บทที่ 1 ชีวิตใหม่ในชาตินี้ (1)
"ทำไมกัน? ทำไมฟ้าดินถึงไม่ยุติธรรมแบบนี้!"
"ทำไมคนทำดีถึงไม่เคยได้รับสิ่งๆดีตอบแทน แต่คนชั่วช้ากลับได้ใช้ชีวิตหรูหราสุขสบาย!"
"สวรรค์เฮงซวย! ไม่รู้จักลืมหูลืมตาดูบ้างเลยรึไง!"
ในค่ำคืนที่ห่าฝนกระหน่ำรุนแรง ดวงวิญญาณโปร่งใสร่างหนึ่งกำลังล่องลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ พร้อมกับกรีดร้องสาปแช่งใส่ท้องฟ้าด้วยความอาฆาตพยาบาทยิ่ง
เปรี้ยง!
ปรากฏเพียงเสียงกู่คำรนและสายฟ้าสะบั้นสาดแผ่กระจายเต็มทั่วผืนนภา คล้ายกำลังตอบสนองเสียงกรีดร้องก่นด่าของหลินเสี่ยวอวี่อยู่
แต่ทันใดนั้นเอง จู่ๆสายฟ้าเส้นใหญ่ก็ผ่าเปรี้ยงลงมาที่ร่างวิญญาณของหลินเสี่ยวอวี่
....
ในขณะเดียวกัน ณ ห้องเล็กๆภายในบ้านตระกูลหลิน
"เสี่ยวอวี่เอ้ย อย่าโทษย่าเลยนะ ถ้าจะโทษก็ต้องโทษที่แกมันเกิดมาโชคร้ายเอง ดันถูกคนของตระกูลลู่หมายตาเลือกให้ไปเป็นเจ้าสาวของคนตาย"
"พวกเขาถึงกับยอมจ่ายเงินก้อนโต เพื่อขอแกไปเป็นเครื่องเซ่นสังเวยให้กับคนที่ตายไป"
"ความจริงแกก็น่าจะตายๆไปซะตั้งแต่ตอนที่ตกเขานั่นแล้ว จะทำตัวเองให้ต้องลำบากไปทำไมตั้งสองครั้งสองคราแบบนี้?"
ผู้เป็นย่าของหลินเสี่ยวอวี่รำพึงรำพันผ่านน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดาทั่วไป ทว่าน้ำเสียงในคำพูดเหล่านั้น กลับแฝงซ่อนไปด้วยไอความเย็นชาและไร้ความเมตตา...
"ฉันจะเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้แกเยอะๆก็แล้วกัน ตายๆไปอย่างสงบซะเถอะนะ"
เสียงพูดพึมพำอยู่ข้างหูมาพร้อมกับฝ่ามือแห้งกร้านและหยาบกระด้าง ที่กำลังกดปิดช่องจมูกและปากของหลินเสี่ยวอวี่ไว้อย่างแน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่งงานกับคนตาย?
หน้าผา?
นี่ฉันกลับชาติมาเกิดเหรอ?
ฉันย้อนกลับมาในปีที่ฉันอายุหกขวบอีกครั้งจริงๆ!
ย้อนกลับไปในปีที่หลินเสี่ยวอวี่มีอายุได้หกขวบ เธอถูกลุงของเธอผลักตกหน้าผาหวังฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม
ทั้งหมดนี้หวังเพียงเพื่อให้ตระกูลลู่ทำตามสัญญาที่เคยตกปากรับคำกันไว้ ว่าจะช่วยผลักดันสนับสนุนให้หลินเจ๋อ บุตรชายคนโตและเป็นหลานชายสายตรงของตระกูลหลิน ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเกษตรกรรมและแรงงาน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าให้หลินเสี่ยวอวี่ซึ่งยังเป็นเพียงเด็กน้อย เข้าร่วมพิธีแต่งงานกับลูกชายคนเล็กของตระกูลลู่ในปรโลก
เพื่อผลประโยชน์อันมหาศาลในจุดนี้ หลินเสี่ยวอวี่จึงต้องกลายมาเป็นเครื่องเซ่นสังเวยให้แก่คนตระกูลหลินเพื่อใช้ไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต
บางทีอาจเป็นเพราะจิตใจที่ไม่ยอมพ่ายแพ้หลังความตายของหลินเสี่ยวอวี่ วิญญาณของเธอจึงไม่ยอมแตกสลายไป แต่กลับวนเวียนเฝ้ามองทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในตระกูลหลินมาตลอดหลายสิบปี
เธอต้องทนเห็นแม่แท้ๆของตัวเองถูกผู้ชายสารเลวหลอกลวงจนเสียใจแทบแดดิ้น กระทั่งหลายปีต่อมา แม่ก็ถูกทุกคนในตระกูลรุมกดดันให้ตั้งท้องลูกคนที่สี่ และสุดท้ายเป็นเพราะทารกในครรภ์ซุกตัวอยู่ในตำแหน่งท่าที่ผิดปกติ ทั้งๆที่รู้อยู่แล้ว แต่กลับไม่มีใครในครอบครัวยอมพาเธอไปโรงพยาบาลเลยแม้แต่คนเดียว ผลสุดท้ายทำให้แม่ของเธอต้องเสียชีวิตลงท่ามกลางความทรมานสุดแสนจากภาวะคลอดบุตรยาก
ส่วนพี่สาวคนโตของเธอ หญิงสาวที่กำลังอยู่ในวัยสะพรั่งดุจดอกไม้แรกแย้ม กลับถูกลุงจับส่งตัวไปแต่งงานกับชายชราอายุ 50 ปีผู้มีอาการทางจิตรุนแรง เธอจำต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกทำร้ายร่างกายอยู่นานหลายปี และบทสรุปสุดท้ายก็เลือกจบชีวิตลงด้วยการกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย
ส่วนพี่สาวคนรองนั้น เป็นเด็กฉลาดหลักแหลมเกินวัย อาศัยความพยายามและขยันหมั่นเพียรของตัวเองจนสอบติดมหาวิทยาลัยได้ แต่กลับถูกอาคนเล็กสวมชื่อตัวเองเพื่อเข้าเรียนแทน ต่อมาเมื่อครอบครัวกลัวว่า พี่สาวคนรองจะแอบหนีออกไปเปิดโปงความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ พวกเขาจึงพยายามทำทุกวิถีทาง ยอมแม้กระทั่งทำเรื่องโหดร้ายทารุณที่สุดถึงขั้นทุบตีจนขาของเธอหักข้างหนึ่ง และท้ายสุด ชะตากรรมมิได้ดีกว่าคนอื่นๆนัก เธอถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงานกับชายโสดอายุมากคนหนึ่งในหมู่บ้านไป
ส่วนคนที่ประสบความสำเร็จได้ดิบได้ดีกลับเป็นลุงสันดานชั่วของเธอเอง นับวันตำแหน่งหน้าที่การงานของเขามีแต่จะก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ สร้างเกียรติประวัติมากมายให้ผู้คนได้ชื่นชมสรรเสริญ และเกษียณอายุออกมาอย่างสง่างามยิ่งใหญ่ กลายเป็นต้นแบบให้ทุกคนในหมู่บ้านทั้งรู้สึกเคารพและอิจฉาในคราวเดียวกัน
พ่อสารเลวของเธอเองก็พาเมียน้อยที่แอบลักลอบคบชู้เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้าน และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขพร้อมกับลูกชายที่เกิดจากเมียน้อยคนนั้น กลายเป็นครอบครัวอบอุ่นที่ทั้งสมบูรณ์แบบและไร้ที่ติในสายตาของคนภายนอก
ทางด้านอาสาวที่เป็นน้องสาวคนสุดท้องของพ่อ ก็อาศัยชื่อเสียงจากการเป็น ‘บัณฑิต’ ที่แย่งชิงมาจากพี่สาวคนรองของหลินเสี่ยวอวี่ เรียนจนจบระดับมหาวิทยาลัย สร้างฐานะความมั่นคงและหน้าตาทางสังคมให้กับตัวเอง กลายมาเป็นบุคคลที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับตระกูลในสายตาของชาวบ้าน
เมื่อพูดถึงตระกูลหลิน ใครต่อใครต่างต้องยกนิ้วชื่นชมกันถ้วนหน้า ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตระกูลหลินนั้น ‘โชคดีถึงขั้นบรรพบุรุษยังต้องลุกขึ้นจากหลุมเพื่อมาอวยพร’ กันเลยทีเดียว
แต่สำหรับหลินเสี่ยวอวี่ในตอนนี้ เธอได้พยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลัง แต่เด็กหญิงในวัยเพียงแค่ 6 ขวบ จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปต่อต้านผู้เป็นย่าที่ทำงานในไร่ในสวนจนมีร่างกายกำยำแข็งแรงได้ ร่างของเธอถูกกดบังคับไว้แน่น ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้ขยับตัวเลยด้วยซ้ำไป...
[งานแต่งงานในปรโลกน่ะเหรอ? อยากแต่งก็ไปแต่งเองสิ! ในเมื่อฉันได้เกิดใหม่ทั้งที ก็ต้องเป็นฉันนี่แหละที่จะส่งพวกแกไปปรโลกให้หมด!]
[แม่…ช่วยหนูด้วย…]
[แม่…รีบมาช่วยหนูเร็วเข้า…]
เสียงร้องของลูกสาวคนเล็กดังแว่วอยู่ข้างหู ทำให้จางอวิ๋นม่านที่กำลังเศร้าโศกเสียใจอย่างที่สุด ถึงกับต้องเบิกตากว้างในทันที
เสี่ยวอวี่? เสี่ยวอวี่ของแม่? จางอวิ๋นม่านรีบผลักลูกสาวอีกสองคนที่กำลังปลอบโยนเธอออกไปทันที ก่อนจะก้าวเท้าพุ่งตรงไปที่ห้องเก็บฟืนอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าเป็นเวลากลางวันแสกๆ แต่ประตูห้องเก็บฟืนกลับถูกปิดสนิทเช่นนี้ จางอวิ๋นม่านก็สัมผัสได้ถึงลางร้ายบางอย่างที่ผุดขึ้นภายในใจ
"เปิดประตู! รีบเปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้!" จางอวิ๋นม่านร้องตะโกนเสียงดังพลางทุบประตูไปด้วยอย่างบ้าคลั่ง เวลานี้เธอไม่ต่างจากสัตว์ป่าที่กำลังคลุ้มคลั่งเพราะต้องการปกป้องลูกของตัวเอง
เมื่อเห็นจางอวิ๋นม่านที่อยู่ข้างนอกเริ่มมีอาการคลุ้มคลั่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และเพราะกลัวว่าความวุ่นวายจะบานปลายใหญ่โตไปมากกว่านี้ โจวซื่อที่อยู่ในห้องเก็บฟืนจึงต้องปล่อยมือออกจากปากและจมูกของหลินเสี่ยวอวี่
"นังลูกสะใภ้ไม่เอาไหน นี่แกแหกปากร้องตะโกนหาอะไรกัน! ฉันอุตส่าห์หวังดีช่วยจัดการนังเด็กนี่ให้ มันจะได้ตายๆไปอย่างสงบซะที แล้วแกยังจะเอะอะโวยวายอะไรอีก!" โจวซื่อที่รู้สึกผิดอยู่ในใจ แต่ก็ยังทำตัวเป็นฝ่ายโจมตีกล่าวโทษอีกฝ่ายก่อน เธอขึ้นเสียงก่นด่าออกมาด้วยความเดือดดาล ทั้งนี้เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดของตัวเอง
【แม่จ๋า! ถ้าแม่มาช้าอีกนิดเดียว หนูคงถูกปิดปากปิดจมูกจนขาดอากาศหายใจตายไปแล้วแน่ๆ! หนูยังไม่ตาย หนูยังมีมีชีวิตอยู่!】
อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้นจริงๆ หลินเสี่ยวอวี่ก็เกือบจะกลายเป็นศพต้องตายเป็นครั้งที่สองแล้ว
จางอวิ๋นม่านรีบผลักร่างของโจวซื่อออกไปทันที ก่อนจะรีบพุ่งเข้าไปอุ้มลูกสาวตัวน้อยที่นอนหมดสติไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าซีดเขียวใกล้ม่วงของเด็กน้อย ปรากฏรอยนิ้วทั้งห้าประทับทิ้งไว้อย่างชัดเจน ร่างทั้งร่างของเธอสั่นเทาไม่หยุด ภายในใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวประหนึ่งวิญญาณจะหลุดออกจากร่าง
ถ้าช้าไปอีกนิด... ถ้าช้าไปอีกแค่นิดเดียว…
เพียงแค่คิดถึงเรื่องนั้น จางอวิ๋นม่านก็รู้สึกราวกับถูกจับโยนลงไปในธารน้ำแข็งท่ามกลางฤดูหนาว เธอรู้สึกเย็นยะเยือกเจ็บลึกถึงขั้วกระดูกดำเลยทีเดียว
บทที่ 2 ชีวิตใหม่ในชาตินี้ (2)
เธออุ้มลูกสาวตัวน้อยที่ร่างกายผอมบางราวกิ่งไม้แห้งออกไปข้างนอก ดวงตาแดงก่ำทั้งคู่ระอุไปด้วยความรู้สึกโมโหและสิ้นหวัง สายตาที่จับจ้องไปทางโจวซื่อเปี่ยมด้วยกระแสเคียดแค้น ก่อนจะร้องตะโกนสั่งเสียงกร้าวว่า
"ฉันจะพาเสี่ยวอวี่ไปโรงพยาบาล เอาเงินมาให้ฉันเดี๋ยวนี้!"
คำพูดประโยคนี้ทิ่มแทงเข้าไปกลางใจของโจวซื่อทันที นางตวาดกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเต็มไปด้วยความเหยียดหยัน
"อยากได้เงินนักเหรอ? ไม่มี! แกนี่มันบ้าไปแล้วรึไง? ก็แค่เด็กถ่วงความเจริญไร้ค่าที่กำลังจะตายคนหนึ่งเท่านั้น ยังจะต้องพามันไปโรงพยาบาลอีกทำไม? เคยเห็นครอบครัวไหนพาเด็กที่กำลังจะตายไปโรงพยาบาลบ้างนังโง่?"
“ฉันไม่มีเงินอะไรให้แกทั้งนั้น ถ้าแกอยากได้จริงๆ วันนี้แกก็ต้องข้ามศพฉันไปก่อน!” โจวซื่อยืนเท้าสะเอวข้างหนึ่ง พร้อมกับชี้นิ้วใส่หน้าและตะโกนด่าจางอวิ๋นม่านด้วยถ้อยคำหยาบคายไม่มีหยุด
จางอวิ๋นม่านจ้องมองโจวซื่อที่เอาแต่ก่อกวนหาเรื่อง เธอโมโหแค้นใจจนแทบอยากจะขย้ำกินหญิงชราคนนี้ทั้งเป็น แต่ในตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือต้องรีบเอาเงินพาลูกสาวคนเล็กไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้รักษาชีวิตของเธอได้ทันเวลา
【แม่ สู้มัน! จัดการกับนังปีศาจเฒ่านี่ให้หนักๆไปเลย】
【แม่ หนูรู้ว่านังปีศาจเฒ่านี่มันเก็บเงินไว้ที่ไหน】
【เงินของมันซ่อนอยู่ใต้ก้อนอิฐก้อนแรกที่ใกล้กับประตูห้องนอนมากที่สุด อิฐก้อนนั้นข้างในมันกลวง】
เนื่องจากในชาติก่อน หลินเสี่ยวอวี่ในสภาพร่างวิญญาณได้คอยเฝ้ามองและรับรู้เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวนี้ ฉะนั้นแล้ว จึงไม่มีความลับใดในบ้านที่สามารถรอดพ้นไปจากสายตาของเธอได้แม้เพียงอย่างเดียว!
จางอวิ๋นม่านถึงกับตกใจจนต้องก้มลงมองลูกสาวคนเล็กในอ้อมแขนของตัวเองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ภาพหลอนหรือหูแว่วไปเอง แต่ปรากฏว่าเธอสามารถได้ยินเสียงความคิดที่อยู่ภายในใจของลูกสาวคนเล็กได้จริงๆ!
