้จักคำว่าเห็นใจคน นางเลยเลิกดิ้น ส่วนปามูเซอเมื่อเห็นว่านางหยุดก็ยิ่งสงสัย พอเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง
จ้าวเหม่ยก็ใช้สันมือสับที่คอหมายจะให้อีกฝ่ายสลบ คนถูกกระทำแน่นิ่งไปชั่วขณะ มองคนบังอาจตรงหน้า “เจ้ากล้า”
กล้าไม่กล้านางก็ทำไปแล้ว และวินาทีต่อมาเขาก็สลบไปจริงๆ จ้าวเหม่ยพ่นลมหายใจโล่งอก จัดการผลักเขาออกจากตัวแล้วลงไปที่เตียง มองคนบ้าเสียสติที่เอาความแค้นมาลงที่นางคนเดียว
ตื่นมาพรุ่งนี้เขาเอานางตายแน่ ชีวิตที่แล้วนางทำเวรทำกรรมอะไรเอาไว้นะ ถึงได้ต้องมาเจอเรื่องอะไรพวกนี้ ไม่ได้การ นางต้องหนีก่อน ช่างบิดาเถอะ ถ้านางหลงวังหลวง มันต้องมีทางออกสักทางแหละ
จ้าวเหม่ยที่อยู่ในชุดขันทีรีบย่องหนีออกจากตำหนัก โชคดีที่ปามูเซอเป็นคนไม่ชอบให้ทหารยามเฝ้าหน้าประตู เมื่อออกมานางก็หันมองซ้ายขวา ความคิดอ่านเร็วก็มั่วไปก่อน คิดในใจว่ามันคงวนๆ อยู่แถวนี้แหละ
เท้าเดินไปตามทางข้างกำแพงสีแดงทางทิศบูรพา มองไปยังกำแพงสูงคิดว่านั่นคือทางออก แต่ยิ่งเดินก็ยิ่งไกล ยิ่งเดินเสียงผู้คนก็ยิ่งไม่มี จนกระทั่งกำแพงพวกนั้นเริ่มรกร้าง เมื่อมองไปตรงหน้ากลับพบกำแพงสูงขนาดใหญ่ไม่มีทางออก
แถมหมาก็หอนรับการมาของนางอีกด้วย จ้าวเหม่ยหันมองโดยรอบก็พบว่าขวามือนางเป็นตำหนักแห่งหนึ่ง บนป้ายนั้นเขียนว่าตำหนักเย็น
นี่คือตำหนักเย็นที่ไว้กักขังสนมที่ทำผิดเหรอ
เอี๊ยดดด เสียงประตูเปิดออก นางสะดุ้งตัวลอย อีกด้านก็เห็นแสงไฟพร้อมกับทหารวิ่งกันให้วุ่น หรือว่าฮ่องเต้ชั่วนั่นฟื้นแล้ว หันมองซ้ายขวา เมื่อไม่มีทางไปนางก็เลือกเข้าไปในตำหนักเย็นที่อยู่ตรงหน้าแทน ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปสุนัขก็หอนตามหลัง พร้อมกับแววตาคู่หนึ่งที่ซ่อนอยู่ในความมืด
จ้าวเหม่ยเข้าไปในตำหนัก พบว่ามีเรือนพักอยู่หลายหลัง ไหนๆ ก็เข้ามาแล้วเลือกสักทางก็แล้วกัน จึงเดินทางขวามือแทน เพราะเห็นว่าทางนั้นใกล้กับกำแพง เผื่อมีสนมคนไหนขุดทางลับเอาไว้ นางจะได้ใช้ทางนั้นออกนอกกำแพงได้สะดวกขึ้น
หญิงสาวเปิดประตูเข้าไป จากนั้นก็ปิดประตูอย่างเบามือเพราะกลัวคนด้านนอกได้ยิน แต่... อื้อ
มีมือปริศนามาปิดปากนางเอาไว้ “เหม่ยเหม่ยข้าเอง”
ข้าเองนี่คือใคร? นางรู้จักใครในตำหนักเย็น ไม่รอให้นางคิด อีกฝ่ายก็ปล่อยมือเมื่อคิดว่านางจะไม่ร้อง จ้าวเหม่ยก็อยู่เป็นไม่ได้ร้องเพราะอยากรู้ว่าใคร
ในความมืดนั้นนางมองเห็นแววตาเฉียบคม คิ้วดั่งนักปราชญ์ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“เจ้าก็หนีมาได้เหมือนกันเหรอเหม่ยเหม่ย”
เออ เขาคือใครกัน?
“ข้าหนีมาหลบตั้งแต่เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน รอให้ใกล้รุ่งสางจะปีนกำแพงออกไป”
อ้า... พานางไปด้วยได้ไหม
“เจ้ามาก็ดีแล้ว พวกเราหนีไปด้วยกันเถอะ หนีไปชายแดนแล้วไปหาพี่ชายเจ้า ให้เขารวบรวมทหารที่จงรักภักดีกลับมายึดบัลลังก์ที่เป็นของข้าคืนดังเดิม”
หนีไปแล้วกลับมาใหม่ มายึดบัลลังก์ที่เป็นของเขา ก็แสดงว่าคนที่อยู่ตรงหน้าก็คือ อดีตองค์รัชทายาทเจี่ยหย่ง แสดงว่าคนพวกนั้นไม่ได้ตามหาแค่นาง แต่ตามหาเขาเช่นกัน นี่มันหายนะชัดๆ
“เหม่ยเหม่ย เหตุใดเจ้าเงียบไป”
จะไม่ให้นางเงียบเช่นไรเล่า เพราะนางกำลังหนีเสือปะจระเข้ต่างหาก “นอกจากหนีออกนอกกำแพงแล้ว ท่านมีแผนสำรองหรือไม่”
คิ้วดั่งกระบี่ของเขาขมวดเข้าหากัน “แผนสำรองอันใด ยังไงข้าก็หนีไปได้อยู่แล้ว”
เพราะความคิดแบบนี้แหละ ปามูเซอถึงได้ยึดบัลลังก์สำเร็จ เขาจะปล่อยท่านไปง่ายๆ น่ะเหรอ ไม่มีทาง ทางที่ดีนางควรหลีกหนีจากเขาก่อน คงจะพอมีทางรอดมากกว่า ดีกว่าพากันไปตาย
“ข้าคิดว่าหากข้าไปกับท่านจะยิ่งทำให้เขาจับได้ง่าย ข้าขอแยกไปอีกทางจะดีกว่า” จ้าวเหม่ยพูดก็คิดจะไปทันที อีกฝ่ายก็คว้ามือเอาไว้ สายตาเต็มไปด้วยความระแวง
“หรือว่าเจ้าจะไปบอกมัน”
อะไรอีกเล่า ข้าก็จะหนีเหมือนกัน จะไปบอกเขาให้โง่ทำไมกันเล่า “ปล่อยเถอะเพคะ อย่าได้เคลือบแคลงข้าเลย หากชักช้าพวกเราจะพากันตายกันหมด” นางพยายามบิดข้อมือ แต่เขาก็พยายามดึงเอาไว้ นางก็เริ่มจะไม่ทนจึงพยายามดิ้นรนหนี
“เจ้าเปลี่ยนไปจริงเหม่ยเหม่ย หรือว่าเจ้าเองก็ร่วมมือกับเขา” คนผู้นี้เหตุใดถึงได้คิดเองเออเองเช่นนี้เล่า นางไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาด้วย นางก็แค่คนที่หลงมาอยู่ในร่างนี้เท่านั้น
“ข้าไม่ได้เปลี่ยน เป็นท่านเองที่คิดว่าข้าทรยศท่าน” จ้าวเหม่ยได้ยินเสียงทหารด้านนอก คนด้านในก็รีบปิดปากนางแล้วดึงเข้าไปหลบซ่อนด้านใน
นางไม่มีทางเลือกเพราะคิดจะหนีเหมือนกัน แต่เพราะโต้เถียงกันไม่จบไม่สิ้นเลยทำให้ชักช้าเช่นนี้ สายตามองไปยังคนที่เปิดประตูเข้ามา บุรุษที่สายตาเต็มไปด้วยโทสะยืนอยู่ด้านหน้าสุดนั่นคือปามูเซอ สายตาเขากวาดมองรอบห้อง
“ค้นให้ทั่ว”
แย่แล้วพวกเราได้ตายกันหมดแหละคราวนี้ นางอดไม่ได้ที่จะหันไปค้อนใส่เจี่ยหย่ง พอเขาปล่อยมือนางก็จะรีบคลานไปอีกด้าน ชายหนุ่มพยายามรั้งก็รั้งไม่ได้
ปัง..เสียงฉากกั้นล้มลงภาพที่เห็นคือ เจี่ยหย่งกำลังจับขานางส่วนนางก็กำลังคลานอยู่ พอเงยหน้าก็เห็นปามูเซออยู่หน้ามืดทะมึนด้วยความโมโห
ปามูเซอหันมาเห็นเจี่ยหย่งก็จัดการใช้ดาบหมายบั่นคอ อีกฝ่ายก็ปล่อยขาจ้าวเหม่ยรีบถอยหลังหลบ จ้าวเหม่ยเห็นโอกาสนั้นก็รีบคลานหนีไปอีกด้าน ปล่อยให้สองคนลงมือไปกันมาเหมือนสุนัขจริงๆ จังหวะที่ทุกคนวุ่นวายนางก็แอบหนีอีกแล้ว...
จ้าวเหม่ยวิ่งออกนอกตำหนัก มุ่งหน้าไปยังทิศทางตะวันตกคิดว่าจะต้องมีสักทางที่ตัวเองจะต้องรอด จนกระทั่งเจอกับตำหนักเหมยฮวา เมื่อเห็นประตูเปิดก็รีบเข้าไปด้านใน และพบสตรีงามผู้นั้นกำลังยืนอยู่
คนผู้นี้คือใคร? ในเมื่อเขาบอกว่าทั้งวังมีนางเป็นสนมคนเดียว เช่นนั้นสตรีอีกคนก็คงเป็น
“ถวายบังคมไทเฮาเพคะ” จ้าวเหม่ยรีบคุกเข่า เป็นจังหวะเดียวกับที่ปามูเซอวิ่งถือดาบมายืนอยู่ด้านหลัง
ไทเฮาซือเถียนถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน ไม่รอให้ไทเฮาทรงอนุญาตให้ลุกขึ้น จ้าวเหม่ยก็รีบคลานไปด้านหลังไทเฮาแล้วเกาะขาเอาไว้
“ช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ”
เวลานี้นางไม่ต้องการสิ่งใดยกเว้นที่พึ่ง และคิดว่าไทเฮาซึ่งเป็นสตรีเหมือนกันก็คงต้องเอ็นดูนาง และช่วยนางแน่
“ทำอะไรเอะอะโวยวายเหมือนอยู่บ้านป่าเมืองเถื่อน ฝ่าบาทคิดว่าที่นี่เป็นอะไร”
“มอบนางให้ลูก ลูกจะเอานางไปลงโทษ”
“นางเป็นแค่สตรีตัวแค่นี้ เหตุใดเจ้าจัดการนางไม่ได้”
เอ๊ะ ทำไมดูคำพูดแปลกๆ
“แล้วจะจัดการราชกิจได้อย่างไร รู้ถึงไหนอายถึงนั่น รีบพานางไปขังเอาไว้ในตำหนักเสีย”
ว่าแล้วเชียว คนที่นางคิดว่าจะช่วยกลับไม่ได้ช่วยนางสักนิด แถมสั่งสอนบุตรอีกว่าให้รีบพานางกลับไปขัง ถามว่านางจะรอดไหม ดูจากสภาพคิดว่านางจะรอดเหรอ!!