1
[Zero’s talk]
“กูจะหย่า”
ผมพูดขณะสูดควันบุหรี่ที่ไถมาจจากชิรันเข้าปอดเฮือกใหญ่พลางพ่นออกมา สายตาทอดมองไปยังทะเลสาบยามค่ำคืนในสวนหลังบ้านวินซ์ เจ้าของงานแต่งงานที่ผมกับเพื่อนอีกสองคนมาร่วมแสดงความยินดี
“แค่กๆ” ทว่าคนข้างตัวที่สูบบุหรี่มานานแล้วกลับสำลักหน้าดำหน้าแดง ก็ไม่แปลกหรอกที่มันจะตกใจน่ะ เพราะแทนที่ผมจะบอกว่าแต่งงาน แต่กลับข้ามขั้นไปหย่าเลย ไม่งงสิแปลกกว่า
“นี่กูเมาจนหูเพี้ยนไปเหรอ ไม่ใช่จะแต่งแต่มึงจะหย่า?”
ชิรันทำหน้ามึนงงพลางสลัดหัวเบาๆ ไล่ความมึนที่ไม่รู้ว่าเกิดจากที่ผมเล่าหรือเพราะน้ำเมากันแน่ แต่ผมก็ยืนยันเสียงหนักแน่น
“ไม่ผิดหรอก กูจะหย่าจริงๆ แต่ฝ่ายนั้นเขาไม่ยอม”
ผมถอนหายใจยืดยาว สูดควันบุหรี่อัดปอดอีกครั้งอย่างกลุ้มใจ มันเป็นความผิดของผมเองแหละที่คิดอะไรง่ายๆ คิดว่าเป็นแค่การเซ็นชื่อในเอกสารใบหนึ่งเพื่อแลกกับการได้แม่คืนมาจากพระธรรม ตั้งแต่พ่อตาย แม่ก็บวชชีอยู่ในวัดมาหลายปีแล้ว ผมอยากให้ท่านกลับมาอยู่บ้านเพราะไม่มีเวลาไปหาท่านบ่อยๆ คิดถึงแหละ แต่อยู่ๆ เมื่อปีที่แล้วท่านก็มาขอให้ผมช่วยจดทะเบียนสมรสกับ ‘นับดาว’ ลูกสาวเพื่อนสนิทท่าน เพราะเธอกำลังสบปัญหาโดนแฟนเก่าตามรังควานอยู่เลยจะใช้ผมเป็นไม้กันหมาแทน ตอนแรกผมไม่โอเคเลย แต่ก็คิดง่ายๆ แค่ลายเซ็นต์เดียวแลกกับการที่แม่ยอมลาสิกขาบทกลับมาอยู่บ้านมันก็คุ้มอยู่ แถมฝ่ายนั้นบอกว่าขอรบกวนแค่ปีเดียว ผมก็ไม่ได้อะไร ช่วงแรกๆ ก็มีไปไหนมาไหนด้วยกันบ้างให้แฟนเก่าเธอเชื่อ แต่ก็แค่นั้นแหละ เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน มันควรจะเป็นแบบนั้น ทว่านี่มันก็ครบปีหนึ่งแล้วแต่นับดาวกลับผิดสัญญา แถมช่วงนี้ยังชอบตามมารังควานบ่อยๆ ทั้งที่บ้านแม่ ที่ผับจนผมรู้สึกไม่เป็นส่วนตัว
“เดี๋ยวนะ คือมึงไปแต่งงานตอนไหนก่อน อยู่ๆ มาบอกจะหย่าเล่นเอากูงงไปหมดแล้วเนี่ย”
ผมถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้ชิรันฟัง พอฟังจบมันถึงกับอ้าปากพะงาบๆ พูดอะไรไม่ออกเลย
“กูไม่มีอะไรจะพูดเลยว่ะ ไม่คิดว่ามึงจะมีมุมสิ้นคิดกับเขาด้วย นั่นสินะ คนฉลาดอย่างมึงยังต้องมาตกม้าตายเพราะแม่เลย โลกนี้แม่งไม่แน่นอนจริงๆ ว่ะ” ผมคลี่ยิ้มบาง
“แม้แต่มึงก็ช่วยกูไม่ได้สินะ” ผมพูดพลางพ่นควันบุหรี่สายตาเหม่อมองออกไปยังทะสาบลาบกว้างใหญ่ยามค่ำคืน
“มันจะไปยากอะไรล่ะ ถ้าหย่าปกติไม่ได้ก็ฟ้องหย่าซะ”
“ถ้ามันง่ายอย่างนั้นก็ดีสิ แต่นี่นับดาวไม่ได้ทำอะไรผิดถึงขั้นจะฟ้องหย่าได้”
“เวรจริงๆ ตอนเซ็นล่ะไม่คิดก่อน! มาคิดอะไรเอาป่านนี้ มันสายไปแล้วมั้ย!” ชิรันตวาดลั่นจนผมกลัวว่าแขกในงานแต่งงานจะได้ยิน ถึงแม้ว่าจะมีแค่เพื่อนๆ ของวินซ์และฟรังก์แฟนมันก็เถอะ แต่ยังไงผมก็ไม่อยากให้เรื่องนี้แดงออกไป “ถ้าไม่มีหลักฐานก็สร้างมันขึ้นมาสิ!! มึงถนัดอยู่แล้วนี่เรื่องแบบนี้”
“แต่มันจะดีเหรอ เรื่องแบบนี้ผู้หญิงเขาเสียหายนะ”
“โอ๊ย พ่อคนดีศรีอยุธยา งั้นมึงก็ไปจัดการเองนะ สมองกูคิดได้แค่นี้แหละ เล่นสร่างเลย ชิบหาย”
ชิรันยกมือขึ้นลูบหน้าสองสามทีก่อนจะเดินกลับไปยังโต๊ะกินเลี้ยง ผมก็ทิ้งบุหรี่เดินคอตกกลับมานั่งข้างวินซ์เจ้าบ่าวของงานนี้
“ดื่มเป๊ปซี่ก่อน จะได้สร่าง”
อยู่ๆ วินซ์ก็ยื่นแก้วน้ำดำมาวางตรงหน้า ผมมองแก้วนั้นอย่างชั่งใจเล็กน้อย แต่ก็ยกมันขึ้นดื่มเพราะความหวานของน้ำอัดลมจะได้ช่วยล้างความขมของเหล้าเพียวในคอที่ซัดไปหลายแก้วได้บ้าง ไม่นานเจ้าบ่าวก็อุ้มเจ้าสาวไปเข้าหอบนบ้าน ทิ้งให้แขกนั่งเหงาหงอยดื่มกันอยู่ห้าคนถ้วน ฝั่งเพื่อนเจ้าบ่าวรวมผมสามคน ฝั่งเพื่อนเจ้าสาวอีกสองคน เอ๊ะ เหมือนจะหายไปไหนคนหนึ่งนะ แต่ช่างเถอะ ผมนั่งกินอาหารบนโต๊ะไปพลางดื่มเหล้าผสมโซดาไปพลางอย่างเพลิดเพลิน
“เดี๋ยวฉันกับขวัญเอย ขอตัวกลับก่อนนะคะ พรุ่งนี้มีงานต่อ”
ข้าวหอมผู้หญิงร่างเล็กหน้าตาจิ้มลิ้ม ผมซอยสั้นไว้หน้าม้าลุกขึ้นบอกพวกผมพร้อมกับดึงแขนขวัญเอยขึ้นมาพาดคอ แม้เพื่อนจะตัวสูงกว่า แต่เธอก็สามารถโอบเอวพาเดินจากไปได้โดยไม่ร้องขอความช่วยเหลือ เป็นผู้หญิงที่แกร่งพอตัวเลยนะ
“กูก็จะกลับล่ะ เจ้าภาพไม่อยู่ก็ไม่รู้จะอยู่ต่อทำไม” คราม เพื่อนสนิทในแก๊งที่ตัดผมทรงอันเดอร์คัทพูดขึ้นบ้าง แล้วก็ตามมาด้วย
“กูกลับด้วย! เพื่อนครามไปส่งกูหน่อย” ชิรันที่กลับมาเมาปลิ้นอีกครั้งยกไม้ยกมือทันที ครามจึงส่ายหัวอย่างระอาแล้วมองเลยมันมาที่ผม
“แล้วมึงเอาไง กลับกับกูมั้ย เดี๋ยวไปส่ง” ผมส่ายหัว
“ไม่ดีกว่า กูนอนนี่แหละคืนนี้ ขี้เกียจวนกลับมาเอารถทีหลัง”
“ได้ งั้นไอ้เชี่ยรันลุก!” ครามยืนเต็มความสูงพลางตบหลังเพื่อนที่นั่งโงนเงนอยู่ มันถึงกับสะดุ้งรีบตะลึงตัวลุกขึ้นทันทีอย่างตกใจ พอครามเห็นชิรันจะทรุดลงนั่งอีกครั้งจึงดึงแขนมันมาพาดคอทันที
“เจอกัน”
หลังจากทุกคนกลับไปกันหมด ผมก็นั่งดื่มเหล้าต่ออีกหลายแก้วจากกรึ่มๆ ในตอนแรกก็กลายเป็นเมาได้ที่ละ แต่ไม่รู้เป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเปล่า ทำไมถึงได้รู้สึกร้อนรุ่มขนาดนี้ จนต้องดึงเน็กไทออกแล้วปลดกระดุมลง ผมคว้าแก้วเป๊ปซี่ที่วินซ์ให้มาดื่มจนหมดเพื่อให้ความหวานเรียกสติกลับคืนมา แล้วก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินขึ้นไปยังชั้นสอง คงเพราะเพิ่งซื้อบ้านใหม่จึงยังไม่ค่อยมีเฟอร์นิเจอร์มาลงเท่าไหร่ ผมจึงเดินโซเซมายังห้องๆ หนึ่งที่ประตูเปิดแง้มอยู่อย่างเชื้อเชิญว่าไม่ใช่ห้องนอนของบ่าวสาวแน่ๆ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครจึงทิ้งตัวลงนอนทันที
อยู่ๆ ก็รู้สึกหายใจไม่ออก หัวใจก็เต้นเร็วและแรงขึ้นมาเฉยๆ จนผมรู้สึกอึดอัดขยับตัวไปมา ทว่ากลับมีมือจากไหนไม่รู้มากอดก่ายร่างกายผมเอาไว้
“นอนนิ่งๆ สิ”
สัมผัสร้อนฉ่าของฝ่ามือที่แนบอยู่บนอกทำให้กึ่งกลางร่างกายของผมปวดหนึบด้วยความต้องการที่พยายามกดเอาไว้ตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเมื่อฝ่ามือนั้นลูบไล้อยู่ตรงแผ่นอกก่อนจะฉวยผ้าห่มที่คลุมหน้าเจ้าของมือนั้นเอาไว้ แม้แต่ในความมืดเธอก็ยังดูเปล่งประกายอย่างไม่น่าเชื่อ รู้ตัวอีกทีผมก็ขึ้นคร่อมอยู่เหนือร่างบางนั้นแล้ว เปลือกตานั้นค่อยๆ เปิดปรือขึ้นมองผมอย่างหวานเยิ้มอาจเป็นเพราะแอลกอฮอล์เหมือนกัน ผมก้มลงมองร่างบางที่อยู่ในสภาพเสื้อสายเดี่ยวผ้าซาตินลูกไม้ที่ยับยู่ยี่จนเผยให้เห็นเนินอกอิ่มนั้น ผมคงบ้าไปแล้วที่เลื่อนมือทั้งสองข้างไปเคล้นคลึงหน้าอกนั้น แม้หญิงสาวตรงหน้าจะปฏิเสธขัดขืนดิ้นไปมาก็ตาม ใบหน้าสวยนั้นบิดเบี้ยวนิดหน่อยเพราะโดนขัดใจ แต่ผมหยุดไม่ได้แล้วล่ะ เหมือนร่างกายไม่ใช่ของผมอีกต่อไปแล้ว ผมควบคุมมันไม่ได้ จากมือที่ขยำหน้าอกก็เปลี่ยนมาเป็นรวบข้อมือทั้งสองข้างนั้นไปกดไว้เหนือหัว ก่อนจะก้มหัวลงครอบครองยอดอกของเธอทั้งที่ยังมีเสื้อกั้นอยู่แล้วเหมือนสาวเจ้าจะโนบราซะด้วย มันบ้ามาก! ผมใช้ลิ้นรัวไปที่ยอดอกอย่างเร็วและขบเม้ม มันจนเจ้าของเรือนร่างเผลอร้องครางกระเส่า ทั้งที่ท่าทางดิ้นไปมาเหมือนจะขัดขืน แต่ผมกลับมองว่ามันช่างเย้าย้วนเสียจริง ยิ่งเสียงร้องกระเส่าก็ชวนให้ความต้องการเพิ่มมากขึ้น
ผมกระชากเสื้อสายเดี่ยวผ้าซาตินนั้นออกทันทีเผยให้เห็นหน้าอกคัพซีอย่างเต็มตา ผมจับข้อมือทั้งสองข้างของผู้หญิงคนนั้นมาโอบรอบคอตัวเอง ทุกอย่ามันเกินควบคุมไปแล้ว…
“เรามามีความสุขกันเถอะ ที่รัก…”
แล้วผมก็ก้มลงจูบหญิงสาวตรงหน้าดูดดื่ม บอกได้คำเดียวว่าผมหลงใหลเธอมากๆ แม้ว่าตื่นขึ้นมาอาจจะเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปก็ได้ เพราะเธอควบตำแหน่งเพื่อนของแฟนเพื่อนและคู่ค้าทางธุรกิจ แถมตัวเองยังมีพันธะทางกฎหมายอยู่อีก แต่…
แก้วรุ้ง คืนนี้ผมปล่อยคุณไปไม่ได้จริงๆ…
ผมจำไม่ได้ว่าทำไปกี่รอบแล้วเผลอหลับไปตอนไหน แต่พอรู้ตัวก็รีบใส่เสื้อผ้าแล้ววิ่งออกมาจากห้องนอนนั้นทันทีโดยคิดแค่ว่าให้เธอรู้ไม่ได้ว่าเป็นผม ไม่งั้นคงมองหน้ากันไม่ติดแน่
แต่ตอนที่กำลังลนลานออกมาจากห้องก็เจอวินซ์ยืนสูบบุหรี่อยู่ตรงหน้าต่างโถงหน้าห้องนอน มันสวมกางเกงผ้าฝ้ายตัวเดียวในบรรยากาศที่ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเข้มเป็นสีส้มเพราะพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น มันหันมามองผมแล้วยิ้มมีเลศนัย ผิดจากผมที่มองมันด้วยความรู้สึกหลากหลายตีกันมั่วไปหมดจนไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไหนมากกว่ากัน
“เป็นไง ชอบมั้ยของขวัญ”
“…?” ตอนแรกผมก็งงในสิ่งที่วินซ์พูด แต่พอนึกถึงอาการที่ควบคุมตัวเองไม่ได้เมื่อคืนก็เดาไม่ยาก ผมไม่ใช่พวกเซ็กส์จัดถึงจะเมาแค่ไหนก็สามารถหยุดและควบคุมตัวเองได้ แต่เมื่อคืนไม่ใช่… แปลว่าในเป๊ปซี่ที่มันเสนอให้เมื่อคืนต้องมีอะไรใส่ลงไปแน่ๆ เชี่ยเอ๊ย คิดแล้วก็อยากจะวิ่งไปกระชากคอเสื้อมันชะมัด ทำแต่เรื่องโง่ๆ แต่ผมก็ทำได้แค่ชี้หน้าคาดโทษก่อนจะวิ่งลงบันไดไปที่ลานจอดรถออดี้สีเทาของตัวเองแล้วขับออกมาทันทีก่อนฟ้าจะสาง
ผมไม่ได้กลับบ้านแต่มาที่บริษัท LOB Gaming ที่ตัวเองดำรงตำแหน่งประธานบริษัทอยู่แม้จะร่วมหุ้นลงทุนเปิดกับเพื่อนอีกสามคน แต่ผมเป็นคนเดียวที่คอยบริหารงานอยู่ ส่วนพวกมันก็จะเข้ามาแค่ช่วงสิ้นเดือนที่จะมีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น มันก็น่าหงุดหงิดอยู่หรอกแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้ทำงานที่นี่สนุกดี
ผมเดินมาล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำจนรู้สึกสร่างกว่าเมื่อครู่ ก่อนจะเดินกลับมาหยิบชุดทำงานอีกชุดที่ติดเอาไว้ในรถออกมาพร้อมกับกระเป๋าใบเล็กที่ประกอบไปด้วยสเปรย์เซตผม แปรงสีฟันและยาสีฟัน ดีนะที่วันก่อนไปต่างจังหวัดแล้วยังไม่ได้เอาออกจากรถน่ะ ไม่งั้นแย่แน่
หลังจากแปรงฟันเสร็จก็จัดการเซ็ตผมแสกข้างแล้วดึงลงมานิดหน่อยให้พอเป็นทรงสไตล์เกาหลี จากนั้นก็เข้าไปเปลี่ยนเป็นชุดสูทเข้ากับกางเกงสีเบจพร้อมเสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในปลดกระดุมหนึ่งเม็ดและไม่ลืมที่จะฉีดน้ำหอม PRADA Black เพอร์เฟคพร้อมทำงาน
พอออกมาจากห้องน้ำก็เจอเลขาคนสวยมาถึงที่ทำงานแล้วเป็นคนแรก เธอมองผมอย่างแปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ส่งยิ้มให้ในที่สุด
“สวัสดีค่ะบอส มาแต่เช้าเลยนะคะ คิดว่าไปงานแต่งคุณวินซ์แล้วจะเข้าสายซะอีก”
“ครับ พอดีเจ้าบ่าวรีบพาเจ้าสาวเข้าหอเร็วน่ะเลยทิ้งผมกับเพื่อนๆ เอาไว้ งานนี่กร่อยเลย”
กร่อยสุดๆ เป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมจริงๆ
“งั้นเหรอคะ เสียดายคุณวินซ์น่าจะชวนพวกเราด้วย” ผมแค่ยิ้มแบ่งรับแบ่งสู้ หมอนั่นมันเคยสนใจใครที่ไหนล่ะ
“วันนี้มีอะไรที่ผมต้องทำบ้างครับ” พอไม่รู้จะคุยอะไรต่อก็เข้าเรื่องงานทันที แม้จะยังไม่ถึงเวลางานเกือบชั่วโมง แต่คุณมิ้นต์ก็หยิบไอแพดขึ้นมาเปิดดูทันทีอย่างไม่อิดออด
“มีสัมภาษณ์แคนดิเดตพนักงานบัญชีช่วงบ่ายค่ะ ส่วนช่วงเช้ามีประชุมวางแผนงานเกมส์ออนไลน์ตัวใหม่ค่ะ เดี๋ยวอีกสามสิบนาทีดิฉันจะเอาเอกสารไปให้เซ็น ระหว่างนั้นบอสจะรับกาแฟมั้ยคะ”
“ครับ”
ผมยิ้มพลางผงกศีรษะเป็นเชิงตอบรับก่อนจะเดินล้วงกระเป๋ากางเกงเข้าไปในห้องทำงาน นั่งลงบนเก้าอี้ได้ไม่นานเลขาคนสวยก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับกาแฟในถ้วย
“ขอบคุณครับคุณมิ้นต์” ผมกล่าวขอบคุณพลางหยิบกาแฟขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ในขณะที่เลขาคนสวยแค่เดินออกไปจากห้องเงียบๆ ทิ้งให้ผมจมอยู่กับโลกส่วนตัวที่สร้างขึ้นมาเหม่อมองออกไปยังหน้าต่างกระจกใสที่เห็นวิวท้องถนนซึ่งเวลานี้รถเริ่มติดแล้วเพราะเป็นช่วงใกล้เข้าทำงานในเช้าวันจันทร์… มันคงจะสงบกว่านี้ถ้าในหัวผมไม่เผลอไปคิดถึงภาพผู้หญิงเปลือยแผ่นหลังที่ทิ้งมาอย่างไร้ความรับผิดชอบ… มันก็แค่ความผิดพลาดเธอคงไม่ถือสาหรอก เผลอๆ จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใครก็อาจจะพอนึกออกจากสภาพตัวเองตอนตื่นขึ้นมา แต่เธอก็เมา เขาเองก็เมา ไม่ต่างกันเลย
ถึงจะคิดแบบนั้นแต่จนกระทั่งตกบ่ายที่กำลังสัมภาษณ์แคนดิเดตนักบัญชีอยู่ก็เผลอใจลอยแวบไปถึงผู้หญิงคนนั้นจนไม่ได้ตั้งใจฟังผู้สมัคร ดีที่ยังมีผู้จัดการฝ่ายบัญชีพอแบกรับแบกสู้การสัมภาษณ์นี้ให้ผ่านพ้นไปได้
“บอสไหวมั้ยคะ หน้าซีดๆ นะ” คุณรุจีถามหลังจากผู้สมัครคนหนึ่งเดินออกจากห้องไปแล้ว ผมเพียงแค่ยิ้มบางแล้วส่ายหัวเบาๆ
“ใจลอยนิดหน่อยว่าแต่เหลืออีกกี่คนครับ”
นี่เราก็สัมภาษณ์กันไปหลายคนแล้วนะ น่าจะใกล้หมดแล้วล่ะ
“เหลือคนสุดท้ายแล้วค่ะ”
“งั้นเชิญเข้ามาเลยครับ วันนี้ผมต้องกลับไปกินข้าวเย็นกับแม่”
“ค่ะ” คุณรุจีหันไปพยักหน้าให้คุณมิ้นต์ที่ยืนอยู่ตรงประตูคอยประกาศเรียกผู้สมัครเข้ามาสัมภาษณ์
“คุณนับดาว เชิญเลยค่ะ”
ชื่อนั้นทำผมตัวชาวาบ ตอนแรกก็คิดว่าแค่ชื่อคล้ายแต่พอเห็นผู้หญิงสูง176ซม.ผมยาวสลวยใบหน้ามีลักยิ้มก็ชัดเลยว่าเป็นเธอ ผมชักสีหน้าเล็กน้อย นี่จะตามมาถึงบริษัทเลยเหรอ ไม่ล้ำเส้นไปหน่อยหรือไง
“สวัสดีค่ะ นับดาวค่ะ”
“เชิญจ้ะ ที่นี่สามารถพูดจาเป็นกันเองได้เลย พี่ชื่อรุจีเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีจ้ะ ส่วนนี่คุณซีโร่ ประธานบริษัทหรือจะเรียกตามทุกคนว่าบอสก็ได้จ้ะ”
“สวัสดีค่ะคุณซีโร่ คุณรุจี” เธอยกมือไหว้เราสองคนแต่สายตากลับมองมาทึ่ผมอย่างเปิดเผย แต่ผมก็แสร้งทำเป็นไม่สนใจนั่งใช้ข้อนิ้วหมุนปากกาที่ทำจากคริสตัลด้ามโปรดในมือไปอย่างไม่ใส่ใจปล่อยให้คุณรุจีสัมภาษณ์ไป เธอก็ตอบฉาดฉานอย่างมืออาชีพ ถึงแม้จะไม่ได้มองแต่ก็รับรู้ได้ว่าตัวเองกำลังถูกแอบมองอยู่เนืองๆ บางทีก็แอบอึดอัดนะ
“วันนี้ไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ย”
ผมถามคุณมินต์เลขาคนสวยหลังจากเซ็นต์เอกสารแผ่นสุดท้ายเสร็จพลางก้มดูนาฬิกาข้อมือเรือนสวยบอกเวลาห้าโมงเย็นกว่าจะฝ่ารถติดกลับไปถึงบ้านได้ก็คงราวๆ ทุ่มหนึ่ง แม่กับปู่คงรอทานข้าวแย่เลย
“ค่ะบอส”
“งั้นเลิกงานได้ครับคุณมิ้นต์” ผมพูดยิ้มๆ พลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูงหยิบสูทสีเบจขึ้นมาสวม
“บอสมีนัดเหรอคะ”
“ครับ กินข้าวกับครอบครัวน่ะ”
“อ่าก็ไม่ได้ทำแต่งานจนลืมครอบครัวสินะคะ” ผมเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“ผมดูบ้างานขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ค่ะ คุณนิกกี้บอกว่าบอสบ้างานมาก” นิกกี้ที่เธอพูดถึงคือลูกน้องคนสนิทของผม
“แอบนินทาเจ้านายสงสัยต้องหักเงินเดือนแล้วล่ะมั้ง”
“ฮ่ะๆ” คุณมิ้นต์หัวเราะแห้งๆ แต่หน้านี่เริ่มซีด เพราะถึงปกติผมจะพูดคุยด้วยง่ายแต่บางทีก็ไม่มีใครเดาออกหรอกว่าผมพูดจริงหรือพูดเล่นกันแน่ มาทรงนี้เธอคงคิดว่าตัวเองล้ำเส้นจนทำให้เพื่อนร่วมงานเดือดร้อน
“ล้อเล่นน่ะครับ เจอกันพรุ่งนี้ครับคุณมิ้นต์” ผมยิ้มบางแล้วเดินล้วงกระเป๋ากางเกงออกมาด้านนอก พนักงานบางคนเตรียมตัวปิดคอมจะกลับบ้านกันแล้ว แต่ทุกคนก็ยังหันมาลา ผมทำเพียงแค่โปรยยิ้มให้ทั่วถึงจนกระทั่งออกมาสตาร์ทรถออดี้สีเทาออกจากออฟฟิศ แต่ก็ต้องเบรกเอี๊ยดเมื่อมีคนวิ่งมาดักหน้ารถ
นี่ยังไม่กลับไปอีกเหรอ…
เธอเดินมาเคาะกระจกรถจนผมต้องกดเลื่อนกระจกลงเล็กน้อยแล้วปั้นหน้ายิ้มตามมารยาททั้งที่ในใจกรุ่นๆ
“ดาวขอติดรถไปด้วยได้มั้ยคะ”
“ดาวขอติดรถไปด้วยได้มั้ยคะ”
“ครับ?”
“พอดีนัดคุณแม่แก้วไว้น่ะค่ะ ท่านชวนไปกินข้าวเย็นที่บ้าน”
นับดาวถามเหมือนเกรงๆ แต่เลิกสัมภาษณ์มาเกือบสองชั่วโมงล่ะ ถ้าจะนั่งรถไปเองป่านนี้ถึงแล้ว แต่นี่ถึงขั้นมาดักรอขึ้นรถหน้าบริษัทนี่ก็ไม่ต้องบอกแล้วว่าต้องการอะไร แต่เขาจะทำอะไรได้ล่ะ นอกจาก…
“เชิญครับ” ผมจำต้องปลดล็อกรถเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นประตูด้านข้างคนขับก็ถูกเปิดออกพร้อมกับร่างสูงเพรียวในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าและกระโปรงทรงสอบ
“ขอบคุณนะคะ ดาวคิดว่าคุณจะปฏิเสธซะแล้ว”
ผมไม่ตอบเพียงยิ้มรับ ก็อยากจะปฏิเสธอยู่หรอก แต่การหักหน้าสุภาพสตรีไม่ใช่วิสัยที่ดีของสุภาพบุรุษอย่างผม แม้จะฝืนใจแต่ก็เอาเถอะ ทำอะไรไม่ได้อยู่ล่ะ เรามันคนดี ท่องไว้ว่าเรามันคนดี
ระหว่างทางนับดาวก็พยายามชวนคุยแต่ผมก็เลี่ยงมาตลอดโดยการเปิดเพลงเสียงดังนิดหน่อย โชคดีที่เธอคงรู้ตัวอยู่บ้างว่าผมไม่อยากคุย จริงๆ นับดาวก็เป็นผู้หญิงที่สวย ดูดี แม้จะไม่ได้รวยแต่ก็ทำงานเก่ง ความสามารถอย่างเธอหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้สบาย แต่ไม่รู้สิ ผมไม่รู้สึกพิศวาสเธอเลยสักนิด ยิ่งเธอมีท่าทีสนใจผมมากเท่าไหร่ผมกลับจะยิ่งถอยหนี ก็เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เข้าหาผมนั่นแหละ ไม่ว่าจะด้วยหน้าตา ฐานะหรือนิสัย แต่คนพวกนี้ทำให้ผมเบื่อ อะไรที่ได้มาง่ายๆ มันจะน่าสนใจอะไรกันล่ะ จริงมั้ย
“ทำไมมาพร้อมกันได้ล่ะเนี่ย”
คุณนายแก้วมณีหรือก็คือแม่ผมนั่นเองร้องถามเมื่อเห็นเราสองคนเดินเข้ามาในบ้านพร้อมกัน หน้าตานี่เบิกบานเชียวนะ ยิ่ง ‘ลูกสะใภ้’ เดินเข้าไปสวมกอดก็ยิ่งยิ้มแก้มแทบแตก เฮ้ออออ เพราะแม่ชอบเนี่ยแหละ ถึงได้หย่าไม่ได้สักที ปวดหัวจริงๆ
“พอดีดาวไปสัมภาษณ์งานที่บริษัท LOB มาน่ะค่ะ ขากลับก็เลยติดรถพี่ซีมาด้วย”
เวลาอยู่ต่อหน้าแม่ เธอมักจะเรียกผมอย่างสนิทสนมเสมอเพื่อเอาใจแม่ แต่ถ้าอยู่กันสองคนคงไม่กล้าเรียกแบบนี้ เธอก็ฉลาดพอจะรู้แหละว่าผมไม่ชอบ
“เหรอซี แล้วรับน้องมั้ย”
“ยังไม่ได้คิดเลยครับ คงต้องประชุมกันอีกที”
ผมพูดเสียงเรียบพลางก้มลงหอมแก้มผู้เป็นแม่บ้าง
“เข้มงวดจริง นี่เมียนะไม่ใช่ใครที่ไหน ดีซะอีกน้องจะได้ไปช่วยงานและดูแลลูกด้วย”
“มันก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการสิครับ ผมไม่อยากโดนนินทาว่าให้อภิสิทธิ์ใครมากกว่า มันดูไม่แฟร์กับคนอื่นเลย”
“ลูกคนนี้นิ” ในขณะที่แม่กำลังจะเอะผมต่อ แต่ปู่ที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่เงียบๆ เมื่อครู่ก็พูดแทรกขึ้นบ้าง
“เป็นแบบนี้แหละดีแล้ว ถ้าได้รับเลือกจะได้ภูมิใจว่ามาจากความสามารถจริงๆ ไม่ต้องกลัวโดนนินทาลับหลังด้วยว่าใช้เส้นสายเข้ามา ซีทำดีแล้วๆ”
“ครับปู่” ผมยิ้มกว้างเดินเข้าไปหอมแก้มชายสูงวัยที่สุดในบ้าน “มีแต่ปู่ที่เข้าใจผม”
“จ้ะๆ ไปเปลี่ยนชุดแล้วมากินข้าวกันได้แล้ว”
ถึงบอกให้เปลี่ยนชุดแต่จริงๆ ผมก็แค่ถอนสูทออกเท่านั้นแล้วก็มานั่งกินข้าวเงียบๆ ฟังแม่กับนับดาวสนทนากันอย่างสนุกปากจนอิ่มแล้วรวบช้อนส้อมมาไว้ตรงหน้าพลางกับดื่มน้ำ เมื่อเห็นทุกคนอิ่มหนำสำราญกันแล้วผมจึงตัดสินใจพูดเรื่องสำคัญ
“ผมจะหย่านะครับแม่”
ความเงียบโรยตัวลงมารอบทิศทาง แม่กับนับดาวที่คุยกันอยู่เมื่อครู่หันหน้ามามองผมนิ่งๆ ก่อนที่แม่จะเป็นคนพูดขึ้นมาก่อนคนแรก
“พูดอะไรออกมารู้ตัวมั้ย”
“รู้ครับ แต่นี่ก็ผ่านมาหนึ่งปีตามที่ตกลงกันแล้ว ผมแค่อยากได้อิสระของผมคืนก็เท่านั้น”
“ซี” แม่เรียกเสียงเข้ม แต่ผมเพียงคลี่ยิ้มบางเผื่อว่ามันจะบรรเทาความไม่พอใจในใจแม่ได้บ้างไม่มากก็น้อย
“ช่วยจัดการให้ผมด้วยนะครับคุณนับดาว” ผมยื่นซองสีน้ำตาลที่มีเอกสารสำหรับการหย่าที่ผมเซ็นต์เอาไว้แล้ว นับดาวกำลังจะยื่นมือมารับดวงตาคู่นั้นสั่นระริกเหมือนจะร้องไห้
“ไม่!” แต่คนที่ฉวยซองนั้นไปกับเป็นแม่ “แม่ไม่ให้หย่า!”
แควก! แม่ฉีกซองนั้นจนเป็นชิ้นเล็กๆ ผมทำได้เพียงมองด้วยสายตานิ่งๆ คิดอยู่แล้วล่ะว่าต้องเป็นแบบนี้ บางทีนี่อาจจะเป็นอุบายที่ต้องการให้ผมแต่งงานกับคนที่แม่เลือกตั้งแต่แรกแล้วก็ได้ เป็นผมเองที่โง่หลงกลของแม่ในวันนั้น
ผมส่ายหัวเบาๆ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินหนีออกมานอกบ้านเพราะรู้ว่าขืนอยู่ต่อคงไม่วายต้องทะเลาะกับแม่แน่ๆ ถึงแม้ท่านจะร้องเรียกไล่หลังมาแต่ผมก็ไม่สนใจ ขับรถออกจากบ้านทันที ป่วยการณ์ที่จะพูด…
ผับ A LAB
สถานบันเทิงชื่อดังย่านทองหล่อ หนึ่งในธุรกิจที่ทำกำไรให้ผมอย่างมหาศาลโดยไม่จำเป็นต้องเข้ามาดูแลก็ได้เพราะมีลูกน้องคนสนิทอย่างนิกกี้ประจำการอยู่ตลอด แต่ผมก็ยังคอยมาดูแลอยู่ทุกคืน คืนนี้ก็ไม่ต่างจากคืนไหนๆ ยังมีลูกค้ามาใช้บริการกันอย่างล้นหลามราวกับจ่ายเหล้าฟรี ผมเดินผ่านการ์ดหน้าผับที่ค้อมหัวทำความเคารพเข้ามาภายในผับฝ่าฝูงชนที่เต้นยั้วเยียะเป็นหนอนขึ้นมายังชั้นลอย โซนวีไอพีที่เปิดให้เฉพาะเพื่อนขึ้นมาดื่มเท่านั้น แล้วพวกมันก็นั่งกันหน้าสลอนอยู่ตรงชุดโซฟาเดี่ยวห้าตัวข้างระเบียง ผมก็เดินเข้าไปทิ้งตัวลงตรงโซฟาเดี่ยวหัวโต๊ะ
“วันนี้ไม่เช็กสต็อกเหรอ” ชิรันถามเสียงระรื่นให้ตายเถอะ ได้ยินประโยคนี้ทีไรก็อดหงุดหงิดไม่ได้ทถกที เคยมีประเด็นว่าผมเช็กสต๊อกบ่อยจนพวกแม่งคิดว่าผมแอบพาสาวๆ ไปกินเงียบๆ ที่นั่น บ้าบอมาก
“เออ ฝากผู้จัดการเช็กแล้ว” ผมตอบสุ้มเสียงหงุดหงิดพลางรับแก้วเหล้ามาจากบริกรที่คอยชงเหล้าแล้วกระดกขึ้นดื่มหมดแก้ว
ตึง! กระแทกแก้วลงบนโต๊ะอย่างไม่สบอารมณ์
“อ่า ไม่ได้เห็นมึงหงุดหงิดมานานแล้วนะ” ชิรันพูดขึ้นอย่างเกรงๆ ครามเองก็เหล่มองผมเช่นกันแต่เพราะไม่ใช่คนช่างพูดจึงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
“เรื่องหย่าเหรอ?” เจ้าบ่าวข้าวใหม่ปลามันพูดขึ้น ผมจึงเหลือบตาไปมองวินซ์ รู้อยู่แล้วล่ะว่าเรื่องนี้ต้องมาถึงหูพวกมันแน่ไม่ช้าก็เร็ว เพราะชิรันรู้โลกรู้ไงล่ะ แต่เวลามีปัญหาทุกคนก็มักจะวิ่งโล่ไปหามันนะ แปลกดี
“เออ แม่ไม่ให้หย่า แถมยังฉีกใบหย่าต่อหน้าต่อตากูด้วย”
“โหววว เล่นเบอร์ใหญ่เลยนะนั่น” ชิรันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ หน้าตามันปูเลี่ยนๆ เหมือนสงสารปนสังเวชผม
“ถ้าเป็นแค่เรื่องของคนสองคนก็คงจะเคลียร์ง่ายกว่านี้ แต่นี้มีคนที่สามเข้ามาเกี่ยวด้วยกูว่ายาก”
“ว่าแต่มึงเถอะ ฟรังก์ไปไหน ทำไมไม่มาด้วย” ผมถามหาภรรยาหมาดๆ ของเพื่อนสนิทจนมันเผลอขมวดคิ้ว
“นี่ถามเนี่ย คิดถึงเมียกูเหรอ” ผมหยักยิ้มมุมปากเมื่อเห็นท่าทีไม่พอใจของคนหวงเมีย
“เออ คนเคยๆ” การเย้าแหย่วินซ์คือความสนุกที่สุดของผมเลยล่ะ วินซ์จ้องหน้าผมเขม็งแต่ก็ถอนหายใจออกมาอย่างปลง
“ฟรังก์ ไม่ค่อยสบาย”
“อ้าว เป็นไรอ่ะ”
“ไม่รู้ ท้องไส้ไม่ค่อยดีมั้ง”
“อ่า แต่มึงก็ยังออกมาหาพวกกูเนี่ยนะ”
“ฟรังก์กินยาหลับไปแล้ว กูถึงได้ออกมาเนี่ย”
“ก็ว่าอยู่”
“แล้วชิรันครับ กูว่าวันนี้มึงเงียบผิดปตินะ” วินซ์ถามเพื่อนที่ประหยัดคำพูดมากกว่าปกติ เล่นเอาวงเหล้ากร่อยไปเลย คนถูกถามจึงถอนหายใจเผลอสีหน้าอมทุกข์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มออกมา
“พรุ่งนี้กูต้องไปดูตัวอ่ะดิ”
“ก็คิดว่าเครียดอะไร พูดอย่างกับไม่เคย”
“ก็เคย แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกันเพราะผู้หญิงคนนั้นคือแก้วรุ้ง”
“ว่าไงนะ!?” วินซ์โพล่งขึ้นมาทันที ส่วนผมก็เผลอหันขวับไปมองเพื่อนโดยอัตโนมัติ
“เออ ฟังไม่ผิดหรอก แก้วรุ้งเพื่อนคุณฟรังก์นั่นแหละ”
“แล้วยังไง เจอคนรู้จักก็ดีจะได้คุยกันง่ายๆ”
“ก็จริง แต่หลังจากที่โดนคุณฟรังก์ด่าไปวันนั้น กูก็ไม่กล้าสู้หน้าเขากับเพื่อนเขาเลยว่ะ”
“อ๋อ ที่ไปหาว่าแก้วรุ้งสำส่อนอ่ะนะ ก็สมควร” วินซ์สมน้ำหน้าเพื่อน
“รู้จักละอายใจก็ดีนะ” ครามที่เงียบมานานพูดขึ้นบ้าง
“เฮ้ย แต่กูไม่ได้คิดงั้นจริงๆ นะเว้ย แต่แม่ง…”
“ถ้าใจมึงบริสุทธิ์ก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไรเลย” ผมพูดขึ้นบ้าง
“แต่กูก็อึดอัดอยู่ดี ผู้หญิงแก๊งนั้นธรรมดาซะที่ไหนล่ะ”
“ก็จริง แต่แก้วรุ้งไม่ทำอะไรมึงหรอก ยัยนั่นแข็งแค่เปลือก แต่ถ้าเป็นขวัญเอยนี่ไม่แน่”
“แต่กูไม่อยากไปดูตัว ไม่ว่ากับใครก็ไม่อยากกก” ชิรันโวยเสียงยานผิดกับผมที่เงียบไปพลางยกเหล้าขึ้นจิบ
“มึงยังดีที่ได้ดูตัว กูนี่โดนมัดมือชกเลย เฮอะๆ”
“น่าสงสารจริงๆ พวกอาภัพรัก” วินซ์พูดยิ้มๆ ใช่ซิ มันได้แต่งงานกับคนที่มันรักและรักมันนิ เพิ่งมารู้สึกตอนนี้เองว่าเป็นมันก็ดีนะ มีอิสรเสรี ไม่ต้องคอยตามใจใครหรือเห็นหัวใคร ดีจริงๆ