หลังจากที่จางอวิ๋นม่านล่วงรู้ที่ซ่อนเงินของครอบครัวสกุลโจวแล้ว ความมั่นใจของเธอก็ยิ่งเพิ่มทวีมากขึ้นกว่าเดิม เธอก้าวเท้าฉับตรงดิ่งไปทางห้องนอนของโจวซื่อทันที
"สะใภ้รอง! นั่นแกคิดจะทำอะไร? ห๊ะ? แกเป็นแค่สะใภ้ กล้าดียังไงถึงได้เข้าไปในห้องนอนของพ่อแม่สามีแบบนี้ นี่แกไม่รู้จักละอายใจบ้างเลยรึไง? คอยดูนะ ฉันจะสั่งให้เจ้ารองหย่ากับแกเดี๋ยวนี้เลยถ้าแกไม่หยุด!"
"นี่! นี่แกคิดจะขัดคำสั่งฉันเหรอ? คำพูดของฉัน แกกล้าดียังไงถึงไม่ฟัง หยุดอยู่ตรงนั้นเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
จางอวิ๋นม่านยืนค้างอยู่บนขั้นบันได เหลียวเห็นใบหน้าอัปลักษณ์บิดเบี้ยวของโจวซื่อที่เปรียบเสมือนปีศาจกำลังพุ่งตรงเข้ามาหา แทบจะในทันทีทันใด เธอยกบาทาขึ้นถีบสวนปะทะอัดร่างของอีกฝ่ายสุดแรงไร้ปราณี
แม้ทั้งคู่จะเป็นผู้หญิงที่ทำงานหนักในไร่นามาเหมือนกัน แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น พละกำลังของโจวซื่อจึงไม่อาจเทียบกับพละกำลังของจางอวิ๋นม่านที่ยังอยู่ในวัยสาวและแข็งแรงกว่าได้ ด้วยแรงถีบครั้งนี้ ทำเอาโจวซื่อถึงกับกระเด็นล้ม นอนลงกับพื้นอย่างหมดสภาพในทันที
ในวันนี้ที่โจวซื่อวางแผนเตรียมลงมือทำเรื่องชั่วช้าขั้นเด็ดขาดกับหลานสาวตัวเอง แต่ด้วยความหวาดระแวงที่มีภายในใจ เธอจึงได้ไล่ทุกคนในบ้านให้ออกไปข้างนอก เพื่อป้องกันไม่ให้ใครล่วงรู้ถึงสิ่งที่เธอกำลังปิดบังอยู่ นี่จึงเป็นสสาเหตุว่าไม่มีใครสักคนหลงเหลืออยู่ในบ้านพอที่จะช่วยเธอได้เลย
“นังสะใภ้ชั่ว! ฉันจะให้ลูกชายของฉันหย่ากับแกซะ แม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้แบบแก อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์!”
“โอ๊ย โอ๊ย นังสารเลว! เอวฉัน! แกคอยดูนะ รอให้เจ้ารองกลับมาก่อน ฉันจะให้เขาจัดการกับแกซะให้เข็ด แกเล่นด้วยผิดคนแล้วนังโง่!”
แม้จะได้ยินคำด่าทอหยาบคายดังกระหึ่มตามหลังมาเรื่อยๆ แต่จางอวิ๋นม่านกลับไม่แยแสใส่ใจเลย เธอผลักประตูห้องนอนเปิดออก แล้วรีบเดินตรงไปยังจุดที่ลูกสาวคนเล็กได้บอกไว้ เมื่อค้นตามในตำแหน่งที่ลูกสาวคนเล็กบอกไว้ เธอก็พบเข้ากับถุงผ้าสีแดงซ่อนอยู่ใต้ก้อนอิฐจริงๆ
เมื่อกางเปิดออกดูก็ปรากฏว่า ภายในถุงนั้นมีธนบัตรใบละสิบหยวนอยู่เป็นฟ่อนจำนวนมาก รวมไปถึงตั๋วแลกสารพัดชนิดที่ใช้ในชีวิตประจำวัน หลังจากประเมินคร่าวๆ เธอคาดการณ์ว่า น่าจะมีเงินอยู่ราวหนึ่งพันหยวนเห็นจะได้
ขณะที่จางอวิ๋นม่านเตรียมจะออกจากบ้านไปพร้อมกับถุงผ้าสีแดงในมือนั้น โจวซื่อที่เห็นถุงผ้าสีแดงอันแสนจะคุ้นตา ก็พลันโมโหสุดขั้วจนแทบเสียสติทันที
“เงินของฉัน!!!”
"นั่นมันเงินเก็บที่ฉันสู้อุตส่าห์อดออมมาทั้งชีวิตเลยนะ!!!"
【ฮ่าฮ่า นังจิ้งจอกเฒ่าน่ารังเกียจ โดนถีบแบบนั้นก็สมควรแล้ว! น้ำหน้าอย่างแกน่าจะรีบๆตายไปซะ!】
【สารเลวสิ้นดี คิดจะบีบคอฉันให้ตายงั้นเหรอ? หวังส่งฉันไปแต่งงานกับผีนี่นะ? แกฝันไปเถอะ!】
เมื่อได้ยินเสียงคำพูดเหล่านี้ จางอวิ๋นม่านก็รู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าอย่างจัง เธอแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าโลกนี้จะมีอมนุษย์ผู้ชั่วช้าได้ถึงเพียงนี้จริงๆ นี่ถึงขั้นคิดบีบคอหลานสาวแท้ๆของตัวเองให้ตาย เพื่อส่งวิญญาณไปแต่งงานกับคนตายนี่นะ!
