ฉันเผลอสตั๊นไปหลายนาทีเลยทีเดียว พอเห็นหน้าเหวอๆ ของฉันพี่เขาก็ถึงกับหัวเราะออกมาดังลั่น
“มุขนี้ของพี่จดลิขสิทธิ์ป่ะเนี่ย”
“มันดีใช่มั้ยล่ะ” พี่เขาถามยิ้มๆ ขณะเอื้อมมือมารับเหรียญจากฉันที่นับครบจำนวนค่าโดยสารแล้ว
“หนูขอยืมไปเล่นกับเพื่อนหน่อยนะ” แม้ว่าจะเก็ตมุขช้าไปหน่อยแต่ฉันก็ยอมรับมามันกวนดี ถ้าเอาไปเล่นกับคนที่ไม่สนิทคงมีเหตุการณ์เอาเท้าเสยปากกันบ้างแหละ
หลังจากที่จ่ายค่าโดยสารเสร็จฉันก็เปิดประตูเข้าบ้านของตัวเอง พี่วินมอเตอร์ไซค์เองก็ขับรถออกไปไกลแล้ว ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมฉันถึงกล้าเล่นกับคนแปลกหน้า เพราะนิสัยส่วนตัวของฉันค่อนข้างจะเข้ากับทุกคนได้ทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กพึ่งเกิดยันศพที่นอนในโลง
พ่อเคยเล่าให้ฟัง ว่าท่านเคยพาฉันในตอนที่เป็นเด็กน้อยไปงานศพคนสนิท แล้วฉันดันเดินไปนั่งคุยกับโลงศพอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทุกคนในงานต่างพากันกลัว เพราะนึกว่าฉันเห็นผี แต่จริงๆ คือไม่ใช่หรอก ฉันแค่เหงาปาก อยากฝอย และตั้งแต่นั้นมาพ่อก็ไม่เคยพาฉันไปเหยียบงานศพใครอีกเลย
แต่ช่างเรื่องในอดีตของฉันดีกว่า เรื่องปัจจุบันแซ่บซี๊ดกว่าเยอะเลย
“คนสวยกลับมาแล้วจ้าาาาา~” เวลากลับถึงบ้านทีไรฉันมักจะพูดแบบนี้เสมอ
“เงียบๆ” แล้วก็จะโดนพี่แบล็คดุแบบนี้ประจำ พี่แบล็คก็คือพี่ชายของฉันเอง เป็นขาโหดประจำบ้านที่หน้าตาหล่อแบดบอย อีกทั้งยังเปิดร้านสักเป็นอาชีพเสริมในระหว่างเรียนมหา’ลัยด้วย
“อย่าดุน้อง น้องกลัว” ฉันแกล้งเบ้หน้าเหมือนจะร้องไห้ ดวงตาคมของพี่แบล็คตวัดมามอง ก่อนที่พี่เขาจะส่ายหน้าไปมา
“อีกสองอาทิตย์มีสอบกลางภาคไม่ใช่เหรอ รีบขึ้นไปอ่านหนังสือสิ” นี่ไง เอะอะๆ ก็ไล่ให้ฉันไปอ่านแต่หนังสือ พี่แบล็คไม่รู้บ้างหรือไงว่าหนังสือเรียนก็เปรียบเสมือนยานอนหลับ ไม่เอาหรอก ฉันยังไม่อยากนอนตอนนี้
“ระดับนี้แล้วไม่ต้องอ่านให้เสียเวลาหรอกพี่แบล็ค”
“ทำไม? สอบผ่านแน่ๆ งั้นสิ” พี่แบล็คย้อนถาม พลางเลิกคิ้วขึ้นสูง นี่พี่เขาเป็นพี่ชายฉันจริงๆ หรือเปล่าเนี่ย ทำไมช่างไม่รู้เลยว่าน้องสาวตัวเองเรียนเป็นยังไง
“ไม่ติดศูนย์ก็ให้มันรู้ไปสิ ฮ่าๆๆๆๆ” ฉันระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น พี่แบล็คถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างเหนื่อยใจ จริงๆ แล้วผลการเรียนของฉันถือว่าค่อนข้างเอนเอียงไปทางไม่เอาไหน
ฉันเป็นผู้หญิงประเภทสวยใสไร้สมอง เพื่อนหลายคนว่าฉันมาแบบนี้ แต่ฉันก็หน้าหนาพอที่จะไม่แคร์คำพูดเหล่านั้น เราโง่ก็โง่ที่ตัวเรา ไม่ได้ไปนั่งโง่บนหัวใครสักหน่อย
แม่นบ่ล่ะ?
“จริงจังบ้างนะไวท์ อยู่มอห้าแล้วนะ เดี๋ยวก็ขึ้นมอหกแล้ว ถ้ายังมัวแต่เล่นๆ เรียนๆ แบบนี้จะสอบเข้ามหา’ลัยติดได้ยังไง”
คำพูดของพี่แบล็คที่พูดออกมาอย่างยาวเหยียดทำให้ฉันแทบอยากจะวิ่งเข้าไปในครัวแล้วหยิบมีดมาแทงตัวเองซ้ำๆ มันจุกและเจ็บปวดไปถึงขั้วหัวใจทั้งห้องซ้ายและห้องขวา
แม้ว่าพี่แบล็คจะดูท่าทางไม่เอาไหน แต่พี่เขาก็ค่อนข้างเรียนเก่งมากเลยทีเดียว
“พูดมาซะขนาดนี้กระโดดถีบหน้าหนูเลยเถอะ” ฉันพูดประชดประชันเล่นๆ ไม่ได้จริงจัง แต่พี่แบล็คนี่สิ ตั้งท่าจะกระโดดเข้าหาฉันอยู่แล้ว
“น้องขอมางั้นพี่จัดให้”
“เดี๋ยว!! หนูพูดเล่น” ฉันรีบขยับถอยห่าง และร้องห้ามพี่แบล็คเสียงดัง รอยยิ้มร้ายกระตุกขึ้นที่มุมปากหนาของพี่เขา
“พี่ไปดูร้านละ ไวท์อย่ามัวแต่เล่น ทำตามที่พี่บอกซะไม่งั้นจะฟ้องพ่อ”
ได้ทีแล้วขู่ใหญ่เลยนะ ก็แค่พ่อ คิดว่าฉันกลัวเหรอ?
“จะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยค่ะ” ใช่...ฉันกลัว พ่อของฉันเป็นบุคคลที่ไม่น่าเล่นด้วย ถ้าหือกับพ่อเมื่อไหร่ มีหวังวันดีคืนดีพ่อคงเอาตัวอะไรต่อมิอะไรมาปล่อยในห้องฉันแน่ๆ
มันเคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอยู่ครั้งหนึ่ง ก็คือว่าพี่แบล็คชวนเพื่อนมากินเหล้าที่บ้านแล้วไม่ยอมเก็บอะไรให้เรียบร้อย พอทุกคนเมาก็พากันเข้าไปนอนสลบไสลอยู่ในห้องของพี่แบล็ค เมื่อพ่อกลับมาแล้วเห็นว่าสภาพบ้านตัวเองเละเทะพ่อก็จัดเลยให้เลย
ท่านเดินไปขอยืมงูที่บ้านข้างๆ เลี้ยงเอาไว้มาปล่อยในห้องของพี่แบล็ค คืนนั้นทั้งคืนทุกคนที่นอนอยู่ในห้องก็เลยถูกงูเลียปากกันถ้วนหน้า
แต่งูตัวนั้นไม่มีพิษหรอก มันน่าร๊ากกกก
“ดี ถ้าพ่อรู้ว่าไวท์ดื้อในห้องอาจจะไม่ได้มีแค่งู” พี่แบล็คพูดขู่ฉันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างสูงของพี่เขาจะเดินออกจากบ้านไป
ฉันรับปากไปอย่างนั้นแหละ แต่พอขึ้นมาบนห้องฉันก็นอนเล่นเกมอยู่ดี
ฉันเป็นคนที่ติดเกม และที่สำคัญคือติดผู้ชายด้วย เปิดไมค์วนไปค่ะ...
