วังหลวง ตำหนักองค์ชายหกหมิงคุณ พิธีอภิเษกองค์ชายหกกับหลิวเนี่ยนเจิน
“ช่างเหมาะสมกันยิ่งนักว่าหรือไม่”
“หญิงงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวงกับองค์ชายที่เก่งกล้า ไม่มีผู้ใดเหมาะสมกันเท่านี้อีกแล้ว”
“หลีกไปให้หมด!!”
“ว้าย ผู้ใดกันเหตุใดจึงอุกอาจเช่นนั้น”
“นั่น!! องค์ชายเก้า นั่นพระองค์จะทำสิ่งใดกัน”
“หมิงตงหยาง!! นั่นเจ้าจะทำสิ่งใด”
เจ้าบ่าวในชุดสีแดงร้องตะโกนให้กับบุรุษหนุ่มที่พึ่งขี่ม้าสีดำสนิทเข้ามาเหยียบย่ำบนพรมแดงในงานพระราชพิธีมงคลสมรสของเขาและพระชายา อาชาที่องอาจหยุดลงท่ามกลางเสียงตกใจของคนทั่วทั้งงาน เจ้าสาวชุดสีเขียวแดงที่ยืนถือพัดอยู่ริมสุดของทางเดินคู่เจ้าบ่าวที่พึ่งทำพิธีคำนับฟ้าดินเสร็จสิ้นหันมามองเขามือไม้สั่น
“ตงหยาง….นี่เจ้ามิใช่ว่าจะไปออกศึกในวันนี้หรอกหรือ”
“เสด็จพี่เข้าใจมิผิด วันนี้ข้าจะไปออกศึกปราบกฎที่เมืองเหรียน แค่คิดไม่ถึงว่าเสด็จพี่จะจัดงานมงคลทั้งที เหตุใดจึงไม่เห็นส่งเทียบเชิญข้าสักคำ”
“เอ่อ น้องเก้า คือว่าพี่คิดว่าเจ้า….จะไม่อยากมาร่วมยินดี”
“ที่ไหนกันเล่า เสด็จพี่ทรงคิดมากไปเสียแล้ว ตัวข้านั้นยิ่งกว่ายินดีกับพระองค์เสียอีก อ้อ เจ้าสาวของท่านช่างงดงามนัก”
“องค์ชายเก้าเพคะ คือว่าหม่อมฉัน…..”
“แม่นางหลิว วันนี้เป็นวันมงคลของเจ้าและเสด็จพี่ของข้า ในฐานะสหายคนสนิทเก่า เจ้าช่างแล้งน้ำใจเสียยิ่งนักที่ไม่แจ้งข่าวดีนี้กับข้าเลย หรือเกรงว่า….ข้าจะมาร่วมยินดีกับเจ้ามิได้เช่นนั้นหรือ”
“เขาคือผู้ใดหรือ”
หรงเว่ยอิง บุตรท่านโหวหรงเสวียนหันมาถามอวิ๋นลี่เฟย สหายที่มาร่วมงานนี้ด้วยกันเมื่อเห็นว่ามีม้าและทหารวิ่งเข้ามาในงานพิธีและตามลงมาด้วยบุรุษหนุ่มในชุดเกราะเต็มยศ
“นั่นองค์ชายเก้า ยอดขุนพลอาชาแห่งตงโจวผู้พิทักษ์ดินแดนตะวันออกผู้เลื่องชื่อ หรงเว่ยอิงนี่เจ้าอยู่แต่ในเรือนจนไม่รู้จักผู้ใดเลยหรืออย่างไร”
“เจ้าก็รู้ว่าข้าไม่ค่อยรู้จักคนในราชวงศ์ และครั้งนี้เขาก็พึ่งจะปรากฏตัวมิใช่หรือ”
“เฮ้อ มันก็ใช่ แต่ชื่อเสียงของเขากระจายไปทั่วหล้าเพราะความเก่งกาจและน่ากลัว ทั้งสง่างามเป็นที่หมายปองของสตรีทั้งตงโจว”
“แล้วเหตุใดองค์ชายหกจึงไม่เชิญเขามาร่วมงานกันเล่า”
“เจ้าไม่รู้อะไร องค์ชายเก้ากับหลิวเนี่ยนเจินเป็นคนรักเก่า เมื่อเขาออกศึกกับแคว้นจ้าวครั้งก่อน นางก็หันไปซบองค์ชายหกที่มีข่าวลือว่าจะขึ้นเป็นองค์รัชทายาทองค์ใหม่น่ะสิ เฮ้อ น่าสงสารองค์ชายเก้าเสียยิ่งนัก”
“แล้ว เช่นนั้น ที่เขามาในวันนี้…”
“ก็ต้องดูกันต่อไป เร็วเข้า เราไปดูข้างหน้ากัน จะได้เห็นชัดๆ นานๆ ทีเขาจะมาให้เห็นใกล้ๆ เพียงนี้”
“เดี๋ยวก่อน เดี๋ยว ทำเช่นนี้ อาจจะไม่เหมาะ”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า ไปเถอะๆ”
“พี่สาม ท่านจะไปงั้นหรือ”
หรงฟางเซียน น้องสาวต่างมารดาเอ่ยทักหรงเว่ยอิงที่ ถูกอวิ๋นลี่เฟยลากไปด้านหน้า ลี่เฟยหันมามองหน้าคนทักและทำท่ารำคาญเล็กน้อยเพราะนางเป็นไม้เบื่อไม้เมากับฟางเซียนอยู่แล้ว
“มิใช่ธุระของเจ้า ไปกันเว่ยอิง”
“เจ้า!!…ข้าก็แค่เกรงว่าพี่สามของข้าจะทำอะไรขายหน้าจวนสกุลหรงเท่านั้น มิได้อยากรู้เสียหน่อยว่าพวกเจ้าจะทำสิ่งใดกัน”
“สาระแน!!”
“นี่ลี่เฟย เจ้าว่าผู้ใดกัน”
“พูดลอยๆ ใครอยากรับก็รับไปสิ”
“ลี่เฟยพอเถอะ น้องสี่เจ้าก็หยุดก่อนเถอะนะ ที่นี่ในวังหลวง สำรวมกริยาหน่อย”
“ไม่ต้องมาสอนข้า ท่านน่ะทำตัวให้ดีอย่าทำอะไรอับอายจนสกุลหรงเสียชื่ออีกก็พอ”
“พูดเหมือนผายลม ไปกันเถอะเว่ยอิง”
พวกนางเร่งเดินไปด้านหน้าเพื่อจะได้เห็นเหตุการณ์ชัดๆ ฟางเซียนลอบยิ้มมุมปากก่อนจะเดินตามพวกนางไปเงียบๆ ด้านหลังโดยที่ทั้งคู่ไม่รู้สึกตัว
“ว่าอย่างไรเล่า หรือพวกท่านไม่ต้อนรับข้างั้นหรือพี่หก วันนี้ข้าแวะมาร่วมยินดีด้วยที่พวกท่านจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน คิดว่าพวกท่านจะดีใจเสียอีก”
องค์ชายหกยิ้มมุมปากขึ้นอย่างผู้ชนะเมื่อมองไปยังผู้พูดที่เผชิญหน้ากับเขาอยู่ เขาแย่งสตรีคนรักขององค์ชายเก้ามาเพราะความทะเยอทะยานของฝ่ายหญิงที่อยากได้ตำแหน่งพระชายาองค์รัชทายาท นางจะได้อยู่จุดที่สูงที่สุดของสตรีในใต้หล้าอย่างแท้จริง
“หึ น้องเก้า ข้าเห็นว่าเจ้ากำลังจะออกศึกสำคัญข้าไม่อยากรบกวนสมาธิเจ้า และที่สำคัญ เกรงว่าเจ้า…..จะยังทำใจไม่ได้ที่เนี่ยนเจินเปลี่ยนใจเลือกข้าแทนที่จะเป็นเจ้า ข้าเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ข้าเลย….เลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง”
“อ้อ เช่นนี้นี่เอง เสด็จพี่คิดว่าข้าจะคิดมากเพียงแค่สตรีเพียงคนเดียวเช่นนั้นน่ะหรือ น่าเสียดายที่ข้ากลับเห็นใจท่านเสียมากกว่าที่จะเสียใจจนมาร่วมยินดีกับท่านไม่ได้”
“องค์ชายเก้า!! เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนี้ อย่างไรเราก็…..”
หญิงสาวในชุดเจ้าสาวมองเขาด้วยความโกรธราวกับถูกน้ำที่เย็นจัดสาดใส่หน้า เพราะคำพูดขององค์ชายเก้าราวกับจะบอกว่านางมิได้สำคัญอะไรกับเขาขนาดที่จะทำให้เขาเสียใจที่สูญเสียนาง หมิงตงหยางหันมามองนางเพียงครู่เดียวและหันมามองที่องค์ชายหก
“เอาล่ะ ข้าต้องไปแล้ว อ้อ ข้ายังมีของขวัญให้พวกท่านด้วย ในเมื่อเป็นงานมงคล ก็ต้องมีสิ่งของมงคลมอบให้สินะ ยังไม่รีบนำเข้ามาอีก”
ทหารองครักษ์ในชุดเกราะสีเงินเดินนำเอาพานที่คลุมผ้าสีแดงมาสองพานและวางตรงหน้าทั้งคู่ อีกคนหนึ่งถึงถุงบางอย่างมาให้องค์ชายเก้า
“สำหรับงานมงคลให้วันนี้ ขอให้พวกท่านรักกันเนิ่นนาน จนแก่เฒ่า นี่คือของอวยพรจากข้า”
ทหารเปิดผ้าแดงเพื่อให้แขกได้เห็น ทุกคนที่ได้เห็นถึงกับรีบหันหน้าหนีบ้างก็ก็รีบเอามือปิดปาก และมีหลายคนที่ยืนหัวเราะเยาะ เพราะสิ่งที่อยู่บนสองพานนั้นคือ….
“หัวสุนัข!!”
“ยังมีอีก”
องค์ชายเก้าเทบางสิ่งลงที่พื้น มันคือเลือดสดๆ เมื่อเขาเทลงบนพื้นพรมแดงที่ปูเพื่อฉลองงานมงคล หลินเนี่ยนเจินแทบจะยืนไม่อยู่ นี่คือของขวัญวันแต่งงานที่องค์ชายเก้าตั้งใจมอบให้นาง แทนสิ่งที่นางทรยศต่อความไว้ใจของเขาเพราะความต้องการอำนาจของตัวนางเอง
“มอบของขวัญเสร็จแล้ว ก็ควรไปเสียที”
“บังอาจนัก เจ้าดูหมิ่นข้าถึงเพียงนี้เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้าเดินออกไปง่ายๆ งั้นหรือ”
ดาบในมือองค์ชายเก้าถูกชักออกมาและพาดไปบนบ่าเจ้าบ่าวที่เดินเข้ามาหมายจะทำร้ายเขา สายตาของหมิงตงหยางช่างดุดันและน่ากลัวเกินกว่าคนในงานจะกล้าหายใจ
“องค์ชายหกอยากจะทำร้ายแขกที่มาอวยพรเช่นนั้นน่ะหรือ ท่านไม่กลัวว่าเจ้าสาวของท่านจะเป็นหม้ายตั้งแต่วันแต่งงานหรือไร”
“เจ้า…เจ้า…วะ…วางดาบลงก่อนน้องเก้า …ข้าเพียงแค่….”
“วันนี้ข้าไม่มีอารมณ์จะฆ่าคน นี่เป็นวันมงคล ขอให้พวกท่านมีความสุข ข้ายังต้องเดินทางไกล ขอลาล่ะ”
ดาบตวัดกลับเข้าฝักอย่างรวดเร็ว แสงดาบนั้นพาดสะท้อนเข้าตาหรงเว่ยอิงจนแสบตาไปชั่วขณะ นางรู้สึกว่าเขาช่างดุดันและน่านับถือยิ่งนัก เมื่อเขาเริ่มเดินออกไป ฟางเซียนเห็นว่าเว่ยอิงกำลังขยี้ตาอยู่และไม่ทันระวังตัว นางจึงเดินเข้าไปและจงใจใช้ไหล่ชนจนเว่ยอิ่งล้มลงไปถูกเลือดสุนัขที่เปื้อนพื้นต่อหน้าองค์ชายเก้า
“ว๊าย อัปมงคลยิ่งนัก นางล้มโดนเลือดสุนัขนั่นเข้าแล้ว!!”
เว่ยอิงรู้สึกตกใจและอับอายมากเมื่อทุกสายตาในห้องโถงนั้นเปลี่ยนมาจ้องมองนางที่ตอนนี้ชุดที่สวมอยู่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงของสุนัขที่องค์ชายเก้าราดเอาไว้
“เว่ยอิง!! เจ้าเป็นอะไรหรือไม่ ลุกขึ้นเร็วเข้า เจ้าลุกไหวหรือไม่ เหตุใดจึงหกล้มได้ล่ะ”
“ลี่เฟยข้าไม่เป็นไรอย่าห่วงเลย ข้าถูกกระแทกจากด้านหลังไม่ทันระวัง ก็เลย….”
เว่ยอิงค่อยๆ ลูกขึ้นในขณะเดียวกันที่คนที่ยืนอยู่ตรงนั้นค่อยๆ กระจายตัวออกห่างจากนางด้วยนึกรังเกียจ แม้แต่หรงฮูหยินที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ไม่ได้เข้ามาช่วย นางได้แต่ยืนเหยียดยิ้มอยู่กับฟางเซียน
“พวกเจ้ามองอะไรกัน หลีกทางไปสิ เว่ยอิง เรารีบออกจากที่นี่กันข้าจะพาเจ้าไปเปลี่ยนชุด”
“ลี่เฟยข้าทำเจ้าลำบากอีกแล้ว”
“เราเป็นสหายกันเจ้าอย่าได้พูดเช่นนั้นเจ้าลุกไหวหรือไม่”
“ข้า….”
เว่ยอิงค่อยๆ ลูกแต่ดูเหมือนว่าขานางจะพลิกตอนสะดุดล้มจึงทำให้ลูกไม่ขึ้น องค์ชายเก้าที่เดินมาถึงที่นางล้มก้มลงมองนางด้วยสายตานิ่งๆ เรียบๆ
“เจ้าเป็นอะไรหรือไม่”
เว่ยอิงตัวสั่นเมื่อถูกถาม ปกตินางไม่เคยสนทนากับบุรุษใดเลย พูดให้ถูกคือนางแทบจะไม่ได้ออกงานสังคมที่ใดเลยต่างหาก ตั้งแต่มารดานางสิ้นก็มีเพียงฮูหยินรองที่ขึ้นมาดูแลจวนท่านโหวแทน ท่านพ่อก็อยู่ที่กองทัพทางเหนือกับพี่ชายจึงไม่ได้มีเวลาใส่ใจบุตรสาวมากนักจึงไม่ค่อยมีใครได้ใส่ใจดูแลนางเท่าใดนัก
“มะ หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ ขอบพระทัยองค์ชาย”
“เจ้าพูดอะไรข้าไม่ได้ยิน พูดดังๆ สิ ขาเจ้าดูเหมือนจะพลิกนะ”
“คือข้า…..”
“น่ารำคาญจริง เจ้าหลีกไป…”
“เขาบอกลี่เฟยและเดินเข้าไปรวบตัวของเว่ยอิงขึ้นมาอุ้มนางขึ้นมาพร้อมกับสายตาที่งวยงงของคนทั้งห้องโถง”
“อะ…องค์ชาย…เก้าเพคะ หม่ะ…หม่อมฉันเดินเองได้เพคะ”
“ข้าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เจ้าล้ม อย่าได้ห่วงเลย เจ้าน่ะรีบหาชุดให้นางเปลี่ยนที”
“เพคะองค์ชาย”
สาวใช้ที่ถูกเรียกรีบวิ่งออกไปเพื่อจัดเตรียมชุดใหม่ให้เว่ยอิง สายตาของเนี่ยนเจินในชุดเจ้าสาวกำพัดเอาไว้แน่น สายตาอาฆาตนั้นรุนแรงแม้ว่าวันนี้นางจะแต่งงานให้กับองค์ชายหก แต่ดูแล้วเหมือนว่านางเองก็จะไม่ยอมปล่อยองค์ชายเก้าไปง่ายๆ ตงหยางแอบเห็นสายตานั้นเขาจึงหันไปมองพวกที่ซุบซิบกันอยู่
“แม่นาง…เจ้าชื่ออะไรนะ”
“หม่อมฉัน….หรงเว่ยอิงเพคะ”
“หรงเว่ยอิง เจ้าเป็นน้องสาวของห่าวเสวียน แม่ทัพอุดรงั้นหรือ”
“เพคะ”
“ตัวนางแปดเปื้อนแล้ว องค์ชายเก้าเพคะพระองค์กำลังจะออกศึกสำคัญวางนางลงเถิดเพคะมันจะเป็นอัปมงคลติดพระวรกายพระองค์นะเพคะ”
หลิวเฟยหย่า น้องสาวของหลิวเนี่ยนเจินรีบตะโกนออกมาทำให้ทั้งห้องโถงเกิดเสียงวิจารณ์อีกครั้ง นางเองก็แอบรักองค์ชายเก้าอยู่เช่นกัน กว่าจะยุแยงให้พี่สาวนางแต่งงานกับองค์ชายหกได้ก็ใช้เวลานานแต่เพราะเนี่ยนเจินเป็นคนทะเยอะทะยานเรื่องความงามและความสูงศักดิ์ของตนเองจึงถูกชักจูงโดยง่าย
“นั่นสิ ตัวกาลกิณีโดยแท้เลยดูทำเข้าสิ ยังไม่รีบลงมาอีก”
“องค์ชายเพคะ ได้โปรดวางหม่อมฉันลงเถิดเพคะ ทำเช่นนี้พระองค์จะเสียชื่อนะเพคะ”
“องค์ชายเก้าเพคะ หม่อมฉันขออภัยแทนนางด้วย หม่อมฉันหรงไป๋ เป็นฮูหยินของท่านโหวเพคะ”
“นั่นสิเพคะ พี่สาวหม่อมฉันมักจะทำเรื่องขายหน้าเช่นนี้อยู่เสมอ ไม่นึกว่าครั้งนี้จะทำเรื่องใหญ่เช่นนี้ เป็นตัวอัปมงคลโดยแท้”
“นั่นน่ะสิ ลูกสาวจวนใดกันน่าอับอายยิ่งนัก”
“บุตรสาวท่านโหวหรง นางไม่มีมารดาคอยสั่งสอนเลยเป็นเช่นนี้ ท่านโหวก็ออกศึกและเฝ้าชายแดนอยู่ข้างนอกไม่ค่อยได้กลับจวน นางเลยขาดการอบรม”
เว่ยอิงที่อยู่ในอ้อมกอดขององค์ชายเก้าตัวสั่นจนผู้ที่อุ้มนางรู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวของคนในอ้อมแขน หากวันนี้เขาไม่มาด้วยของเหล่านี้นางคงไม่ถูกกล่าวโทษเช่นนี้ เนี่ยนเจินหันมาแสยะยิ้มให้เขาทำเอาเขารู้สึกโมโห
“องค์ชาย ขอบพระทัยที่มาร่วมอวยพร แต่เห็นทีครั้งนี้จะส่งผลทำให้พระองค์มีสิ่งอัปมงคลติดตัวไปทัพ รีบวางตัวกาลกิณีนั่นลงเถิดเพคะมันจะทำให้พระองค์สกปรกไปด้วยนะเพคะ”
“พวกเจ้าพล่ามกันพอหรือยัง!!”
เสียงที่ทรงพลังอำนาจนั้นทำเอาเว่ยอิงตกใจจนต้องรีบคว้าคอเสื้อเขาเอาไว้ เขาหันมามองตากลมโตที่หวาดกลัวจนหน้าซีดและหันไปมองเนี่ยนเจินที่ยิ้มราวกับผู้ชนะอยู่ปลายทางเดินอีกฝั่งหนึ่ง
“ข้าหมิงตงหยาง องค์ชายเก้าแห่งราชสำนักตงโจว วันนี้ข้าจะประกาศว่า ข้าจะหมั้นหมายกับแม่นางหรงเว่ยอิงผู้นี้และจะรับนางเป็นพระชายา พิธีหมั้นหมายจะกำหนดหลังจากที่ข้าออกศึกครั้งนี้จนเสร็จสิ้น”
“ว่าอย่างไรนะ!!”
“ท่านแม่ เป็นเช่นนี้ได้เช่นไรเจ้าคะ ลูกอยากให้นางอับอาย แต่ว่านาง…กลับ…”
ฟางเซียนกระทืบเท้าด้วยความโมโหอยู่ข้างๆ มารดาเมื่อได้ยินองค์ชายเก้าตรัสออกมา คนในห้องโถงต่างก็ตกใจกับข่าวนี้ รวมถึงหลิวเนี่ยนเจินถึงกับทำพัดในมือร่วงลงและหันไปมององค์ชายเก้าด้วยความตกใจ หลิวเฟยหย่าหรี่ตามมองที่ทั้งคู่และคิดอะไรบางอย่างระหว่างที่เก็บพัดขึ้นมาส่งให้พี่สาวของนาง
“องค์ชายเก้า นี่พระองค์กำลังตรัสสิ่งใด หากว่าพระองค์ต้องการประชดหม่อมฉัน…”
“แม่นางหลิวสำคัญตัวเองผิดแล้ว ข้าคงมิต้องทำเช่นนั้น เพียงแต่ว่าสตรีที่อยู่ในอ้อมกอดข้านี้ช่างบอบบาง ดูน่าถนุถนอมไม่มีพิษภัย และเหมาะสมที่จะเป็นพระชายาของข้าก็เท่านั้น และพวกเจ้า!!…หากว่าข้าได้ยินข่าวลือว่ามีผู้ใดกล้ากล่าวหานินทาว่าร้ายว่าที่พระชายาข้ากลับมาเมืองหลวงข้าจะไม่ละเว้นพวกเจ้าแม้แต่คนเดียวจำเอาไว้!!”
องค์ชายเก้าเดินออกจากห้องโถงทันทีที่ตรัสจบ ทหารเกราะเงินเดินตามเขาออกมา เว่ยอิงเริ่มทำตัวไม่ถูกเมื่อเขาพานางมาที่ห้องแต่งตัวที่สาวใช้รอเตรียมเปลี่ยนชุดใหม่ให้นาง
“เจ้าเข้าไปเปลี่ยนชุดก่อนเถิด”
“องค์ชายเพคะ หม่อมฉัน….”
“ทำไมหรือ”
“ขอบพระทัยองค์ชายเพคะที่ช่วยหม่อมฉันเอาไว้ แต่ว่าเรื่องหมั้น หม่อมฉันมิได้ต้องการเพคะ ขอบพระทัย..”
“อ้าว เว่ยอิง เดี๋ยวสิ….ขอตัวก่อนเพคะองค์ชายเก้า”
ลี่เฟยเดินตามเว่ยอิงเข้าไปยังห้องแต่งตัว เมื่อกี้ในห้องโถงนางยังรู้สึกสะใจอยู่เลยที่องค์ชายเก้าช่วยปกป้องเว่ยอิงเอาไว้ แต่พอมาถึงนี่นางกลับปฏิเสธเขาเสียอย่างนั้น
“เว่ยอิงนี้เจ้าจะบ้าหรืออย่างไร เหตุใดบอกปฏิเสธองค์ชายเก้าไปเช่นนั้น”
“ลี่เฟย องค์ชายเพียงแค่ช่วยข้าในสถานที่เลวร้ายนั่น ข้าจะให้เขามารับผิดชอบมากกว่านั้นหาได้ไม่ ข้าเป็นเพียงบุตรท่านโหว ไม่มีสิทธิ์และฐานันดรมากพอที่จะอภิเษกกับพระองค์”
“เจ้าโง่หรือไม่ เนี่ยนเจินก็เป็นบุตรีของท่านแม่ทัพหลิวเช่นกันเหตุใดนางแต่งได้เจ้าจะแต่งไม่ได้เล่า”
“อย่าพูดถึงอีกเลย ช่วยข้าแต่งตัวก่อนเถิดและรีบออกไปจากที่นี่กัน”
“เว่ยอิง…”
“อย่าพูดอะไรอีกเลยนะ”
ลี่เฟยได้แต่ถอนหายใจและช่วยเว่ยอิงสวมชุดใหม่สีชมพูอ่อนที่นางกำนัลเตรียมเอาไว้ให้ พวกนางนำชุดเก่าของเว่ยอิงออกไปแล้วพร้อมกับแจ้งว่าจะนำไปทิ้งเว่ยอิงก็ไม่ติดปัญหาอะไรเพราะนางเองก็คงไม่หยิบชุดนั้นมาสวมอีกแล้ว เมื่อเปลี่ยนชุดเสร็จพวกนางจึงเดินออกมาและไม่คาดคิดว่าจะเจอ
“องค์ชายเก้า เหตุใดพระองค์ยังประทับอยู่ที่นี่อีกเพคะ!!”
ลี่เฟยพูดขึ้นเมื่อพวกนางเห็นเขายืนรออยู่นอกห้องรับรองตำหนักองค์ชายหก ดูเหมือนด้านในงานจะเลิกแล้ว แขกเหรื่อในงานก็ย้ายที่ไปสังสรรค์กันอีกที่เพราะในห้องโถงคงไม่เหมาะจะจัดงานเลี้ยงอีกแล้วเพราะของขวัญที่องค์ชายเก้านำไปมองให้คู่บ่าวสาว
“ข้าก็มารอเจ้าอย่างไรเล่า แม่นางหรง”
“เช่นนั้นเว่ยอิง ข้าไปรอเจ้าที่รถม้าก่อนนะ”
ลี่เฟยยิ้มให้และรีบเดินไปที่รถม้าทันที เว่ยอิงที่พึ่งเปลี่ยนชุดออกมาถึงกับหน้าซีดให้กับบุรุษหนุ่มตรงหน้า นางพึ่งจะมองเขาชัดๆ เมื่อเขาถอดหมวกชุดเกราะออก ผมที่รวมตึงขึ้นด้านบนจนหมดนั่นทำให้เผยใบหน้าของเขาเด่นชัดขึ้น ใบหน้าเนียนผิวสีออกคล้ำหน่อยๆ เพราะแดดเผา แต่ดูแล้วผิวแต่เดิมของเขาคงจะขาวกว่านี้ จมูกที่ได้รูปรับกับใบหน้ายาวตาเฉียงเรียวดุจเหยี่ยวทำเอาผู้มองถึงกับใจสั่น
“อะ..องค์ชายเก้า เหตุใด…ยังไม่..ไม่ไปรวมทัพอีกหรือเพคะ”
“ข้ามารอคุยกับเจ้า”
“หม่อมฉันคิดว่า พวกเราคุยกันเรียบร้อยแล้ว หม่อมฉันมิอาจรบกวนองค์ชายมารับผิดชอบเรื่องนี้ได้ เรื่องนี้เป็นเพราะหม่อม…หม่อมฉันซุ่มซ่ามไม่ระวังจึงทำให้เกิดเรื่องไม่เกี่ยวกับพระองค์เพคะ”
“เจ้าต้องการเช่นนั้นจริงๆ น่ะหรือ”
“เพคะ….องค์ชายอย่าได้กังวล ข่าวลือในเมืองหลวงดั่งไฟไหม้ฟาง เพียงชั่วครู่ก็ดับมอดลง อีกสามวันก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา อย่าได้นำไปใส่พระทัยเลยเพคะ”
“แต่ว่าข้าได้ประกาศออกไปแล้ว เช่นนี้แม่นางหรงจะไม่เสื่อมเสียงั้นหรือ”
“ไม่เพคะ หม่อมฉันโดยปกติก็ใช้ชีวิตสมถะเงียบๆ อยู่ในจวน ไม่ค่อยได้ออกมาข้างนอกจวนอยู่แล้ว อีกไม่นานคนก็จะลืมเรื่องนี้เองเพคะ องค์ชายไปออกศึกอย่างสบายพระทัยได้เพคะ”
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะทำตามเจ้าว่า เอาไว้กลับมาแล้วข้าจะไปขออภัยกับท่านโหวด้วยตนเองที่ทำเจ้าเสื่อมเสีย”
“ไม่ต้องหรอกเพคะ เกรงว่าท่านพ่อ…ไม่ค่อยได้กลับมาที่จวนเพคะ”
“เช่นนั้น แม่นางหรง ขอบใจเจ้ามาก ข้าขอตัวก่อน”
“น้อมส่งองค์ชายเก้าเพคะ”
เขามองหน้านางก่อนจะหันกลับออกไป สายตาที่มองยังคงนิ่งเฉยเฉกเช่นเมื่อตอนที่เขาอุ้มนางมา แม้ว่าเขาจะประกาศว่าจะหมั้นกับนาง นั่นก็เป็นเพียงเพราะประชดประชันหลิวเนี่ยนจินและช่วยนางเพื่อมิให้อับอายเท่านั้น เมื่อต่างคนก็ต่างได้รับประโยชน์
เรื่องนี้ก็ควรจบสิ้นเสียที เว่ยอิงเดินแยกกับเขาไปอีกทางเพื่อเดินไปขึ้นรถม้าของลี่เฟยที่จอดรออยู่ไม่ไกล
“มาแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้าง พระองค์คุยอะไรกับเจ้าบ้าง”
“พระองค์ยอมแล้ว เรื่องที่คุยในห้องโถงนั่น จะไม่มีวันเกิดขึ้น”
“ได้อย่างไรกัน เจ้าทำให้สตรีในห้องโถงนั่นอิจฉาเจ้ากันทั้งนั้น จู่ๆ จะโยนโอกาสนี้ออกไปเจ้าจะบ้าหรือ”
“การแต่งงานก็ต้องเกิดจากความรักของคนทั้งคู่ แต่ข้ากับองค์ชาย ทำไปเพียงเพราะช่วยเหลือกัน เขาแค่ต้องการประชดแม่นางหลิวผู้นั้นและก็ช่วยข้าให้พ้นความอับอาย”
“เฮ้อ เว่ยอิงข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย เป็นเพราะข้าที่ประมาท ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้”
“อย่าโทษตัวเองเลย กลับกันเถิด”
“อืมได้เดี๋ยวข้าจะไปส่งเจ้าที่จวนนะ”
“ขอบใจลี่เฟย”
จวนสกุลหรง
“ท่านแม่ข้าไม่ยอมนะเจ้าคะเหตุใดนางทำตัวน่าอับอายถึงเพียงนั้น ทำไมถึงยังได้คว้าองค์ชายเก้าไปได้หน้าตาเฉย ท่านแม่”
“เจ้าเป็นคนผลักนางล้มเองมิใช่หรือ ตอนนี้มาโวยวายให้ได้สิ่งใดกัน”
“ใครจะไปรู้ว่าองค์ชายเก้าจะเห็นเข้าเล่าเพคะ หากว่านางได้แต่งงานกับองค์ชายเก้าจริงๆ นางก็ได้เป็นพระชายา ไม่ได้นะท่านแม่ข้าไม่ยอม นางจะอยู่สูงกว่าข้าได้เช่นไรกัน”
“เจ้าเงียบไปก่อน เรื่องนี้ให้แม่จัดการเองเถิด แม้แต่เลือดหมาดำยังทำอะไรนางไม่ได้ แล้วยังคว้าองค์ชายเก้ามาได้อีก เจ้าคิดว่าแม่จะอยู่เฉยได้เช่นนั้นหรือ แม้ว่านางจะเป็นบุตรของฮูหยินคนเก่า แต่ก็เท่านั้น ตอนนี้ข้าถึงจะเป็นฮูหยินท่านโหว ข้าย่อมมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะให้ผู้ใดแต่งเข้าไปเป็นพระชายาองค์ชาย เรื่องนี้ปล่อยเป็นหน้าที่แม่เอง”
“ท่านแม่ ข้ารักท่านที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
รอยยิ้มชั่วร้ายเผยขึ้นบนใบหน้าหรงไป๋อีกครา ฟางเซียนเองก็รู้สึกดีใจอย่างมากเมื่อท่านแม่รับปาก ตำแหน่งพระชายานี้คงต้องตกเป็นของนางอย่างแน่นอน
สองเดือนถัดมา
หลังจากเหตุการณ์นั้นมาก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีข่าวซุบซิบเรื่องของเว่ยอิงในงานสมรสองค์ชายหกจริงๆ คำสั่งขององค์ชายเก้าไม่มีผู้ใดกล้าขัดจริงๆ นี่คือพลังของอำนาจที่แผ่ขยายอย่างกว้างขวาง องค์ชายเก้าขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด ไม่ไว้หน้าผู้คน
แม้แต่ฮ่องเต้ก็รักและเอาใจใส่เขาดุจบุตรในอุทร เพราะผลงานการออกศึกมากมายที่รวมแคว้นให้เป็นหนึ่งและผลงานการรบที่แม้แต่องค์ชายทั้งเจ็ดในราชวงศ์ก็ยังมิอาจเทียบเขาได้
“อาเฟย เหตุใดวันนี้รถม้าที่จวนมาช้าเช่นนี้ล่ะ”
“นั่นสิคะคุณหนู ปกติเวลานี้ต้องมารับแล้ว อ้อ นั่นอย่างไรเจ้าคะ มาแล้ว”
“ได้ของครบหมดแล้วขาดเพียงพู่กันที่สั่งเอาไว้เจ้าค่ะ อีกสองวันข้าจะมารับให้นะเจ้าคะ”
“ไปกันเถอะ”
“นี่อาเฟย ฮูหยินสั่งให้เจ้าไปซื้อของเพิ่มน่ะ รายการตามนี้”
“อ้าว เหตุใดไม่แจ้งตั้งแต่ตอนพวกข้าออกมาซื้อกันเล่า แบบนี้มันแกล้งกันชัดๆ”
“แกล้ง ใครจะไปแกล้งเจ้า เป็นบ่าวก็ทำตามคำสั่งก็พอ ข้าจะพาคุณหนูกลับก่อน เจ้าก็ไปซื้อของแล้วตามกลับไป”
“ข้ารออาเฟยก่อนได้”
“มิได้ขอรับ ฮูหยินสั่งมาว่าคุณหนูต้องรีบกลับไปเตรียมตัวรับแขกสำคัญขอรับ”
“แขกสำคัญ ผู้ใดกัน”
“ไม่ทราบขอรับฮูหยินสั่งมาเพียงแค่นั้น”
“คุณหนูข้ากลับเองได้เจ้าค่ะ”
“อืม เช่นนั้นเจ้าซื้อเสร็จแล้วเดินไปที่หอชุนต๋าของลี่เฟยขอให้นางไปส่งเจ้าอีกทีบอกว่าข้าสั่งมาก็แล้วกัน”
“เจ้าค่ะคุณหนู ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ”
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป เมื่อออกไปได้สักพัก เว่ยอิงรู้สึกง่วงนอนขึ้นมากะทันหันจนสลบไปในรถม้า ม่านหน้ารถถูกเปิดขึ้นเพื่อตรวจสอบ
“เรียบร้อยแล้ว จัดการต่อได้”
ยาที่พวกมันใช้เป็นยาสลบและยาปลูกกำหนัดชนิดรุนแรงซึ่งร่างของเว่ยอิงที่ไม่ถูกพิษรุนแรงเช่นนี้มิอาจทนได้ นางได้สิ้นลมหายใจบนรถม้าโดยที่คนขับรถม้ามิได้รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำเมื่อพารถม้านั้นมาจอดตรงป่าลึกหลังเขาที่จะออกเมืองหลวง
“พวกมันจะมาเมื่อไหร่เนี่ยข้าเริ่มหิวข้าวแล้ว”
“รออีกหน่อยเถอะ ยังไม่ค่ำมาก พวกนี้เป็นพวกโจรป่า มันไม่ออกมาตอนฟ้าสว่างเช่นนี้หรอก”
"เรื่องมากเสียจริงแค่เราทิ้งนางเอาไว้ก็จบแล้วมิใช่หรือไง"
“ไม่ได้ เราต้องรอรับนางกลับเพื่อเป็นพยานว่านางถูกกระทำชำเราด้วยเพื่อบอกผู้อื่น”
“ฮูหยินนี่ช่างโหดเหี้ยมเสียจริง กับลูกเลี้ยงยังทำได้ถึงเพียงนี้”
“เจ้าอย่าพูดมากไป หากงานนี้สำเร็จพวกเราจะได้เงินก้อนโต”
“ว่าก็ว่าเถอะนะ เรื่องของแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงก็มักเป็นเช่นนี้เสมอ เพียงแค่ตำแหน่งพระชายาขององค์ชายถึงกับฆ่าคนตาย แม่ลูกสกุลหรงสองคนนี้ช่างมักใหญ่ใฝ่สูง….”
เสียงนั้นดังเข้าไปในรถม้า คนในรถม้าค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นมาและฟังเสียงที่ฟังไม่คุ้นหูนี้
“นี่มันอะไรกัน พูดอะไรกันฟังไม่รู้เรื่องเลย”