จางอวิ๋นม่านโกรธจนตัวสั่น เธอหมุนตัวย้อนกลับในบัดดล พร้อมประเคนเท้าเตะซ้ำเข้าไปที่ร่างของหญิงชราสุดแรงถึงสองครั้งเป็นการระบายอารมณ์ ก่อนจะพ่นน้ำเสียงเย็นสะท้านใจขึ้นว่า “แกอยากจะร้องให้ดังแค่ไหนก็เชิญร้องไปเลย แต่ก็หัดลองใช้สมองน้อยๆของแกคิดเอาเองว่าชาวบ้านจะเชื่ออะไรมากกว่ากัน ระหว่างเรื่องที่แกถูกฉันทำร้าย กับเรื่องที่แกพยายามบีบคอหลานสาวแท้ๆของตัวเองให้ตายคามือ!”
“เสี่ยวจือ เสี่ยวเย่ ไปกับแม่เร็วเข้า รีบพาน้องไปโรงพยาบาลกัน!” จางอวิ๋นม่านร้องเรียกสองพี่น้องที่กำลังตกอกตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้ายิ่งยวด ต่างคนต่างพาเร่งฝีเท้าออกจากบ้านหลังนั้นไปโดยเร็ว
จางอวิ๋นม่านอุ้มหลินเสี่ยวอวี่พร้อมกับจูงมือสองพี่น้องวิ่งเหยาะๆไปที่บ้านของลุงจิน ซึ่งมีอาชีพรับจ้างขับรถแทรกเตอร์ในหมู่บ้าน
“ลุงจินคะ! ลุงจิน! เสี่ยวอวี่หมดสติไปจนป่านนี้ยังไม่ฟื้นเลย ฉันอยากพาลูกไปส่งโรงพยาบาล ช่วยพวกเราหน่อยเถอะนะคะ”
จางอวิ๋นม่านแอบล้วงเงินจำนวน 10 หยวนออกมาจากกระเป๋า แล้วยัดใส่มือของลุงจิน
“ดูพูดเข้าสิ บ้านใกล้เรือนเคียงกัน ไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า” ลุงจินที่ตอนแรกทำท่าจะปฏิเสธ เพราะรถแทรกเตอร์เป็นของมีค่าและใช้งานไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเห็นเงินในมือก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที
เสียงเครื่องยนต์ดังตึกๆ แล้วรถแทรกเตอร์พ่วงท้ายก็นำพาสี่คนแม่ลูกมาถึงโรงพยาบาลอันจิ่งในที่สุด
“คุณเป็นแม่ของเด็กคนนี้ใช่มั้ย? ทำไมถึงพามาโรงพยาบาลช้าขนาดนี้? ดูแผลที่หัวของเธอสิ ตอนนี้เริ่มเป็นหนองแล้ว ถ้าพามาช้ากว่านี้อีกแค่วันเดียว ก็เตรียมรับศพเธอกลับไปได้เลย!” ผู้อำนวยการหวังที่เพิ่งทำการตรวจดูบาดแผลของหลินเสี่ยวอวี่เสร็จ ถึงกับพูดขึ้นมาด้วยความโมโหจนแทบระงับอารมณ์ไม่อยู่
"รีบๆไปจ่ายค่ารักษา จะได้ทำแผลให้เสร็จๆ คนป่วยจะต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลก่อน" หวังจวินเหรินพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก พร้อมกับโบกมือไล่ด้วยความหงุดหงิดไม่ต่างจากการไล่ยุงไล่แมลงวันเลยสักนิด
แม้ว่าหมอหวังจะแสดงออกมาเช่นนั้น แต่จางอวิ๋นม่านกลับไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจออกมาเลย เพราะเธอตระหนักดีว่า นี่เป็นความผิดของเธอเอง และเธอก็เกือบทำให้ลูกสาวตัวน้อยต้องเสียชีวิต
【โชคดีที่แม่ช่วยหนูไว้ได้】
【วันนี้ที่แม่เตะก้นสั่งสอนนังแก่นั่นไปตั้งหลายที สะใจซะจริงๆ!】
【หนูรักแม่ที่สุดในโลกเลยค่ะ】
จางอวิ๋นม่านที่นั่งอยู่ข้างเตียงผู้ป่วย คราวนี้เธอได้ยินเสียงในใจของลูกสาวคนเล็กอย่างชัดเจน ทำให้เธอถึงกับยิ้มออกมาเล็กน้อย
เธอค่อยๆลูบไล้แก้มซีดขาวของลูกสาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยน พร้อมกับปลอบประโลมว่า "เสี่ยวอวี่จ๊ะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พ่อกับแม่จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอนะจ๊ะ"
【พ่อเหรอ? หมายถึงไอ้ชาติชั่วนั่นใช่มั้ย? หนูไม่ต้องการพ่อแบบนั้น! พ่อนี่ล่ะคือต้นตอปัญหาของทุกๆเรื่อง!】
บทที่ 3 จุดจบอันน่าเศร้าของทั้งครอบครัว (1)
“แม่คะ น้องจะไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ?”
“แล้วเรื่องคุณย่า...” หลินเสี่ยวจือจับมือหลินเสี่ยวเย่ไว้แน่นในขณะที่ยืนเฝ้าข้างเตียงผู้ป่วย เธอเอ่ยถามขึ้นผ่านน้ำเสียงเป็นห่วงกังวล
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่สองพี่น้องจะรู้สึกวิตกกังวลถึงเพียงนี้ เพราะนางโจวซื่อที่พวกเธอทั้งสองเรียกขานว่า ‘คุณย่า’ นั้น เป็นที่เลื่องลือไปไกลถึงหมู่บ้านใกล้เคียงหลายแห่งในเรื่องความชั่วร้ายเกินมนุษย์ของเธอ
ทั้งที่ฐานะทางการเงินของครอบครัวก็ใช่ว่าจะยากจนข้นแค้นอะไรนัก แต่พวกเธอกลับต้องกินข้าวต้มมันเทศและผักดองเป็นอาหารหลักแทบทุกมื้อ สำหรับพวกเธอสี่แม่ลูกนั้น ไข่ไก่เพียงฟองเดียวก็นับว่าเป็นของเลิศหรูมากแล้ว
งานบ้านทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องซักผ้าหรือทำอาหาร ก็ล้วนโยนให้หลานสาวทั้งสองทำหมด
แต่ถึงแม้จะทำงานหนักขนาดนั้น คนเป็นย่าก็ยังคอยหาเรื่องดุด่าหรือทุบตีหลานๆได้เสมอ
“ไม่ต้องห่วงไปนะจ๊ะ คุณหมอบอกว่าน้องพ้นขีดอันตรายแล้วล่ะ นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอีกไม่กี่วันก็ดีขึ้นแล้วจ้ะ”
“ส่วนเรื่องของคุณย่า ไว้แม่จะไปคุยกับพ่อ อธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้พ่อฟังอย่างกระจ่างเองนะจ๊ะ”
เมื่อพูดถึงหลินเจียง จางอวิ๋นม่านชักเริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา แม้เธอจะบอกกับลูกๆทั้งสองด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขนาดนั้นก็ตาม แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความสับสน เพราะก่อนหน้านี้ เธอเพิ่งได้ยินเสียงในหัวของหลินเสี่ยวอวี่ที่บอกว่า พ่อนี่แหละคือต้นตอปัญหาของเรื่องราวทั้งหมด หัวใจของเธอรู้สึกเสมือนถูกบีบรัดหดเกร็ง แต่กระนั้น กลับปราศจากสุ้มเสียงอธิบายความใดๆเพิ่มเติมจากหลินเสี่ยวอวี่อีก!
ทันทีที่ได้ยินผู้เป็นแม่เอ่ยถึงพ่อขึ้นมา ใบหน้าของหลินเสี่ยวจือและหลินเสี่ยวเย่ก็เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ ดวงตาทั้งคู่เป็นประกายด้วยความรู้สึกยกย่องและชื่นชมผู้เป็นพ่ออย่างสุดซึ้ง
“จริงด้วยค่ะ ไปหาพ่อกัน พ่อจะต้องช่วยน้องได้แน่ๆ”
ทั้งหมู่บ้านมีใครเล่าจะไม่รู้บ้างว่า หลินเจียงลูกชายคนรองของตระกูลหลินและจางอวิ๋นม่านนั้น เป็นคู่สามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกันมากเพียงใด มิหนำซ้ำเขายังรักลูกสาวทั้งสามอย่างสุดหัวใจด้วย
ทุกครั้งที่หลินเจียงกลับจากโรงงาน ก็มักจะหอบหิ้วของฝากมากมายติดไม้ติดมือมาให้ลูกสาวเสมอ เรียกได้ว่าไม่เคยขาด
【ห๊ะ? จะไปหาพ่อนี่นะ? ไอ้คนชาติหมาแบบนั้น ทั้งโกหกตอแหล คนที่เลวที่สุดก็คือมันนั่นล่ะ เพราะมันเองก็รู้เรื่องแผนการชั่วของพี่ชายมันทั้งหมด แต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อะไรเลยนี่สิ!】
【ไปหามันแล้วจะได้อะไรขึ้นมา? คนบัดซบพรรค์นั้น ตอนนี้ก็คงอยู่บ้านเลขที่ 212 ถนนตงเหอกับเมียน้อยแล้วก็ลูกชายของมันนั่นล่ะ วันนี้ตอนนี้...มันก็คงจะกำลังฉลองวันเกิดครบรอบสามขวบให้ลูกชายของเมียน้อยมันอยู่!】
【แม่นะแม่ ผู้หญิงอะไรถึงได้น่าสงสารขนาดนี้ จวบจนกระทั่งวันที่ตัวเองสิ้นใจตาย ก็ยังไม่รู้ความจริงเรื่องนี้เลย!】
เสียงของหลินเสี่ยวอวี่ที่ดังผ่านความคิด ประกอบกับร่องรอยความสะเทือนใจปนน้ำเสียงคล้ายสะอื้นเล็กๆ ดังกึกก้องกังวานอยู่ในหัวของจางอวิ๋นม่าน
ถนนตงเหอ? บ้านเลขที่ 212?
เมียน้อย? แล้วก็ลูกชายงั้นเหรอ?
ในขณะที่ลูกสาวตัวน้อยของเธอเกือบจะถูกคนเป็นย่าอุดปากอุดจมูกจนเกือบขาดอากาศหายใจตาย แต่เวลาเดียวกัน สามีที่เธอรักและไว้ใจที่สุด กลับกำลังฉลองวันเกิดอยู่กับลูกชายของผู้หญิงอีกคนงั้นเหรอ? นี่เขานอกใจเธอจริงๆเหรอ?
เรื่องแบบนี้...เรื่องแบบนี้มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน?
จางอวิ๋นม่านกำมือทั้งสองบีบแน่น ความคิดในหัวปั่นป่วนยุ่งเหยิงไปหมด
ใจหนึ่ง เธอเชื่อว่าสามีของเธอไม่มีทางที่จะหักหลังกันแบบนี้แน่นอน แต่อีกใจหนึ่งเธอก็กลับคิดว่า แล้วลูกของเธอจะโกหกหลอกลวงเธอไปเพื่ออะไร?
“เสี่ยวจือ เสี่ยวเย่จ๊ะ พอดีแม่มีธุระเร่งด่วนต้องออกไปทำ แม่ฝากพวกเธอสองคนดูแลน้องไปก่อนนะ ถ้าหิวก็ไปหาซื้ออะไรมากินได้เลย ไม่ต้องช่วยแม่ประหยัดหรอก”
พูดจบ จางอวิ๋นม่านก็ยัดเงินให้กับลูกสาวคนละสิบหยวน จากนั้น เธอก็ตัดสินใจได้ในทันทีอย่างไม่มีลังเล ว่าจะต้องไปสืบหาความจริงทุกอย่างที่ถนนตงเหอด้วยตัวเอง
แม้ว่าสองพี่น้องจะไม่รู้ว่าแม่ของพวกเธอกำลังจะไปทำอะไร แต่พินิจจากสีหน้าที่ฉายปรากฏให้เห็น ทั้งคู่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ
ระหว่างทาง จางอวิ๋นม่านได้สอบถามเส้นทางจากผู้คนที่สัญจรไปมา จนกระทั่งไปถึงบ้านเลขที่ 212 ถนนตงเหอได้ในที่สุด แต่เมื่อไปถึงเธอกลับพบว่าประตูบ้านนั้นปิดสนิท แต่ด้วยความรู้สึกไม่ยอมแพ้ที่ครอบงำจิตใจ จางอวิ๋นม่านจึงได้ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่า ตราบใดที่ยังไม่ได้คำตอบตนจะไม่มีวันไปไหนทั้งนั้น!
จางอวิ๋นม่านเหลียวมองไปตามทิศทางเสียงที่ดังแว่วมา และได้พบกับกลุ่มหญิงสูงอายุสองสามคนที่กำลังนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ริมทาง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากจุดที่เธอยืนอยู่มากนัก
“คุณยายคะ พอจะทราบมั้ยคะว่าเจ้าของบ้านเลขที่ 212 ไปไหน? พอดีคุณแม่ของเธอล้มป่วยหนักน่ะค่ะ ญาติของเธอก็เลยวานให้ฉันมาช่วยแจ้งข่าว บอกให้เธอกลับบ้านด่วนค่ะ”
จางอวิ๋นม่านแสร้งปั้นสีหน้าดูเป็นกังวลอย่างมากขณะพูดกับกลุ่มหญิงสูงวัยเหล่านั้น
“อ๋อ ใจเย็นๆนะแม่หนูให้ยายคิดก่อน อย่าเร่งรัดยายมาก ขอยายคิดก่อนนะ อืม...บ้านเลขที่ 212 น่ะเหรอ?”
“บ้านเลขที่ 212? นั่นมันบ้านของหลี่ลี่เมิ่งไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่ๆ ใช่แล้วล่ะ บ้านแม่หนูลี่เมิ่ง เธอบอกกับฉันว่า วันนี้เธอจะไปฉลองวันเกิดกับสามีและลูกที่ร้านอาหารรัฐนะ ถ้าจำไม่ผิด”
“ใช่ๆ! ตอนฉันออกจากบ้านช่วงเก้าโมงกว่า ๆ ยังเห็นลี่เมิ่งออกไปพร้อมกับสามีแล้วก็ลูกเลย”
กลุ่มหญิงสูงอายุหันไปพูดคุยกันถึงเรื่องนี้ ทำให้ข้อมูลที่จางอวิ๋นม่านอยากรู้หลุดออกมาทั้งหมดอย่างง่ายดาย
หัวใจของจางอวิ๋นม่านตกวูบไปถึงตาตุ่มทันที แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ ถามต่อพร้อมด้วยความหวังอันลิบลี่ที่แทบมองไม่เห็น น้ำเสียงของเธอแผ่วเบาและเค้นผ่านลำคอออกมาอย่างยากลำบาก…
“แล้วพอจะทราบมั้ยคะว่าสามีของลี่เมิ่งชื่ออะไร”
“ฉันรู้ๆ ดูเหมือนจะชื่อหลินเจียงนะ ได้ยินว่าทำงานอยู่ที่โรงงานเหล็กในเมืองด้วย”
“โอ้โห พูดถึงโจโฉ โจโฉก็ปรากฏ ดูนั่นสิ นั่นมันลี่เมิ่งกับสามีของเธอไม่ใช่เหรอ?”
จางอวิ๋นม่านเงยหน้าขึ้นมองทันที ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือชายหญิงคู่หนึ่ง ที่ดูเหมือนเป็นคู่สามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกันมาก ทั้งสองเดินจูงมือกันพร้อมกับพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนิทสนม ผู้หญิงข้างกายเขาดัดผมเป็นลอนสวยงาม สวมเสื้อผ้าทำจากเนื้อโพลีเอสเตอร์ที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในตอนนี้
ในอ้อมแขนของผู้ชายยังมีเด็กชายตัวเล็กอายุราวสามขวบได้ เด็กชายคนนั้นหน้าตาละม้ายคล้ายหลินเจียงสามีของเธอมากถึงเจ็ดแปดส่วน
ภาพที่เห็นตรงหน้า หากผู้ชายไม่ใช่หลินเจียงสามีที่เธอรักและไว้ใจที่สุดแล้วล่ะก็ จางอวิ๋นม่านก็คงเผลอหลุดปากชมเช่นกันว่า “ช่างเป็นครอบครัวที่มีอบอุ่นกลมเกลียวดีจริงๆ”
ความจริงปรากฏประจักษ์ชัดแจ้งอยู่ตรงหน้า ต่อให้จางอวิ๋นม่านจะไม่อยากเชื่อสักเพียงใด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไปเช่นกัน
ดวงตาคู่นั้นของจางอวิ๋นม่านแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามอย่างที่สุดหวังเพื่อสะกดกลั้นอาการสั่นสะท้านภายในใจเอาไว้
นี่คือผู้ชายที่เธอรักที่สุด นี่คือคนที่เธอไว้ใจมากที่สุด...
เมื่อหลายปีก่อน พ่อแม่ของจางอวิ๋นม่านคัดค้านชนิดหัวชนฝา ไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งงานกับหลินเจียงไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น เหตุเพราะพวกท่านทั้งสองเห็นว่าหลินเจียงเป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจ และเขาไม่ใช่ผู้ชายที่จะสามารถฝากฝังชีวิตด้วยได้ แต่จางอวิ๋นม่านกลับยืนกรานเด็ดเดี่ยว เพราะถูกความเอาใจใส่และคำพูดหวานหูที่หลินเจียงมอบให้ตลอดเกือบหนึ่งปีเต็มจนทั้งรักทั้งหลงเต็มเปา โน้มน้าวสารพัดวิธีจนเธอใจอ่อนและยอมแต่งงานกับเขาในท้ายที่สุด พ่อแม่ของจางอวิ๋นม่านจนปัญญาจะห้ามปรามลูกสาวได้แล้ว ก็ได้แต่ต้องจำใจยอมรับ
พ่อและแม่ของจางอวิ๋นม่านต่างเป็นปัญญาชนระดับสูง ทั้งคู่ทำงานสอนหนังสือและมีลูกศิษย์ลูกหามากมายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง แม้พวกท่านจะมองว่าหลินเจียงเป็นคนไม่น่าไว้ใจ แต่เพราะเห็นแก่ความสุขของลูกสาว จึงได้ยอมอาศัยเส้นสายของตนช่วยให้ลูกสาวได้ทำงานรับตำแหน่งที่โรงงานเหล็ก
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่า ตอนนั้นจางอวิ๋นม่านจะถูกความรักครอบงำจนทำให้ดวงตามืดบอด ถึงขนาดแอบโอนสิทธิ์การงานที่พ่อแม่สู้อุตส่าห์ใช้เส้นสายหามาแทบตาย มอบให้แก่หลินเจียงไปทำแทน เรื่องนี้ทำให้จางอวิ๋นม่านมีปากเสียงกับครอบครัวเข้าขั้นรุนแรง ถึงขนาดเกือบตัดขาดความสัมพันธ์กับพ่อแม่ตัวเองเลยทีเดียว
ต่อมา เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง ส่งผลให้พ่อแม่ของจางอวิ๋นม่านถูกใส่ร้ายและโดนส่งตัวไปใช้แรงงานเพื่อปรับทัศนคติ ทั้งสองคนเลือกที่จะไปโดยไม่บอกกล่าวจางอวิ๋นม่านแม้สักคำเพียว ถึงเรื่องสถานที่ที่พวกเขาถูกส่งตัวไป เพราะกลัวว่าอาจจะทำให้ลูกสาวต้องเดือดร้อนไปด้วย
ส่วนหลินเจียงนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกผู้คนรอบข้างตำหนิเอาได้ จึงเอ่ยปากหนักกำชับจางอวิ๋นม่านครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ให้เธอพูดถึงพ่อแม่ของตัวเองเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น มิเช่นนั้นอาจนำภัยมาสู่ทุกคนในครอบครัวได้
จางอวิ๋นม่านผู้ซึ่งหลงรักหลินเจียงจนไม่ลืมหูลืมตา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอต้องอยู่ที่บ้านของหลินเจียง คอยปรนนิบัติดูแลพ่อแม่สามี ทำงานบ้านสารพัดอย่าง ใครๆแถวนั้นต่างก็พูดชมเป็นเสียงเดียวกันว่า หลินเจียงนั้นช่างมีบุญมากจริงๆที่ได้เมียแสนดีถึงเพียงนี้
แม้ว่าจะถูกแม่สามีพูดจาถากถางดูแคลนหรือแสดงท่าทีเย็นชาใส่เพียงใด แต่ด้วยคำพูดปลอบโยนและความเอาใจใส่ของหลินเจียง ก็ทำให้จางอวิ๋นม่านไม่ได้รู้สึกว่าชีวิตของเธอนั้นเลวร้ายเลยแม้แต่น้อย
แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า ทุกสิ่งที่เธอเชื่อมั่นมาโดยตลอด ที่แท้ล้วนเป็นการหลอกลวงทั้งสิ้น!!!
จางอวิ๋นม่านได้แต่ยืนโทษตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ทำไมตัวเองถึงได้โง่งมงายขนาดนี้!
อารมณ์โกรธแค้นที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ตอนนี้ ทำให้เธอแทบอยากจะลงมือฆ่าคนสองคนตรงหน้าที่ไม่ต่างอะไรจาก ‘หมาตัวผู้กับตัวเมีย’ ให้ตายๆไปซะ แต่เมื่อนึกถึงหน้าลูกสาวทั้งสามคนของตัวเองขึ้นมา เธอจึงค่อยสามารถสงบสติอารมณ์ลงได้ในเวลาต่อมา
ดวงตาคู่แดงก่ำดุจเลือดของจางอวิ๋นม่าน ทอประกายฉายอารมณ์ความคลุ้มคลั่งสุดน่าสะพรึงกลัวออกมาวูบหนึ่ง พร้อมกับก้มหน้าลงพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“ฆ่าพวกแกให้ตายมันง่ายเกินไป ฉันจะทำให้พวกแกสองตัวต้องอับอายขายขี้หน้าไปยันโคตรเหง้า! ต้องกลายมาเป็นหนูโสโครกน่ารังเกียจที่ใครๆพบเห็นต่างต้องชี้ประจานไล่ตีให้ตาย!”