รัชศกเจียวจิ้นปีที่หนึ่ง
องค์ชายรัชทายาทเซี่ยหนานกงขึ้นรั้งตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์ทองเป็นปีแรก เหล่าข้าราชบริพารและประชาชนต่างสรรเสริญคุณงามความดีและจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองขึ้นในเมืองหลวงอย่างยิ่งใหญ่ถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน
พานเยว่หลานบุตรีของแม่ทัพพานผู้มากความสามารถและถูกขนานนามว่าสตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง รับหน้าที่ขึ้นแสดงการร่ายรำถวายแด่องค์ฮ่องเต้และฮองเฮา
ด้วยรูปโฉมดันโดดเด่นของนางจึงต้องตาชายหนุ่มมากมายในเมืองหลวงรวมถึงฮ่องเต้เซี่ยหนานกง ซ่างกวนฮองเฮาที่ได้รู้ถึงความต้องการของสวามีและภายในวังหลังเองก็มีนางสนมเพียงไม่กี่คน ทำให้พระนางยอมเอ่ยปากทาบทามพานเยว่หลานด้วยตนเอง
ทว่าหญิงสาวกลับมีท่าอีอึดอัดเพราะภายในใจของนางนั้นมีบุรุษอื่นครอบครองอยู่แล้ว ซ่างกวนฮองเฮาเดิมทีก็เป็นสตรีใจกว้างจึงได้เอ่ยถามความสมัครใจของนาง พานเยว่หลานเห็นถึงความจริงใจของซ่างกวนฮองเฮาจึงเอ่ยความในใจของตนต่อหน้าพระนาง
ทว่าเรื่องที่ซ่างกวนฮองเฮากระทำกลับทำให้มีใครหลายคนไม่พอใจ และหนึ่งในนั้นคือเฉิงหรงกุ้ยเฟยผู้เป็นน้องสาวของโจวหานอี้ นางไม่พอใจที่พานเยว่หลานมีใบหน้าที่สามารถล่อลวงเซี่ยฮ่องเต้ได้ รวมถึงฐานะอันสูงส่งของนางที่มาจากตระกูลเก่าแก่ในเมืองหลวง
เมื่อเทียบกับตนเองแล้วนางเป็นเพียงสตรีที่มาจากตระกูลเล็กตระกูลหนึ่งนั้นที่บิดาพึ่งจะสามารถมีหน้ามีตาในเมืองหลวงได้เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น ในใจจึงได้คิดวางแผนขัดขวางโดยการให้บิดาที่พึ่งได้รับความดีความชอบขอพระราชโองการสมรสระหว่างโจวหานอี้และพานเยว่หลาน
ในคราแรกเซี่ยฮ่องเต้รู้สึกไม่พอใจต่อการขอนี้ของใต้เท้าโจว ทว่าตนเองที่พึ่งขึ้นรับตำแหน่งฮ่องเต้มิอาจทำตามความประสงค์ของตนได้อย่างตามใจ รวมถึงครานั้นใต้เท้าโจวที่มีความชอบเรื่องแก้ไขภัยแล้ง หากต้องการขอพระราชทานมงคลสมรสให้บุตรชายเพียงเท่านี้ยังมิได้ อาจสร้างความไม่พอใจให้แก่เหล่าขุนนาง
พานเยว่หลานในวัยสิบห้า มิได้ล่วงรู้ถึงความคิดอันชั่วร้ายของผู้อื่น นางเพียงต้องการใช้ชีวิตอันเรียบง่ายกับชายที่ตนพึงใจเท่านั้น
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!! เจ้าเด็กอวดดี”
ร่างเล็กป้อมของเด็กน้อยในวัยไม่ถึงสิบขวบ มุดออกทางรูแตกของกำแพงจวนด้วยความรวดเร็วราวกับตัวตุ่น เด็กน้อยหันไปทางด้านหลังมองผู้เป็นบิดาด้วยสีหน้าท้าทาย ก่อนจะวิ่งหายลับไป
“เขาหนีออกไปอีกแล้ว!! เจ้าเด็กอวดดีนั่น!!หนีไปอีกแล้ว”
ร่างสูงโปร่งของหัวหน้าองครักษ์หนุ่มนามเย่เทียนหลางสั่นเทาไปด้วยโทสะ ตนเองที่เป็นถึงองครักษ์อันดับหนึ่งในเมืองหลวง แต่กลับมิสามารถจัดการบุตรชายตัวดีได้
ร่างอรชรก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างกายสามี พลางมองไปยังรูแตกข้างกำแพงด้วยสีหน้าชอบใจ
“ดู!ดูเอาเถิดผลงานบุตรชายคนดีของเจ้า ข้าสั่งให้เขาคัดอักษรแต่เขากลับวิ่งหนีออกไปนอกจวนอีกแล้ว”
ร่างสูงชี้ไปยังรอยแตกให้ภรรยาผู้งดงามได้ยลสิ่งที่บุตรชายกระทำ
“เพราะท่านเข้มงวดกับเขามากเกินไป”
ร่างสูงสวนกลับไปทันควันเมื่อได้ยินภรรยาเอ่ยเข้าข้างบุตรชาย
“เพราะอย่างนั้นเขาถึงได้เจาะรูที่กำแพงจวนของข้าครั้งแล้วครั้งเล่า เจ้าคิดว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าใดแล้วที่ข้าสั่งให้คนอุดรูพวกนี้”
“เท่าใดหรือ”
“สี่ครั้ง! เพียงแค่เดือนนี้เดือนเดียวก็สี่ครั้งแล้ว ฮึ่ย!ไม่รู้ว่าเจ้าคลอดเจ้าเด็กนี่ออกมาเป็นคนหรือตัวตุ่นกันแน่ เขาถึงได้ชอบขุดรูถึงเพียงนี้”
ใบหน้างดงามแสดงสีหน้าประหลาดใจ ไม่คิดว่าบุตรชายที่ตนเลี้ยงดูมาเองกับมือจะซุกซนเพียงนี้ เหตุใดเมื่ออยู่ต่อหน้าคนทั้งเรือนเขาถึงได้ดูว่านอนสอนง่าย ทว่าเมื่อต้องอยู่ลำพังกับบิดาทั้งสองราวกับน้ำมันกับไฟเช่นนี้
“เขาไปไหนแล้ว”
ร่างสูงส่งเสียงหึ!ออกมาอย่างหัวเสีย ในเมื่อโทสะของผู้เป็นบิดายังมิดับมอด เขาจะไปที่ใดได้นอกจากเรือนตระกูลพาน
“คงจะไปหาเด็กสาวตระกูลพานเช่นเดิมนั่นแหละ เพราะเจ้าน้องชายตัวดีของข้าชี้โพรงให้เจ้าเด็กนั่น วันทั้งวันจึงเอาแต่ร้องขอออกไปเล่นนอกจวน”
จ้าวหยวนเอ๋อนิ่งคิดเล็กน้อย
“อ้อ..พานเยว่หลานใช่หรือไม่ เด็กสาวที่น้องสามพึงใจ”
“อืมคนนั้นแหละ ทั้งสองชอบพอกันมาตั้งแต่ยังเล็ก อย่างไรเด็กคนนั้นก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ท่านพ่อคิดว่าจะเข้าไปพูดคุยเรื่องการหมั้นหมายกับแม่ทัพพานเอาไว้ แต่เจ้าลูกชายตัวดีนั่น ฮึ่ย! ยิ่งพูดถึงเขาข้าก็ยิ่งโมโห”
“ก็ดีแล้วมิใช่หรือ อีกเพียงไม่นานนางก็จะได้เป็นส่วนหนึ่งของคนบ้านเรา ให้พวกเขาสนิทสนมกันเอาไว้ไม่ดีหรือ”
สองสามีภรรยาพูดคุยเรื่องบุตรชายที่หนีออกไปนอกจวน ทว่าเย่เสวียนจื่อน้อยกลับกำลังนั่งทานขนมด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย โดยมิได้นึกถึงโทสะของบิดาที่พุ่งสูงเทียมฟ้าเพราะตนเอง
“พี่หญิง คาหนมของท่างอาหย่อยชี่สุก”
ร่างสูงที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ด้านข้าง ใช้พัดเคาะหน้าผากหลานชายเบาๆ อย่างหมั่นไส้
“พี่หญิงอันใด ต่อไปเจ้าต้องเรียกนางว่าอาหญิงต่างหาก”
เด็กน้อยมุ่ยหน้าด้วยท่าทางไม่พอใจ มือเล็กอวบอูมยกขึ้นจับไปที่หน้าผากของตนที่ถูกอาสามทำร้าย
“อาหญิงหรือ ข้าม่ายชอบ ข้าชอบเรียกนางว่าพี่หญิง นางทามคาหนมอาหย่อย ต่อปายจื่อเอ๋อจาแต่งงางกับพี่หญิงให้ท่างทำคาหนมให้ข้าทางตาหลอดปาย”
“เจ้าเด็กตัวเหม็นนี่ จะแต่งงานกับนางเจ้าต้องพูดให้ชัดก่อน อีกอย่างต้องผ่านอาสามของเจ้าคนนี้ถึงจะได้แต่งงานกับนาง”
เด็กน้อยไม่พอใจกับคำพูดของอาสาม มือเล็กหยิบเอาไม้เกาหลังของท่านปู่ที่ซ่อนในแขนเสื้อออกมา ก่อนจะชี้ไปยังชายหนุ่มตรงหน้า
“เช่งนั้งก็มาสู้กาน”
สองอาหลานต่างวัยวิ่งไล่จับกันอยู่ภายในสวนของจวนตระกูลพาน เสียงหัวเราะของคนทั้งสองเรียกรอยยิ้มจากหญิงสาวผู้งดงามและบ่าวไพร่ในเรือนที่เดินผ่านไปมา
สามวันต่อมา
“พานเยว่หลานรับราชโองการ”
“ด้วยโองการแห่งฟ้า คุณหนูตระกูลพานผู้งดงาม เฉลียวฉลาดและเปี่ยมด้วยคุณธรรม บัดนี้ยังมิได้มีการหมั้นหมายกับตระกูลใด ฮ่องเต้เล็งเห็นว่าแม่ทัพพานเป็นผู้มีคุณต่อแผ่นดินต้าเหลียง จึงได้มอบพระราชทานมงคลสมรสให้แก่บุตรีอย่างพานเยว่หลานและคุณชาย โจวหานอี้ บุตรชายของเสนาบดีกรมพระคลัง ขอให้ทั้งสองจงมีแต่ความสุขความเจริญ”
พานเยว่หลานผู้ที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้าขันทีจากวังหลวง บัดนี้ร่างกายชาวาบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า นางไม่รู้เลยว่าพระราชโองการนี้มาได้อย่างไร
“คุณหนูพานโปรดรับพระราชโองการเถิด”
หญิงสาวถูกผู้เป็นมารดากระตุ้นจากด้านข้าง จึงได้ลุกขึ้นไปรับหนังสือพระราชโองการจากขันทีจาง
“ขอแสดงความยินดีกับคุณหนูพานด้วยขอรับ”
“ขอบคุณ...เจ้าค่ะ”
ขันทีจางผู้รับหน้าที่เดินทางมายังตระกูลพานเพื่อประกาศพระราชโองการ เมื่อได้เห็นใบหน้างามซีดขาวเพียงเท่านี้ก็มองออกแล้วว่านางมิได้พึงใจต่อพระราชโองการฉบับนี้
“เช่นนั้นข้าต้องขอตัวก่อน”
“ได้โปรดรอก่อน มิทราบว่าท่านขันทีช่วยบอกได้หรือไม่ ว่าผู้ใดเป็นผู้ขอพระราชโองการฉบับนี้เจ้าคะ”
ขันทีจางหันกลับไปมองร่างบางด้วยสีหน้าเวทนา นางเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกดึงเข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องของอำนาจทางการเมืองโดยไม่รู้ตัว
“ความจริงเรื่องนี้ข้าไม่สามารถพูดออกไปได้ แต่เพราะว่าเห็นเจ้าไม่รู้เรื่องนี้ ข้าจะบอกก็แล้วกัน”
หลังจากที่ขันทีจางและคณะจากไป หญิงสาวก็วิ่งกลับไปยังเรือนของตนด้วยสีหน้าทุกข์ระทม ภายในหัวของนางยังคงได้ยินเสียงของขันทีจางดังก้อง
“เป็นฝีมือของเฉิงหรงกุ้ยเฟย พระนางไม่พอใจที่ฮองเฮาทาบทามเจ้าให้กับฝ่าบาท”
เพียงเพราะความต้องการฝักใฝ่ในอำนาจของตน ถึงกับทำลายชีวิตของสตรีผู้หนึ่ง พานเยว่หลานรู้สึกเกลียดชังคนตระกูลโจวนัก
ภายหลังได้รับพระราชโองการหญิงสาวก็เอาแต่ขังตนเองอยู่ภายในห้อง ไม่ยอมพบหน้าผู้ใด แม้แต่สองอาหลานมาที่นี่นางก็ยังบอกปัด เพราะละอายแก่ใจที่ต้องพบหน้าพวกเขา
“ท่านแม่ลูกไม่ต้องการแต่งงานกับคุณชายตระกูลโจวนั่น”
“แม่รู้แต่พวกเราไม่สามารถขัดพระราชโองการได้ ตัดใจจากเย่เหิงเสียเถิด ถือเสียว่าลูกทั้งสองคนไร้วาสนาต่อกัน”
มารดาของพานเยว่หลานเข้ามาเกลี้ยกล่อมให้บุตรสาวยอมแต่งงานกับโจวหานอี้แต่โดยดี เพราะวันนี้ทางนั้นได้ส่งของหมั้นมายังเรือนตระกูลพานพร้อมแม่สื่อเรียบร้อยแล้ว
“ข้า...ฮื่ออออ!! ท่านแม่ลูกไม่ได้รักเขา ฮื่อออ!! เหตุใดลูกต้องแต่งงานกับคนที่ลูกมิได้รัก”
หญิงสาวร่ำไห้ปานใจจะขาดเพราะรู้สึกทุกข์ระทมที่ต้องแต่งงานกับคนที่ตนมิได้รัก
อีกด้าน ชายหนุ่มตระกูลเย่ที่บัดนี้ถูกขังเอาไว้ในเรือนเพราะออกไปอาละวาดที่ตระกูลโจว จึงได้ถูกพี่ชายจับตัวกลับมา บัดนี้เขาเองก็ทุกข์ใจไม่ต่างกัน คนทั้งสองเติบโตและผูกพันรักใคร่กันมาตั้งแต่ยังเล็ก ทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้สายตาของผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูล
พวกเขาต่างคิดว่าวันหน้าตระกูลทั้งสองจะได้เกี่ยวดองกัน แต่นึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งทุกอย่างจะถูกทำลายด้วยพระราชโองการฉบับเดียว
“ปล่อยข้า!! ปล่อยข้าออกไป!!ข้าจะไปสังหารเจ้าคนแซ่โจวนั่น เขากล้าดีอย่างไรมาแย่งชิงหลานเอ๋อไปจากข้า”
เสียงตะโกนออกมาจากเรือนส่วนตัวของชายหนุ่ม เย่เหิงบัดนี้ช่างดูต่างจากบัณฑิตหนุ่มผู้มีอนาคตไกลยิ่งนัก เขาดื่มเหล้าเมาทุกวันตั้งแต่ได้ยินข่าวเรื่องพระราชโองการพระราชทานมงคลสมรสของพานเยว่หลาน
เด็กชายตัวน้อยผู้เป็นหลานเดินมายังหน้าเรือนของผู้เป็นอา เขามองไปยังประตูที่ถูกปิดสนิทพลางหันไปมองบิดาที่ยืนสีหน้าจนใจอยู่ด้านข้าง หลายวันมานี้เย่เสวียนจื่อทำตัวเป็นเด็กดีว่าง่ายกว่าทุกครั้ง เพราะเขาสัมผัสได้ว่าภายในจวนมีบัดนี้มีแต่บรรยากาศเศร้าหมองและยุ่งเหยิง
“ท่างพ่อ ท่างอาเสียจาย”
เย่เทียนหลางลูบหัวทุยของบุตรชาย จากนั้นจึงอุ้มเขาออกจากเรือนของน้องชายคนที่สามไป
รัชศกเจียวจิ้นปีที่สอง
เกี้ยวสีแดงหลังใหญ่ที่มีบุรุษร่างกำยำถึงแปดคนหามพร้อมกับก้าวเดินเป็นจังหวะ ขบวนเจ้าสาวผู้เพียบพร้อมและงดงามเป็นเอกถูกแห่ไปตามถนนเส้นหลังของจิ่งโจวเมืองหลวงของต้าเหลียงอย่างยิ่งใหญ่
ร่างบางในชุดเจ้าสาวสีแดงนั่งสงบนิ่งอยู่ภายใน เสียงเครื่องเป่าดังเป็นจังหวะสูงต่ำ เรียกความสนใจของชาวเมืองให้เข้ามารุมล้อมเพื่อรับกลิ่นอายความเป็นสิริมงคลนั้น ทว่าหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านในกลับมิได้รู้สึกถึงมันแม้เพียงนิด
ภายในใจยังคงคุกรุ่นด้วยแรงโทสะมิจางหาย ตั้งแต่ที่ได้รับพระราชโองการฉบับนั้น ตระกูลพานก็พยายามยื้อการแต่งงานออกไปถึงหนึ่งปี ทว่าก็มิสามารถทำเช่นนั้นได้ตลอดไป
หญิงสาวปาดน้ำตาตนเองออกจากใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมอย่างสวยงาม ดวงตาแดงก่ำของนางจ้องไปยังผ้าสีแดงผืนบางที่คลุมปิดเอาไว้
ในมือลูบหยกสลักของแทนใจที่ชายหนุ่มคนรักมอบให้ตน แม้กายของนางจักต้องเป็นของผู้อื่น ทว่าใจของพานเยว่หลานก็มิยินยอมมอบให้ผู้ใด
เมื่อช่วงเวลากราบไหว้ฟ้าดินของบ่าวสาว ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งก็เดินโซซัดโซเซเข้ามาภายในงาม เขาเขวี้ยงไหสุราลงไปบนพื้นด้วยความเจ็บปวดและโทสะที่อัดแน่น พลางชี้ไปยังเจ้าบ่าวในชุดสีแดงมงคลตรงหน้า
“เจ้าคนแซ่โจว เจ้าถือดีอย่างไรมาแย่งชิงคนรักของข้า เจ้าถือดีอย่างไรมาใช้นางเป็นเครื่องมือหาอำนาจของตระกูลเจ้า พวกบัดซบ พวกเจ้าคนตระกูลโจวมันมีแต่ตัวบัดซบทั้งนั้น”
ไม่มีใครคาดคิดว่าชายหนุ่มอนาคตไกลอย่างเย่เหิงจะกลายเป็นชายขี้เมาไร้สติเช่นนี้ เย่เทียนหลางที่ได้รับเทียบเชิญมาร่วมงานแต่งงาน เมื่อเห็นน้องชายที่ควรถูกขังอยู่ในเรือนออกมาอาละวาดที่นี่ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของผู้ใด
ต้องเป็นฝีมือของเจ้าเด็กแสบนั่นแน่นอน
“อาเหิงเจ้าเมาแล้วกลับเรือนไปเสีย”
“ข้าไม่กลับ!! ถ้ามิใช่เจ้าโจรถ่อยผู้นี้ชิงขอพระราชโองการ เขาหรือจะคู่ควรกับหลานเอ๋อของข้า”
ชายหนุ่มชี้หน้าเจ้าบ่าวอย่างไม่ยินยอม หญิงสาวที่มองผ่านผ้าคลุมหน้าสีแดงได้แต่พยายามอดกลั้น เพราะไม่ต้องการให้เรื่องราวบานปลายไปมากกว่านี้
“คุณชายสามตระกูลเย่ ข้าเห็นว่าตอนนี้ท่านกำลังเมาหนัก จึงไม่คิดถือสาต่อสิ่งที่ท่านพ่นวาจากล่าวล่วงเกินตระกูลโจวของข้า แต่ถ้าหากท่านยังไม่หยุด อย่าหาว่าข้าโจวหานอี้ไม่ไว้หน้าตระกูลเย่”
เย่เทียนหลางเห็นวาจาของโจวหานอี้เอ่ยเหน็บแนมราวกับตนสูงส่งก็ชักสีหน้าอย่างไม่พอใจ ทว่าจ้าวหยวนเอ๋อผู้เป็นภรรยาได้จับมือเขาเอาไว้พลางส่ายหน้ามิให้เขาตอบโต้กลับคืนไป
“คนมา...พาตัวคุณชายสามกลับเรือนไปซะ วันนี้เขาก่อเรื่องวุ่นวายเกินไปแล้ว”
เย่เทียนหลางผู้เป็นพี่ใหญ่สั่งผู้ติดตามของตนให้มาคุมตัวเย่เหิงกลับเรือน แต่ก่อนจากไปเขายังหันมาเอ่ยกับเจ้าบ่าวอย่างโจวหานอี้เล็กน้อย
“นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะยอมให้ตระกูลโจว พบกันครั้งหน้าข้าไม่ถือสาที่ท่านจะทำให้พวกเจ้าได้พบกับความเจ็บปวดดั่งเช่นที่น้องชายของข้าได้รับ”
เอ่ยจบร่างสูงก็สะบัดแขนเสื้อก้าวออกจากเรือนตระกูลโจวไป
ภายหลังเมื่อการกราบไหว้ฟ้าดินผ่านไป ร่างบางถูกแม่สื่อนำตัวไปยังห้องหอที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ เสียงแขกเหรื่อด้านนอกกล่าวแสดงความยินดีดังเซ็งแซ่ ทว่าเจ้าสาวกลับนั่งใบหน้าเรียบเฉยราวกับมิใช่งานมงคลของตน
“คารวะคุณชายใหญ่เจ้าค่ะ”
เสียงของสาวใช้ที่ทำหน้าที่เฝ้าด้านนอกเอ่ยทักทายผู้มาเยือน เรียกสติที่กำลังเหม่อลอยของหญิงสาวกลับคืนมา ประตูที่ปิดสนิทบัดนี้ถูกเตะเปิดออกเสียงดัง ร่างสูงโปร่งเดินโซซัดโซเซตรงมายังหญิงสาวที่นั่งรออยู่ ก่อนผ้าสีแดงผืนบางจะถูกสะบัดออกอย่างแรง
“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าสองคนเคยเป็นคู่รักในวัยเยาว์ แต่อย่าได้คิดถึงเขาอีกเพราะวันนี้ข้าคือสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของเจ้า”
โจวหานอี้ที่กำลังเมามาย ชี้นิ้วไปยังหญิงสาวที่กำลังจ้องมองเขาด้วยดวงตาแข็งกร้าว จนกระทั่งบัดนี้นางก็ยังมิยินยอมพร้อมใจแต่งให้กับเขา และเรื่องนั้นชายหนุ่มรู้แก่ใจดีแต่แล้วอย่างไรเล่า ในเมื่อเวลานี้ตนคือผู้เดียวที่จะได้ครอบครองนาง
ร่างสูงกระชากหญิงสาวตรงหน้าเข้าหาตน นางพยายามขัดขืนการกระทำอันหยาบช้าของชายหนุ่ม แต่แรงอันน้อยนิดของสตรีเช่นนางมีหรือจะสู้แรงของบุรุษฉกรรจ์เช่นเขาได้
ชุดเจ้าสาวสีแดงสดถูกฉีกกระชากออกจากร่างอรชรอย่างไม่ไยดี หญิงสาวกรีดร้องขอความช่วยเหลือแต่ด้านนอกกลับยังคงนิ่งเฉย เพราะหลังจากที่นางก้าวเข้ามาในตระกูลโจว สาวใช้ที่ติดตามเป็นสินเดิมของพานเยว่หลานก็ถูกขายออกไปทั้งหมด นั่นเป็นแผนของเฉิงหรงกุ้ยเฟยที่สั่งให้โจวฮูหยินผู้เป็นมารดาจัดการ
เมื่อสำเร็จตามความต้องการของตน ชายหนุ่มก็ออกจากห้องไปโดยไม่สนว่าเจ้าสาวที่พึ่งแต่งเข้ามาจะรู้สึกอย่างไร
สามวันผ่านไป
ความทุกข์ระทมทั้งกายและใจทำให้พานเยว่หลานล้มป่วย นางไม่สามารถเดินทางกลับไปยังบ้านเดิมของตนได้ เมื่อสาวใช้ของตระกูลพานถูกส่งมาสอบถามก็ได้ความว่า เพราะพานเยว่หลานเหน็ดเหนื่อยจากงานแต่งจึงทำให้นางล้มป่วย
คำตอบที่ได้รับทำให้มารดาของหญิงสาวไม่พอใจ นางจึงต้องมาเยือนตระกูลโจวด้วยตนเอง เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของบุตรสาวนางก็รู้สึกปวดใจนัก ทว่าเพราะคำขู่ของเฉิงหรงกุ้ยเฟยที่จะทำให้บิดาของนางที่อยู่ชายแดนเกิดอุบัติเหตุ ทำให้นางมิสามารถเอ่ยปากกับมารดาให้นางรู้สึกไม่สบายใจได้
“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ ฮูหยินใหญ่สั่งให้ท่านไปพบที่เรือนเจ้าค่ะ”
สาวใช้จากเรือนของฮูหยินใหญ่โจวสะบัดเสียงอย่างเย่อหยิ่ง เมื่อต้องมาตามหญิงสาวไปพบกับนายของตน
“อืม ข้ารู้แล้ว”
พานเยว่หลานที่แต่งเข้าตระกูลโจวได้หนึ่งเดือน บัดนี้ไม่ต่างจากคนอื่น ถ้าไม่มีบ้านเดิมของมารดานางอาจถูกกระทำไม่ต่างจากสาวใช้ในเรือน เพราะทุกคนที่นี่ไม่มีใครรับใช้นางอย่างจริงใจเลยสักคน
วันดีคืนดีนางก็ถูกเรียกเข้าไปในวังให้คุกเข่าอยู่หน้าตำหนักกวานจีของเฉิงหรงกุ้ยเฟย ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเหลือนางได้หญิงสาวทำได้เพียงต้องอดทนเท่านั้น เพื่อบิดาที่อยู่ชายแดนของนาง
“มาแล้วหรือ เจ้าคงจะรู้จักคุณหนูจ้าวกระมัง นางและหานเอ๋อรู้จักกันมานาน วันนี้มีโอกาสจึงได้มาร่วมแสดงความยินดีกับการแต่งงานของพวกเจ้า”
หญิงสาวมองแม่สามีที่ปกติมักจะทำหน้าตึงใส่ตนราวกับไม่พอใจอยู่ตลอดเวลา ทว่าเมื่อสตรีผู้นี้มาเยือนตระกูลโจวกลับแสดงสีหน้าที่แตกต่างให้เห็น หมายความว่าสตรีนามจ้าวหรูอี้ผู้นี้มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย หรือไม่ก็เพียงแค่นางไม่ยอมรับสะใภ้พระราชทานเช่นตนก็เท่านั้น
“สวัสดีคุณหนูพาน ข้าคือหรูอี้เป็นสหายในวัยเด็กของพี่หานอี้ เราเคยได้พบกันตามงานเลี้ยงน้ำชาอยู่หลายครั้ง ท่านคงจะจำข้าได้กระมัง”
ร่างบางยกยิ้มเล็กน้อย กิริยาที่แสดงล้วนแต่เฉยเมยคล้ายกับมิได้ล่วงรู้ถึงความนัยแฝงที่จ้าวหรูอี้เอ่ยกับนาง
“ข้าว่าคุณหนูจ้าวเรียกข้าว่าฮูหยินน้อยโจวน่าจะดีกว่านะ อย่างไรข้าก็แต่งเข้าตระกูลโจวตามพระราชโองการของฝ่าบาทแล้ว หากมีผู้ใดมาได้ยินเข้าคงจะคิดว่าเจ้าไม่ยอมรับสมรสพระราชทานในครั้งนี้ ไม่แน่อาจสะเทือนไปถึงตระกูลจ้าวกั๋วกงที่เลี้ยงดูเจ้ามา”
หญิงสาวเอ่ยเพียงเรียบๆ มิได้ใส่ใจว่าหญิงสาวตรงหน้าจะแสดงสีหน้าอย่างไร แต่เป็นอีกฝ่ายที่เริ่มแสดงท่าทีร้อนรนออกมา
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าเพียงแต่ยังไม่คุ้นชินกับสถานะที่เปลี่ยนไปของเจ้าเท่านั้น อย่างไรข้าก็มาเยี่ยมท่านป้าบ่อยครั้งเป็นครั้งแรกที่ได้พบกันที่นี่ ยินดีกับการแต่งงานด้วย”
ร่างบางยกน้ำชาขึ้นจิบพลางเหลือบมองไปยังหญิงสาวใบหน้างดงามที่แต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมอย่างวิจิตร ถ้าหากนางมีใจให้กับโจวหานอี้บ้างเล็กน้อย อาจมีอาการหึงหวงอยู่บ้าง เมื่อได้เห็นสตรีอื่นแสดงกิริยาราวกับตนเองคือเจ้าของสามีนาง
“คำว่ายินดีน่าจะเหมาะกับสามีของข้ามากกว่ากระมัง สำหรับตัวข้าที่มิได้เป็นผู้ขอพระราชโองการนั้น...”
หญิงสาวหยุดไปเล็กน้อย นางเบื่อเต็มทนที่ต้องมานั่งมองพวกนางเสแสร้งเล่นละครตบตาให้นางดูว่าพวกเขารักใคร่ปรองดองกันเพียงใด มันน่าสะอิดสะเอียน