-หลายวันผ่านไป-
เมื่อไม่กี่วันที่แล้วฉันพึ่งจะสอบกลางภาคเสร็จ วันนี้ก็เป็นวันที่ผลคะแนนออกพอดี ฉันมายืนชะเง้อคอมองอยู่ตรงบอร์ดหน้าห้องประชุม ไม่ต้องมองไล่สายตาให้เสียเวลา เพราะยังไงอันดับของฉันมันก็อยู่เกือบสุดท้ายเหมือนเดิม
คนที่สอบได้คะแนนอันดับสุดท้ายก็คือลอเรียล ส่วนอันดับรองลงมาก็คือไวโอ ถือว่ายังโชคดีหน่อยที่อย่างน้อยฉันก็ได้รองอันดับสามของที่สุดท้าย
รู้ถึงไหนก็อายถึงนั่น
“ไปลงทะเบียนซ่อมกันเลยป่ะ” พวกเราทั้งสามคนเดินคอตกกันออกมา ความพยายามอยู่ที่ไหน ความฉิบหายอยู่ที่นั่น ถึงแม้ว่าเราทั้งสามจะพากันอ่านหนังสือและติวกันแทบเป็นแทบตายแต่ยังไงผลมันก็ออกมาเป็นเหมือนเดิม
ทั้งกลุ่มของฉันไม่มีใครเรียนเก่ง มันก็เลยไม่แปลกที่จะเป็นแบบนี้ คนอื่นสุมหัวติวหนังสือเพื่อช่วยกันให้สอบผ่าน แต่สำหรับพวกเราสุมหัวติวเพื่อให้สอบตกเป็นเพื่อนกัน
บันเทิงจังเลยเนอะชีวิตพวกฉัน
“สอบตกอีกแล้วเหรอสโนว์ไวท์” เสียงพูดเยาะเย้ยถูกเปล่งออกมาจากปากบางของคู่อริฉัน เธอมีชื่อว่าโซเฟีย
“อืม” ฉันยอมรับออกไปง่ายๆ และนั่นมันก็ทำให้เธอหัวเราะเยาะฉันออกมาทันที
“เส้นตื้นเนอะ แค่นี้ก็ขำ” ไวโอพูดพลางเบะปากและกรอกตาไปมา เสียงหัวเราะของโซเฟียหยุดลง ดวงตากลมโตของเธอจ้องมาที่ฉันอย่างจิกกัด
“ก็แบบนี้แหละนะ วันๆ เอาแต่วิ่งไล่ตามผู้ชาย คะแนนสอบมันก็เลยออกมาแบบนี้แหละ!”
คนเรียนเก่งก็ใช่ว่าจะเพอร์เฟ็กต์ เพราะจากคำพูดคำจาของโซเฟียมันทำให้ฉันรู้ว่าคนเก่งก็มีสมองที่ต่ำช้าได้เหมือนกัน
เก่งแล้วโชว์เหนือ คอยเหยียบย่ำคนอื่นที่ด้อยกว่าจนจมดิน แบบนี้มันไม่ใช่พฤติกรรมที่ดีเท่าไหร่หรอกนะ
“แล้วฉันไปวิ่งตามผู้ชายบนหัวเธอเหรอ” ฉันย้อนถามกลับเสียงนิ่ง
“นี่เธอ!!”
“โอ้ยหนวกหู!!” พวกเราทั้งสามคนผสานเสียงกันออกมาอย่างพร้อมเพียง นิ้วชี้ทั้งสองข้างก็ยกขึ้นอุดหูของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะเดินชนไหล่ของโซเฟียเพื่อออกมาจากตรงนั้น
“สวยไม่เท่าอย่าเห่าดัง” แต่ก่อนจะไปฉันก็ได้หันไปแซะเธอเล็กน้อย โซเฟียอ้าปากพะงาบๆ เหมือนจะด่า แต่พวกฉันก็ชิ่งหนีออกมาจากตรงนั้นซะก่อน
หลังจากที่ลงทะเบียนซ่อมและจัดการอะไรเรียบร้อยพวกเราก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ฉันเดินเข้าบ้านมาด้วยอาการเหงาหงอย คอตกจนแทบจะชิดอยู่ที่อก
“ฉันนี้ไม่ตระโกนว่าคนสวยกลับมาแล้วหรือไง” พี่แบล็คที่นั่งดูโทรทัศน์อยู่เอ่ยทักขึ้นมา
“ถ้าบอกอะไรไปจะโกรธหนูมั้ย” ฉันเดินเข้าไปนั่งข้างๆ พี่เขา พร้อมกับถามอย่างหยั่งเชิง
“โกรธ”
นี่ขนาดฉันยังไม่ทันพูดบอกอะไรเลยนะ วอนพี่แบล็คได้โปรดใจเย็นๆ
“ยังไม่ทันพูดเลย”
“ไวท์สอบตกใช่มั้ยล่ะ” พี่แบล็คย้อนกลับมาทันควัน พี่ชายฉันนี่ฉลาดใช่เล่นเลยนะ
“รู้ได้ไง” คิ้วของฉันขมวดเข้าหากันอย่างงงงวย
“สายรายงานมา” สายที่พี่แบล็คหมายถึงก็คงจะเป็นเด็กในโรงเรียนที่สนิทกับพี่แบล็คนี่แหละมั้ง หูตาไวยิ่งกว่าสับประรด
“หนูพยายามแล้วนะพี่แบล็ค แต่เรียนเท่าไหร่มันก็ไม่เคยเข้าหัวหนูเลย” ฉันโอดครวญอย่างน่าสงสาร เพราะมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ถ้าเรียนไม่รู้เรื่องต่อให้อ่านหนังสือสอบแทบตายยังไงมันก็ไม่รู้เรื่อง
“งั้นเดี๋ยวพี่จะหาครูสอนพิเศษเก่งๆ ให้” แค่ได้ยินคำว่า ‘ครูสอนพิเศษ’ ฉันก็แทบจะเอาหัวโหม่งพื้นตายแล้ว
“ขอผู้ชายหล่อๆ นะ” ฉันบอกจุดประสงค์ของตัวเองให้พี่แบล็ครับรู้ ก่อนหน้านี้พ่อก็เคยหาครูสอนพิเศษมาให้ แต่แบบ...เป็นผู้ชายตัวแห้งๆ ใส่แว่นหนาเตอะ ผมนี่เรียบแปล้จนฉันสงสัยว่าวันๆ หนึ่ง เขาใช้เจลทาผมครั้งละกี่กระปุก
“เออ เดี๋ยวจัดให้”
ฉันไม่รู้ว่าพี่แบล็คพูดจริงหรือพูดเล่น แต่ถ้าได้ก็ดี…
-วันต่อมา-
“เดี๋ยวพรุ่งนี้ครูสอนพิเศษจะมานะ” พี่แบล็คเดินมาบอกฉันที่กำลังนอนเล่นเกมอยู่บนโซฟาหน้าโทรทัศน์ วันนี้เป็นวันหยุดสิ่งที่ฉันทำทั้งวันก็มีแต่กิน นอน แล้วก็เล่น
“ทำไมเร็วจังล่ะคะ หนูยังไม่พร้อม” ฉันดีดตัวลุกขึ้นนั่ง พึ่งจะสอบเสร็จแท้ๆ ฉันก็อยากจะหาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองบ้าง ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ต้องมาเรียนพิเศษ มันเป็นอะไรที่วัยรุ่นอย่างฉันโคตรเซ็ง
“ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม พี่อุตส่าห์ไปหามาให้ได้แล้ว” น้ำเสียงของพี่แบล็คค่อนข้างที่จะเกรี้ยวกราดเลยทีเดียว ทำไมพี่เขาต้องดุฉันด้วย ไม่เข้าใจเลยจริงๆ
รู้สึกจะงอนขึ้นมาละเนี่ย
“เชอะ!” ฉันสะบัดหน้าหนี พลางลุกพรึบขึ้นยืน แล้วเดินตรงไปที่บันได
“ไม่กินข้าวใช่มั้ย วันนี้มีเค้กช็อกโกแลตด้วย ดี! จะได้โยนทิ้งถังขยะ”
เท้าของฉันหยุดชะงักโดยอัตโนมัติ งอนก็งอน ของโปรดก็อยากกิน ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เอาวะ!!
พรึบ!
“ขอบคุณค่า พี่แบล็คนี่น่ารักจังเลยเนอะ” เคยได้ยินไหมว่ากองทัพต้องเดินด้วยท้อง เรื่องงอนเอาไว้ก่อน เพราะเรื่องกินมันคือเรื่องใหญ่สำหรับฉัน
“ทีแบบนี้ล่ะเร็วจังนะ เค้กอยู่ในตู้เย็นกินเสร็จก็ขึ้นไปอ่านหนังสือ”
ฉันพึ่งจะเผยรอยยิ้มกว้างได้ไม่กี่วินาทีจู่ๆ ก็ต้องหุบยิ้มลงอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย
“อีกแล้วเหรอ” ฉันบ่นอุบพร้อมแสดงสีหน้าที่เบื่อหน่าย ต่อให้เอาหนังสือมาต้มกินความรู้ก็ไม่เข้าไปในหัวสมองฉันหรอก สวดมนต์ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะแต้มบาปของฉันมันมีสูงมาก
เฮ้อ~ เอายังไงกับชีวิตดีวะเนี่ย
“ให้ว่องให้ไว” พี่แบล็คนี่ก็เร่งจังเลย แต่ฉันก็ขัดอะไรไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ
“ค่าาา” ฉันได้แต่รับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินแยกเข้าไปในครัว มือบางเอื้อมเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบเค้กออกมานั่งทาน นี่แหละคือความสุขอันน้อยนิดของฉัน สุขที่ได้กิน และอ้วนให้ตัวแตก
เวลาเครียดก็ต้องกินเยอะๆ พอน้ำหนักขึ้น เอ้า! ก็เครียดอีก
ชีวิตนี้มีแต่ทุกข์...
งั้นข้าวไม่ต้องทานหรอก เดี๋ยวอ้วน (?)
ฉันนั่งกินเค้กไปยิ้มไปอยู่ในครัวคนเดียว หลังจากที่กินเสร็จก็เก็บทุกอย่างทิ้งขยะให้เรียบร้อย ก่อนจะขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเอง
ฉันเดินไปหยิบหนังสือที่อยู่ในชั้นภายในห้องนอนออกมา สภาพของมันค่อนข้างใหม่ทั้งๆ ที่ก็ซื้อมาเกือบหลายปีแล้ว ห้องของฉันเหมือนมีชั้นหนังสือไว้แค่วางประดับเฉยๆ แต่ก็ไม่เคยได้หยิบมาอ่านสักที
“ชาติที่แล้วเราคงทำเวรทำกรรมร่วมกันมาเยอะ” ฉันพึมพำออกมาสายตาก็กำลังมองจดจ้องไปที่หน้าปกหนังสือที่ตัวเองกำลังจับ
“กลับไปอยู่บนชั้นเหมือนเดิมเถอะ จะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลาน” แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วฉันก็วางมันกลับไปไว้ที่เดิม
ฟุบ...
ฉันล้มตัวนอนคว่ำไปบนเตียง พร้อมกับหลับตาลง
“อยากจะนอนแล้วตื่นขึ้นมาฉลาดจัง” แต่มันก็คงเป็นไปไม่ได้อยู่ดี สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนี้ก็มีแค่การละเมอและเพ้อฝัน
.:END SNOW WHITE PART:.
-ย้อนกลับไปเมื่อหลายวันก่อน-
.:NAVA PART:.
“นะนาวา มึงช่วยกูหน่อยเถอะเพื่อน กูไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้วจริงๆ”
หลังจากที่ผมเปิดประตูให้แบล็คมันเข้ามานั่งในห้อง เสียงพูดของมันก็ดังขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ตอนนี้เราสองคนอยู่ที่คอนโดของผมที่พึ่งจะซื้อและย้ายเข้ามาอยู่ได้ไม่นาน เพราะพึ่งจะได้รับการอนุมัติจากพ่อเพลิงและแม่ลาวา
พวกท่านคงจะเห็นว่าผมเริ่มโตขึ้น และสามารถดูแลตัวเองได้แล้วท่านจึงไม่ห่วงอะไรมาก แต่ยังไงซะวันหยุดผมก็ต้องกลับไปหาพวกท่านและนอนค้างที่บ้านอยู่ดี
เอาเป็นว่าหยุดพูดเรื่องของครอบครัวผมก่อนดีกว่า สิ่งที่ควรจะสนใจตอนนี้ก็คือคนที่อยู่ตรงหน้าผม
“มึงไม่จ้างครูสอนพิเศษล่ะวะ มีแต่คนเก่งๆ ทั้งนั้น เก่งกว่ากูด้วยซ้ำมั้ง” ที่แบล็คมันมาหาผมวันนี้ก็เพราะว่ามันจะให้ผมไปสอนพิเศษน้องสาวของมัน ผมยอมรับนะว่าจริงๆ ผมก็เรียนเก่ง แถมยังเรียนอยู่คณะครุศาสตร์ด้วย แต่ผมก็ไม่เคยไปสอนพิเศษใครที่ไหน มีแต่ติวให้เพื่อนๆ กันเท่านั้น
ถ้าอยากจะเรียนเก่งขึ้นจริงๆ สู้ให้แบล็คมันไปหาคนที่มีประสบการณ์มากกว่าผมไม่ดีกว่าเหรอ
“เพราะมึงทั้งหล่อทั้งเก่งไง”
“ห๊ะ?” ผมถึงกับทวนถามซ้ำเมื่อได้ยินประโยคนั้นหลุดออกมาจากปากของมัน ใช่ผมหล่อ เอออันนี้ก็ยอมรับ (?)
“น้องกูอุตส่าห์รีเควสมาเลยนะเนี่ย ว่าขอครูสอนพิเศษหล่อๆ”
เออเหตุผลแบบนี้ค่อยฟังเข้าท่าหน่อย ถุ้ย!!
“ต้องการคนหล่อให้ไปที่อื่น ต้องการคนหื่นให้มาทางนี้” แล้วผมก็ดันบ้าไปกับมันด้วยไง ไม่รู้แบล็คมันคิดยังไงถึงไว้ใจให้ผมอยู่ใกล้น้องสาวมัน
อันนี้ขอบอกเลยว่าผมไม่เคยเห็นหน้าค่าตาน้องสาวมันมาก่อน แม้ว่าเราจะเป็นเพื่อนกันมาเนิ่นนานหลายปีแล้วก็ตาม
สิ่งที่ผมรู้ก็คือไอ้แบล็คมันหวงน้องสาวมันมาก แทบจะไม่เคยพามาให้เพื่อนคนไหนรู้จักเลยด้วยซ้ำ
ก็แน่สิ ในเมื่อเพื่อนแต่ละคนแม่งนิสัยจังไรกันใช่ย่อย เกิดแบล็คมันเอาน้องสาวมาแนะนำคงจะได้เสียสาวทันใด
“ไม่ต้องมาพูดแบบนี้หรอก กูรู้ว่ามึงไม่ใช่คนแบบนั้น มึงไว้ใจได้เว้ยนาวา กูเชื่อใจมึง”
ทำมาเป็นเรียบเรียงคำพูดซะสวยหรู แต่สีหน้าของมันนี่เหมือนจะเกิดอาการลังเล
“แล้วแต่มึงนะ กูเตือนแล้ว”
ผมก็แค่พูดแหย่ๆ มันเท่านั้นแหละ ไม่ได้อยากจะคาบน้องสาวเพื่อนไปกินอะไรขนาดนั้นหรอก
น้องยังเด็ก เราเป็นพี่ก็ต้องเอ็นดูน้อง
“อย่ามาแกล้งหน้าม่อล่อตีน สรุปมึงจะช่วยกูมั้ยเนี่ย”
ผมนิ่งไปสักพัก ในหัวก็กำลังครุ่นคิดและไตร่ตรองทุกอย่างว่าจะเอายังไงดี
“น้องมึงนี่การเรียนอยู่ในระดับไหนวะ แบบว่า แย่หรือปานกลาง” ผมเอ่ยถามอย่างจริงจัง นี่ก็ถือว่าเป็นการสอบถามอย่างหนึ่ง ผมจะได้เตรียมตัวได้ถูกว่าจะเริ่มสอนน้องมันยังไง
“ไม่มีช้อยส์ให้กูเลือกมากกว่านี้เลยเหรอวะ”
ผมแทบจะสำลักน้ำลายตัวเองเมื่อได้ยินประโยคที่แบล็คเอ่ยออกมา
“น้องมึงเรียนแย่ขนาดนั้นเลยเหรอวะ” ผมถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ เพราะไอ้แบล็คเองก็เรียนเก่ง น้องสาวมันก็น่าจะไม่ถึงขั้นตกต่ำอะไรขนาดนั้นหรือเปล่า อย่างน้อยก็น่าจะพอมีเชื้อความเก่งของพี่ชายตัวเองติดตัวมาบ้างสักเล็กน้อย
“อย่าให้กูพูดละเอียดกว่านี้เลย กูปวดหัวเหมือนไมเกรนจะขึ้น” ไม่พูดเปล่า แต่มันกลับยกฝ่ามือขึ้นมากุมขมับของตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเครียดจริงๆ