ตอน 2

อีกด้านสองสหายต้นเรื่องก็ร้อนใจอยู่ไม่น้อย ชายขาเป๋ลุกขึ้นมายืนเคียงข้างกับสหายแขนเดียวของตน พลางส่งสายตามองกันไปมาคล้ายว่ากำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง

“เอาล่ะ ครั้งนี้ถือว่าเป็นคราวซวยของพวกเราสองคนก็แล้วกัน เนื้อจะเข้าปากเสืออยู่แล้วเชียว!! พวกเจ้ารีบไสหัวไปให้พ้นหน้าพวกเราเดี๋ยวนี้เลย” ชายแขนเดียวมองไปยังร่างงามด้วยความเสียดาย แต่ดูจากจำนวนคนแล้ว ให้ต่อสู้กันจริงๆ พวกเขาสองคนอาจจะสู้ไม่ไหว และหากเรื่องไปถึงเจ้าหน้าที่ทางการเมื่อใดพวกตนจะเดือดร้อนกว่าเก่า เขาย่อมไม่กล้าเสี่ยง

“ปากเสือ เหอะ!! ปากหมาสิไม่ว่า ดูตัวเองด้วยจ้า สภาพ!!” ฉู่หลิงสวนกลับอย่างอดไม่ได้ นางเคยแต่ข่มขู่ดูแคลนผู้อื่น ถูกเอาเปรียบอย่างไร้ทางสู้เช่นนี้รู้สึกอับอายจนอยากกลับโลงศพจะแย่แล้ว

หลิ่วจีเด็กหญิงวัย 8 ขวบถึงกับต้องกระตุกข้อมือพี่สาวแปลกหน้าเอาไว้เป็นการห้ามปราม อีกฝ่ายเป็นผู้ใหญ่สองคนเชียวนะ แล้วเจ้าหน้าที่ทางการน่ะ จะมาช่วยพวกเราจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้

“ใครกันแน่ที่ต้องไปให้พ้น เจ้าสองคนจะลองดูไหมเล่าว่าพวกเราจะหาคนมาขับไล่พวกเจ้าออกจากป่านี้ไปได้หรือไม่” เจียวจูไม่ยอมแพ้ หากสองคนนี้ยังอยู่ต่อไปพวกนางคงจะมาหาเก็บของป่าไปกินได้ลำบากเป็นแน่

สองสหายผงะถอยหลังเสียอาการไปเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทางไม่กลัวเกรงของเด็กหญิงตัวจ้อย และเริ่มรู้สึกว่านางคงจะมั่นใจไม่น้อยว่าจะจัดการกับพวกตนเองได้ 

“ฝากไว้ก่อนเถอะ!” พวกเขามองไปยังฉู่หลิงอีกครั้งด้วยความเสียดาย สะบัดใบหน้าโสมมเดินหลบเลี่ยงกลุ่มเด็กๆ ไปอีกทาง ตั้งใจว่าจะออกจากป่าแห่งนี้ไปให้เร็วที่สุดตนเป็นเพียงคนร่อนเร่ มีหรือจะกล้ายุ่งวุ่นวายกับเด็กจากหอหงไถที่มีเบื้องหลังเป็นเจ้าหน้าที่ทางการ

“ถุย!! ฝากแล้วมาเอาคืนด้วยเล่า!” ฉู่หลิงพ่นน้ำลายตามหลังคนโฉดชั่วทั้งสอง

“พี่สาว” หลิ่วจีกระตุกแขนรั้งตัวนางเอาไว้อีกครั้ง น้ำตาที่คลอเต็มสองเบ้าตาใกล้จะหยดลงมารอมร่อ

เสียงร้องขอเบาหวิวราวกับลูกแมวหมดแรง ทำให้ฉู่หลิงเลิกใช้สายตาอาฆาตแค้นมองไปที่มนุษย์สองคนนั้นแล้วหันมามองเด็กๆ ที่ยืนอยู่รอบตัวแทน

“เจ้าใช้การได้เลยทีเดียว หากพบเจอกันเร็วกว่านี้ข้าจะให้เจ้าเป็นสมุนมือหนึ่งของข้า” หญิงสาวตบไหล่เจียวจูเบาๆ สองครั้ง เด็กมนุษย์ผู้นี้กล้าหาญ เสียดายเหลือเกินที่ตนกัดใครไม่ได้ในเวลานี้

“เอาล่ะ หากผู้พิทักษ์ตามมาก็บอกเขาได้เลยว่าข้าจะไปลงโลงแล้ว ถือว่าพวกเจ้ามีบุญคุณข้าจะเตือนสักหน่อย พวกเจ้ารีบกลับเข้าเขตไปเสียหากมีแวมไพร์ได้กลิ่นพวกเจ้าแล้วจะลำบาก”

หญิงสาวกล่าวจบก็เดินอาดๆ แหวกเถาวัลย์ปากอุโมงค์เตรียมจะกลับไปนอนในโลงตามเดิม

“เดี๋ยวนะ!! ข้าควรจะอยู่ในสถาบันวิจัยภายในเขตปลอดแวมไพร์ไม่ใช่หรือ แล้วที่นี่มันที่ไหนกัน"

หญิงสาวหันกลับมาหากลุ่มเด็กมอมแมมทั้งสิบคนอีกครั้ง เพิ่งจะสังเกตว่าเสื้อผ้าหน้าผม เครื่องแต่งกายของคนชั่วสองคนเมื่อครู่กับเด็กเหล่านี้ก็แปลกประหลาดเหมือนกัน สถานที่ที่นางยืนอยู่นี่ก็แปลก ตกลงเรื่องราวมันยังไงกันแน่

“ทางเข้าเขตอยู่ตรงไหน หรือหอสังเกตการณ์หงไถอยู่ตรงไหน ข้าออกมาอยู่ในป่านี้ได้อย่างไรกัน พวกเจ้ารีบพาข้ากลับไปที่หอหงไถก่อน ข้าถูกฉีดยาแล้วพวกเจ้าไม่ต้องกลัว” หญิงสาวเดินกลับมาถามเจียวจูเด็กหญิงที่ตัวสูงที่สุดในกลุ่มและดูเหมือนจะเป็นผู้นำของเด็กๆ เพิกเฉยกับเรื่องเสื้อผ้าและทรงผมแปลกๆ ของเด็กมนุษย์กลุ่มนี้ไปชั่วคราว

“เอ๋! ข้าเปิดฝาโลงออกมาเองไม่ใช่หรือ โลงก็อยู่ในห้องหินแห่งนั้น ช่วงเวลาไม่เกิน 5 นาทีเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครแบกโลงข้าออกมาไกลถึงนอกเขตนี่” นางมั่นใจว่าตนเองไม่ได้อยู่ภายในเขตปลอดแวมไพร์ที่ทันสมัยและสะอาดหมดจดอย่างแน่นอน

โลกภายนอกแม้จะเหลือเพียงตึกสูงระฟ้าที่ถูกทิ้งร้างตั้งตระหง่านอยู่ทั่วเมือง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีพื้นที่ป่าหรือสวนสาธารณะ ต่างกับภายในเขตปลอดแวมไพร์ที่ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งสังเคราะห์ทั้งหมด ดินที่เข้าปากนางไปขณะที่ดิ้นรนต่อสู้กับไอ้ตัวเหม็นสองคนนั้น บ่งบอกได้ชัดว่าเป็นดินจริงจากโลกภายนอก ไม่ใช่ดินสังเคราะห์ลอกเลียนแบบแต่อย่างใด

หญิงสาวชักเท้ากลับไปทางปากอุโมงค์อีกครั้ง เตรียมจะไปดูโลงศพของตนให้เห็นกับตา

“ที่แท้นางก็เป็นหญิงเสียสติ” เจียวจ้านทำสัญญาณให้สหายทุกคนล้อมวงเข้าหากัน กระซิบกระซาบกันเบาๆ

