ซูเยว่ซีตบหน้าของนางในครั้งนี้ เพราะว่าทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ
ชาติที่แล้ว ซูโหรวหลอกให้นางกับอวิ๋นถังยวี่แอบคบหากันอย่างลับ ๆ การล่องเรือในครั้งนี้ก็เป็นแผนการของซูโหรวเช่นกัน ถึงได้ทำให้นางตกลงไปในทะเลสาบ จนเกือบถึงแก่ชีวิต
ทำไมก่อนหน้านี้นางถึงมองไม่ออกเลยนะว่า ซูโหรวเป็นคนหน้าซื่อใจคดขนาดนี้ แต่กลับเชื่อว่าซูโหรวปรารถนาดีกับตัวเองจริง ๆ
เมื่อความคิดของนางถูกดึงกลับมา ซูเยว่ซีก็ดึงมือกลับไป ความเจ็บปวดใจปรากฏขึ้นมาในแววตา
“พี่ซูโหรว อย่าว่าอะไรข้าเลยนะเจ้าคะ ที่ข้าตบพี่หญิง ก็เพราะปรารถนาดีต่อพี่หญิง”
ซูเยว่ซีถอนหายใจออกมาหนึ่งเฮือก สีหน้าจนใจ
“พี่ซูโหรวมาจากนอกเมือง ย่อมไม่รู้กฎระเบียบของเมืองจิงเป็นธรรมดา ข้าเป็นถึงบุตรีของฮูหยินเอกแห่งตระกูลซู อย่างวันนี้ข้าถูกพี่หญิงโป้ปดให้ออกไปพบกับบุรุษที่มิใช่ญาติ ถ้าหากเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไป เกรงว่าสตรีทั้งจวนซูจะต้องถูกดึงเข้ามาข้องเกี่ยวด้วยเป็นแน่”
ซูโหรวเอามือกุมหน้า พูดขึ้นด้วยความน้อยใจ “เดิมทีพี่ถังยวี่กับน้องก็หมั้นหมายกันแล้ว...”
“ถึงจะหมั้นหมายกันแล้ว ตราบใดที่ยังไม่ได้แต่งงานกัน ก็ถือเป็นบุรุษที่มิใช่ญาติทั้งนั้น พี่ซูโหรวเป็นหญิงสาวชนบท การที่จะไม่รู้หลักการพวกนี้มันก็เป็นเรื่องปกติ”
ซูเยว่ซีคำก็หญิงสาวชนบทสองคำก็หญิงสาวชนบท ซูโหรวได้ฟังแล้วเส้นเลือดก็ปูดนูนออกมาจากหน้าผาก
นังชั้นต่ำนี่ ดูถูกดูแคลนนางขนาดนี้เลยเหรอ!
ซูเยว่ซีแสร้งทำเป็นไม่เห็นความไม่พอใจในแววตาของซูโหรว พูดขึ้นต่อ “เพราะงั้นวันนี้ถ้าข้าไม่ตบหน้าพี่หญิง คนนอกก็จะคิดว่าพี่หญิงยุยงให้ข้าออกไปเจอบุรุษ จะถูกคนต่อว่าด่าทอเอาได้ว่าพี่หญิงไม่มีความละอายใจ ต่อไปพี่หญิงก็จะหาสามีที่ดี ๆ ไม่ได้”
“แต่เจ้าก็ชอบถังยวี่ซื่อจื่อไม่ใช่หรือ แถมยังเขียนจดหมาย...”
“ชู่ว”
จู่ ๆ ซูเยว่ซีก็ดึงมือของซูโหรวเอาไว้ ก่อนจะพูดขึ้น “พี่หญิงเจ้าคะ จดหมายฉบับนั้นข้าเป็นคนเขียนจริง ๆ หรือ พี่หญิงเป็นคนเขียนให้กับถังยวี่ซื่อจื่อแทนข้าไม่ใช่หรือ ลายมือสามารถตรวจสอบได้ ถ้าเกิดคนรู้ว่าพี่หญิงนัดถังยวี่ให้กับข้า พวกเขาก็อาจจะคิดว่าพี่หญิงคิดที่จะแต่งงานกับซื่อจื่อไปด้วยกันกับข้า แล้วพี่หญิงก็จะกลายเป็นสนมนะเจ้าคะ”
สนมงั้นเหรอ?
นางจะไปเป็นสนมของคนอื่นได้ยังไง?
แต่สิ่งที่ซูเยว่ซีพูด ก็ดูเหมือนจะมีเหตุผลเหมือนกัน คิดดูดี ๆ แล้ว ตนประมาทเลินเล่อเกินไปจริง ๆ ถึงได้ทิ้ง ‘หลักฐาน’ เอาไว้มากมายขนาดนี้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซูโหรวก็ชักมุมปาก สีหน้าท่าทางตกใจ
เดิมทีนางคิดที่จะโยนความผิดโทษฐาน ‘แอบไปพบบุรุษ’ ให้กับซูเยว่ซี ทำให้ชื่อเสียงสตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองจิงของนางต้องเสื่อมเสีย
แต่ทำไมนางกลับบอกว่าตัวเองอยากจะเป็นสนมไปเสียล่ะ!
ถ้าเกิดเรื่องนี้มันถูกแพร่งพรายออกไป
ถึงแม้ว่านางจะไม่ใช่สตรีสูงศักดิ์ที่แท้จริง แต่มารดาของนางก็เป็นถึงธิดาเจ้าเมือง ไม่ว่ายังไงนางก็เป็นลูกสาวของตระกูลปัญญาชน ไม่มีวันไปเป็นสนมที่เทียบเท่าได้กับทาสไพร่ของใครแน่นอน!
ขณะที่กำลังครุ่นคิดนั้น ซูเยว่ซีก็เอ่ยปากพูดขึ้นมาอีกครั้ง “เพราะงั้น พี่หญิง ที่ข้าตบหน้าพี่หญิงก็เพราะไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ นะเจ้าคะ”
“ถ้าเกิดท่านตารู้เรื่องที่พี่ชักนำข้า... พี่กับท่านแม่ของพี่ไม่เพียงแต่จะอยู่ที่เมืองจิงต่อไปไม่ได้ ชีวิตอาจจะตกอยู่ในอันตรายอีกด้วย...
ท่านตาของซูเยว่ซี คือท่านเฉิงกั๋วกงแห่งราชวงศ์ต้าเว่ย ขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย ฝีมือโหดเหี้ยม คนของเมืองจิงไม่มีใครที่ไม่รู้ ไม่มีใครที่ไม่ยำเกรง
หนึ่งในนั้นรวมถึงซูโหรวด้วย
ในเวลานี้ซูเยว่ซีกำลังเผชิญหน้ากับซูโหรวสมัยสาว ๆ ถึงแม้ว่าจะมีความทะเยอทะยาน แต่ก็ไม่ได้เจ้าเล่ห์เพทุบายขนาดนั้น
ประกอบกับตัวเองมีสถานภาพเป็นบุตรีของฮูหยินเอกที่ถูกต้องตามกฎหมาย การที่จะข่มขู่ให้นางยำเกรงมันก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ตามที่คาดเอาไว้ หลังจากผ่านไปสักพัก ซูโหรวก็พยักหน้าทันที ก่อนจะพูดขึ้น “น้องหญิงพูดถูก พี่คิดไม่รอบคอบเอง”
ซูเยว่ซีเห็นท่าทางโกรธเกรี้ยวแต่ไม่กล้าระบายออกมาแบบนี้ของนาง ก็แอบยิ้มเย้ยหยันอยู่ภายในใจ ชาติที่แล้วท่าทีแบบนี้ของนางนี่เองที่ทำให้นางได้รับความรักและความเอ็นดูจากอวิ๋นถังยวี่ แล้วก็ทำให้ตัวเองต้องประสบกับความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่น่าเสียดาย ตัวเองไม่ใช่ซูเยว่ซีเมื่อชาติก่อนคนนั้นอีกต่อไปแล้ว!
“ชุนถิง รีบไปเอาแป้งกับชาดคุณภาพดีมาปกปิดรอยแดงบนใบหน้าให้กับพี่หญิงเร็วเข้า อย่าให้คนอื่นเอาไปซุบซิบนินทาได้เป็นอันขาด” ซูเยว่ซีสั่งกำชับออกมาอีกครั้ง
ซูโหรวที่เดิมทียังคงรู้สึกกระวนกระวายใจ หลังจากได้ยินว่าซูเยว่ซีเริ่มเป็นห่วงตัวเอง หัวใจที่ประหม่าตึงเครียดก็ผ่อนคลายลง
ซูเยว่ซียังคงเป็นนังโง่ที่เอาใจใส่ตัวเองคนนั้นเหมือนเดิม
ซูโหรวเองก็พูดขึ้นมาตรง ๆ อย่างไม่เกรงใจเช่นกัน “น้องหญิงอย่าไปรบกวนชุนถิงเลย พี่คุ้นเคยกับที่นี่แล้ว เดี๋ยวพี่ไปหยิบเองแล้วกัน”
ซูเยว่ซีได้ยินแบบนี้ ก็พยักหน้าอย่างไม่ได้แยแสสนใจอะไร
ซูโหรวฝืนความเจ็บปวดบนใบหน้า เดินตรงไปที่โต๊ะเครื่องแป้งในห้องของซูเยว่ซี
สีหน้าของชุนถิงเต็มไปด้วยความเกลียดชัง พูดกระซิบกับเจ้านายเบา ๆ “คุณหนูเจ้าคะ ทำไมถึงให้นางไปหยิบของเองล่ะเจ้าคะ ทุกครั้งนางจะเลือกแต่ของดี ๆ ราคาแพงโขตลอด แถมเอาไปแล้วก็ไม่คืนด้วยนะเจ้าคะ!”
“ตอนที่ท่านทำปิ่นปักผมตัวนั้นหายเมื่อครั้งที่แล้ว มันหายไปหลังจากที่นางมา ทำไมท่านถึง...”
ซูเยว่ซีได้ยินแบบนี้ ก็ส่งสัญญาบอกให้ชุนถิงเงียบเสียงลง
ทันใดนั้นซูโหรวก็ออกมา ทาแป้งบนใบหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังเห็นรอยบวมแดง แต่ก็ดีขึ้นมาไม่น้อยแล้ว
“ขอบน้ำใจสำหรับชาดของเจ้านะ วันนี้พี่ยังมีเรื่องที่ต้องจัดการอีก ขอตัวก่อนก็แล้วกัน” พูดจบ ซูโหรวก็หลบสายตา ก่อนจะเดินจากไป
“เดี๋ยวเจ้าค่ะ” ทันทีที่เอ่ยปากพูดขึ้นมา ซูโหรวก็สะดุ้งตกใจ หันกลับไปมองซูเยว่ซี “น้องยังมีเรื่องอันใดอีกหรือ”
“ชุนถิงไปเอาแป้งกับชาดที่ดีที่สุดของข้าให้กับพี่หญิงหน่อยสิ แล้วก็เครื่องประทินผิวไข่มุกนั่นก็ไปเอามาให้พี่หญิงด้วย ใบหน้าของพี่หญิงต้องได้รับการบำรุงดูแลดี ๆ”
ถึงแม้ว่าชุนถิงจะไม่เต็มใจ แต่คุณหนูของตัวเองสั่งมาขนาดนี้แล้ว สุดท้ายนางก็ปฏิบัติตามคำสั่ง
หลังจากที่ซูโหรวได้รับของแล้ว ก็เดินจากไปด้วยความปีติยินดี
“คุณหนูเจ้าคะ สร้อยคอปะการังที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งเส้นนั้นหายไปแล้ว คงจะไม่ได้ถูก...”
ซูเยว่ซีเงยหน้าขึ้น บอกให้ชุนถิงเงียบเสียง
เดิมพันนี้มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น จะรีบร้อนไปใย
“ไม่ต้องห่วง ของที่นางเอาไป นางจะต้องคืนกลับมาให้กับข้าเป็นสิบเท่าตัว”
...
ณ จวนเฉิงกั๋วกง
วันนี้เป็นงานเลี้ยงวันเกิดของเฉิงกั๋วกง บรรดาผู้ทรงอำนาจของเมืองจิงต่างก็มาร่วมงานกันหมด ซูโหรวเองก็นั่งรถม้าของจวนซูมาถึงแล้วเช่นกัน
ซูเยว่ซีตกทะเลสาบจนเป็นหวัด และแน่นอนว่าซูเยว่ซีไม่สามารถมาเข้าร่วมงานชุมนุมรังสรรค์บทกวีขององค์หญิงใหญ่ได้ นี่เป็นโอกาสที่นางจะได้เฉิดฉาย!
ดังนั้นวันนี้ซูโหรวก็ไม่ได้มาด้วยกันกับซูเยว่ซีเหมือนอย่างเคย แต่ตั้งใจจะมาเข้าร่วมงานคนเดียวตามลำพัง
ในเวลานี้ ซูโหรวสวมใส่ชุดสีแดงยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าจวนเฉิงกั๋วกง มันเข้ากันกับสร้อยข้อมือปะการังจากทะเลตอนใต้ที่ ‘หยิบ’ มาจากจวนของซูเยว่ซี คนทั้งคนดูขาวราวกับหยก ดูดีมีเสน่ห์มาก
แต้มสีแดงระหว่างคิ้ว แปรงคิ้วเบา ๆ ไม่ดูเกินงาม แต่ก็เพียงพอที่จะดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้าง
ซูโหรวตั้งใจสวมสร้อยข้อมือปะการังเส้นนั้น ก็เพื่ออยากจะป่าวประกาศกับเหล่าบรรดาคุณหญิงคุณนายของเมืองจิง ว่าตำแหน่งของนางทัดเทียมกับซูเยว่ซี!
ซูโหรวผู้นี้ต่างหากล่ะที่เป็นลูกสาวที่ถูกต้องตามกฎหมายของท่านพ่อ!
ถึงแม้ว่าตัวเองในวันนี้ จะทำได้เพียงแค่สวมรอยเป็นลูกพี่ลูกน้องอาศัยอยู่ที่จวนซูชั่วคราวเท่านั้นก็ตาม
แต่ไม่เป็นไร มันจะต้องมีสักวันที่นางจะทวงคืนของที่เป็นของตัวเองกลับคืนมา!
เมื่อคิดแบบนี้ ซูโหรวก็ก้มหน้าลงมองสร้อยข้อมือปะการังอันล้ำค่าที่ข้อมือของนาง
ซูเยว่ซีมีของสิ่งนี้ได้ยังไง
นางเป็นแค่นังโง่เง่าเท่านั้น!
นี่ควรจะเป็นของนาง!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของซูโหรวก็เริ่มเบิกบานมากขึ้น แทบอยากจะให้ทุกคนได้เห็นว่านางในตอนนี้เจิดจรัสมากขนาดไหน
สิ่งที่ซูโหรวไม่รู้เลยก็คือ เวลานี้ซูเยว่ซีไม่ได้อยู่ที่จวนเสนาบดี แต่เข้าไปอยู่ในจวนเฉิงกั๋วกงเรียบร้อยแล้ว
ท่านตากำลังพูดคุยสนทนากับเพื่อนพ้องอย่างสนุกสนานอยู่ในห้องโถงด้านหน้า นางไม่ได้ไปรบกวน แต่ไปยังห้องของท่านยายที่อยู่ด้านหลังแทน
“ฮูหยิน คุณหนูกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”
ทันทีที่เข้าไปในจวนของยายเฉิน เหล่าบรรดาคนรับใช้ก็พากันทักทายขึ้นมา
ไม่แปลกใจเลยที่เหล่าคนรับใช้จะดูดีอกดีใจขนาดนั้น เพราะว่านี่คือจวนที่ซูเยว่ซีเติบโตมาตั้งแต่เด็ก
เนื่องจากลูกหลานของจวนเฉิงกั๋วกงมีแต่บุรุษ ดังนั้นซูเยว่ซีที่เป็นหลานสาว ก็เลยได้รับความรักและความเอ็นดูเป็นพิเศษ สมัยเด็กนางจะกลับมาอยู่ด้วยกันกับท่านยายเป็นประจำ
ด้วยเหตุนี้เอง ในสายตาของเฉิงกั๋วกง ซูเยว่ซีจึงน่ารักน่าเอ็นดูกว่าหลานชายพวกนั้นของตัวเอง แล้วก็เอาอกเอาใจซูเยว่ซีมากที่สุด
คนรับใช้เห็นนาง ก็รู้สึกผูกพันธ์
ซูเยว่ซีเดินเข้าไปในห้องฮูหยินเฉิงกั๋วกง วินาทีที่เห็นท่านยาย ก็ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้อีกต่อไป พุ่งกระโจนเข้าไปในอ้อมกอดของนางตรง ๆ เช็ดน้ำตาอย่างเงียบ ๆ
“เยว่เยว่ เป็นอะไรไปหรือ ถูกจวนเสนาบดีกลั่นแกล้งรังแกมาหรือ?”
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงลูบผมของซูเยว่ซีเบา ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสารจับใจ
“ซูหยวนจิ้นนี่กล้ามากลั่นแกล้งหลานสาวของยายแบบนี้ ยังอยากจะเป็นเสนาบดีต่อไปอีกไหม?”
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงพูดด้วยความเดือดดาล
จวนเฉิงกั๋วกง ตระกูลสามขุนนาง เรียกได้ว่าเป็นรองเพียงแค่จักรพรรดิเท่านั้น ซูหยวนจิ้น เสนาบดีที่มาจากตระกูลที่แร้นแค้น ว่ากันตามหลักเหตุผลแล้วไม่มีทางได้รับความสนใจจากจวนเฉิงกั๋วกงเลยด้วยซ้ำ
แต่ใครใช้ให้ลูกสาวของตัวเองชอบเขากันล่ะ ฮูหยินเฉิงกั๋วกงก็ตามใจนาง
แต่ถ้าซูหยวนจิ้นกล้ามาทำเรื่องที่ไม่ดีต่อลูกสาวและหลานสาวของนาง ฮูหยินเฉิงกั๋วกงก็ไม่มีทางปล่อยซูหยวนจิ้นไปแน่นอน!
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เยว่เยว่เพียงแค่คิดถึงท่านยายมากเกินไปน่ะเจ้าค่ะ”
ซูเยว่ซีเช็ดน้ำตา ในที่สุดก็สงบสติอารมณ์ของตัวเองลง ตอนนี้ถึงพูดออกมาอย่างสะอึกสะอื้น
“หลานนี่นะ ดูหลานสิ ใกล้จะถึงวัยแต่งงานแล้ว ยังจะทำตัวเป็นเด็กอยู่อีก”
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงเช็ดน้ำตาของซูเยว่ซีอย่างจนใจ
หลานสาวคนนี้น่าเอ็นดูมากจริง ๆ
หลังจากที่ซูเยว่ซีสงบสติอารมณ์ลงแล้ว ก็นึกถึงจุดประสงค์ที่ตัวเองมาในครั้งนี้ขึ้นมาได้
ชาติที่แล้ว หลังจากงานเลี้ยงวันเกิดของท่านตา ท่านยายก็ล้มป่วยทันที นับตั้งแต่นั้นร่างกายก็แย่ลงทุกวัน ไม่รู้ว่าเกิดปัญหาขึ้นตรงไหน วันนี้นางจะต้องคอยเฝ้าอยู่ข้างกายท่านยายไม่ห่างไปไหน จะปล่อยให้ใครฉวยโอกาสมาทำร้ายท่านยายไม่ได้เด็ดขาด
“ท่านยายเจ้าคะ ช่วงนี้ในจวนมีอะไรตรงไหนที่แตกต่างไปบ้างไหมเจ้าคะ?”
ซูเยว่ซีไม่กล้าพูดเรื่องกลับมาเกิดใหม่ เรื่องนี้มันน่าตกใจมากจริง ๆ จะบุ่มบ่ามพูดออกไปตรง ๆ ไม่ได้ ทำได้แค่หยั่งเชิงทางอ้อมเท่านั้น
“มีจุดไหนที่แปลกไปงั้นเหรอ?”
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนจะพูดขึ้น “ไม่มีตรงไหนที่แปลกไปเลยนะ”
เมื่อได้ยินแบบนี้ ซูเยว่ซีก็นิ่งเงียบไปชั่วขณะ หรือว่า... ซูโหรวจะลงมือในวันนี้งั้นเหรอ?
แต่ว่าซูโหรวจะมีความสามารถขนาดนั้นได้ยังไง?
หลังจากที่ครุ่นคิดแล้ว ซูเยว่ซีก็รู้สึกว่าพูดเตือนท่านยายเอาไว้
“ท่านยาย เมื่อคืนเยว่เยว่ฝันร้าย ทำเอาเยว่เยว่ตกใจแทบแย่เจ้าค่ะ...”
ซูเยว่ซีอ้างว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความฝัน เอ่ยเตือนฮูหยินเฉิงกั๋วกงว่าให้นางระมัดระวังตัว
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงฟังไปได้ครั้งหนึ่ง ก็หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา เช็ดน้ำตาที่หัวตาให้กับซูเยว่ซี ก่อนจะพูดขึ้นอย่างจนใจ “หลานนี่นะ กังวลมากเกินไปแล้ว ยายไม่เป็นอะไร สุขภาพร่างกายแข็งแรงดี”