“เธอว่าอะไรนะคิตเท็น?” ร่างสูงสง่าที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานใหญ่ทวนถามเสียงดังอย่างคนที่ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
“นี่! ฉันบอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เลิกเรียกฉันว่าคิตเท็น! ฉันชื่อเดียร์! ฉันเป็นคนไม่ใช่แมว!” คนแสนงอนกอดอกบอกน้ำเสียงสะบัด เขามักจะเรียกเธอว่าคิตเท็น (Kitten) ตั้งแต่เธอเป็นเด็กแล้ว ทั้งๆ ที่ชื่อเล่นของเธอชื่อ ‘เดียร์’ แม่บอกว่ามันแปลว่าที่รัก และแม้เธอจะชอบแมว แต่เธอไม่อยากเป็นแมวเสียเองโดยเฉพาะแมวน้อย เพราะมันดูไร้พิษสงอย่างไรก็ไม่รู้!
“ก็เธอทำตัวเหมือนแมวน้อยนี่” เขาว่าขณะที่ทอดสายตาอ่อนโยนมองร่างบางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้คนละฟากกับเขา มีโต๊ะทำงานใหญ่กั้นกลางระหว่างทั้งคู่อยู่
“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลย! ฉันไม่ได้ทำตัวเป็นแมวน้อยสักหน่อย ฉันโตแล้วนะออสติน! เลิกเรียกฉันอย่างนั้นเดี๋ยวนี้เลย!” เธอมองไม่เห็นความอ่อนโยนปนเอ็นดูที่ส่งมาให้ เพราะกำลังหงุดหงิดและโมโหกับสรรพนามที่เธอเพียรบอกให้เขาเลิกเรียกมาตั้งนาน “แล้วตกลงคุณจะช่วยฉันไหมเนี่ย?!”
“ฉันช่วยไม่ได้หรอกนะ ทำไมเธอไม่ไปขอให้แฟนเธอช่วยล่ะ?” เขาบอกแล้วยื่นมือไปหยิบแฟ้มงานที่อ่านค้างไว้ก่อนเธอจะเข้ามาขึ้นมาอ่าน ทำราวกับไม่ได้ใส่ในเรื่องร้องทุกข์ของอีกฝ่าย
“คุณก็รู้ว่าฉันไม่มีแฟน!” คนเล่นบทสาวน้อยเอาแต่ใจเริ่มงอแง นี่หากไม่จนหนทางจริงๆ ไม่มีทางที่เธอจะบากหน้ามาขอร้องเขาหรอกนะ เพียงแต่เห็นว่าเขาเป็นเหมือนพี่ชายคนหนึ่งเลยกล้าขอร้อง แล้วอีกอย่าง... คุณสมบัติเขานะมันตรงกับคนที่เธอกำลังต้องการให้มาช่วยพอดีน่ะสิ
“อืม... แล้วทำไมเธอต้องมาขอให้ฉันช่วยอะไรพิศดารขนาดนั้นด้วยล่ะ?” คนมากวัยกว่าถามอย่างไม่เข้าใจนัก อะไรทำให้เธอลุกมาขอให้เขาช่วยเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างนี้กันนะ
“ก็แหม...! อย่าถามมากได้ป่ะ?! บอกมาคำเดียวว่าจะช่วยหรือไม่ช่วยมันยากนักรึไง?!” หญิงสาวชักจะงอแงหนักข้อจนเขาต้องปรามด้วยเหตุผล
“นี่! เธอเป็นคนมาขอให้ฉันช่วยนะ แล้วฉันไม่มีสิทธิที่จะรู้เหรอว่าเธอมีเหตุผลจำเป็นอะไรที่ฉันจำเป็นต้องช่วยเหลือ... ถูกไหม?” เขาอธิบายอย่างใจเย็น จนอีกฝ่ายถอนหายใจฉุนๆ เพราะไม่อาจเถียงสิ่งที่เขาว่ามาได้
“ก็จริง” เธอบอกแล้วทิ้งกายลงพิงพนักเก้าอี้แรงๆ ก่อนยกมือกอดอกด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียด รู้สึกกระอักกระอ่วนชวนหงุดหงิดเมื่อต้องพูดในสิ่งที่เหมือนจะกระดากปากนั้นออกไป “คือ... ฉันแอบรักผู้ชายคนหนึ่ง”
“แล้วทำไมไม่ไปขอให้ผู้ชายคนนั้นช่วยเล่า?” ชายหนุ่มบอกน้ำเสียงหุดหงิดขึ้นมาติดหมัด เมื่อได้ยินว่าเธอมีใครบางคนอยู่ในใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หัวใจแข็งกระด้างเหมือนถูกบีบรัดด้วยมือที่มองไม่เห็น ก่อนโยนแฟ้มงานในมือลงบนโต๊ะเพื่อระบายอารมณ์
“ก็เขาไม่ชอบผู้หญิงไร้เดียงสาน่ะ! ไม่งั้นฉันจะบากหน้ามาขอร้องคุณทำไมกันเล่า?!” หญิงสาวบอกเสียงเอาแต่ใจตามประสาลูกคนเล็กแถมยังเป็นลูกหลงเสียด้วย “ตกลงคุณจะช่วยฉันหรือเปล่าเนี่ยออสติน?”
“ไม่” เขายกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดต้นขาอีกข้าง แล้วประสานมือวางไว้บนตักเมื่อตอบปฏิเสธเธอด้วยน้ำเสียงจริงจัง คนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือกลอกตามองบนก่อนผุดลุกขึ้นยืน
“ทำไม! ฉันคิดว่าคุณน่าจะชอบเรื่องพวกนี้เสียด้วยซ้ำนะ เห็นคุณควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้ากันสักอาทิตย์!” คนขี้งอนประชดอย่างหมั่นไส้ เมื่อเพื่อนของพี่ชายยักท่าไม่ยอมช่วยเหลือ “ทีนี้กับผู้หญิงคนอื่นคุณยังทำได้! แล้วทำไมกับฉันคุณทำไม่ได้? คิดดูสิ... ว่างานนี้คุณมีแต่ได้กับได้ อาจจะต้องเสียเวลาเล็กน้อยในการสอนฉันเท่านั้นเอง”
“ฉันว่าเธอควรจะเก็บพรหมจรรย์ไว้ให้คนที่เธอรักไม่ดีกว่าเหรอคิตเท็น?”
“ก็คนที่ฉันรักเขา เขาไม่ได้ต้องการผู้หญิงเวอร์จิ้นนี่! เขาต้องการผู้หญิงมากประสบการณ์เข้าใจไหม?” หญิงสาวยกมือขึ้นกอดอกด้วยท่าทีขัดใจ
“ถ้าเขาไม่สามารถรักเธอได้อย่างที่เธอเป็น ก็แสดงว่าเขาไม่คู่ควรกับเธอหรอกนะ” ชายหนุ่มพยายามที่จะทำตัวเป็นพี่ชายแสนดีโดยการเตือนสติคนที่ดื้อดึงสุดโต่ง ด้วยรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าเป็นพวกที่เรียกได้ว่ารักแรงหลงแรง หากตั้งใจจะทำอะไรแล้วก็มักจะทำทุกอย่างเพื่อให้ไปถึงจุดมุ่งหมายที่วางไว้ชนิดที่ใครก็ไม่สามารถฉุดหรือขวางทางได้
“แต่ฉันรักเขา! ฉันต้องการเขา! เพราะฉะนั้นฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เขามา! และคุณต้องช่วยฉันด้วย!” ร่างบางเดินอ้อมโต๊ะทำงานมาหยุดอยู่ข้างเก้าอี้ทำงานของเขา ก่อนนั่งคุกเข่าลงข้างๆ แล้วใช้มือทั้งสองเกาะท่อนแขนแข็งแรงของเขาเอาไว้ พร้อมทั้งส่งสายตาวิงวอนไปให้อีกต่างหาก “นะคะออสติน ฉันรู้ว่าคุณเจนจัดในเรื่องนี้แค่ไหน ดูจากปริมาณผู้หญิงที่คุณบริโภคต่อเดือนน่ะ แล้วคุณก็เป็นคนเดียวที่ฉันไว้ใจให้สอนฉันในเรื่องนั้นด้วย”
“ปิศาจอย่างฉันไม่ใช่คนที่เธอควรจะไว้ใจหรอกแมวน้อย” ดวงตาเขาพยายามส่งสัญญาณเตือนให้เธอได้รับรู้ ว่าคนอย่างเขาไม่ใช่ประเภทที่เธอไว้ใจได้ เพราะหากเขาได้ลิ้มลองเนื้อหวานๆ ของแมวน้อยช่างอ้อนอย่างเธอแล้ว บางที... เขาอาจจะไม่ยอมปล่อยมือจากเธอ และอาจจะเผลอขย้ำเธอให้แหลกคามือก็เป็นได้ แต่เขาไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น... เธอสดใสและบริสุทธิ์เกินไป “กลับไปได้แล้วเดียร์ ต่อให้เธอทำยังไงฉันก็ทำใจบริโภคผู้หญิงจืดชืดอย่างเธอไม่ลงหรอก”
“ฮึ!” คนช่างเอาแต่ใจถอนฉุน ก่อนผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงที่ก็มีอยู่น้อยกว่าเขาหลายเท่า คำพูดดูถูกของเขาทำให้เธอนึกอยากจะฮึดสู้ขึ้นมาอย่างประหลาด หมายมาดจะเอาชนะเขาให้จงได้ “คอยดูเถอะ! ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อให้คุณสอนมันให้ฉันให้ได้เลย!”
มือหนายกขึ้นกุมขมับอย่างคนคิดหนักทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบแล้วหมุนตัวเดินฉับๆ ออกไปนอกห้องทำงานของเขาอย่างไม่ยอมให้เขาได้ทัดทานอะไรได้อีก มาตอนนี้ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองพลาดไปถนัดใจเมื่อคิดว่าการใช้คำพูดดูถูกจะทำให้เธอล่าถอยไปได้ แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าเธอนึกฮึดที่จะเอาชนะเขาเสียอย่างนั้น แล้วอย่างนี้เขาจะต้องรับมือกับความเจ้าแผนการของอีกฝ่ายได้อย่างไรกันหนอ... เมื่อใจเขาร่ำๆ อยากจะกระโจนเข้าไปลากเธอขึ้นเตียงเพื่อเป็นอาหารอันโอชะของปิศาจร้ายอย่างเขาเจียนจะขาดใจอยู่แล้ว?
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“เข้ามา” คนที่เพิ่งจะปวดหัวกับฤทธิ์เดชของสาวสวยที่อ่อนวัยกว่าเขาถึงสิบปีเอ่ยอนุญาตคนที่มายืนเคาะประตูห้องทำงานของตน ทันทีที่ได้รับอนุญาตหนุ่มสเปนหน้าตาคมคายไม่แพ้คนเป็นนายนามว่าแซมมวล วิเซนเต้ก็เดินเข้ามา
“ทะเลาะอะไรกับคุณเดียร์หรือครับ? เห็นเธอเดินหน้าตูมออกไป” แซมมวลถามได้อย่างสนิทปาก เพราะทำงานกับเจ้านายมานานและก็พอจะรู้จักกับน้องสาวเพื่อนสนิทของเจ้านาย ซึ่งพักหลังๆ ดูจะได้เจอกันบ่อยเนื่องจากฝ่ายนั้นมาเรียนต่อปริญญาโทที่ไมอามีอันเป็นเมืองที่เจ้านายใช้เป็นที่พำนัก
“ช่างเถอะ” คนเป็นนายโบกมืออย่างต้องการจะบอกว่าไม่อยากจะพูดเรื่องนี้กับใครทั้งนั้น ก่อนรีบเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่นายมีอะไร?”
“นายโฆเซ่ กัสตาโวโทร.มาครับ” แซมมวลรายงาน เมื่อมาเฟียชาวคิวบาที่ย้ายมาอาศัยในไมอามีโทร.สายตรงมาหาเจ้านายของเขา “ผมโอนสายเข้ามาให้แล้ว”
“ขอบใจ” คนเป็นนายบอกกับลูกน้องคนสนิท ก่อนเอื้อมมือไปถือกระบอกโทรศัพท์มาแนบหู “สวัสดีครับคุณกัสตาโว ต้องขอโทษด้วยนะครับที่รับสายช้า พอดีผมติดธุระกับคู่ค้าอยู่”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเข้าใจ... นักธุรกิจใหญ่ก็อย่างนี้ มีงานรัดตัว” โฆเซ่บอกอย่างคนที่รอบจัดไม่แพ้กัน ก่อนที่จะเปิดประเด็นธุระที่ทำให้เขาต้องโทร.มาในวันนี้ “แต่ถึงจะอย่างนั้นคุณก็ยังเสียสละอันมีค่าแวะมาหาผมถึงที่ผับ ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไรจะให้ผมรับใช้เหรอครับ?”
“อย่าเรียกว่ารับใช้เลยครับ เรียกว่าร่วมทำธุรกิจกันจะดีกว่า” หนุ่มอเมริกันบอกกับหนุ่มใหญ่จากคิวบาด้วยน้ำเสียงติดตลกนิดๆ
“ร่วมธุรกิจ? ทำไมล่ะครับ? ในเมื่อพ่อของคุณก็เป็นเจ้าของสถานบันเทิงหลายแห่งทั้งในฟลอริด้าและลาสเวกัส แถมคุณเองก็ยังเป็นเจ้าของบริษัทเรือเดินสมุทรที่ใหญ่ติดอันดับต้นๆ ของอเมริกาอีกด้วย?” โฆเซ่แสร้งทำน้ำเสียงฉงนราวกับไม่เข้าใจความนัยที่อีกฝ่ายส่งมาให้
“ไม่เอาน่า... คุณกัสตาโว! คุณก็รู้ว่าผมไม่ได้หมายถึงธุรกิจสถานบันเทิงที่คุณเป็นเจ้าของอยู่” ปิศาจแห่งไมอามีเริ่มวาดลวดลายในการเจรจา “เด็กที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจยังรู้เลยว่านับประสาผับเพียงไม่กี่แห่งที่คุณมีอยู่ในครอบครองน่ะมันไม่สามารถทำให้คุณร่ำรวยเป็นกอบเป็นกำอย่างนั้นได้หรอก ผมทราบมาว่าคุณมีธุรกิจลับๆ อย่างอื่นที่ทำเงินได้ดีกว่าสถานบันเทิงของคุณ แต่ที่ผมโทร.มาเนี่ยไม่ใช่เพราะต้องการแบล็กเมล์คุณหรอกนะครับ เพียงแต่ผมเองก็กำลังสนใจรายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ อันนี้เหมือนกัน เลยอยากจะรู้ว่าพอจะเป็นไปได้ไหมที่เราจะมีโอกาสได้ร่วมทำธุรกิจกัน?”
“แหม... ช่างเป็นเกียรติจริงๆ เลยนะครับ” โฆเซ่บอกเสียงเหมือนยินดีเสียเต็มประดาที่นักธุรกิจใหญ่ต้องการเป็นหุ้นส่วนกับเขา แต่ในใจก็ยังไม่คลายระแวงว่าอีกฝ่ายคิดจะมาไม้ไหนกันแน่? บนโลกธุรกิจมืดไม่มีใครไว้ใจใครได้หรอก ดังนั้นระวังตัวเอาไว้เป็นดีที่สุด “เอาเป็นว่าถ้าคุณไม่รังเกียจล่ะก็ เชิญมาทานอาหารที่บ้านของผมดีไหมครับ เราจะได้คุยเรื่องนี้กันอีกที ผมไม่ชอบเจรจาธุรกิจผ่านโทรศัพท์เท่าไหร่”
“ได้แน่นอนครับ ว่าแต่คุณสะดวกเมื่อไหร่?” หนุ่มอเมริกันไม่หยี่หระกับการที่ต้องเข้าไปเยือนถ้ำเสือของอีกฝ่าย ด้วยมั่นใจว่าโฆเซ่ไม่กล้าทำการอุกอาจกับคนที่เป็นนักธุรกิจใหญ่และมีเส้นสายไม่แพ้มาเฟียต่างชาติอย่างตัวเองแน่ๆ
“เอาเป็นคืนวันเสาร์ที่จะถึงนี้ดีไหมครับ? คุณจะได้มาทำความรู้จักกับครอบครัวของผมด้วย” อีกฝ่ายเสนอ
“ตกลงครับ แล้วเจอกันคืนวันเสาร์ สวัสดีครับ” รอให้อีกฝ่ายบอกลาอย่างเป็นทางการ มือหนาจึงวางโทรศัพท์เอาไว้บนแป้นที่เดิม
“ตกลงไปอย่างนั้นจะดีหรือครับนาย?” แซมมวลถามอย่างเป็นกังวลกับการที่เจ้านายจะไปทานอาหารเย็นที่บ้านมาเฟียชาวคิวบาที่ทั้งเขาและเจ้านายต่างก็รู้ว่ามันอันตรายแค่ไหน
“นายจะกลัวอะไร? ฝ่ายนั้นไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามหรอก ในเมื่อตระกูลเบรเดนเองก็มีอำนาจและเส้นสายในรัฐนี้มากพอๆ กับนายโฆเซ่ เผลอๆ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ” คนเป็นนายบอกด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจและไม่มีความกริ่งเกรงกับการเผชิญหน้ามาเฟียสุดโหดที่ทางรัฐบาลต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่งในเวลานี้ “อีกอย่าง... ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือก็คงจะไม่มีวันได้ลูกเสือ”
“แต่ยังไงก็น่ากังวลอยู่ดีนะครับ ถ้าฝ่ายนั้นคิดจะเล่นตุกติก...”
“มันไม่กล้าหรอก” ชายหนุ่มตัดบท ก่อนเอ่ยปากไล่เมื่อต้องการสมาธิในการทำงาน “มีอะไรทำก็ไปทำไป”
“ครับ” แซมมวลรู้ว่าไม่อาจเปลี่ยนใจนายได้ จึงทำเพียงโคลงศีรษะรับคำก่อนหมุนกายเดินออกไปจากห้องทำงานของอีกฝ่าย
ออสติน เบรเดนปล่อยความคิดของตัวเองให้ล่องลอยไปอยู่กับเรื่องของหญิงสาวที่ออกไปจากห้องก่อนที่ลูกน้องของเขาจะเข้ามาอีกครั้ง เขารู้ว่าเธอคงไม่ทันยั้งคิดหรือบางทีอาจเป็นเพราะเธอนับถือเขาเป็นเหมือนญาติในครอบครัวคนหนึ่งนั่นแหละที่ได้กล้าขออะไรบ้าๆ นั่นออกมา
รีฮันน่าห์ แม่ของเขาเป็นเพื่อนสนิทกับดาหลา แก้วกานต์ เนื่องจากไปทำงานเป็นครูพิเศษที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในประเทศไทยซึ่งดาหลาก็เป็นครูสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่นั่น ทั้งคู่จึงค่อนข้างสนิทกันเพราะสามารถสื่อสารกันได้รู้เรื่อง หลังจากนั้นไม่ถึงปีแม่ของเขาก็ได้พบกับอีริค เบรเดน ทายาทคนเดียวของตระกูลเบรเดนที่ใครๆ ต่างก็รู้ว่าเป็นมาเฟียในเขตรัฐฟลอริด้าและลาสเวกัส เนื่องด้วยเป็นเจ้าของบ่อนคาสิโนและสถานบันเทิงหลายแห่ง บ้างก็ว่ากันว่าตระกูลเบรเดนเป็นตระกูลเก่าแก่พอๆ กับรัฐฟลอริด้าซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1845 หรือเมื่อหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเอ็ดปีก่อน
บ้างก็ซุบซิบกันอีกว่าครอบครัวเบรเดนแม้จะไม่ได้มีตำแหน่งอำนาจทางการเมืองแต่ก็เป็นแหล่งทุนทรัพย์สำคัญสำหรับนักการเมืองท้องถิ่นหลายๆ คน นั่นทำให้ตระกูลเบรเดนกลายมาเป็นมาเฟียแห่งฟลอริด้าได้โดยไม่จำเป็นต้องทำธุรกิจมืด และแน่นอนว่าไม่มีใครกล้าแหยมกับตระกูลนี้เพราะนอกจากจะมีเส้นสายแล้ว ยังขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด สามารถกำจัดศัตรูที่มาก่อปัญหาได้โดยไม่มีใครกล้าเอาเรื่องอีกด้วย ซึ่งออสตินก็ได้รับถ่ายทอดลักษณะนิสัยโดดเด่นนั้นมาจากต้นตระกูล จนได้รับการขนานนามว่า “เจ้าชายปิศาจ” แต่เขาไม่คิดจะทำร้ายใครก่อน ที่ทำทั้งหมดก็เพื่อปกป้องตัวเองและคนของเขา
รีฮันน่าห์ขอให้อีริคอยู่ที่ประเทศไทยด้วยกันจนกระทั่งลูกชายนามว่าออสตินอายุได้สิบขวบ เพราะยังอยากอยู่กับเพื่อนและรักงานสอนที่ทำ ซึ่งอีริคก็ไม่ขัดข้อง เพราะยังไม่ต้องเข้ารับหน้าที่ดูแลธุรกิจของครอบครัวอย่างเป็นทางการ ออสตินถูกเลี้ยงให้เติบโตมาพร้อมๆ กับดนุพงศ์ลูกชายของดาหลาเนื่องจากทั้งคู่อายุเท่ากัน จึงได้เรียนโรงเรียนเดียวกัน แต่พอถึงวัยที่จะเข้าเรียนมัธยมต้น อีริคก็ต้องย้ายมารับหน้าที่ดูแลธุรกิจนับตั้งแต่นั้น นั่นทำให้ออสตินต้องย้ายมาอยู่ที่อเมริกา แต่กระนั้นรีฮันน่าห์ก็พาลูกชายกลับไปเยี่ยมดาหลาทุกครั้งที่มีโอกาส และออสตินก็ได้รู้จักกับดรัลพร แก้วกานต์ น้องสาวของดนุพงศ์ที่มีอายุห่างจากพี่ชายถึงสิบปี จนกระทั่ง... เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นในช่วงที่เขาอายุได้ยี่สิบสามปี
ชายหนุ่มหลับตาแล้วนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสิบสองปีก่อน เขากับแม่ไปเยี่ยมดาหลาที่บ้านสวนของอีกฝ่ายซึ่งมีคลองน้ำอยู่ด้านหลังสวน ขณะนั้นใกล้จะพลบค่ำแล้ว เขากับดนุพงศ์ถูกผู้ใหญ่สั่งให้ตามหาดรัลพรในวัยสิบสามปีที่หนีออกจากบ้านเพราะงอนที่ดาหลาไม่ยอมให้ไปเที่ยวกับเพื่อนในตัวเมือง
12 ปีก่อน
“ช่วยด้วย!” เสียงเล็กๆ ของเด็กผู้หญิงที่ยังโตไม่เต็มวัยดังแว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง ออสตินชะงักเท้าแล้วเงี่ยหูฟังเพื่อหาทิศทางของเสียง “ช่วยหนูด้วย! ช่วย...”
“คิตเท็น!” ชายหนุ่มวัยยี่สิบสามปีใจหายวาบ เมื่อจำได้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของแมวน้อยของเขา น้องสาวของเพื่อนสนิท และเธอกำลังร้องขอความช่วยเหลือ เท้าหนารุดคืบตรงไปยังจุดกำเนิดเสียง แล้วก็พบว่าร่างเล็กๆ กำลังพยายามตะเกียกตะกายขึ้นจากน้ำ ปากก็ร้องขอความช่วยเหลือ ร่างนั้นผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในน้ำ และออสตินก็รู้โดยสัญชาตญาณว่าเธอคงทนได้อีกไม่นานเป็นแน่ “อดทนไว้นะ! ฉันจะลงไปช่วยเธอเดี๋ยวนี้!”
เขารีบจัดการถอดกางเกงยีนส์ที่สวมออก เพื่อป้องกันไม่ให้มันถ่วงน้ำหนัก ไม่อย่างนั้นคงได้จมน้ำกันทั้งคู่แน่ๆ แต่ร่างเล็กๆ ของเธอก็จมลงไปใต้ผิวน้ำเสียก่อน ชายหนุ่มกระโจนลงไปในคลองน้ำ ดำผุดดำว่ายจนกระทั่งพบร่างที่ค่อยๆ จมลงไป ก่อนที่จะรีบคว้าร่างที่ไร้สติของเธอ แล้วพาขึ้นไปนอนที่พื้นหญ้าริมสระ ก่อนจัดการผายปอดให้กับเด็กสาวเพียงไม่กี่อึดใจแต่ในความรู้สึกของเขามันนานชั่วกัปชั่วกัลป์ ร่างเล็กๆ ก็สำลักน้ำแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองผู้ช่วยชีวิต ก่อนที่จะค่อยๆ ประคองตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งโดยใช้มือทั้งสองข้างยื่นไปเท้าพื้นด้านหลังเอาไว้
เวลานั้นเองที่ออสตินได้มีโอกาสพิจร่างเด็กน้อยที่กำลังแตกเนื้อสาวอย่างชัดเจนเต็มตาครั้งแรก เสื้อสีขาวที่เปียกลู่แนบชิดเรือนกายเล็กๆ ทำให้เขาสังเกตเห็นหน้าอกที่เต่งตึงและมีแนวโน้มว่าจะขยายใหญ่ขึ้นไปอีกตามวัยแน่ๆ เอวเล็กๆ เริ่มคอดและสะโพกที่เริ่มผายออกตามธรรมชาติของผู้หญิงที่กำลังจะแตกเนื้อสาว กางเกงขาสั้นตัวเล็กแนบลู่ไปตามสะโพกผายน้อยๆ แม้เธอจะยังไม่เจริญเติบโตอย่างเต็มที่ ใบหน้าซีดๆ กับดวงตาใสซื่อที่เบิกมองเขาก็ทำให้ชายหนุ่มโตเต็มวัย และเคยเสพสมเพศรสมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน บังเกิดความร้อนฉ่าไปทั่วร่าง ความอึดอัดราวกับจะปริแตกเกิดขึ้นในระหว่างซอกขาแข็งแรง
‘ให้ตายสิออสติน! นี่แกมีอารมณ์กับเด็กผู้หญิงที่ยังโตไม่เต็มวัยอย่างนั้นเหรอ?! ไอ้โรคจิต!’ ออสตินเพียรด่าตัวเองซ้ำๆ ที่เกิดความรู้สึกบ้าๆ นั่นกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังไม่โตเป็นสาวดีด้วยซ้ำ ใช่ว่าเขาจะไม่เคยมีอะไรกับสาวๆ ที่อวบอัดเต็มไม้เต็มมือเสียหน่อย เขาเคยมาหมดแล้วทั้งคนที่เด็กกว่าเขา หรืออาจจะแก่กว่าเขา แถมยังเร่าร้อนเจนจัดอีกเสียด้วย ไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนกับยัยแมวน้อยตรงหน้านี้ด้วยซ้ำ!
ประสบการณ์เรื่องเพศของเขาเกิดขึ้นตอนที่เขาอายุสิบห้าปี ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่เขาจะได้เรียนที่โรงเรียนมัธยมต้นแห่งนั้น เขาถูกล่อลวงโดยครูสาวคนหนึ่งที่ดูจะชื่นชมกับรูปร่างเด็กหนุ่มวัยสิบห้าที่โตเกินวัย แถมยังรูปหล่อเกินหน้าเกินตาเด็กคนอื่นๆ อีก ออสตินเรียนรู้เรื่องเซ็กซ์จากครูสาวคนนั้น ซึ่งพาเขาไปพบกับประสบการณ์หฤหรรษ์ที่ไม่มีความรู้สึกใดในโลกใบนี้จะทดแทนได้ หลังจากนั้นไม่นานความก็แตก... ครูคนนั้นถูกไล่ออก และถูกดำเนินคดีเพราะไปทำเช่นนี้กับเด็กผู้ชายคนอื่น ส่วนเรื่องที่เขาเป็นหนึ่งในเหยื่อของเธอถูกเก็บไว้เป็นความลับ เนื่องจากพ่อของเขาไม่อยากให้กระทบต่อชื่อเสียงครอบครัวและสภาวะจิตใจของเขาหากต้องไปขึ้นให้การในศาล
แต่กระนั้น... เพื่อนๆ หลายคนก็รู้ว่าเขาเคยมีอะไรกับครูสาวดังกล่าว แต่แทนที่จะทำให้เขาถูกรังเกียจ กลับกลายเป็นว่าข่าวดังกล่าวทำให้เขาเป็นดาวเด่นในหมู่เพื่อนๆ แม้จะย้ายไปเรียนไฮสกูลที่ใหม่ ข่าวลือที่กลายมาเป็นชื่อเสียงของเขาก็ทำให้เขาเป็นหนุ่มป๊อบปูล่าร์ทั้งในหมู่เพื่อนผู้ชายและสาวๆ ที่ต่างอยากเข้าหาเพื่อได้ลิ้มลองรสรักจากเขา ซึ่งค่อนข้างโลดโผนและสุดเหวี่ยง
เซ็กซ์สำหรับเขา... มันคือเครื่องมือในการสร้างเสน่ห์และความโด่งดัง และมันยังเป็นการละเล่นที่น่าอภิรมย์ที่สุดด้วย
ทว่า... กลับไม่มีผู้หญิงคนไหนทำให้เขาเร่าร้อนได้เพียงแค่เห็นเรือนร่างใต้เสื้อผ้าเปียกลู่ และดวงตาใสซื่อที่เบิกมองมาอย่างคนที่เพิ่งพ้นความตายมาหยกๆ อย่างที่เด็กสาวตรงหน้าทำได้เลยสักคน ทั้งที่ดรัลพรเองก็ไม่ได้มีท่าทียั่วยวนเขาเลยสักนิด
“เดียร์!” เสียงเรียกของดนุพงศ์ทำให้ออสตินสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความงามของสาวน้อย ก่อนถอยออกห่างเล็กน้อยเมื่อพี่ชายของอีกฝ่ายวิ่งถลาเข้ามานั่งข้างๆ ร่างเล็กๆ ของดรัลพร ก่อนลูบหน้าลูบตาน้องสาวอย่างเป็นกังวล “เป็นอะไรทำไมตัวเปียกอย่างนี้?”
“น้องนายจมน้ำน่ะ ไม่รู้ไปซนอีกท่าไหน ดีนะที่ฉันผ่านมาเห็นแล้วช่วยไว้ทัน” ออสตินบอก พยายามเพ่งสมาธิไปกับบทสนทนาที่กำลังคุยกับเพื่อน แทนที่จะเป็นเรือนร่างของเด็กสาว และความเร่าร้อนแสนอึดอัดตรงซอกขา
“ไม่ได้ซนซะหน่อย!” คนช่างดื้อเถียงอย่างไม่ยอมแพ้
“ถ้าไม่ได้ซนแล้วจะไปจมน้ำอยู่กลางสระได้ไง?” ออสตินถาม เขาพูดภาษาไทยได้เพราะเรียนที่นี่มาตั้งแต่เด็ก พอกลับไปอยู่ที่อเมริกาก็มีโอกาสได้ฝึกปรือภาษากับเพื่อนที่เป็นคนไทย และติดต่อดนุพงศ์ผ่านเครือข่ายออนไลน์ตลอด นั่นทำให้เขาพูดภาษาไทยได้คล่องพอๆ กับภาษาอังกฤษ
“ก็แค่จะไปเก็บดอกบัว ใครจะไปคิดว่าจะเป็นตะคริว?” ดรัลพรไม่ยอมรับความผิด ที่ตัวเองคิดว่าไม่ผิดเลยสักนิดเดียว มันเป็นอุบัติเหตุต่างหาก
“นอกจากจะดื้อแล้วยังช่างเถียงอีก!” ออสตินตำหนิ อย่างน้อยการได้ทุ่มเถียงกับเธอก็ทำให้เขาลืมไอ้ความรู้สึกบ้าๆ นั่นไปได้บ้าง แม้จะยังไม่ทั้งหมด
“นี่!”
“เอาล่ะๆ เลิกเถียงกันได้แล้ว!” ร้อนถึงดนุพงศ์ที่ต้องกระโดดมาช่วยห้ามทัพก่อนจะเกิดศึกใหญ่ ไม่รู้เป็นอะไร สองคนนี้อยู่ใกล้กันทีไรเป็นต้องเถียงกันเป็นเด็กทุกที ไอ้น้องสาวเขาน่ะก็ไม่เท่าไหร่หรอกเพราะยังเด็ก แต่ออสตินนี่สิ... อายุอานามก็ยี่สิบสามเข้าไปแล้ว ยังคิดจะเอาชนะคะคานน้องสาวของเขาด้วยการทุ่มเถียงเสียอีก
“ก็ออสตินเริ่มก่อน!” ด้วยความที่มักจะได้พบกับออสตินปีละครั้งถึงสองครั้ง ครั้งละสัปดาห์ ทำให้ดรัลพรค่อนข้างจะสนิทกับอีกฝ่ายพอๆ กับสนิทกับพี่ชายตัวเอง
“ก็เพราะเธอซนเองต่างหากล่ะคิตเท็น!”
“อย่ามาเรียกเค้าอย่างนั้นนะ!” เด็กสาวขู่เสียงเขียว เพราะเคยบอกไปหลายครั้งแล้วว่าไม่ให้เขาเรียกเธออย่างนั้น เธอไม่อยากเป็นแมวน้อยไร้เขี้ยวเล็บ!