“ข้าคิดว่านางเป็นคนหลงทางมาเสียอีก จะได้ชวนนางไปอยู่กับพวกเรา เสียดายจัง” หลิ่วจีเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวคนงามแล้วส่งเสียงแมวป่วยออกมาอีกครั้งด้วยความอาลัย นางปรารถนาให้มีสตรีสักคนเข้ามาอยู่ในหอหงไถ จะได้มาช่วยดูแลพวกตนเหมือนกลุ่มพี่สาวที่เคยอยู่ที่นั่น

“นี่!! ข้าได้ยินที่พวกเจ้าคุยกันนะ ข้าไม่ได้บ้า” ฉู่หลิงหันมาตวาดลั่น

กลุ่มเด็กสิบคนรีบกลับมายืนตรงด้วยท่าทางปกติ พยักหน้าหงึกหงักโดยพร้อมเพรียงกัน คนเขาบอกว่าตัวเองไม่บ้านั่นล่ะคือบ้า!!

“ตกลงหอสังเกตการณ์หงไถที่พวกเจ้าอยู่นั่นอยู่ที่ไหนกัน พาข้าไปได้หรือไม่”

“ได้เจ้าค่ะ” หลิ่วจีรีบตอบกลับเปลี่ยนสีหน้าเป็นสดใสขึ้นทันใด

“รอข้าเดี๋ยว เดี๋ยวข้ากลับไปดูโลงข้าสักหน่อย” ฉู่หลิงขอตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้ง ว่านางได้ก้าวออกมาจากโลงศพของตนเองจริงหรือไม่ 

“พี่สาวช้าก่อน ข้างในนั้นมันมืด เดี๋ยวพวกเราจุดคบไฟให้ท่านถือติดมือไปด้วย” เจียวจ้านรีบตะโกนบอก ภายในใจก็เต้นกระหน่ำรุนแรง อย่าบอกนะว่าพี่สาวผู้นี้พักอาศัยอยู่ในโลงศพ!!

แวมไพร์สาวหยุดคิดชั่วครู่ก่อนจะตอบตกลง หากเป็นตอนที่ตนเองยังมีพลังอันแข็งแกร่งในฐานะแวมไพร์ นางสามารถมองเห็นทุกสิ่งอย่างในความมืดได้อย่างชัดเจน แต่เวลานี้ไม่ใช่แล้ว หากอยากจะตรวจสอบให้ละเอียดสักหน่อย มีไฟไปด้วยก็คงจะดีไม่น้อย

“ทำอะไรกันน่ะ ไม่มีใครพกไฟแช็กมาสักคนเลยหรือไง” หญิงสาวเริ่มหงุดหงิดเมื่อเห็นเด็กชายตัวผอมกร่อง ใช้หินสองก้อนตีกันอยู่หลายที แต่ก็ยังไม่สามารถจุดไฟลงบนหญ้าแห้งให้ลุกติดขึ้นมาได้

“นี่เรียกว่าหินเหล็กไฟ เอามันมากระทบกันก็จะเกิดประกายไฟ ท่านรออีกเดี๋ยวเดียวเท่านั้นขอรับ” เด็กชายอธิบายตอบกลับด้วยความสุภาพ

กว่าฉู่หลิงจะได้คบไฟที่เด็กๆ ฉีกชายเสื้อผ้าบนร่างกายมาพันเข้ากับปลายไม้แล้วจุดมันจากกองหญ้าแห้งที่เพิ่งก่อติด ก็กินเวลาไปอีกพักใหญ่ นางรับคบไฟแล้วกำชับให้เด็กๆ เข้าไปรอนางอยู่ที่ปากอุโมงค์

“พวกเจ้าเดินหลบเข้ามาซ่อนตัวด้านในก่อน ที่นี่ยังไม่ปลอดภัยเวลานี้ข้าเองก็ช่วยอะไรพวกเจ้าไม่ได้ด้วยนะ” 

เด็กชายหญิงสิบคนซึ้งใจจนน้ำตาแทบจะร่วง นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีผู้ใดเคยคิดห่วงพวกเขาเช่นนี้ ทุกคนจึงเดิมตามฉู่หลิงไปอย่างว่าง่าย น่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก

หญิงสาวใช้มือผลักบานประตูหินทางเข้าถ้ำลับไปพร้อมกับคบไฟในมือ ทันทีที่นางเข้ามาประตูหินก็ปิดกลับไปดังเดิม

ฉู่หลิงเลื่อนคบไฟไปสำรวจที่ฝาโลงเป็นอันดับแรก นางนอนเหงาๆ อยู่ในโลงก็เลยใช้เล็บตะกายฝาโลงศพซึ่งทำจากไม้ ตั้งใจจะส่งเสียงกวนประสาทหมอและผู้ดูแลจากสถาบันวิจัยให้รำคาญเล่น แต่นางลืมไปว่าตนเองไม่ได้มีเล็บแหลมคมยาวเฟื้อยอีกต่อไป นิ้วมืออ่อนนุ่มของตนจึงถูกเสี้ยนไม้ฝาโลงแทงสวนเข้าไปจนเลือดไหล

“ใช่แล้ว ข้าก็อยู่ในโลงนี้มาตั้งแต่ต้น ยังมีรอยเลือดติดเศษไม้แตกที่ฝาโลงด้านในอยู่เลย” หญิงสาวรำพันออกมา ใช้นิ้วลูบคลำร่องรอยเลือดจางๆ ที่หลงเหลืออยู่

“เอ๋..” หญิงสาวสะดุดตาเข้ากับความเปลี่ยนแปลงบางอย่างบนฝาโลง ซึ่งก่อนหน้านี้นางนอนจ้องอยู่นานก็ไม่เห็น

รูปทรงอักขระเวทที่แวมไพร์ทุกคนสามารถอ่านได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับข้อความชุดหนึ่งที่อ่านได้ใจความว่า โลงศพนี้เป็นโลงศพเก่าแก่ที่ตกทอดต่อกันมาจากแวมไพร์สายเลือดแท้เมื่อหลายร้อยปีก่อน

เจ้าของโลงศพรุ่นหลังในยุคก่อนที่มนุษย์จะสร้างเขตปลอดแวมไพร์ขึ้นมา ได้สร้างอักขระเวทไว้ที่ฝาโลงใบนี้เพื่อเตรียมการไว้ภายหน้า หากในอนาคตแวมไพร์ถูกกำจัดและจวนเจียนจะสูญพันธุ์ ก็ให้ใช้เลือดของแวมไพร์สาวพรหมจารีหยดลงที่ฝาโลง อักขระเวทจะส่งโลงพร้อมกับคนในโลงไปยังที่ใดที่หนึ่ง เพื่อก่อกำเนิดสายพันธุ์แวมไพร์สืบต่อไปไม่ให้สูญหายไปจากโลก

“อื้อฮือ ถึงกับสร้างโลงศพเทเลพอร์ต” ฉู่หลิงอึ้งงันตาค้างกับความสามารถอันล้ำลึกของแวมไพร์รุ่นพี่

ตอน 3

จากข้อความของเจ้าของโลงศพคนก่อนกล่าวไว้ เขาสร้างอักขระเคลื่อนย้ายเหล่านี้ไว้ที่ฝาโลงศพเก่าแก่ ในช่วงที่มนุษย์ใช้กระสุนเงินไล่ล่ากวาดล้างแวมไพร์และกำลังเริ่มโครงการสร้างเขตปลอดแวมไพร์ขึ้นมา

นางคาดว่ารุ่นพี่แวมไพร์ผู้นี้คงจะถูกมนุษย์กำจัดก่อนที่จะหาแวมไพร์สาวบริสุทธิ์มาทดลองใช้โลงศพเทเลพอร์ตนี้ จึงไม่เคยมีแวมไพร์คนไหนรับรู้ถึงช่องทางนำไปสู่แหล่งอาหารอันโอชะในสถานที่ใหม่ และหากเจ้าของโลงมีชีวิตอยู่เขาก็จะได้รู้ว่าการคาดเดาของเขานั้นกำลังจะเป็นจริงในรุ่นของนาง

มนุษย์สร้างอาณาเขตปลอดแวมไพร์ที่ปิดกั้นด้วยกระจกหนา มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและยังสามารถคิดค้นการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ให้เติบโตได้ในระยะเวลาอันสั้น พวกเขามีอาหาร มีเทคโนโลยี ใช้ชีวิตตัดขาดจากแวมไพร์โดยสิ้นเชิงอยู่ในเรือนกระจกขนาดมหึมา ในขณะที่ส่งผู้พิทักษ์ออกมากวาดล้างแวมไพร์ไปพร้อมๆ กัน

แวมไพร์รุ่นก่อนหน้านางยังพอค้นหามนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ในโลกภายนอกได้บ้าง อย่างเช่นตัวนางเองก็ถูกแวมไพร์กัดเมื่ออายุได้ 12 ปี เมื่อนางเติบโตขึ้นจำนวนมนุษย์ที่อยู่โลกภายนอกเขตก็ลดน้อยลงไปจนแทบไม่เหลือ มีเพียงสัตว์ที่ถูกแวมไพร์ปล่อยให้แพร่พันธุ์อยู่ภายนอกไว้ดื่มเลือดให้คลายความกระหายได้เท่านั้น 

และในที่สุดก็มาถึงยุคที่มนุษย์คิดค้นวิธีการรักษาแวมไพร์ให้กลับเป็นคนปกติได้ขึ้นมาได้ และนางก็เป็นหนึ่งในแวมไพร์หลายร้อยคนที่ถูกนำตัวมาทดลองเป็นรุ่นแรก หากยารักษาประสบความสำเร็จ โลกมนุษย์ก็จะไม่เหลือแวมไพร์อีกเลยในไม่ช้า

“ฮ่าๆๆ เยี่ยมไปเลย ทีนี้ข้าก็จะเป็นแวมไพร์คนเดียวในสถานที่แห่งนี้ ข้าจะมีเลือดมนุษย์สดๆ ให้ดื่มกินทั้งวันทั้งคืนไม่หวาดไม่ไหว!” หญิงสาวแลบลิ้นเลียริมฝีปากอีกครั้ง แต่อันที่จริงนางก็ทำท่าไปอย่างนั้นล่ะ นางไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองจะมีความกระหายเลือดเลยสักนิด

“รออีกสามปี พอหมดฤทธิ์ยาข้าต้องรีบดื่มเลือดมนุษย์ก่อนจะครบกำหนด 6 เดือน ทีนี้ข้าก็จะกลับมามีพลังเหมือนเดิม!!" 

ยาที่นางถูกฉีดเข้าไปในร่างกายยังยั้งความกระหายเลือด รวมทั้งระงับพลังทุกอย่างของแวมไพร์เอาไว้ได้เป็นเวลา 3 ปี และเมื่อครบกำหนด 3 ปี ภายใน 6 เดือนต่อจากนั้นหากแวมไพร์ไม่ได้ดื่มเลือดมนุษย์เลย ก็จะกลับกลายเป็นมนุษย์ได้โดยสมบูรณ์ 

ฉู่หลิงเพิ่งจะถูกฉีดยามาเมื่อเช้า แล้วก็ถูกจับใส่โลงจับยัดเข้าไปในห้องควบคุมพิเศษภายในสถาบันวิจัย ประตูห้องควบคุมจะถูกเปิดออกโดยตั้งเวลาเอาไว้ 3 ปี 6 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้แวมไพร์หาทางหนีออกมาดื่มเลือดได้

แต่เป็นเพราะความซุกซนของนางทำให้เสี้ยนตำมือ เลือดแวมไพร์สาวพรหมจรรย์เปิดการทำงานของอักขระบนฝาโลงแล้วก็ส่งนางมาที่นี่นั่นเอง หญิงสาวสรุปเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว

หญิงสาวผลักประตูห้องหินออกมาหากลุ่มเด็กชายหญิงตัวกระเปี๊ยกอีกครั้งด้วยท่าทางเบิกบานใจสุดฤทธิ์ 

“ข้ารู้แล้วล่ะว่าข้ามาจากไหน ว่าแต่ที่นี่คือที่ไหนหรือ”

“เราอยู่ในป่านอกเมืองสือเจีย เพียงแค่ข้ามลำธารไปไม่ไกลก็ถึงบ้านของพวกเราที่เรียกว่าหอหงไถ พี่สาวอยากไปกับพวกเราหรือไม่ แล้วที่นี่เป็นบ้านของท่านเช่นนั้นหรือเจ้าคะ" เจียวจูกล่าวพลางมองไปที่ประตูหิน 

เจียวจ้านไม่ได้มีมารยาทเท่ากับพี่สาวของตน เขาวิ่งไปที่ประตูหินที่พี่สาวคนสวยเดินออกมาเมื่อครู่อย่างอยากรู้อยากเห็น 

“เอ๋ ทำไมเปิดไม่ได้เล่า?” เด็กชายใช้ทั้งมือทั้งเท้า ทั้งแผ่นหลังพยายามดันประตูหินที่เมื่อครู่พี่สาวผลักออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่เขาใช้แรงทั้งหมดที่มีแล้วก็ยังไม่สามารถทำให้ผนังหินอันแข็งแกร่งนี้ขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่น้อย

“พวกเจ้าลองไปช่วยเขาดูสิ” ฉู่หลิงก็ไม่เข้าใจเช่นกัน หากว่าตนยังมีพลังพิเศษของแวมไพร์อยู่ก็ไม่แปลก เพราะพละกำลังตนมีมากกว่ามนุษย์อยู่แล้ว แต่นางถูกระงับพลังด้วยฤทธิ์ยาอยู่เรี่ยวแรงก็เท่ากันกับมนุษย์ปกติ เหตุใดระหว่างนางกับเด็กชายจึงมีความสามารถในการเปิดประตูหินต่างกัน

เด็กชายในกลุ่มมีอยู่ 3 คน พวกเขามีอายุใกล้เคียงกับเจียวจ้าน อาสาไปช่วยสหายของตนทันที

“เปิดไม่ได้” เด็กชายสี่คนพยายามอยู่หลายครั้งจนใบหน้าแดงก่ำ ก็ยังเปิดไม่ได้

“ไม่ต้องลองแล้วล่ะ กลับมานี่เถิด” ฉู่หลิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ นางเข้าใจว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับการปกป้องโลงศพโบราณโลงนั้น และน่ามีเพียงสายเลือดแวมไพร์ที่สามารถเข้าใกล้โลงศพได้นั่นเอง

“เล่าเรื่องเมืองสือเจียกับหอหงไถบ้านเจ้าให้ข้าฟังสักหน่อยสิ แล้วพวกเจ้าทั้งหมดนี่เป็นพี่น้องกันหรือไง พ่อแม่ก็ช่างขยันเหลือเกินเนาะ" หญิงสาวทิ้งตัวลงนั่งกับพื้น อย่างน้อยก็ควรจะรู้สถานการณ์ของสถานที่ที่นางจะกลายมาเป็นผู้ล่าอันดับหนึ่งในเวลาอีกไม่กี่ปี

“พวกเราไม่ได้เป็นพี่น้องกันทั้งหมด แต่ก็มีบางคนที่เป็นพี่น้องแท้ๆ กันอย่างข้าและน้องชายเจียวจ้าน” เจียวจูในฐานะพี่ใหญ่เริ่มอธิบายเรื่องราวในฝั่งของตนออกมาทีละน้อย

สถานที่แห่งนี้คือเมืองสือเจีย แคว้นต้าหยวน เป็นหนึ่งใน 17 แคว้นใหญ่บนแผ่นดิน ชายป่าแห่งนี้รวมทั้งหอหงไถอยู่นอกเขตกำแพงเมืองสือเจียบนอำเภอซิ่งอันซึ่งมีเขตแดนติดกับกำแพงเมืองจึงมีความเจริญพอสมควร

ที่แท้เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้งเอาไว้ลำพังในหอนางโลมหงไถ ตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน

หอคณิกาหงไถถูกก่อตั้งจากการลงทุนร่วมกันของขุนนางหลายคน เมื่อสามปีก่อนขุนนางเหล่านั้นต่างก็ถูกจับกุมในคดียักยอกทรัพย์และคดีร้องเรียนอีกหลายคดีจนถูกยึดทรัพย์สินและถูกจองจำ หอหงไถซึ่งเป็นของส่วนรวมของขุนนางหลายคนจึงถูกยึดไปเป็นของทางการ 

หอหงไถจำต้องปิดตัวลงไปเพราะทางการจะเลี้ยงดูหรือเปิดกิจการหาเงินเข้าหลวงก็ไม่เหมาะ แม่เล้าและนางโลมทุกคนได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ และเลือกทิ้งบุตรชายหญิงซึ่งไม่ได้ตั้งใจให้เกิดแต่ถูกเลี้ยงดูอยู่ในหอหงไถในฐานะแรงงานได้เปล่าเอาไว้ ด้วยหวังจะออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่หรือทำงานหาเงินโดยไม่มีภาระติดตัว

ฉู่หลิงนั่งฟังเจียวจูเล่าเหตุการณ์ไปพลางก็เพ้อฝันไปพลาง เด็กพวกนี้เป็นกำพร้า!! นั่นหมายความว่าอะไรเล่า!! หมายความว่าพวกเขาไม่มีผู้ปกครองมาคอยดูแลชีวิตและความปลอดภัย อีกไม่นานนางก็เลือกจับกินพวกเขาได้สบายๆ เลยใช่หรือไม่!!

“พี่สาวท่านน้ำลายไหลแล้วขอรับ” เด็กชายตัวผอมแห้งคนหนึ่งเดินเข้ามาเช็ดน้ำลายที่มุมปากให้พี่สาวคนงาม

“พี่สาวมาอยู่กับพวกเราเถิดเจ้าค่ะ ท่านก็ไม่มีครอบครัวเหมือนพวกเราใช่หรือไม่” หลิ่วจีเด็กหญิงตัวน้อยไม่เคยเห็นสตรีคนใดงดงามเท่าพี่สาวเสียสติตรงหน้านี้มาก่อนเลย ยิ่งมองนางก็ยิ่งอยากอยู่ใกล้พี่สาวคนงามผู้นี้

เจียวจ้านส่งสัญญาณเรียกให้พี่น้องมาสุมหัวรวมตัวกันอีกรอบภายนอกอุโมงค์

“พวกเรา ถึงพี่สาวจะสติไม่ค่อยดีแต่นางงามมากนะ ปล่อยนางไปก็อาจถูกคนชั่วร้ายข่มเหงรังแกเอาอีก พวกเราช่วยกันเลี้ยงนางไว้ก่อนเถิด” ร่างผ่ายผอมหลายร่างจูงมือกันไปแอบกระซิบกระซาบเบาๆ แต่เสียงของพวกเขาก็ยังดังพอให้อีกฝ่ายได้ยินชัดเจน

‘เด็กมนุษย์บ้า!! ข้าก็แค่ไม่ได้เห็นอาหารโอชะเช่นพวกเจ้ามานานก็เท่านั้นเองย่ะ!' ฉู่หลิงบ่นอุบอิบอยู่ในใจ รีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำลายข้างมุมปาก 

ก้อนเนื้อขาวๆ 10 ก้อนอยู่เบื้องหน้าแวมไพร์สาว แต่ตอนนี้เขี้ยวนางก็ไม่มี จะไปเจาะคอดูเลือดผู้ใดได้ คงต้องอดทนเลี้ยงดูเด็กมนุษย์ผอมแห้งพวกนี้ให้เติบโตอ้วนพีผลิตเลือดเนื้อเยอะไว้ให้นางดื่มกินในอนาคต ระหว่างรอให้ยาหมดฤทธิ์นางก็อาศัยอยู่ในหอหงไถร่วมกับเด็กๆ ไปก่อนก็แล้วกัน หญิงสาวคิดในใจ

ท่าทางล้วงมือคลำหาเขี้ยวในปากของฉู่หลิง รวมกับนางพยายามเช็ดน้ำลายข้างริมฝีปากแดงที่ไหลย้อยลงมาบนพื้น ครู่หนึ่งพี่สาวคนงามก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับมองพวกตนด้วยสายตาพิลึกพิลั่น ทำให้เด็กๆ ยิ่งเวทนาสงสารฉู่หลิงยิ่งกว่าเดิม

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED