ตอน 1

หวังฉีหลินสาวสวยอายุ 25 ปี ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการทำงาน เหตุเพราะเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เมื่ออายุครบ 18 ทุกคนต้องออกไปใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่สามารถที่จะอาศัยอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้

ฉีหลินทำงานทุกอย่างด้วยความขยันหมั่นเพียรและส่งเสียให้ตัวเองเรียนไปด้วย ฉีหลินเลือกเรียนเกี่ยวกับการเกษตร เพราะมีความฝันอยากจะทำสวนสมุนไพรและมีสวนสมุนไพรเป็นของตัวเอง

หลังจากเรียนจบและเข้าทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเกษตร ฉีหลินเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง เธอจึงนำไปซื้อที่ดินเล็ก ๆ เพียง 2 ไร่ ทำสวนสมุนไพรในฝันของตัวเอง

มีเพื่อน ๆ ที่ทำงานเคยถามฉีหลินว่าเธอเป็นคนจีนหรือ ทำไมถึงชื่อไม่เหมือนคนอื่นทั้ง ๆ ที่อยู่ในส่วนเหนือสุดของประเทศไทย ฉีหลินได้แต่ตอบว่าเธอเองก็ไม่รู้เช่นเดียวกัน

ในตอนที่เธอยังเป็นเด็กอยู่นั้นเธอได้ถามเจ้าหน้าที่ที่ดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธออาศัยอยู่ ได้คำตอบว่าตอนที่พบเธอมีป้ายติดอยู่ที่ข้อมือซึ่งก็คือชื่อของเธอในตอนนี้ คงจะเป็นอย่างเดียวที่ผู้เป็นพ่อและแม่ของเธอทิ้งเอาไว้ให้

ฉีหลินเองไม่เคยอยากตามหาพ่อแม่ของตัวเอง เธอเพียงแค่คิดว่าหากพ่อแม่ต้องการเธอคงไม่เอาเธอมาทิ้งเอาไว้ในสถานที่แห่งนี้ และหากว่าพวกเขาต้องการเธอจริง ๆ คงออกตามหาเธอนานแล้วคงไม่ปล่อยเธอเอาไว้อย่างนี้

การใช้ชีวิตคนเดียวไร้ซึ่งคนสนับสนุน กว่าเธอจะผ่านมันมาได้ก็ลำบากมาก แต่เธอยังโชคดี นอกจากจะได้งานที่ดี คนรอบข้างของเธอยังเป็นคนดีคอยช่วยเหลือสนับสนุน สวนสมุนไพรจากน้ำพักน้ำแรงของเธอนับว่าประสบความสำเร็จมากและทำกำไรให้เธอมากเช่นเดียวกัน

ฉีหลินและเพื่อนที่ทำงานได้ไปเที่ยวที่พระราชวังโปตาลามาเมื่อสามเดือนที่แล้ว ไม่รู้ว่าเพราะชื่อเธอเหมือนคนจีนหรือไม่ ฉีหลินมีความชอบประเทศจีน อาหารจีน สมุนไพรจีน หรือแม้แต่วัฒนธรรมการกิน เธอเองก็ศึกษาค้นคว้าเอาไว้ประดับสมองบ้าง

วันนี้ฉีหลินไปทำงานดังเช่นทุกวัน และที่สวนสมุนไพรฉีหลินได้จ้างลุงกับป้าชาวบ้านสองคนช่วยดูแล หลังจากที่ฉีหลินไปแอบเก็บหินสีรุ้งกลับมาเธอชอบมันมาก และได้นำไปเจาะรูและนำมาร้อยทำเป็นสร้อยข้อมือเธอสวมติดข้อมือตลอดเวลาไม่เคยถอดเลยสักครั้งแม้กระทั่งตอนอาบน้ำ

“หลิน วันนี้จะเข้าสวนหรือเปล่า” นิดาเพื่อนร่วมงานของฉีหลินถามออกมา

“ไม่เข้านะนิดา เธอมีอะไรหรือเปล่าหรืออยากให้เราช่วยอะไรหรือเปล่า บอกมาได้เลยนะ”

“ไม่มีอะไรหรอก เราจะชวนเธอไปหาอะไรกินน่ะ เราไม่ได้กินข้าวด้วยกันนานแล้ว เราเห็นเธอยุ่ง ๆ ก็เลยไม่กล้าชวนน่ะ”

“อ๋อ ได้สิ ก็ดีเหมือนกันนะ เพื่อน ๆ คนอื่นไปด้วยหรือเปล่า ไปกันหลาย ๆ คนสนุกดี”

“มี รฐา กับพี่เหมียวน่ะ รวมเราสองคนด้วยก็ 4 คน คนอื่น ๆ เราชวนแล้วบอกว่านัดกับแฟนเอาไว้แล้วน่ะ”

“เหรอ น่าอิจฉาจังน๊า พวกมีแฟนเนี่ย ทำไมเราไม่เห็นมีใครมาจีบเลยล่ะ"

“ไม่มีหรือเธอไม่สนใจกันแน่ วัน ๆ มัวแต่เอาเวลาไปทำสวนหมด เงินเดือนเธอออกจะเยอะ ภาระต้องส่งเสียที่บ้านก็ไม่มี จะหาเงินไปทำไมนักหนา หาความสุขให้ตัวเองบ้างเถอะ”

“ทำสวนสมุนไพรไง นั่นก็เป็นความสุขของเราเหมือนกัน”

“โอ๊ย เราหมายถึงว่าให้เธอหาแฟน สร้างครอบครัวได้แล้ว ปากบ่นอยากมีแฟน อยากมีลูก แต่ไม่เคยมีเวลาชายตาแลใคร แล้วแบบนี้เธอจะสมหวังได้ยังไง”

“ก็เรายังไม่พร้อมนี่ อีกอย่างเรายังมีหลายอย่างที่อยากทำอยู่ด้วย อีกอย่างเธอก็รู้ไม่ใช่เหรอ เราไม่มีพ่อแม่ ไม่มีญาติ เราเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เธอคิดว่าจะมีคนชอบเราจริง ๆ เหรอ นิดา”

“เราว่าไม่เห็นจะเกี่ยวกันนะ ถ้าคนที่มาชอบเธอเป็นคนดี และรักเธอจริง ๆ จะเอาเรื่องแบบนี้มาตัดสินก็ไม่ถูกนะ คนเราเลือกเกิดได้หรือไงล่ะ สำหรับเราการที่มีแฟนที่ดี เป็นคนดี จิตใจดีก็พอแล้ว”

“นี่มันความคิดของผู้หญิงอย่างพวกเราไง แต่พวกผู้ชายจะมีคนคิดแบบนั้นหรือเปล่ายังไม่รู้ อาจจะมีแต่ก็คงน้อยและคงไม่เหลือถึงเราหรอก นิดาว่าป่ะ”

“ช่างเรื่องผู้ชายก่อนเถอะ สร้อยข้อมือสวยมาก ซื้อจากร้านไหนเหรอหินสีรุ้งนี้สวยจริง ๆ”

“ป่าวซื้อมาหรอก เราเก็บมาจากพระราชวังโปตาลา ตอนที่ไปเที่ยวกันไง”

“ห๊ะ นี่เธอกล้าเก็บมาด้วยเหรอ โห ไม่กลัวโดนข้อหาลักทรัพย์ข้ามชาติเหรอ”

“โอ๊ย ไปกันใหญ่แล้ว แค่หินก้อนเดียวไหม จะมาลักทรัพย์ข้ามชาติอะไร ดูหนังหรืออ่านนิยายมากไปป่ะเนี่ย”

“จะไปรู้เหรอ เราก็คิดเอาไว้ก่อนไง ว่าแต่ว่าเย็นนี้ไปร้านไหนดี หลินอยากกินอะไรเป็นพิเศษป่ะ”

“ไม่มีนะ อะไรก็ได้ จะว่าไปอยากกินหม้อไฟเนอะ ”

“อากาศร้อนจะตาย ยังจะกินหม้อไฟ ไม่ไหวมั้ง เอาเป็นไปกินร้านประจำก็แล้วกัน หรือเธอว่าไง”

“เรายังไงก็ได้ ไปเลยหรือเปล่า เราขอเก็บของสักครู่ นี่ก็เลยเวลาเลิกงานมานานแล้ว มัวแต่คุยกันเพลินลืมดูเวลาเดี๋ยวออกไปช้า พี่เหมียวได้บ่นหูชาแน่”

ทั้งสองคนรีบเก็บของและออกไปหาอีกสองคนที่นัดกันเอาไว้ทันที ระหว่างทางที่เดินออกจากออฟฟิศ ฉีหลินหลบพนักงานคนอื่นที่เริ่มทยอยออกจากที่ทำงาน

ในตอนที่รอลิฟต์อยู่นั้นแม่บ้านที่เดินถือแจกันดอกไม้เดินมาชนเธอเข้าพอดี ทำให้ข้อมือด้านที่สวมสร้อยหินสีรุ้งอยู่โดนหนามกุหลาบข่วนเป็นแผลถลอกมีเลือดออกนิดหน่อย

เลือดที่ไหลไปโดนก้อนหินสีรุ้งทันใดนั้นเกิดแสงสว่างเพียงชั่วพริบตาที่ก้อนหินโดยที่ไม่มีใครเห็นและฉีหลินเองก็ไม่ทันได้รู้สึกตัวเพราะมัวจดจ่อคุยกับเพื่อนข้าง ๆ

“ลงมาได้กันสักทีนะยะ รอนานมากรากจะงอกแล้วเนี่ย”

“โห พี่เหมียวพี่ก็พูดเกินไปนะคะ เพิ่งจะเลิกงานเอง พี่อย่าบอกนะว่าพี่ลงมาก่อนเวลาน่ะ”

“จะบ้าเหรอ ใครจะกล้าลงมาก่อน ขืนทำแบบนั้นหัวหน้าได้ตัดเงินเดือนพอดี”

“อ้าว จะไปรู้เหรอ ก็เห็นพี่บอกว่ารอนานแล้ว อ่ะ ริดาก็นึกว่าพี่หนีออกมาก่อนน่ะสิ”

“อย่ามาใส่ร้ายกันนะ รีบ ๆ ไปกันเถอะ หิวแล้วเนี่ย อ้าวแล้วยัยรฐาไปไหน เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้เลย”

“มาแล้ว ๆ พอดี ลืมมือถืออยู่ที่โต๊ะน่ะ ไปกันเถอะ ขอโทษที่ให้รอนะทุกคน”

“เชอะ ลืมมือถือหรือว่าลืมให้เบอร์กับพ่อหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่กันแน่ อย่ามาแถเลย”

“ลืมมือถือจริงๆ พี่เหมียวนี่ก็พูดอะไรไม่รู้”

ทั้งสี่คนมาถึงร้านอาหารที่มักจะมากันเป็นประจำ หลังจากสั่งอาหารแล้ว ทั้งสี่คนในตอนที่นั่งรออาหารก็มีการพูดคุยหยอกเย้ากันสนุกสนาน เมื่ออาหารที่สั่งมาครบแล้วก็ลงมือกินด้วยความหิวโหยทันที

“วันหยุดยาวที่จะถึงนี้ไปเที่ยวไหนกันหรือ” รฐา

“เราจะกลับบ้านน่ะ ไม่ได้กลับไปนานแล้ว” นิดา

“พี่ก็คงจะกลับบ้านเหมือนกัน ไม่ได้กลับไปนานแล้ว แล้วหลินล่ะ มีแพลนจะไปไหนรึเปล่า ถ้าไม่มีไปเที่ยวบ้านพี่ด้วยกันไหม”

“หลินว่าจะเข้าสวนน่ะค่ะ พอดีมีต้นกล้าสมุนไพรชนิดใหม่มาส่ง เลยต้องเข้าไปดูด้วยตัวเอง เอาไว้ครั้งหน้านะคะหลินไปแน่นอน ขอบคุณพี่เหมียวมากค่ะที่ชวน”

“พี่กลัวว่าเราจะเหงาน่ะ หยุดหลายวันเลย ถ้ามีธุระที่ต้องทำก็ไม่เป็นไรจ้ะ”

หลังจากที่แยกย้ายกันกลับบ้านเพื่อไปพักผ่อนแล้ว ฉีหลินกลับมาถึงห้องก็เริ่มเก็บกระเป๋าเพื่อที่จะไปนอนที่สวนสมุนไพรในวันรุ่งขึ้น และคืนนี้ฉีหลินฝันถึงสถานที่ห่างไกลไม่รู้แน่ชัดว่าที่ไหน

ในฝันเธอเห็นครอบครัวครอบครัวหนึ่งสองสามีภรรยาร้องไห้มีเด็กวัยรุ่นหญิงชายและยังมีเด็กเล็ก ๆ อีกสองคน ร้องไห้ด้วยความสิ้นหวัง ในฝันฉีหลินเห็นลูกชายของเขาตายไปหลังจากที่บาดเจ็บกลับมาและไม่ได้รับการรักษาที่ดี

จะเรียกว่าไม่ได้รับการรักษาก็ไม่ใช่ ต้องเรียกว่าไม่ยอมให้หมอมารักษาเพราะกลัวว่าจะต้องเสียเงินค่ารักษาเสียมากกว่า และลูกสะใภ้ของพวกเขาก็ต้องมาตายไปอีกคนเพราะถูกผลักให้ตกเขาจากญาติของสามี

ฉีหลินรู้สึกสงสารครอบครัวนี้มากโดยเฉพาะเด็กน้อยฝาแฝดทั้งสองคนที่เป็นลูกของผู้ชายและผู้หญิงที่ตายไป ในฝันฉีหลินได้รู้มาว่าครอบครัวนี้ผู้นำครอบครัวมีพี่ชายอยู่หนึ่งคนและถูกครอบครัวของพี่ชายเอาเปรียบกดขี่ข่มเหงสารพัด

ครอบครัวของพี่ชายจะเก็บเงินเอาไว้ทั้งหมดและคนที่ทำงานมากที่สุดกลับเป็นครอบครัวของน้องชายแต่ไม่เคยได้รับอะไรดี ๆ กลับมาเลย ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเสื้อผ้า เงินที่ลูกชายคนโตได้จากการทำงานก็เก็บเอาไปจนหมดเพราะถือว่ายังไม่ได้แยกบ้านกัน

ฉีหลินยืนดูเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยความโมโห หากเป็นเธออย่าหวังว่าจะมารังแกกันได้ง่าย ๆ ครอบครัวของพี่ชายก็มีแต่คนร้ายกาจ พี่ชายเองก็เห็นแก่ตัวไม่ยินยอมให้น้องชายแยกครอบครัวไปอยู่ด้วยตัวเอง

หากว่ายินยอมให้แยกออกไปนั่นย่อมหมายถึงที่ดินทำกินจะต้องโดนแบ่งออกไปด้วย และจะขาดแรงงานในการทำงานความเห็นแก่ตัวที่น่ารังเกียจนี้ฉีหลินได้เห็นผ่านความฝันยิ่งทำให้เธอโมโหและเผลอคิดไปว่าหากเป็นเธอแล้วล่ะก็เธอจะตอบแทนให้สาสมเลย

ฉีหลินไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เธอเห็นในความฝันนั้นมันจะเกิดขึ้นกับเธอจริง ๆ ในอนาคตข้างหน้า หลังจากนั้นมาฉีหลินก็ไม่ได้ฝันอะไรอีก แต่เธอกับค้นพบความลับบางอย่างของหินสีรุ้งที่เธอสวมติดข้อมือเอาไว้ตลอดเวลาในเช้าวันหนึ่ง

เช้าวันรุ่งขึ้นฉีหลินเดินทางไปที่สวนสมุนไพรของเธอและได้ลงมือปลูกสมุนไพรด้วยตัวเอง จากนั้นจึงปล่อยหน้าที่ดูแลให้เป็นของคนงานที่มีเพียงสองคนและทั้งสองคนเป็นสามีภรรยาที่ไม่มีลูก ๆ มาดูแล ฉีหลินสงสารจึงจ้างทั้งสองคนให้มาช่วยทำสวนให้เธอ

ตอน 2

เช้าวันที่สองของวันหยุดหลังจากที่ฉีหลินมานอนที่สวนสมุนไพร เธอตื่นขึ้นมาด้วยความขุ่นมัวในใจและความคับแค้นใจ ความฝันในวันนั้นยังตามหลอกหลอน คนเราจะร้ายกาจได้ขนาดนั้นเชียวหรือ

ฉีหลินคิดว่าหากมีใครมาทำเลวกับเธอเธอจะตอบสนองในแบบเดียวกันเพราะเธอถือว่าไม่อยากให้ใครทำเลวกับตัวเองก็อย่าไปทำเลวใส่ใคร เพราะถ้าหากกล้าที่จะทำจะต้องทำใจยอมรับผลที่ตามมาด้วย ไม่มีใครยอมถูกทำร้ายและโดนรังแกไปตลอดย่อมต้องหาทางตอบโต้และเอาคืนให้สาสมใจ

ในขณะที่ฉีหลินกินอาหารเช้าเสร็จแล้ววันนี้เธอสังเกตเห็นหินสีรุ้งที่ข้อมือมีสีเข้มขึ้นเหมือนกับว่ามันเปล่งประกายได้ เธอจึงใช้มืออีกข้างไปลูบที่หินสีรุ้ง

เมื่อฉีหลินลูบไปที่หินสีรุ้งในตอนนั้นเองมือข้างที่เธอใช้ลูบหินสีรุ้งนั้นได้จมหายเข้าไปในหินสีรุ้งก้อนนั้น ฉีหลินตกใจเป็นอย่างมากเธอรีบดึงมือกลับมาทันที

“นี่มันเรื่องอะไรกันนี่ หรือว่าเราจะตาฝาด แต่ไม่น่าจะใช่จะว่านอนไม่พอก็ไม่น่าใช่ เมื่อวานเรานอนแต่หัวค่ำแถมวันนี้ยังตื่นสายอีก ” ฉีหลินได้แต่พูดกับตัวเอง

แต่เพื่อความแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้คิดไปเองหรือมีอาการประสาทหลอนเธอจึงลูบที่หินสีรุ้งอีกครั้งและครั้งนี้ก็เป็นเช่นเดิม มือของเธอได้จมหายเข้าไปในหินสีรุ้งก้อนเล็กนั่นอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้

หลังจากพบเจอเหตุการณ์ที่น่าตกใจเธอตั้งสติและเอามือออกจากหินสีรุ้ง จากนั้นก็นั่งคิดหาเหตุผลว่าเพราะอะไรทำไมมือของเธอจึงจมเข้าไปในหินก้อนเล็ก ๆ ได้

ฉีหลินถอนหายใจออกมาจากนั้นเพ่งมองเข้าไปในหินสีรุ้งที่ข้อมือของตัวเธอเอง แต่เธอก็ต้องตกใจอีกครั้งเมื่อเธอพบว่าภายในก้อนหินเล็ก ๆ นั้นกลับมีห้องโถงกว้างขนาดหลายสิบเมตรและไม่แน่ว่ามันอาจจะกว้างเท่ากับบ้านหลังใหญ่ ๆ ที่มีเนื้อที่ขนาด 1 ไร่ เลยทีเดียว

“ตายล่ะหว่า นี่เราไปเก็บก้อนหินอะไรมาเนี่ย จะเกิดอะไรขึ้นกับเราหรือเปล่านะ หรือเราต้องเอาไปคืนที่เดิม จะทำยังไงต่อดี"

ฉีหลินที่ตอนนี้เริ่มหวาดกลัวและทำตัวไม่ถูกว่าจะทำยังไงดี ทำไมหินก้อนเล็ก ๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือแต่ภายในกลับกว้างขวางเสียขนาดนั้นไปได้ แบบนี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว หากเธอนำไปพูดให้คนอื่นฟังมีหวังได้ถูกคนกล่าวหาว่าเป็นบ้าไปแล้วแน่ ๆ

“หรือว่ามันจะเป็นเหมือนนิยาย ที่นิดาชอบอ่านและมาเล่าให้เราฟังกันนะหรือเจ้าสิ่งนี้จะเป็นมิติเหมือนในนิยาย ถ้ามันสามารถเอาของเข้าไปได้และเอาออกมาได้เหมือนในนิยายจะทำยังไง แบบนี้ต้องลองดู”

หลังจากที่นั่งพูดคนเดียวพูดเองเออเองได้สักพัก เธอก็คิดว่าจะลองนำเอาแก้วน้ำเข้าไปในหินสีรุ้งดูแต่เธอไม่รู้วิธีที่จะเอาแก้วน้ำเข้าไป แต่ก็เหมือนจะมีเรื่องบังเอิญอยู่บ้าง ในตอนที่เธอกำลังคิดหาวิธีเอาแก้วน้ำเข้าไปในหินสีรุ้งนั้น

แก้วน้ำก็หายไปทันทีเธอจึงเพ่งสายตาเข้าไปในหินสีรุ้งพบว่าแก้วน้ำที่หายไปจากมือของเธอตอนนี้ได้เข้าไปอยู่ในหินสีรุ้งเรียบร้อยแล้ว

“โอ๊ะ ทำได้จริง ๆ เหรอนี่ แบบนี้ก็ดีสิเอาไว้เก็บของมีค่าจะดีเสียยิ่งกว่าตู้เซฟอีกนะเนี่ย”

หลังจากค้นพบความลับของหินสีรุ้งแล้ว ฉีหลินจึงออกไปข้างนอกใช้วันหยุดยาว 5วันนี้ในการพักผ่อนและทำงานในสวนสมุนไพรของเธอ

วันสุดท้ายของวันหยุดยาวมาถึงฉีหลินเก็บของเพื่อที่จะกลับไปนอนที่ตัวเมืองและเริ่มงานในเช้าวันถัดไป วันหยุดยาวในครั้งนี้เธอรู้สึกว่าเธอสนุกกับมันมาก

ยังมีเรื่องของหินสีรุ้งอีกตอนนี้เธอเอาผลไม้หลายอย่างเข้าไปเก็บเอาไว้ในหินสีรุ้ง และยังเอาสมุนไพรหลายอย่างใส่เข้าไปด้วยหลังจากเวลาผ่านไปหลายวันเธอพบว่าผลไม้และสมุนไพรยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่เหี่ยวเฉา เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับฉีหลิน

เช้าวันรุ่งขึ้นฉีหลินไปทำงานตามปกติและพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานด้วยความสนุกสนานเมื่อถึงเวลาเลิกงานเธอก็ไปเดินเที่ยวกับเพื่อนก่อนที่จะแยกย้ายกลับบ้านไปพักผ่อน

ในคืนนั้นเองฉีหลินได้ฝันอีกครั้งแต่ครั้งนี้เธอไม่ได้ฝันถึงครอบครัวเหล่านั้นที่โดนเอารัดเอาเปรียบ เธอฝันถึงชายชราคนหนึ่ง ที่ใส่ชุดฮั่นฝูสีขาวล้วนเหมือนหลุดออกมาจากซีรีส์จีน

ในฝันชายชราได้บอกกับฉีหลินว่าเวลาของเธอในที่แห่งนี้เหลือน้อยเต็มที ฉีหลินไม่เข้าใจว่าเหตุใดชายชราถึงพูดแบบนี้กัน ที่น่าแปลกใจคือเธอสามารถฟังภาษาจีนเข้าใจตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

ชายชราบอกกับเธอว่าเธอมีเวลาเตรียมตัวเพียงแค่ 7 วันเท่านั้น ส่วนหินสีรุ้งที่ข้อมือของเธอเป็นของที่ชายชราตั้งใจมอบให้เธอโดยเฉพาะเพื่อเป็นการไถ่โทษต่อเธอ แต่ชายชราไม่ได้บอกเธอว่าเขาทำอะไรผิดต่อเธอ ถึงแม้ว่าฉีหลินจะถามชายชราหลายครั้งแล้วแต่เขาก็ไม่ตอบคำถามของเธอเลย

ชายชรายังบอกอีกว่าหินสีรุ้งก้อนนี้ไม่เพียงแต่ใช้เป็นมิติเท่านั้น สิ่งของที่เก็บเอาไว้จะไม่เน่าเสียแต่ไม่สามารถใส่สิ่งชีวิตเข้าไปในมิติได้

และหินสีรุ้งเมื่อนำไปแช่น้ำและนำน้ำที่แช่ไปรดพืชผักจะเร่งการเจริญเติบโตให้พืชผักได้อีกด้วย หากดื่มกินน้ำที่แช่หินสีรุ้งเป็นประจำจะทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย ๆ

“เอาล่ะนังหนู สิ่งที่ข้าสามารถบอกเจ้าได้ข้าก็บอกเจ้าไปจนหมดแล้ว เจ้ามีอะไรสงสัยอีกหรือไม่”

“หนูมีเวลากี่วันหรือคะคุณตา แล้วคุณตาจะพาหนูไปไหนหรือคะ แล้วที่ที่จะไปเป็นที่แบบไหน”

“เวลาของเจ้าในที่แห่งนี้ใกล้หมดแล้ว และเมื่อเจ้าจากไปทุกคนจะลืมเลือนเจ้าเหมือนเจ้าไม่เคยมีอยู่ในที่แห่งนี้ ส่วนเจ้าจะไปที่ไหน ข้าบอกเพียงได้ว่าเป็นโลกคู่ขนานและอยู่คนละห้วงมิติเวลากับที่แห่งนี้ ที่นั่นเจ้าจะมีครบทุกอย่างที่เจ้าปรารถนาจะมี แต่ที่แห่งนั้นครอบครัวของเจ้าล้วนยากจนและลำบาก ที่แห่งนั้นเป็นโลกล้าหลังในยุคของจีนโบราณที่ไม่มีอยู่จริง เอาล่ะไม่ต้องถามแล้ว เจ้าใช้เวลาที่เหลืออยู่เตรียมตัวเถอะ อีก 7 วันข้าจะมารับ ข้าบอกเจ้าได้เพียงเท่านี้ ที่เหลือขึ้นอยู่กับสติปัญญาของเจ้าแล้ว”

“อ้าว เดี๋ยว ๆ คุณตา เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป อ้าวไปแล้ว แล้วจะทำยังไงล่ะเนี่ย พี่เหมียวจะเสียใจไหม นิดาล่ะ จะคิดถึงเราหรือเปล่า ไหนจะรฐาอีก ถ้าเราไม่เก็บก้อนหินนี่มาก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น หรือว่ามันเป็นโชคชะตากันแน่"

เมื่อทำอะไรไม่ได้ฉีหลินจำเป็นต้องทำตามคำแนะนำของชายชรา เธอลาพักร้อนในวันรุ่งขึ้นโดยบอกกับหัวหน้าว่ามีธุระด่วนที่ต้องไปทำซึ่งหัวหน้าก็อนุญาตให้เธอลาทันที

เธอได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์สวนสมุนไพรให้กับสามีภรรยาที่ดูแลสวนให้เธอ ส่วนเงินในธนาคารเธอถอนออกมาและได้บริจาคให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธอเติบโตมา

ส่วนเงินที่เหลือฉีหลินขับรถไปตามห้างสรรพสินค้า และเริ่มซื้อข้าวสาร เครื่องปรุงอย่างเช่นเกลือ น้ำตาล ไข่ไก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ ฉีหลินซื้อข้าวสารจำนวนมากและยังซื้อซาลาเปาร้านประจำที่เธอกินประจำอีก 1,000 ลูก

ฉีหลินไม่รู้หรอกว่าเธอจะได้ไปอยู่ในที่แบบไหน มีข้าวสารย่อมดีกว่า มีข้าวกินดีกว่าไม่มี กับข้าวค่อยหาเอาข้างหน้า ฉีหลินขายของมีค่าทุกอย่าง รวมถึงรถของเธอด้วยเช่นกันหลังจากนั้นเธอได้บอกยกเลิกสัญญาเช่าคอนโดที่เธออาศัยมากว่า 5 ปี

เมื่อจัดการทุกอย่างฉีหลินนำเงินที่เหลือโอนให้สถานเด็กกำพร้าอีกรอบและเหลือเงินติดตัวเองไว้แค่พอสำหรับใช้จ่ายในอีกไม่กี่วันที่เหลือ เธอคิดว่าจะออกมาเช่าโรงแรมอยู่เพื่อรอเวลา

แต่ใครจะไปคิดเล่าว่าเธอจะอยู่ไม่ถึง 7 วันตามที่ชายชราบอก ทันทีที่เธอเดินออกจากคอนโด ยังไม่ทันข้ามถนนเลยด้วยซ้ำ ก็มีรถยนต์เสียหลักข้ามเกาะกลางถนนพุ่งมาชนเธอจนเกิดเสียงดังสนั่น

ร่างของฉีหลินลอยตามแรงกระแทกของรถ ร่างของเธอตกลงบนถนนท่ามกลางเสียงกรีดร้องของผู้คนและสติของเธอที่เริ่มลางเลือน เธอยังไม่ได้บอกลาใครแม้แต่คนเดียว

ไหนว่าอีก 7 วัน นอกจากจะไม่รักษาสัญญาและไม่รักษาเวลาแล้วยังให้เธอจากไปด้วยความเจ็บปวดอีกด้วย อ่า ช่างเป็นชายชราที่น่าโมโหเสียจริง ๆ หากเธอได้เจออีกครั้งกับชายชราคงต้องต่อว่าเขาสักหน่อยเป็นผู้ใหญ่ทำไมถึงไม่รักษาคำพูดเลย

สติของฉีหลินค่อย ๆ ลางเลือนและจากไปในที่สุด ชายชราที่มาช้าและไม่ทันการณ์ได้แต่ถอนหายใจ เขาทำได้แค่นำพาดวงวิญญาณของเธอไปส่งในที่อันห่างไกลให้สมกับที่ฉีหลินตั้งใจและคาดหวังอย่างไม่รู้ตัว

“ข้าส่งเจ้าได้แค่นี้ จากนี้ไปข้าขออวยพรให้เจ้าใช้ชีวิตให้ดี ให้สมกับที่เจ้าปรารถนานะข้าหวังว่าเจ้าจะผ่านพ้นความลำบากไปได้ พบกันใหม่ภพชาติต่อไปนะนังหนู ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

ตอน 3

หวังฉีหลินในยุค 2021 จากไปแล้วอย่างไม่เต็มใจ จะให้เต็มใจได้ยังไง รู้อยู่ว่าตัวเองต้องตายไปแต่มันไม่เร็วไปหน่อยเหรอแถมยังตายแบบเจ็บปวดศพของเธอเองก็คงจะเละไม่มีชิ้นดี ยังดีที่เธอเตรียมของเอาไว้ครบแล้วโดยเฉพาะยารักษาโรคต่าง ๆ ยาสามัญขั้นพื้นฐานก็ซื้อมาจนครบ

แล้วเงินที่เหลือนี่ล่ะเธอยังไม่ได้บริจาคเลย แบบนี้จะใจร้ายกับเธอมากเกินไปแล้ว ตายก็ตายก่อนกำหนด ตายแบบอนาถศพไม่สวยไม่พอยังเหลือสิ่งที่อยากทำอยู่ เครื่องสำอางยังไม่ได้ซื้อเลยนะคิดแล้วมันน่าแค้นใจอย่าให้เจออีกนะตาแก่

เบื้องบนตาแก่ที่ฉีหลินคาดโทษยืนดูเธอก่นด่าด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ใครจะไปรู้ได้ว่าจะมีเทพเกเรทะเลาะกันจนทำให้ไปเผลอทำเส้นชะตาคนอื่นขาดกัน ดีเท่าไหร่ว่าเป็นหวังฉีหลินที่เหลือเวลาอยู่ไม่เท่าไหร่ แต่หากเป็นคนอื่นไม่รู้จะแก้ไขยังไงดีแล้ว

“เป็นเพราะพวกท่าน ท่าน ท่าน แล้วก็ท่าน ทำให้นางก่นด่าข้า พวกท่านอายุเท่าไหร่กันแล้วทำไมยังทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระอยู่อีก”

“ท่านจะบ่นทำไม ไหน ๆ อีกไม่กี่วันนางก็จะตายอยู่แล้ว ท่านเองไม่ใช่รึไงที่ทำดวงวิญญาณนางหลุดลอยไปน่ะกว่าจะตามหานางพบกี่พันปีกัน ยังจะมาโทษพวกข้าทำไม”

“พวกท่านนี่มันเป็นพวกหน้าหนาจริง ๆ ทำผิดแล้วไม่ยอมรับ ข้าทำดวงวิญญาณนางหลุดลอยไปก็จริงตอนนี้ข้าได้ชดให้ให้นางแล้ว แต่พวกท่านเล่าจะชดใช้ให้นางยังไง ข้าจะไปบอกนางว่าที่นางตายก่อนเวลามันเป็นเพราะพวกท่านนั่นแหละ นางจะได้ก่นด่าสาปแช่งพวกท่านให้อายุพวกท่านลดลง”

“เห้ย ๆ อย่านะ อย่าทำแบบนั้นเลยน่ะ เอาแบบนี้ ถ้าอย่างนั้นเงินที่นางมีอยู่ข้าจะเปลี่ยนให้เป็นเงินในที่ที่นางกำลังจะไปดีหรือไม่”

“ข้าก็จะช่วยขยายมิติของนางให้กว้างใหญ่และแถมน้ำพุวิญญาณให้อีกด้วยเลยเอ้า”

“ข้าก็จะส่งตัวช่วยไปให้นางก็แล้วกัน แต่ไม่ใช่ตอนนี้หรอกขอข้าคิดก่อนว่าจะส่งตัวอะไรไป”

“เหอะก็แค่นี้ ทำผิดก็ต้องชดใช้ จะมาให้ข้าออกหน้ารับผิดแทนทุกเรื่องไม่ได้หรอก ทีหน้าทีหลังอย่าได้ทะเลาะกันเป็นเด็ก ๆ อีก หากมีครั้งหน้าข้าจะบอกท่านมหาเทพ”

ด้วยเหตุนี้ฉีหลินจึงได้ของแถมมาอีกโดยที่นางไม่รู้ตัว และเงินในโลกของเธอได้กลายเป็นเงินของอีกโลกที่เธอกำลังจะไปทันที

ทางด้านตระกูลหยางที่ตอนนี้กำลังมีปากเสียงกันเพราะสะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองบ้านหลักที่ขึ้นเขาไปขุดผักป่าและบังเอิญเจอกับหวังฉีหลินสะใภ้ใหญ่บ้านรอง

ฉีหลินแต่เดิมร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงแต่เมื่อเร็ว ๆ นี้สามีของนางไปทำงานสร้างบ้านและตกจากหลังคาบ้านเศรษฐีในเมืองบาดเจ็บสาหัสกลับมาและบ้านใหญ่อย่างป้าสะใภ้ไม่ยอมจ่ายเงินค่าหมอค่ายา

พ่อสามีที่ปกติไม่มีปากมีเสียงแต่เพื่อลูกชายของตัวเองจึงได้ไปทวงถามเงินกับพี่ชายของตัวเองที่เป็นผู้นำตระกูลอยู่ตอนนี้ เงินส่วนกลางมีไว้ใช้จ่ายแต่เหตุใดจึงไม่ยอมจ่ายค่าหมอที่มารักษาลูกของตน

แต่เมื่อไปทวงถามกลับบอกว่าเงินส่วนกลางมีไม่พอเพราะตอนนี้พวกเขาทำงานได้เงินน้อยในบ้านมีกี่ปากท้องกันทั้ง ๆ ที่เงินที่หามาได้พี่สะใภ้ผู้นี้เป็นคนเก็บเอาไว้ทั้งหมดนี่นางจะบีบให้ครอบครัวพวกเขาตายหรืออย่างไร

เมื่อไม่มีเงินจึงทำได้เพียงแค่หายาสมุนไพรในป่ามาต้มให้ลูกชายเพื่อบรรเทาไปก่อน ฉีหลินที่สงสารสามีของนางไหนจะลูก ๆ ของนางอีก อีกทั้งน้องสามีก็ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่

หวังฉีหลินพาน้องชายและน้องสาวสามีเข้าป่าหาของป่า ในตอนที่นางพบโสมคนและขุดมันขึ้นมาได้ สองสะใภ้บ้านใหญ่ก็มาเจอนางพอดีและเกิดการยื้อแย่งกันจึงเป็นเหตุให้ฉีหลินตกลงไปในร้องเขาหัวกระแทกและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ในตอนที่ยื้อแย่งกันอยู่นั้นน้องชายน้องสาวของสามีนางมาเจอพอดี จึงได้ช่วยกันผลักและแย่งโสมกลับมาได้ จึงสร้างความไม่พอใจให้สองสะใภ้บ้านใหญ่เป็นอย่างมาก

เรื่องราวทั้งหมดหวังฉีหลินที่มาจากอนาคตกำลังมองดูอยู่ด้วยความเคียดแค้น ช่างชั่วช้าเสียจริง คนพวกนี้หาดีไม่ได้ ชั่วช้าทั้งบ้าน แต่เธอจะทำอะไรได้เธอยังคงเป็นวิญญาณล่องลอยและเฝ้ามองดูอยู่เท่านั้น

“พวกเจ้า กล้าดียังไง เอาของของพวกข้าคืนมานะ”

“ของพวกท่านเหรอ ท่านแย่งมันจากพี่สะใภ้ของข้าและผลักนางตกเขาข้าจะไปแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านให้แจ้งทางการ”

เจ้าก็ลองดูสิ เจ้าคิดว่าพี่สะใภ้เจ้ามีปัญญาหรือ เอาโสมมาให้พวกข้า"

“ไม่ให้ อยากได้ก็ไปฟ้องร้องเอาสิเจ้าคะ”

“หนอยนังเด็กปากดี เพี๊ยะ” สะใภ้ใหญ่ฟาดมือเข้าที่หน้าของหยางเยว่เล่ออย่างแรง

“เอามานี่ น้ำหน้าอย่างพวกเจ้าไม่สมควรมีของล้ำค่าเอาไว้ครอบครองหรอก” สะใภ้รองกระชากโสมคนออกจากมือหยางเยว่เล่อ ถ้ายอมให้ตั้งแต่ทีแรกคงไม่ต้องเจ็บตัวหรอก

ส่วนหยางเฟยจินที่ลงไปช่วยพี่สะใภ้ที่ตกลงไปในร่องเขาขึ้นมาด้วยความทุลักทุเล พอพาร่างของพี่สะใภ้ขึ้นมาถึงก็เห็นน้องสาวกุมหน้าร้องไห้อยู่

“เยว่เล่อใครทำอะไรเจ้า สองคนนั้นรุมรังแกเจ้าใช่หรือไม่ ”

“พี่รอง พวกนั้นแย่งโสมของพี่สะใภ้ไปแล้วเจ้าค่ะ พวกนางเอาของที่พี่สะใภ้หามาด้วยความยากลำบากไปแล้ว ทำไมคนพวกนั้นต้องทำกับครอบครัวของเราเช่นนี้”

“พวกนั้นคงเห็นว่าพี่ใหญ่บาดเจ็บและหาเงินเข้าบ้านไม่ได้และไม่จำเป็นต้องเกรงใจพวกเราซึ่งปกติพวกเขาก็ไม่เห็นหัวบ้านสองอย่างพวกเราอยู่แล้วถึงพวกนางรังแกเราพี่น้องแล้วอย่างไร ลุงใหญ่กับป้าสะใภ้ใหญ่ย่อมถือหางพวกเขาอยู่แล้ว เผลอ ๆ ยังเห็นดีเห็นงามไปกับพวกเขาด้วย”

“คงเป็นเช่นนั้น พี่รองรีบเดินเถอะเจ้าค่ะ พี่สะใภ้เลือดออกเยอะมาก พวกนางสองคนใจดำอำมหิตผลักพี่สะใภ้ตกร่องเขาเพียงเพราะต้องการแย่งชิงโสมของนาง ถ้าหากเรามาไม่ทันไม่เพียงแต่จะเสียโสมไปเท่านั้น พี่สะใภ้จะเป็นเช่นไรข้าไม่อยากคิด”

"เกิดอะไรขึ้นกับพี่สะใภ้ของเจ้ากัน เยว่เล่อทำไมพี่สะใภ้ของเจ้าถึงอยู่ในสภาพแบบนี้"

"ฮึก ท่านแม่ พี่สะใภ้ถูกสะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองบ้านท่านลุงผลักตกร่องเขาเจ้าค่ะ แถมพวกนางยังแย่งเอาโสมของพี่สะใภ้ขุดได้ไปด้วยเจ้าค่ะ"

"ทำไมพวกเขาถึงร้ายกาจได้เพียงนี้ แล้วมีใครไปตามหมอหรือยังพี่รองของเจ้าไปไหน"

"พี่รองกำลังไปตามหมอเจ้าค่ะ"

“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ ตื่นสิท่านแม่ ฮึก ฮือ ท่านแม่” สองแฝดประสานเสียงกันร้องไห้ดังลั่นบ้าน

ทางด้านบ้านสายหลักที่ตอนนี้นางหลินและสองลูกสะใภ้กำลังปรึกษาหารือเกี่ยวกับโสมที่แย่งมาจากหวังฉีหลินว่าจะนำไปขายที่ไหนดี

“ท่านแม่เจ้าคะหากว่าบ้านท่านอามาโวยวายเรื่องนังฉีหลินล่ะเจ้าคะ พวกเราจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ” สะใภ้ใหญ่

“ เหอะ มาโวยวาย โวยวายเหรอโวยวายเอาอะไร น้ำหน้าอย่างน้องรองน่ะหรือจะกล้าอย่าลืมสิว่าผู้นำตระกูลตอนนี้คือท่านพ่อของพวกเจ้า”

“เจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าแค่กลัวว่าท่านอาจะมาโวยวายเดี๋ยวจะหาว่าข้ารังแกลูกสะใภ้บ้านสอง”

“เรื่องนี้พวกเจ้าไม่ต้องกังวลข้าจัดการเอง ตอนนี้พ่อของพวกเจ้ายังอยู่ที่ทุ่งนาส่วนอารองของพวกเจ้าก็คงอยู่ที่ทุ่งนาหวังว่าจะไม่มีใครคาบข่าวไปบอกหรอกนะ”

“เช่นนั้นข้าไปทำอาหารไปส่งที่ทุ่งนาก่อนนะเจ้าคะ ไปกันเถอะสะใภ้รอง”

ทางด้านวิญญาณของหวังฉีหลินที่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้แต่ก่นด่าบ้านสายหลักถึงความชั่วที่พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้รู้สึกผิดในสิ่งที่ตัวเองได้กระทำ

ทางด้านหยางเฟยเทียนที่ตอนนี้นอนป่วยไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ได้แต่นอนมองภรรยาของตัวเองนอนไม่ได้สติอยู่บนเสื่อที่ปูอยู่บนพื้นห้อง

เขาได้แต่เสียใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือภรรยาได้ ยามนี้ครอบครัวกำลังลำบากเขาเองไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้หากว่าภรรยาของเขาเป็นอะไรไปตัวเขาเองยามนี้ก็ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้ เมื่อมองดูลูกน้อยร้องไห้ใจของคนเป็นพ่อนับว่าเจ็บปวดเป็นอย่างมาก

“หลีกทางให้ข้าได้ดูคนเจ็บหน่อย”

“ท่านหมอรบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ ช่วยดูลูกสะใภ้ของข้าด้วย โปรดช่วยนางด้วยเจ้าค่ะ”

“เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้วข้าจะทำให้เต็มที่”

“เฟยจิน ไปตามพ่อของเจ้ามาวันนี้แม่จะไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว” นางฟางเหนียงบอกลูกชายทั้งน้ำตา

“ขอรับท่านแม่ ข้าเองก็จะไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว ข้าเห็นกับตาว่าพวกนางสองคนผลักพี่สะใภ้”

ฉีหลินที่เป็นวิญญาณมองดูคนเหล่านี้ด้วยความสงสารหากเป็นเธอแล้วล่ะก็เธอจะไม่ยอมให้สองคนนั้นมารังแกเอาง่าย ๆ คนชั่วช้าแบบนี้ร้ายมาจะต้องร้ายกลับ กตัญญูอะไรกันคนแบบพวกนั้นสมควรจะได้รับหรือ

“เจ้าจะดูอีกนานไหม ทำไมยังไม่รีบเข้าร่างของเจ้าไปอีก” ชายชราผู้ทำงานผิดพลาดได้โผล่มาอย่างเงียบ ๆ

“อ๊ะ คุณตา มาก็ดีแล้วค่ะไหนว่าอีก 7 วันไงคะ แล้วทำไมหนูตายก่อนเวลาหนูยังไม่ได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่อยากทำเลยนะ แถมตายแบบศพไม่สวยด้วยบอกมานะคะว่าจะชดใช้ให้หนูยังไง ทำไมไม่รักษาคำพูดล่ะคะคุณตา”

“ใจเย็น ๆ นางหนู เอาเป็นว่าข้าขอโทษตอนนี้ข้าได้ชดเชยให้เจ้าแล้ว มิติของเจ้ากว้างใหญ่ขึ้นและแถมน้ำพุจิตวิญญาณให้เจ้าด้วย น้ำพุจิตวิญญาณมีสรรพคุณในการรักษาโรคได้ เจ้าพอใจหรือยัง”

“ยังค่ะยังไม่พอแล้วเงินล่ะ เงินน่ะส่งหนูมาในที่แบบนี้คุณตาก็เห็นแล้วนี่พวกคนชั่วนั้นยึดเงินไปหมดอะไรก็เข้าส่วนกลาง ๆ มันใช่ที่ไหนแบบนี้มันเอาเปรียบกันชัด ๆ ทำไมคนพวกนี้กตัญญูไม่ลืมหูลืมตา ทำไมไม่แยกครอบครัวกันเล่า ไม่ได้ดั่งใจเลย”

“เอาเถอะ ๆ เจ้าก็ไปจัดการเองก็แล้วกัน ส่วนเงินของเจ้าที่เหลือข้าได้เปลี่ยนเป็นเงินของโลกนี้ให้แล้วมันคงจะพอช่วยเจ้าได้”

“ขอบคุณค่ะ มีเท่านี้หรือคะ”

“เอาไว้ถึงเวลาอันสมควรข้าจะส่งตัวช่วยมาให้นะ ”

“แล้ววิญญาณของฉีหลินคนเดิมล่ะคะคุณตาจะทำยังไง”

“นางหมดหน้าที่แล้วในโลกนี้นางเพียงแค่ทำหน้าที่รักษาร่างกายของเจ้าเอาไว้เท่านั้น ในเมื่อเจ้ากลับมาแล้วก็ถือว่าหมดหน้าที่ของนาง”

“อ่อ ค่ะ ค่อยยังชั่วหนูไม่อยากมาแย่งร่างกายของใครนะคะ มันรู้สึกไม่ดี”

“ไป ๆ ไปเข้าร่างของเจ้าได้แล้ว จะมาเสียเวลาพูดอะไรมากมาย”

ชายชราผลักฉีหลินเข้าร่างและจากไปทันที พอดีกับที่หมอตรวจชีพจรของนางเรียบร้อยเมื่อเห็นว่าคนเจ็บมีอาการอ่อนเพลียเพราะเสียเลือดมากนอกจากนั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

“วางใจเถอะลูกสะใภ้เจ้าไม่เป็นไรมาก ให้นางนอนพักมาก ๆ นางเสียเลือดไปเยอะให้นางกินอาหารบำรุงร่างกายและกินยาไม่กี่เทียบก็หายแล้ว”

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านหมอ ค่ารักษาเท่าไหร่เจ้าคะ”

“รวมค่ายาด้วยก็ 3 ตำลึง พวกเจ้ามีเมื่อไหร่ค่อยเอาไปจ่าย ข้าเข้าใจว่าตอนนี้ครอบครัวของเจ้ากำลังลำบาก แถมพี่สะใภ้ของพวกเจ้าก็เห็นแก่ตัวยังกับอะไรดี”

“ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านหมอ”

หลังจากที่ทุกคนออกจากห้องไปหมดแล้วหวังฉีหลินได้ลืมตาขึ้นมาถึงแม้จะมีอาการปวดหัวอยู่บ้าง แต่ความแค้นครั้งนี้เธอจะต้องเอาคืนให้สาสมในเมื่อตอนนี้เธอคือหวังฉีหลินที่ไม่เหมือนหวังฉีหลินคนก่อน รอก่อนเถอะพวกเจ้าทั้งหลาย

“พวกคนชั่วช้า ข้ามาแล้ว เตรียมตัวเอาไว้ให้ดี ฉีหลินคนนี้จะตอบแทนพวกเจ้าอย่างสาสม” หลังจากพูดพึมพำเสร็จก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED